สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 123 แบบนี้ไม่ใช่แล้ว...?(2) ༻
*****เปลี่ยนฉายา นัมกุงจิน เป็นราชันกระบี่นภา*****
[ คึๆ…. ]
[ คึคึคึคึ…! ]
เสียงหัวเราะที่ดังแว่วอยู่ข้างหูทำให้ข้ารู้สึกปวดหัวจี๊ด มันมีอะไรให้น่าขำนักนักหนา ถึงได้หัวเราะได้ทั้งวันแบบนี้ น่ารำคาญเสียจริง
“ขอร้องล่ะ ข้าขอให้เงียบเสียทีได้หรือไม่”
[ โอ๊ย! สะใจจริงๆ…! ตลอดชีวิตข้า ไม่มีครั้งใดจะรู้สึกสะใจถึงขนาดนี้มาก่อนเลย นับรวมแล้วยังไม่ถึงห้านิ้วเลยด้วยซ้ำ! ]
“…ท่านอายุปูนนี้แล้ว ยังจะนับรวมแค่นี้อยู่หรือ?”
[ คึคึคึคึ! ]
ข้าอดทนต่อความเพ้อเจ้อของตาแก่ชินไม่ไหว สุดท้ายจึงเดินออกมานอกลานฝึก ลมเย็นพัดมาเบาๆ ทว่าด้วยความร้อนภายในร่างกาย กลับแทบไม่รู้สึกอะไรเลย
ผ่านมาเพียงหนึ่งวันนับจากประลองกับนัมกุงจินเมื่อคืนก่อน อาจเป็นเพราะเรื่องที่ก่อไว้ใหญ่โตเกินไป ตอนนี้ทั้งตระกูลถึงกับแตกตื่นกันทั้งสิ้น
ใช่ว่าแค่ข้าประลองกับหัวหน้าตระกูลนัมกุงเพียงเท่านั้น แต่เพราะผู้นำตระกูลนัมกุงถึงกับยอมรับความพ่ายแพ้ต่างหากที่เป็นปัญหา
“…หน้าตาก็ไม่ใช่คนประเภทนั้นแท้ๆ แล้วอยู่ๆ ทำไมกัน”
หากแค่รับรองรางวัลจากการเดิมพันแล้วทำเป็นว่าข้าเป็นฝ่ายแพ้ เรื่องทุกอย่างก็คงจบลงด้วยดีทั้งสองฝ่าย ตำแหน่งของกาจูก็จะไม่ถูกกระทบกระเทือน และข้าเองก็คงไม่ลำบากเช่นกัน
แต่ที่พอจะนับเป็นโชคดีอยู่บ้างก็คือ… เขาไม่ได้พูดเรื่องที่ข้าใช้กระบี่ออกไป
เหตุผลในการประลองในครั้งนี้ก็เป็นฝ่ายข้าที่ถือไพ่เหนือกว่า หากแม้การลงมือของข้าจะดูรุนแรงไปบ้าง แต่นัมกุงจินก็ยอมรับความผิดของตนเอง เช่นนั้นแล้วเรื่องนี้คงไม่ลุกลามกลายเป็นข้อพิพาทระหว่างตระกูล
แต่นอกเหนือจากเรื่องนี้ ก็ยังมีเรื่องใหญ่ที่น่าหนักใจอีก
‘ทั้งหมดนี่ก็เพราะท่านนั่นแหละ…’
[ โอ้โห ดูเจ้าเด็กนี่สิ! ข้าช่วยเจ้าแท้ๆ แทนที่จะขอบคุณ กลับมาว่าข้าเสียได้ ]
‘ถ้าคิดจะช่วย ก็ช่วยให้สุดทางไปเลยสิ…!’
ศิษย์บ้าศิษย์บออะไรกัน
กับหัวหน้าตระกูลนัมกุงอันเกรียงไกรของยุทธภพ ตาแก่บ้านี่ดันไปพูดว่าให้เขามาเป็นศิษย์ทั้งที่ควบคุมร่างข้าอยู่แบบนี้มัน… ฟังดูบ้าบออะไรเช่นนี้
ดันเผลอพูดเรื่องไร้สติกับคนที่หยิ่งทะนงและถือศักดิ์ศรีเช่นนั้นเข้า… แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว
ข้าเหลือบมองชายที่กำลังหลับตาพิงต้นไม้อย่างสงบนิ่ง รู้สึกว่าหัวจะยิ่งหนักหน่วงขึ้นไปอีก
และเขาก็เอ่ยกับข้าว่า
“เจ้ามาแล้วหรือ”
“…ท่านรอข้านานหรือไม่?”
“ไม่นานนัก”
จักรพรรดิกระบี่ท้องนภา-นัมกุงจิน ยืนพิงต้นไม้ เฝ้ารอข้าอยู่ตรงนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เจอกันอีกครั้งหลังจากเมื่อวานที่เขาถูกหิ้วไปโดยครึ่งหนึ่งยังถูกพันธนาการไว้
“ท่านยังสบายดีหรือไม่?”
“หมายถึงสิ่งใดกัน?”
“หมายถึงร่างกายของท่าน”
“ข้าไม่เป็นไร ไม่มีบาดแผลใด”
แม้จะเป็นการประลองด้วยกระบี่จริง แต่ทั้งข้ากับนัมกุงจินต่างก็ไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ อยู่ดี ก็เพราะตาแก่ชินไม่ได้เหวี่ยงกระบี่เพื่อฆ่าใคร และกระบี่ของนัมกุงจินก็ไม่เคยเฉียดโดนข้าด้วยซ้ำ
นัมกุงจินยืนจ้องมองข้าเงียบๆ สายตาแบบไหนกันแน่ ข้าเองก็ไม่อาจเข้าใจได้ แต่ใบหน้าอันหล่อเหลาคล้ายคลึงกับนัมกุงชอนจุนของเขานั้น กลับชวนให้อึดอัดยิ่งนัก
“ข้าได้จัดการไว้แล้วว่าจะไม่มีสิ่งใดกระทบกระเทือนต่อคุณชาย”
“…”
“เหตุใดถึงมีสีหน้าเช่นนั้น?”
สิ่งที่ทำให้ข้าอึดอัดใจไม่ใช่เพียงคำพูด แต่รวมถึง… คำเรียกขานนั่นด้วย คุณชาย…? เมื่อวานยังเรียกว่าพวกสารพัดคำหยาบสารพัดคำด่าอยู่เลย!
“หากไม่ชอบคำเรียกขานนี้ เช่นนั้นเรียกว่าศิษย์อาจารย์ดีหรือไม่?”
“ไม่ขอรับ”
[ คึคึคึ…! ]
ข้าตอบปฏิเสธอย่างหนักแน่น และนัมกุงจินก็พูดต่ออย่างจริงจัง
“ข้าไม่ได้คิดว่าเจ้าพูดคำนั้นด้วยความตั้งใจจริงหรอกนะ”
“แน่นอน… มันไม่ใช่ความตั้งใจจริง”
[ เหตุใดเจ้าถึงไม่รับรู้ความจริงใจของข้ากันเล่า ข้าน่ะพูดจากใจจริงเลยนะ! ]
ข้าเพิกเฉยต่อคำพูดของตาแก่ชิน ตอนนี้ในหัวข้าเต็มไปด้วยคำถามว่าจะเก็บกวาดเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างไรดี
การที่ข้าใช้กระบี่กดดันในการประลองนั้น พอจะมีเหตุผลอธิบายได้อยู่บ้าง อย่างน้อยก็ไม่ได้ใช้การเดิมพัน อีกทั้งร่างกายข้าก็อยู่ในระดับสูงสุด และตระกูลกู่เองก็เป็นตระกูลที่เชี่ยวชาญทั้งการต่อสู้ด้วยมือเปล่าและกระบี่
ถ้าจะอ้างว่าเพราะข้ามีพรสวรรค์ล้นเหลือจึงทำได้ ก็คงไม่มีใครสามารถแย้งได้เต็มปาก แม้อาจมีข้อสงสัยหรือความไม่พอใจอยู่บ้าง แต่หาหลักฐานจับผิดไม่ได้ก็คงทำอะไรไม่ได้
แต่สิ่งที่ข้าไม่อาจหาเหตุผลมาอธิบายได้เลยก็คือ การที่ข้าใช้วิชากระบี่ของตระกูลนัมกุง
ไม่ใช่บุตรลับของตระกูล ไม่ใช่ศิษย์ที่ถูกซ่อนไว้ ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น
‘ท่านคิดจะให้ข้าทำยังไงกับเรื่องที่ก่อไว้กันแน่ขอรับ…’
[ แต่เจ้าก็โยนภาระมาที่ข้าไม่ใช่หรือ ]
‘อึ่ก…’
ข้าจ้องมองนัมกุงจินอีกครั้ง สายตาของเขาในตอนนี้ไม่หลงเหลือแววโกรธเคืองเหมือนเมื่อคืนอีกแล้ว กลับสงบนิ่งจนชวนให้รู้สึกแปลกประหลาด
จากนั้น เขาจึงเอ่ยกับข้าว่า
“เรื่องนี้ ข้ายังมิได้เผยแพร่ไปในที่สาธารณะ”
น้ำเสียงเย็นเยียบ
“ไม่ใช่การข่มขู่หรอกนะ ข้าไม่ใช่คนที่จะทำเรื่องเยี่ยงนั้น การเดิมพันข้าเองก็ยอมรับได้อยู่แล้ว อย่างไรเสียบุตรีของข้าก็หมั้นหมายกับเจ้าตามที่ตกลงไว้”
สีหน้าเขาไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ เขาคิดเห็นเช่นไรกับนัมกุงบีอากันแน่? ถึงได้กล่าวเรื่องนี้ออกมาโดยไม่แม้แต่จะถามความเห็นของนางเลยด้วยซ้ำ
แม้ทุกอย่างจะดำเนินไปตามที่ข้าต้องการ ทว่า… ความรู้สึกขุ่นใจกลับยังหลงเหลืออยู่
“อย่างที่ข้ากล่าวไว้เมื่อวาน หากเจ้าปรารถนาสิ่งใด ข้าจะมอบให้ หากเจ้าต้องการให้ข้าคุกเข่าลง ข้าก็จะทำ หากเจ้าต้องการให้มองว่าเป็นอาจารย์ ข้าก็จะยอม”
เขากล่าวคำพูดน่าหวาดหวั่นเหล่านั้นออกมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“…เรื่องแค่นี้ ท่านถึงกับต้องทำขนาดนั้นเลยหรือขอรับ”
“ว่าไงนะ? เรื่องแค่นี้? ล้อกันเล่นหรือไง! คุณชาย… เจ้าเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งนั้นคืออะไร แล้วจะกล้าพูดว่าเรื่องแค่นี้ได้อย่างไรเล่า?”
ข้าย่อมรู้… รู้ถึงคุณค่าของกระบี่ที่ตาแก่ชินแสดงให้ดูเมื่อคืน และหากเป็นนัมกุงจิน ย่อมต้องเข้าใจถึงคุณค่านั้นได้ลึกซึ้งกว่าข้าเสียอีก
แต่ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่า ถึงขั้นต้องยอมก้มศีรษะลงให้ด้วยท่าทีอ่อนน้อมถึงเพียงนี้เลยหรือ?
“สำหรับข้าในยามนี้… มันคือสิ่งจำเป็นเหนือสิ่งอื่นใด”
บางทีนัมกุงจินอาจมองสิ่งนั้นเป็นเศษเสี้ยวของสัจธรรม หรือบางทีเขาอาจตกหลุมหลงใหลในเส้นทางแห่งกระบี่ไปแล้วก็ได้
ในโลกของจอมยุทธ์ มรรคาวิชาที่สูงส่งนั้นเปรียบเสมือนยาพิษ หากหลงใหลจนเกินควร ก็มิอาจถอนตนออกมาได้อีก
แต่ปัญหาก็คือ ข้าไม่มีทางถ่ายทอดสิ่งนั้นให้เขาได้
แม้จะเคยแสดงให้ดูแล้ว ทว่าข้ากลับไม่มีหนทางจะถ่ายทอดสิ่งนั้นเลย… มันช่างเป็นสถานการณ์ที่ชวนปวดหัวสิ้นดี
จะให้พูดตอนนี้ว่า ‘ที่จริงแล้วข้าเองก็ไม่เข้าใจมันนักหรอกขอรับ’ น่ะหรือ…
‘เขาจะเชื่อหรือ?’
[ แน่นอนว่า… ไม่เชื่อหรอก ]
ข้าชะงักไปกับเสียงหัวเราะระคนเย้าของตาแก่ชิน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นถามนัมกุงจินด้วยความสงสัยที่ผุดขึ้นมา
“ท่าน… ไม่สงสัยหรือขอรับ ว่าทำไมข้าถึงสามารถใช้กระบี่ของตระกูลนัมกุงได้?”
คำถามนี้สำคัญยิ่ง… หากเป็นสถานการณ์ปกติ นี่น่าจะเป็นสิ่งที่นัมกุงจินควรสอบถามก่อนเรื่องอื่นทั้งหมดด้วยซ้ำ
ไม่น่าสงสัยหรือ?
ต่อให้หลงใหลในกระบี่จนหลับหูหลับตาไปหมด แต่สิ่งที่เขาควรถามก่อนกลับไม่เคยหลุดออกมาจากปากเลยแม้แต่คำเดียว
แต่แทนที่จะตอบคำถาม ข้า… นัมกุงจินกลับเผยสีหน้าฉงน
“ข้าจำเป็นต้องถามด้วยหรือ?”
“…หมายความว่าอย่างไร?”
“ข้าหมายถึง… เจ้าย่อมต้องเป็นคนแบบเดียวกันกับพวกเขาอยู่แล้ว เช่นนั้นจะถามไปทำไมอีกเล่า?”
พวกเขา?
‘…หมายถึงใครกันแน่?’
คำพูดที่หลุดออกจากปากของนัมกุงจินช่างเหนือความคาดหมายโดยสิ้นเชิง นี่มิใช่เพราะเขาไม่ได้คิดอะไร… แต่เพราะเขามีข้อสันนิษฐานอันใกล้เคียงความจริงอยู่ในใจแล้วต่างหาก
ตอนแรกข้าแอบคิดว่าเขาอาจหมายถึงตำหนักรัตติกาล แต่ก็ไม่ใช่แน่นอน เพราะบริบทตอนนี้ไม่มีทางโยงถึงชื่อนั้นได้
เช่นนั้นแล้ว… ใครคือ “พวกเขา” ที่นัมกุงจินกล่าวถึงกันแน่?
ใครกัน… ที่ทำให้เขากล้าผ่านประเด็นนี้ไปอย่างไม่ใส่ใจเลย?
เมื่อข้ายังคงเงียบอยู่ นัมกุงจินก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“คุณชาย…?”
“ใช่แล้วขอรับ ข้าไม่คิดว่าท่านหัวหน้าตระกูลนัมกุงจะรู้เรื่องนี้ด้วย”
เมื่อเห็นว่านัมกุงจินเริ่มมีท่าทีเคลือบแคลง ข้าจึงทำหน้าด้านหน้าทนตอบกลับไปโดยไม่ลังเล เพราะหากตอบว่าไม่ใช่แล้วล่ะก็… ข้าคงไม่มีคำแก้ตัวใดมาอธิบายได้เลย
[ เจ้าช่างหน้าด้านได้อย่างน่าอัศจรรย์จริง ๆ… ]
‘ทั้งหมดนี่ก็เพราะท่านทำเรื่องปั่นป่วนไว้ก่อนนั่นแหละ อย่ามาว่าข้าเลย’
[ แล้วเจ้าคิดว่ามันจะผ่านพ้นไปได้รึ? ]
‘ไม่เลยขอรับ… ข้าก็รู้ว่าไม่โอเค แต่ทุกอย่างมันเริ่มจากท่านทั้งนั้นแหละ’
[ เจ้ามันกินแล้วก็โยนขี้ใส่ข้า แล้วดูยังมีหน้ามาโทษข้าอีกเนอะ เจ้าหน้าไม่อาย! ]
หากไม่ระวัง ข้าอาจต้องยอมรับเอาหัวหน้าตระกูลนัมกุงเป็นศิษย์ก็เป็นได้… จะให้ข้านิ่งดูดายได้อย่างไรเล่า อย่างน้อยต้องทำอะไรสักอย่าง
ถึงไม่รู้ว่า “พวกเขา” ที่นัมกุงจินกล่าวถึงคือใคร แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลมากพอจะทำให้นัมกุงจินยอมรับเรื่องนี้ได้โดยไม่ติดใจสงสัย
เพียงแค่มีภาพว่าข้าเป็นคนของพวกเขา ต่อให้เป็นสายเลือดแห่งตระกูลกู่ แต่ถือครองวิชากระบี่ของนัมกุงไว้ ก็จะไม่เป็นเรื่องผิดแปลกอะไรเลย
‘…มันอะไรกันแน่?’
พอคิดแบบนั้นแล้ว ข้ากลับนึกไม่ออกว่ามีองค์กรใดเข้าข่ายแม้แต่น้อย แค่รับมือกับ ตำหนักรัตติกาล ก็แทบจะไม่ไหวอยู่แล้ว ยังจะให้ข้านึกหากลุ่มอื่นที่ตรงกับเงื่อนไขพิสดารนี่อีกหรือ?
มีกลุ่มที่ตรงเงื่อนไขเหล่านี้จริงหรือ?
‘ในความทรงจำข้า ไม่มีแน่ชัดเลยสักคน…’
ในกรณีเช่นนี้ มีความเป็นไปได้อยู่สองทาง
หนึ่ง—องค์กรนั้นอาจเป็นกลุ่มที่ยังไม่เปิดเผย
สอง—นี่อาจเป็นแผนลวงของนัมกุงจินเองก็เป็นได้
ความคิดมากมายหมุนวนอยู่ในหัวไม่หยุด พอคิดจะเรียบเรียงก็ยิ่งยุ่งเหยิง
ในขณะที่ข้ากำลังครุ่นคิด นัมกุงจินก็พูดขึ้นต่อ
“ถึงกับเผยตัวตนออกมาเพื่อถ่ายทอดสิ่งนั้นให้แก่ข้า เช่นนั้นข้าจึงคิดว่าเจ้าคงมีสิ่งที่ต้องการตอบแทน”
“…นั่นสินะขอรับ?”
แน่นอนว่าข้าไม่ได้ต้องการอะไรทั้งสิ้น แม้จะมีจริง ข้าก็ไม่มีวันมาขออะไรจากเขาแน่นอน
[ โอ้! เรื่องนี้มันเริ่มยุ่งเข้าทุกทีแล้วสิ ]
‘…ท่านสนุกกับเรื่องนี้หรืออย่างไร?’
ข้าแทบไม่รู้แล้วว่ามันเริ่มผิดพลาดจากจุดไหน สมองแทบจะไหม้เพราะวิเคราะห์ไม่ทัน แต่ตาแก่ชินกลับดูสนุกเสียเต็มประดา
ข้าชักสงสัยว่านัมกุงจินกำลังเข้าใจว่าข้ามีใครหนุนหลังอยู่กันแน่?
“ความจริงแล้ว ข้าอยากจะพูดคุยเรื่องนี้กับเจ้าเดี๋ยวนี้เลยด้วยซ้ำ… แต่ก่อนอื่น ข้าคิดว่าควรพูดถึงคนของข้าก่อน”
“หมายถึงอะไรหรือขอรับ?”
“เมื่อวาน ข้าได้ยินมาว่าคนของข้าทำให้ลูกน้องของเจ้าบาดเจ็บสาหัสจนต้องนอนซมอยู่บนเตียง”
“…ใช่ขอรับ”
คนผู้นั้นชื่อ-บีฮี เป็นข้ารับใช้ฝ่ายเขา แม้ข้าจะจำชื่อเขาไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่วินาทีสุดท้าย… สายตาที่เขามองมาหาข้า ยังตรึงอยู่ในความทรงจำอยู่รางๆ
“เพราะเรื่องนั้นเอง… ตอนนี้เจ้าก็ได้จัดการลูกน้องข้าจนแทบจะกลายเป็นศพทั้งเป็นไปหลายคนแล้วเช่นกัน”
“แต่ท่านไม่ได้ตั้งใจจะกล่าวโทษข้าใช่หรือไม่? เช่นนั้น… ท่านจะเอ่ยถึงเรื่องนี้ทำไมกัน?”
“ข้าไม่ได้จะโทษเจ้า เพียงแต่อยากบอกให้เข้าใจไว้ว่า แม้ตระกูลนัมกุงจะทรงอำนาจเพียงใด แต่ก็มิได้มีสิทธิ์ไปในเขตแดนของตระกูลอื่นแล้วปฏิบัติต่อข้ารับใช้อย่างนั้นตามอำเภอใจหรอกนะ” นัมกุงจินกล่าวเรียบเฉย
ใช่แล้ว… นั่นแหละที่มันทำให้ข้ารู้สึกทั้งงง ทั้งอึ้ง และตลกในเวลาเดียวกัน
ตระกูลกู่มิใช่ตระกูลที่ใครจะกล้ามองข้ามหัวได้ง่ายๆ และที่สำคัญพวกเขามาที่นี่เพราะการหมั้นหมาย
แล้วที่นี่… กลับมีคนกล้าปฏิบัติต่อข้ารับใช้ของว่าที่ญาติผู้น้องในแบบนั้นงั้นหรือ?
หากมิใช่มองตระกูลข้าไร้ค่าเสียยิ่งกว่ารังมด ก็ไม่มีทางจะกล้าทำเช่นนั้น
ในขณะที่ข้ากำลังคิดไปต่างๆ นานา นัมกุงจินก็พูดขึ้นมา
“ไม่มีใครในพวกเรากระทำเรื่องนั้น”
“…ท่านว่าอย่างไรนะขอรับ?”
“รวมถึงตัวข้าด้วย ไม่มีใครในตระกูลนัมกุงกระทำเรื่องเช่นนั้นเลย”
ข้ามาเพื่อเจรจาเรื่องวิชา แต่แทนที่จะขอโทษ กลับปฏิเสธหน้าตาเฉย คำพูดนี้มันเหมือนจะทำให้เลือดในกายข้าเดือดพล่าน
“งั้นชายที่ข้าพบหน้าประตูเรือนเมื่อวันก่อนนั่น เป็นวิญญาณหรืออย่างไร?”
ภาพชายผู้นั้นผุดขึ้นในหัวอีกครั้ง ข้าเข้าใจได้ทันทีจากท่าทีของเขาต่อข้ารับใช้ ว่ามีบางอย่างผิดปกติจึงลงมือจัดการเสียก่อนจะพุ่งเข้าไป และท้ายที่สุดบีฮี ข้ารับใช้ของข้าก็หมดสติล้มลงอยู่ที่นั่น
นัมกุงจินย้อนถามข้าด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ข้าจึงต้องถามเจ้าว่า ชายผู้นั้นเป็นใคร?”
“นี่มัน… ท่านพูดอะไรกันแน่ขอรับ?”
“ข้าหมายถึงว่า ชายที่เจ้าพบไม่ใช่คนของตระกูลนัมกุง ทั้งการทำร้ายข้ารับใช้ และการนำร่างเขาไปซ่อนไว้ที่ห้องส้วมด้านหลัง ก็ไม่ใช่ฝีมือของคนของข้า คนของข้าไม่รู้เรื่องนี้เลย”
คำพูดของเขาทำให้ข้าถึงกับเบิกตากว้าง มองเขาด้วยแววตาสั่นไหว
“ท่านจะให้ข้าเชื่อเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้หรือ?”
“ผู้ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลนัมกุงต้องผ่านพิธีประทับคำสาปผนึก หากไม่เชื่อ ข้าเรียกเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชามาให้เจ้าสอบถามได้
แต่หากแม้กระทั่งข้าก็ยังไม่น่าเชื่อถือ ข้าก็เข้าใจ เพราะตระกูลกู่เองก็มีวิธีตรวจสอบที่แม่นยำอยู่แล้วมิใช่หรือ?”
สีหน้าและท่าทางของนัมกุงจินไม่แสดงความรู้สึกผิดหรือหลบเลี่ยงใดๆ ดูเหมือนเขาจะพูดด้วยความสัตย์จริง แต่เรื่องนี้… จะให้เชื่อได้ง่ายๆ ก็ใช่เรื่อง
ชายที่ข้าเจอหน้าประตูเรือนตอนนั้น ข้าเป็นคนจับแขนเขาบิดหักซี่โครงไปสองสามซี่ แล้วยังเสยคางเขาจนหมดสติ ข้ารู้สึกถึงพลังของเขาอย่างชัดเจนจากการปะทะกันโดยตรง
หน้า… ใบหน้าของเขาเป็นอย่างไรนะ?
…เลือนราง แม้จะเห็นเพียงชั่วครู่ แต่ก็น่าแปลกที่ข้านึกไม่ออกเลยว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไร
“ข้าได้รายงานเรื่องนี้กับหัวหน้าตระกูลกู่ไปแล้ว แต่ข้ามาอีกครั้งเพื่อยืนยันให้แน่ใจ ข้าคงต้องส่งสารไปอย่างเป็นทางการด้วย”
“…แล้วคนของท่านล่ะ พวกเขาว่าอย่างไร?”
“พวกเขาบอกว่าไม่รู้เรื่อง เหมือนกับความทรงจำทั้งกลุ่มถูกลบเลือนไปพร้อมกันอย่างไรอย่างนั้น”
แม้ฟังแล้วจะไร้สาระ แต่ข้าก็อดกลืนน้ำลายแห้งๆ ลงคอไม่ได้
หากคำพูดของนัมกุงจินเป็นความจริง งั้นตอนนี้ปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องเขาจะมาเป็นศิษย์หรือไม่อีกต่อไปแล้ว…
“…ตอนนี้คงต้องรอให้ข้ารับใช้ของข้าฟื้นตัวเสียก่อน…”
นัมกุงจินยังกล่าวต่อแต่ข้ามิได้ตั้งใจฟังอีกแล้ว ข้าหันหลังให้และเดินจากไปทันที
[ เจ้าจะไปที่ใด? เรื่องยังค้างอยู่ไม่ใช่หรือ ]
‘ข้าจะไปพบท่านพ่อ’
การที่คนของเขาพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “จำไม่ได้” และใบหน้าของชายผู้นั้นที่ข้านึกไม่ออกแม้แต่น้อย… เพียงแค่นั้นก็ทำให้สัญญาณเตือนดังขึ้นในหัวอย่างไม่อาจหยุดได้
‘…เป็นไปไม่ได้’
รูปลักษณ์บางอย่างของชายผู้นั้น ทำให้ข้านึกถึง “มัน” ขึ้นมาโดยไม่ตั้งใจ แต่นั่นย่อมเป็นไปไม่ได้โดยสิ้นเชิง
เพราะ “มัน” ควรจะถูกจองจำอยู่ใต้ดินของตระกูลกู่ในตอนนี้ต่างหาก
◇◆
เปรี๊ยะ… กร๊อบ…
เสียงข้อต่อเสียดังระงมไปทั่วห้องราวกับกระดูกถูกบดขยี้ ชายคนหนึ่งกำลังจัดแขนที่บิดเบี้ยวกลับเข้าที่อย่างช้าๆ
เปรี๊ยะ…
“แรงใช้ได้เลยแฮะ ไม่คิดเลยว่าเด็กเปรตนั่นจะเล่นข้าซะเยินขนาดนี้ รู้ไหมว่าซี่โครงข้าก็แหลกไปด้วยน่ะ?”
เขากล่าวพลางจ้องมองไปยังเงามืดรอบตัว ในห้องที่ควรไม่มีใครอยู่ แต่กลับมีเสียงตอบกลับมาจากความมืด
“เจ้าหนีออกมาได้แท้ๆ แต่กลับเลือกจะทำเรื่องโง่ๆ แทนรึ”
“หนีเรอะ? โธ่ตาแก่ พูดเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยนะ คิดว่าข้าจะดูดเอาผลประโยชน์จากพวกนัมกุงพวกนั้นได้ง่ายๆ หรือยังไง?”
“นั่นคือเงื่อนไขของข้อตกลง เจ้าก็ต้องปฏิบัติตามให้ได้”
“เฮอะ ช่างน่าขำ”
ชายคนนั้นสบถอย่างหงุดหงิด พร้อมทั้งโยนสมุดเล่มหนึ่งเข้าไปในความมืด
“ข้าเขียนมาให้ครบแล้วตามที่ต้องการ พอใจแล้วใช่ไหม?”
“เรื่องนี้ใช้ได้ แล้วภารกิจที่สองล่ะ?”
“ก็รู้อยู่แล้วนี่ ยังจะถามอะไรอีก? ล้มเหลว… มีตัวขวางเข้ามาตอนท้าย”
“หมายถึงคนที่ทำให้ร่างเจ้าเละขนาดนี้น่ะหรือ?”
“ก็ใช่น่ะสิ หมอนั่นแรงเยอะใช่ย่อย ข้าเจ็บซะจนแทบทนไม่ไหวเลยแหน่ะ ถ้าไม่โดนหนักขนาดนั้นคงโดนจับได้แน่ บอกแล้วไงว่าให้ฆ่ามันทิ้งแล้วฝังกลบซะ จะได้ไม่ต้องยุ่งยากอะไร”
“หยุดพูดอะไรโง่ๆไว้แค่นั้นแหละ ล้มเหลวก็จบแค่นั้น ไม่ใช่เรื่องสำคัญอยู่แล้ว”
หากใช้ผู้ฝึกยุทธ์แทนข้ารับใช้ตั้งแต่แรก ก็คงปั่นความสัมพันธ์ให้บิดเบี้ยวได้ง่ายกว่านี้ ชายคนนั้นคิดในใจว่า เขาไม่มีวันเข้าใจคำพูดของเจ้าตาเฒ่าบัดซบนี่ได้เลย
เสียงของชายชราเอ่ยขึ้นจากความมืด
“ใบหน้านั่น… คงพอแล้วล่ะ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในตระกูลนัมกุงต่อแล้ว กลับมาได้”
“กำลังจะเริ่มรู้สึกผูกพันแท้ๆ เสียดายนิดหน่อยนะ”
พร้อมกับคำพูดอันเสียดสีของเขา กล้ามเนื้อใบหน้าก็เริ่มบิดเบี้ยวอย่างน่าสยดสยอง
กร๊อบ… เปรี๊ยะ…
ร่างของชายวัยกลางคนค่อยๆเปลี่ยนไปเป็นชายชรา จากชายชรากลายเป็นสตรีวัยกลางคน และสุดท้าย… กลับกลายเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
ในตอนนี้… ร่างที่กลายเป็นเด็กหนุ่มแล้วเอ่ยถามชายชรา
“คราวนี้ข้าพักได้สักทีใช่ไหม?”
แม้น้ำเสียงจะยังคงเดิม ทว่าพอใบหน้าเปลี่ยนไปเสียงก็เปลี่ยนเป็นอีกคนโดยสิ้นเชิง
“ต่อไปคือ… วัดเส้าหลิน”
“…เวรจริง ไม่ให้ข้าพักบ้างเลยรึ?”
“หากอยากถูกขังให้นานกว่านี้อีกหน่อย ก็เอาเช่นนั้นก็ได้”
“เวรเอ๊ย… เอาเถอะ จะให้ข้าทำอะไรก็ว่ามา”
แม้จะเต็มไปด้วยคำด่า แต่ชายชราก็ตอบกลับอย่างเรียบเฉย
“เหมือนทุกครั้ง เจ้าก็แค่ขโมยสิ่งที่จำเป็นมาให้ได้ก็พอ ข้าคิดว่าเวลาจนกว่าฤดูหนาวจะสิ้นสุด… คงเพียงพอแล้วกระมัง?”
“เวลาแม่งก็ช่างบัดซบ พอข้าหลุดจากที่นี่ได้เมื่อไหร่… รู้ไหมว่าข้าจะทำสิ่งแรกคืออะไร?”
“ข้าได้ยินมานับร้อยหนแล้ว เจ้าจะฆ่าข้าเป็นคนแรกใช่ไหมล่ะ”
“ก็รู้นี่นา รอข้าด้วยล่ะ”
“ข้าจะรอ… พร้อมกับผลงานที่เจ้าจะเอากลับมา”
ไม่มีคำตอบใดอีกต่อจากนั้น เพราะเด็กหนุ่ม… ได้หายตัวไปแล้ว
แต่สำหรับชายชราแล้วนั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอ เขาไม่ได้ใส่ใจแม้แต่น้อย
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่สารลับฉบับหนึ่งที่ถือไว้ในมือ เนื้อหานั้น… ชวนให้รู้สึกน่าสนใจยิ่ง เพราะมันเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ล้มเหลวในคราวนี้โดยตรง
ผู้ส่งสารลงชื่อว่า กู่ชางจุน
ชายชราค่อยๆอ่านเนื้อหาในจดหมายจนถึงบรรทัดท้ายสุด จากนั้นจึงประทับตราลงบนสารอย่างแน่นิ่ง
ซึ่งนั่น คือสัญญาณของการ-ยอมรับภารกิจ