สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 126 ข้าจะไปรู้ได้ยังไงกันเล่า!? (1) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่ 126 ข้าจะไปรู้ได้ยังไงกันเล่า!? (1) ༻
ถังโซยอลถึงกับต้องหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง เพราะนางคิดว่าตนคงฟังผิดไปเอง
นัมกุงบีอาเพิ่งบอกว่านางได้นอนกับกู่หยางชอน ไม่เพียงแค่นั้น… ยังบอกว่านอนกุมมือกันอีกด้วย
แล้วนี่อะไรนะ? อาจจะตั้งครรภ์ขึ้นมาแล้วอย่างนั้นหรือ?
ถังโซยอลเริ่มสงสัยว่าคำพูดนั้นจะเป็นคำเปรียบเปรยหรือไม่
‘บอกว่าแค่นอนกุมมือ… หรือจริงๆ แล้วหมายถึงไม่ใช่แค่กุมมือเท่านั้น?’
หลังจากตั้งสติจากแรงกระแทกทางจิตใจที่ถาโถมเข้ามาได้พอประมาณ ถังโซยอลก็เอ่ยปากถามนัมกุงบีอาอย่างระมัดระวัง
“พี่… เอ่อ… มือ… เรื่องนั้น…”
ปัญหาคือนางไม่รู้จะเริ่มถามยังไงดี จะเลือกใช้คำแบบไหนก็ลำบากใจไปหมด พอจะเอ่ยปากถามอะไรสักอย่าง หูกลับร้อนผ่าวขึ้นมาทันทีอย่างไม่อาจห้ามได้
ในที่สุด ถังโซยอลที่เอาแต่พูดตะกุกตะกักอยู่นานก็กลั้นใจถามออกมาโดยที่นางยังหลับตาแน่น
“…แค่กุมมือเฉยๆ ใช่ไหม?”
“ไม่ใช่หรอก”
“…!”
ถังโซยอลเม้มปากแน่นกับคำปฏิเสธอันหนักแน่นของนัมกุงบีอา สรุปว่า… มันเป็นคำเปรียบเปรยจริงๆ งั้นหรือ?
ความรู้สึกเศร้าเริ่มก่อตัวขึ้นในใจนางทันที แต่ก็ต้องพยายามระงับอารมณ์เอาไว้
“ก็…กอดกันด้วย…”
“หา…?”
“เหมือนจะ…จับแก้มด้วยมั้ง”
นัมกุงบีอาตอบด้วยท่าทีเขินอาย ใบหน้าขึ้นสีเล็กน้อยและหลบตาอย่างน่ารักยิ่ง ทำให้ความสงสัยในใจของถังโซยอลเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความมั่นใจขึ้นทุกขณะ
บางอย่างมัน…แปลก
แปลกมากด้วย
ถังโซยอลจ้องนัมกุงบีอาด้วยหางตาแคบเฉียบอย่างกับปลากะพง พร้อมกับถามอย่างเคลือบแคลง
“…แล้วนอกจากนั้นล่ะ?”
“นอกจากนั้น…ต้องทำอะไรอีกเหรอ…?”
“…”
ในที่สุด ความเข้าใจผิดทั้งหมดก็ถูกคลี่คลาย และความอึดอัดในอกของถังโซยอลก็เหมือนได้รับการชำระล้างจนหมดสิ้น
สาวน้อยโตขนาดนี้แล้ว ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องพรรค์นี้เลยงั้นหรือ?
ถังโซยอลเริ่มกังวลว่านัมกุงบีอาอาจไม่มีความรู้พื้นฐานในเรื่องสำคัญของชีวิตเลยแม้แต่น้อย ตระกูลนัมกุงไม่สอนเรื่องเพศศึกษาให้เด็กในจวนหรืออย่างไร?
สำหรับนางเอง แน่นอนว่าผ่านการเรียนมาอย่างเป็นระบบจากตระกูล แล้วยังอุตส่าห์ศึกษาด้วยตนเองเพิ่มเติมอย่างมุ่งมั่นด้วยซ้ำ
แต่ว่าแค่กุมมือกันแล้วจะท้องเนี่ยนะ…?
ถ้าจะพูดแบบนั้นล่ะก็ น่าจะบอกว่าเพราะหงส์หรือนกกระเรียนคาบเด็กมาส่งยังจะน่าเชื่อกว่าด้วยซ้ำ คำพูดแบบนี้มันน่ารักเกินไปแล้วจริงๆ
ท้ายที่สุด ถังโซยอลก็ขยับตัวเข้าไปนั่งข้างนัมกุงบีอาเงียบๆ แน่นอนว่านัมกุงบีอาคงสงสัยว่าเหตุใดจู่ๆ นางถึงมานั่งใกล้กันเช่นนี้ แต่สำหรับถังโซยอลมันคือความเมตตาอย่างหนึ่ง
เพราะข้างๆ ยังมีวีซอลอาผู้มีหน้าตาใสซื่อจ้องมองมาอย่างสงสัยอยู่ด้วยสายตาเหมือนจะถามว่า “อะไรเหรอคะ?” นางเลยไม่กล้าพูดโต้งๆ ออกมาต่อหน้าคนอื่น
“เอ่อ… พี่…”
“เรื่องแค่นั้นน่ะ… มันทำให้ท้องไม่ได้นะ”
แม้ลังเลว่าจะพูดดีหรือไม่ แต่นางก็ไม่อาจปล่อยให้พี่สาวตรงหน้าเข้าใจผิดต่อไปได้อีกแล้ว
ถังโซยอลโน้มตัวไปกระซิบข้างหูนัมกุงบีอา แล้วเริ่มอธิบายความรู้ที่จำเป็นในเรื่องนี้… ค่อยๆเลือกเฉพาะส่วนสำคัญที่เหมาะสม พร้อมเล่าให้อีกฝ่ายเข้าใจทีละเรื่อง ทีละขั้น
ถังโซยอลจะรู้บ้างไหมนะ ว่านางอธิบายได้เข้าใจง่ายกว่าที่คาดไว้มากทีเดียว
และเพราะแบบนั้นนัมกุงบีอาจึงได้ตระหนักถึงความจริงในวันนั้น พร้อมทั้งได้สัมผัสกับโลกใบใหม่ไปพร้อมกัน
มันคือห้วงขณะของการเติมเต็ม “ความรู้”
◇◆
จนกระทั่งยามโพล้เพล้ข้าถึงได้กลับมาถึงเรือนของตนเอง เพราะใช้เวลาติดอยู่กับนัมกุงจินนานกว่าที่คิด
อย่างน้อยที่สุด ข้าก็สามารถดำเนินการเรื่องสัญญาได้จนจบสมบูรณ์ตามที่ตั้งใจ
[ไม่คิดเลยว่าเด็กของตระกูลนัมกุงจะยอมรับง่ายขนาดนั้น]
“ข้าเองก็ไม่คาดคิดเช่นกันขอรับ”
ทั้งตาแก่ชินและข้าต่างก็อดรู้สึกแปลกใจไม่ได้ที่นัมกุงจินยอมรับข้อเสนอของข้าอย่างง่ายดายถึงเพียงนั้น
แม้จะเรียกว่าเป็นสัญญา แต่แท้จริงแล้วสิ่งนั้นก็มีลักษณะคล้ายคำสาปสะกดพลังมากกว่า แม้อักขระที่เขียนลงบนกระดาษนั่นไม่มีพลังควบคุมอะไรได้ในทางปฏิบัติเลยก็ตาม
ตึก ตึก ตึก…
แม้ข้าจะเดินอยู่ ร่างกายก็ยังเคลื่อนไหวเบาๆ อย่างต่อเนื่อง เพราะตลอดหลายชั่วยามก่อนหน้านี้นั่งนิ่งจนร่างกายเริ่มฝืดชา
จะผนึกคำสาปสะกดพลังไว้กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับขอบเขตแปรสภาพนั้น ใช่ว่าจะทำได้ง่ายดายเสียเมื่อไร
[ไม่อยากจะเชื่อว่าเจ้าทำคำสาปสะกดพลังได้ด้วย]
“ก็แค่ความรู้กระจอกที่ได้มาเท่านั้นเองขอรับ”
คำสาปสะกดพลังที่ข้าใช้ แม้ดูซับซ้อนอยู่บ้าง แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่สิ่งใดยิ่งใหญ่นัก หากจะนำไปเปรียบกับคำสาปสะกดพลังของมารสวรรค์ ก็ยังรู้สึกละอายใจเสียด้วยซ้ำ
คำสาปสะกดพลังของมารสวรรค์นั้นมีลักษณะบีบบังคับ ต่อให้เป้าหมายต่อต้านสุดฤทธิ์ก็ไม่อาจหลุดรอดจากอำนาจของเขาได้เลย
พวกเราจึงเรียกสิ่งนั้นว่า “คำสาป”
ตรงกันข้าม สิ่งที่ข้าใช้นั้นคือทักษะที่ประยุกต์มาจากของสหพันธ์ยุทธภพ ซึ่งต้องสัมผัสร่างกายของอีกฝ่ายโดยตรงเพื่อวางผนึก
เมื่อข้าโคจรพลังในจุดลมปราณ อีกฝ่ายก็ต้องตอบสนองตามจังหวะนั้นด้วย หรือก็คือ ผู้ถูกผนึกต้องเชื่อใจให้ผู้วางผนึกควบคุมทั้งกระแสพลังและความปลอดภัยของร่างตนเอง
ด้วยเหตุนี้… มันจึงมิใช่ทักษะที่มีประสิทธิภาพสูงแต่อย่างใด
[ฟังดูแล้วไม่น่าเหมาะใช้จริงเลยนะ]
“ก็จริงขอรับ”
เพราะมันเกิดจากความตกลงร่วมกันจึงไม่มีทางใช้มันเพื่อบังคับใครได้
ด้วยเหตุนี้ การหาข้อตกลงร่วมกันในการวางผนึกจึงต้องใช้เวลามาก ทั้งเรื่องระยะเวลา, จุดประสงค์, สิ่งที่ห้ามกระทำ ฯลฯ
“ตอนเจรจา เขาทำทีเหมือนจะยอมเสียทุกอย่างเพื่อวิชากระบี่ แต่เอาเข้าจริงกลับต่อรองทุกประโยคเลยขอรับ”
เข้าใจได้อยู่หรอก การจะยอมให้มีคำสาปสะกดพลังวางไว้บนร่างตนเอง ย่อมต้องพิจารณาอย่างรอบคอบในทุกมุม แม้สุดท้ายเขาจะเป็นฝ่ายยอมรับเงื่อนไขก็เถอะ
เดิมที รูปแบบดั้งเดิมของคำสาปประเภทนี้ไม่ได้ถูกคิดค้นมาเพื่อบีบบังคับหรือกดขี่ใคร แต่มันถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงความตั้งใจต่างหาก
จะไม่ทรยศต่อกัน
จะไม่โทษเคียดแค้นต่อกัน
จะเชื่อมั่นในกันและกัน
มันคือพันธะที่เพื่อนสนิทคนหนึ่งของข้าสร้างขึ้นเพื่อเอาชีวิตรอดจากแดนมาร
คิดย้อนกลับไป… ภายในแดนมารอันโสมมเช่นนั้น คำสาปรูปแบบนี้ใช้ไม่ได้ผลเลยด้วยซ้ำ
แต่ก็เป็นเรื่องแปลกของมนุษย์ แค่รู้สึกว่ามีผนึกอยู่ก็เชื่อมั่นได้ถึงเพียงนั้น
แม้รอดตายออกมาจากที่นั่นได้ แม้จะกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ และกาลเวลาล่วงเลยผ่านไปเท่าไร แต่ลึกๆแล้ว ข้าก็ยังอดรู้สึกไม่ได้ว่า… คำสาปนั่นยังคงฝังอยู่ในร่างกายของข้าจนถึงตอนนี้
‘ก็ไม่ใช่ว่าคำสาปสะกดพลังนั้นไม่มีผลเสียทีเดียว’
เพียงแค่มันใช้ไม่ได้ผลในแดนมารเท่านั้น แต่ถ้าเป็นโลกภายนอก มันยังคงใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จริงๆ แล้ว ข้าก็เคยใช้มันอยู่หลายครั้งด้วยซ้ำ
ทุกครั้งที่หยิบเอาทักษะนี้มาใช้ เสียงของเจ้าบ้าผู้สร้างมันขึ้นมาก็มักจะลอยเข้ามาในหัวข้าเสมอ
-“เจ้าจะตายเอานะ ถ้าเอาไปใช้ข้างนอกน่ะ!”
-“จะตะโกนทำไม ในเมื่อเจ้าก็สร้างมันมาให้ข้าใช้ไม่ใช่หรือ?”
-“ข้าไม่ได้ทำให้เจ้าใช้เฟ้ย ไอ้ลูกเต่าเอ๊ย…!”
แม้เจ้าตัวจะห้ามนักหนาว่าอย่าใช้ แต่ข้าก็ไม่เคยใส่ใจเลยแม้แต่น้อย แล้วก็ใช้มันซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็เพราะนี่คือคำสาปสะกดพลังแบบเดียวที่ข้ารู้วิธีใช้นี่นา จะให้ทำอย่างไรได้เล่า
[ถึงจะเรียกว่าแค่ครึ่งคน แต่เขาก็อยู่ในขอบเขตแปรสภาพแล้วนะ เจ้าไม่คิดต้องทดสอบดูหน่อยหรือว่ามันได้ผลจริงไหม]
ตาแก่ชินพูดอย่างเป็นห่วง แต่ข้ากลับไม่ได้วิตกนัก เพราะตอนที่วางผนึกสะกดพลังไว้กับร่างของนัมกุงจิน ข้ายังใส่สิ่งอื่นเพิ่มเข้าไปด้วย
‘ไม่คิดเลยว่าต้องใช้ปราณมารในแบบนี้’
แต่เมื่อสถานการณ์บีบคั้นเช่นนี้ ก็ไม่ใช่เวลาจะเลือกวิธีการอีกต่อไปแล้ว
ข้าใช้ปราณมารซึ่งกำลังถูกชำระล้างออกจากร่างกายหลังจากรับดอกไม้โลหิตแดงเข้าไป แล้วดึงบางส่วนออกมาฝังไว้ในร่างของนัมกุงจิน
ไม่ใช่ปราณมารในระดับที่กัดกินร่างของราชินีกระบี่ แต่เป็นปริมาณที่พอจะใช้ยึดโยงคำสาปสะกดพลังให้แน่นหนายิ่งขึ้น
หากคำสาปถูกคลายออก ปราณมารที่ฝังไว้ในร่างนัมกุงจินก็จะสลายไปทันที ข้าจึงสามารถสังเกตเห็นได้ในทันใด
แน่นอนถ้าเป็นมารสวรรค์ล่ะก็คงสัมผัสได้แม้อยู่ห่างไกลหลายลี้ แต่สำหรับข้า… การจะไปถึงระดับนั้นยังเกินตัวอยู่มากนัก
“ปัญหาอีกอย่างก็คือ… ท่านอาวุโสหนึ่งนั่นแหละ”
หลังจากวางคำสาปเสร็จสิ่งแรกที่ข้าถามกับนัมกุงจินก็คือ เกี่ยวกับบทสนทนาระหว่างเขากับอาวุโสหนึ่ง ว่าได้พูดคุยอะไรกันไว้บ้าง
เนื่องจากบุคคลที่เกี่ยวข้องคืออาวุโสหนึ่ง ข้าอดคิดไม่ได้ว่าอาจมีบางแผนการลับที่พวกเขาแลกเปลี่ยนกันไว้หรือไม่
ทว่าอย่างน่าขัน กลับไม่มีเรื่องใดในลักษณะนั้นเลย
-“ก็แค่สนทนากันธรรมดา มิได้พูดเรื่องการเมืองใดๆ”
แม้ว่าอาวุโสหนึ่งจะไม่ถึงขั้นมีชื่อเสียงเท่ากับอาวุโสสอง แต่ก็นับว่าเป็นบุคคลสำคัญผู้เป็นที่รู้จักในยุทธภพเช่นกัน ดังนั้นการที่เขาพูดคุยกับนัมกุงจินจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ทว่าหากบทสนทนาเป็นแค่เพียงนั้นจริง ก็ย่อมมีเรื่องเวลาที่น่าสงสัยนัก เพราะเกิดปัญหาขึ้นกับคนรับใช้ของนัมกุงจินในช่วงเวลาเดียวกันกับที่เขาหายตัวไป
ข้าเลยไม่อาจละทิ้งความคิดได้ว่า… อาจเป็นอาวุโสหนึ่งที่จงใจสร้างช่วงเวลานั้นขึ้นมา
“ถ้าอาวุโสหนึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าคนนั้นจริง…”
ก็ไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดบิดาข้าถึงยังปล่อยเขาไว้
ไม่มีทางเลยที่ท่านพ่อจะไม่ล่วงรู้ เพราะเรื่องราวในจวนสกุลกู่ส่วนใหญ่ย่อมต้องเข้าถึงหูของบิดาเป็นธรรมดา
ข้าเองก็ได้แต่หวัง… ว่าเรื่องจะไม่เป็นเช่นนั้น
แต่หากสุดท้ายมันเป็นความจริงล่ะก็… ข้าคงต้องเริ่มพิจารณาแล้วกระมัง ว่าจะเร่งกำหนดเวลาออกไปสักหน่อยดีหรือไม่
กำหนดเวลาสำหรับ… ความตายของอาวุโสหนึ่ง
[แล้วหากเจ้าทำเช่นนั้นลงไป จะไม่เกิดปัญหาขึ้นหรือ?]
“แน่นอนว่า ต้องมีปัญหาอยู่แล้วขอรับ”
อาวุโสหนึ่งก็คืออาวุโสหนึ่ง ต่อให้ไม่นับตำแหน่งหรืออำนาจในจวนสกุลกู่ สิ่งสำคัญคือจังหวะของสถานการณ์ในตอนนี้
สาเหตุที่ข้ายังไม่เคลื่อนไหว แม้รู้ดีว่าเขากำลังซ่องสุมแผนลับอยู่เบื้องหลัง ก็เพราะยังมีสิ่งหนึ่งที่สำคัญกว่านั้น
และสิ่งนั้น… ก็คือ ท่านพ่อยังไม่ลงมือเสียเอง
ข้าหวังว่าเขาจะรักษาตำแหน่งของตนเอาไว้อย่างน้อยสองถึงสามปี นั่นจึงเป็นเหตุผลประการที่สอง หากพ้นจากเวลานั้นไป ไม่ต้องกังวลอะไรเลย อาวุโสหนึ่งผู้นั้นก็จะถึงจุดจบของตนเองโดยไม่ต้องให้ใครลงมือ
สุดท้ายแล้ว เขาจะถูกความทะเยอทะยานของตัวเองกลืนกิน จนมอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน
ก็อย่างที่เคยเกิดขึ้นในชาติก่อนนั่นแหละ
“แม้จะยังไม่มีหลักฐานชัดเจนพอจะล้มเขาได้ในตอนนี้… อย่างน้อยข้าคงต้องไปเตือนสติบ้างสักหน่อย”
[เจ้าทนเก่งดีนี่ ทั้งที่ในใจคงอยากฆ่าเขาเต็มแก่แท้ๆ]
“…อย่าได้แอบดูความคิดคนอื่นตามอำเภอใจสิขอรับ แล้วอีกอย่าง ท่านเป็นถึงอดีตนักพรตนะ ควรพูดถึงเรื่องชีวิตอย่างระมัดระวังกว่านี้ไม่ใช่หรือ?”
[เจ้าเด็กน้อย เจ้ารู้หรือไม่ ว่าสิ่งที่ข้าได้ตระหนักจากสงครามตลอดชีวิตคืออะไร]
“อะไรหรือขอรับ?”
[ก็คือ คนที่สมควรตาย… ก็ต้องตาย]
ข้าหยุดฝีเท้าทันทีเมื่อได้ยินคำนั้นจากตาแก่ชิน มันช่างรุนแรงเกินไปสำหรับนักพรตผู้ปลุกดอกเหมยให้ผลิบาน
[ข้าไม่เคยคิดตำหนิที่เจ้าตัดสินใจจะช่วยชีวิตเด็กคนนั้น จูกัดฮยอก เพราะข้าก็ไม่อาจกล้ายืนยันได้เช่นกันว่าการตัดสินใจนั้นผิด แต่สิ่งที่ไม่ใช่… ก็คือไม่ใช่]
“ข้าขอรับฟังไว้ด้วยความเคารพขอรับ”
[สงครามมันก็เป็นเช่นนั้นแหละ เจ้าเองก็เคยเผชิญมาแล้วไม่ใช่หรือ? อย่าบอกนะว่าไม่เข้าใจ]
อย่าปล่อยให้มีภัยตามหลัง เพราะหากมันเกิดขึ้นแล้ว… จะมาเสียใจก็สายเกินไป
และในฐานะคนที่เคยผ่านทุกสิ่งมากับตนเอง ข้าก็ยิ่งรู้สึกว่าคำพูดนั้น… ช่างสมเหตุสมผลนัก
แม้จะฟังดูรุนแรงเมื่อเปล่งออกจากปากของนักพรต แต่หากมองจากมุมของจอมยุทธ์หรือแม้แต่ในฐานะผู้เคยกอบกู้ยุทธภพ มันคือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
อย่างไรก็ดี… ยังไม่ถึงเวลา
ก่อนอื่น ข้าต้องสร้างเหตุผลที่เหมาะสมขึ้นมาให้ได้เสียก่อน
“วางใจเถอะขอรับ ข้าไม่คิดจะเอาแต่นั่งดูเฉยๆ แน่นอน”
สิ่งที่ข้าขอให้นัมกุงจินช่วยเหลือไว้… ก็เพื่อสิ่งนี้โดยเฉพาะ
ถ้าเพียงแค่สุนัขเฝ้าบ้านแก่ๆ กำลังจะยื่นเขี้ยวเน่าๆ ของมันออกมาอย่างฮึดฮัด ก็ต้องถอนทั้งเขี้ยว ทั้งเล็บให้สิ้น
และเรื่องพรรค์นั้น ข้าน่ะเชี่ยวชาญนัก
◇◆
ทันทีที่ย่างเท้าเข้าสู่เรือน ก็รู้สึกถึงความวุ่นวายผิดปกติขึ้นทันที แม้จะเป็นเวลามื้อเย็น แต่ดูเหมือนคนจะเยอะกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
‘อา… คนมันเยอะขึ้นจริงๆ ด้วย’
มีใบหน้าที่ไม่คุ้นตาปรากฏอยู่หลายคน โดยเฉพาะจอมยุทธ์ที่ได้รับการฝึกฝนอย่างดี
หากดูจากเครื่องแต่งกาย พวกเขาน่าจะเป็นคนของตระกูลถัง
ทันทีที่ข้าเดินเข้ามา วีซอลอาก็วิ่งปรู๊ดมาต้อนรับทันที ด้วยสีหน้าราวกับหมาน้อยที่กำลังจะกระดิกหาง (หากนางมีหางจริงๆ)
ข้าจึงยื่นมือออกไปโดยไม่ทันรู้ตัว เพื่อจะลูบศีรษะนางนั่นแหละ
“นายน้อย!”
“อย่าคิดกระโดดเข้ามากอดเชียวนะ หนัก”
“อ…ไม่หนักเลยสักนิด!”
เอาเข้าจริงน้ำหนักของวีซอลอาดูจะลดลงนิดหน่อยโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นจึงไม่น่าจะหนักจริงอย่างที่พูด
แต่พอดูแก้มของนางที่เคยมีเนื้อนุ่มๆ ให้บีบเล่นซึ่งตอนนี้กลับลดน้อยถอยลงไปมากแล้ว ก็รู้สึกเสียดายไม่น้อย
ได้แต่หันไปลูบผมนางแทนละกัน
“ทำไมวันนี้คนเยอะจัง?”
“คุณหนูมาค่ะ! กับ…พี่สาวคนสวย!”
“…หืม?”
หากเป็นคนที่วีซอลอาเรียกว่า “คุณหนู” ก็คงมีแค่คนเดียวเท่านั้นในตอนนี้
‘แสดงว่ากู่หลิงฮวามาสินะ’
ดูเหมือนกู่หลิงฮวาที่ใช้ชีวิตอยู่ในเรือนส่วนตัวจะมาหาข้า แต่ประโยคต่อมา “พี่สาวคนสวย” นี่มันอะไรอีกล่ะ…
ข้าฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงลองถามวีซอลอาดู
“ว่าแต่… พี่สาวคนสวยที่เจ้าพูดถึงนี่… ไม่ใช่หมายถึงราชินีกระบี่หรอกนะ?”
“อื้ม! ใช่เลย! พี่สาวคนสวย!”
“…แล้วเจ้าพูดแบบนั้นต่อหน้าราชินีกระบี่ด้วยหรือเปล่า?”
“ค่ะ! นางดีใจมากเลย! บอกให้ข้าเรียกแบบนั้นต่อไปอีกด้วย!”
…ดีใจอย่างนั้นหรือ? ถึงกับบอกให้เรียกแบบนั้นต่อไป?
ยังไงก็ดูไม่ออกเลยว่า “พี่สาวคนสวย” จะเป็นคำเรียกที่เหมาะสมกับนางตรงไหน…
‘ถ้าเจ้าตัวไม่ว่าอะไร ก็คงไม่เป็นไรล่ะมั้ง’
ดูเหมือนวีซอลอาจะไม่ได้ถูกดุอะไร ส่วนราชินีกระบี่ก็ออกปากว่าไม่ถือสา ข้าคงปล่อยผ่านได้กระมัง?
พลางคิดแบบนั้น ข้าก็ลูบผมวีซอลอาไปด้วยอย่างแผ่วเบา ในจังหวะนั้นฮงวาก็โผล่มาแล้วคว้ามือเจ้าหนูน้อยไปทันที
“งื้อออ!”
“ซอลอา! นายน้อยคงเหนื่อยมาก อย่าไปรบกวนท่านสิ”
“…ค่ะ…”
เพียงคำพูดเดียว วีซอลอาก็ถอยออกไปอย่างหงอยๆ
ที่จริงข้าไม่ได้รู้สึกรำคาญเลยสักนิด ตรงกันข้าม การได้เล่นกับเส้นผมของนางยังช่วยคลายความเหนื่อยล้าได้ดีอีกต่างหาก
เมื่อวีซอลอาถูกพาตัวไป ข้าจึงเก็บมือที่ค้างอยู่กลางอากาศอย่างเขินๆ แล้วหันไปถามฮงวาแทน
“นี่…คุณหนูถังมาที่นี่หรือ?”
“เจ้าค่ะ คุณหนูนัมกุงก็มากับนางด้วย”
มากับนัมกุงบีอางั้นหรือ? ทั้งสองคนสนิทกันอยู่แล้วการพบกันก็ไม่น่าแปลก แต่ถึงอย่างนั้น…จะต้องมาพร้อมกันถึงเรือนของข้าด้วยเลยหรือ?
“คุณหนูเล็กกับราชินีกระบี่ก็อยู่ที่นี่เหมือนกันเจ้าค่ะ”
“อืม ข้ารู้แล้ว แล้วพวกนางมาทำอะไรกัน?”
เมื่อข้าถามเช่นนั้น ฮงวาก็เอียงศีรษะเล็กน้อยราวกับสงสัยอยู่เช่นกัน
“คือ…ท่านเคยบอกว่าจะร่วมท่านมื้อเย็นกันวันนี้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
“…ข้าเรอะ?”
เหมือนจะเคยพูดไว้อย่างนั้นอยู่จริง… แต่ไม่แน่ใจเลยว่านัดไว้ว่าเป็นวันนี้
ข้าจำไม่ได้ว่าเคยกำหนดวันแน่นอนเสียด้วยซ้ำ แต่จะว่าไปกำลังคิดจะไปพบราชินีกระบี่อยู่พอดี ดังนั้นก็นับว่าเป็นโชคดีในโชคร้ายกระมัง
ขณะนั้นเอง ฮงวาก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกังวล
“นายน้อย…”
“หืม?”
“สีหน้าของคุณหนูนัมกุงดูไม่ค่อยดีเท่าไรเจ้าค่ะ”
“เป็นอะไรไป? ป่วยหรือเปล่า?”
“ไม่ค่ะ ไม่น่าจะใช่เรื่องสุขภาพ”
“งั้นหรือ… ข้าจะลองถามดูเองละกัน”
เป็นเรื่องแปลกอยู่เหมือนกันที่ฮงวาจะใส่ใจต่อคุณหนูจากตระกูลอื่น แต่พอนึกถึงตอนที่นัมกุงบีอาเคยพูดคุยกับฮงวาอยู่บ่อยๆ บางครั้งยังถามอะไรลึกซึ้งด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก็พอเข้าใจได้ว่าอาจมีความผูกพันกันอยู่ไม่น้อย
‘สีหน้าไม่ดีอย่างนั้นหรือ’
นัมกุงบีอาเป็นคนที่แทบไม่แสดงสีหน้าใดๆออกมา หรือหากมี… ก็เบาบางจนคนทั่วไปแทบไม่อาจสังเกตเห็นได้ แต่ถ้าฮงวายังจับสังเกตได้ล่ะก็ แสดงว่าสีหน้านั้นคงจะเลวร้ายมากจริงๆ
ด้วยความรู้สึกกังวล ข้าจึงเร่งฝีเท้าเปิดประตูห้องที่นัมกุงบีอาอยู่ทันที และในวินาทีนั้นเองข้าก็เห็นว่านัมกุงบีอาสะดุ้งเล็กน้อย
ข้างๆ กันมีถังโซยอลนั่งอยู่ด้วย ดูท่าทั้งสองจะกำลังคุยเรื่องสำคัญกันอยู่ เพราะทันทีที่ข้าเข้ามา ทั้งคู่ก็สะดุ้งตกใจพร้อมกัน
“คุณหนูถัง… มาด้วยหรือขอรับ”
“อะ… สวัสดีค่ะ คุณชายกู่…”
“มาหาข้าด้วยเรื่องอะไรหรือ หรือว่ามาเพราะเรื่องคราวก่อนที่กลับไปกะทันหัน?”
“เปล่าค่ะ… คือ… พี่บีอาชวนข้ามากินข้าวด้วยกันน่ะค่ะ…”
“ที่นี่? ด้วยกัน?”
“อะ…ไม่ได้หรือคะ?”
“…ไม่หรอก ข้าไม่ว่าอะไร”
ถึงจะพูดเช่นนั้นแต่ในใจกลับรู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย นับตั้งแต่ข้ารู้ว่าถังโซยอลมีใจให้ข้า ความรู้สึกก็เปลี่ยนไปจนไม่รู้จะปฏิบัติตัวอย่างไรดี
‘จะให้ข้ารู้สึกว่ามีใครมาชอบ มาสนใจข้าได้ยังไงกันเล่า ในเมื่อไม่เคยมีใครเป็นแบบนั้นมาก่อนเลย’
เพราะเป็นความรู้สึกที่ไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ข้ารู้สึกอึดอัดมากเป็นพิเศษก็เป็นได้
[พูดอีกอย่างคือ… เจ้าจะรู้ตัวก็เฉพาะในกรณีแบบคุณหนูตระกูลถังเท่านั้นสินะ]
‘ทำไมชอบพูดจาแทงใจตลอดเลยนะ…’
[ก็ชีวิตของข้ามีแค่นี้แล้วนี่นา]
ข้าถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะถามทั้งสองคนที่ตอนนี้สีหน้าเก็บไม่มิดออกมาเลยแม้แต่น้อย
“เมื่อครู่ตกใจกันใหญ่… คุยอะไรกันอยู่หรือ?”
“ม…ไม่ค่ะ! ไม่ได้พูดอะไรกันเลย! จริงไหม ท่านพี่?”
“อ…อืม”
ท่าทางแบบนั้นมันอะไรกัน… ใครดูก็ต้องคิดว่ากำลังแอบพูดเรื่องสำคัญบางอย่างอยู่แน่นอน
ถึงขั้นไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าข้าเข้ามาใกล้ถึงหน้าประตู ทั้งที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับชั้นหนึ่ง นั่นมันต้องจดจ่ออยู่กับบทสนทนาขนาดไหนกันเชียว?
ข้าหันไปพิจารณานัมกุงบีอาก่อนเป็นอันดับแรก ก็พบว่า…ที่ฮงวาว่าไว้ไม่ผิดเลย
สีหน้านางเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ทั้งใบหน้าและใบหูต่างแดงจัดราวกับกำลังมีไข้ขึ้นสูง ข้าจึงเดินเข้าไปหาอย่างไม่รีรอพร้อมถามออกไปทันที
“เจ้าไม่สบายหรือเปล่า?”
“ม…ไม่… ข้าไม่เป็นอะไร…”
“จะดีหรือ? ข้าดูแล้วไม่น่าใช่นะ?”
“จริงๆ… ไม่เป็นไรหรอก… ขอแค่อยู่ห่างๆ สักนิดก็พอ…”
ข้ารู้สึกได้ถึงอุณหภูมิที่แผ่ออกมาจากร่างนาง จึงยกมือจะตรวจดูไข้ที่หน้าผาก
เป็นการสัมผัสที่เคยทำไปแล้วหลายครั้งในอดีต ข้าจึงไม่คิดว่านางจะรู้สึกเคอะเขินหรือต่อต้านอะไร
เพี๊ยะ—!
“หืม?”
แต่ดูเหมือนว่าข้าจะคิดผิด…
นัมกุงบีอาปัดมือของข้าออกทันที จากนั้นก็รีบยกมือขึ้นปิดปาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ดูท่าตัวนางเองก็ไม่ได้คาดคิดว่าจะทำเช่นนั้นเช่นกัน
ได้เห็นนัมกุงบีอาแสดงสีหน้าแบบนี้… ก็แปลกดีเหมือนกัน
“หากไม่สบายใจเรื่องให้ข้าจับหน้าผากล่ะก็ พูดมาตรงๆ ก็ได้นะ”
“เปล่า… ไม่ใช่อย่างนั้น… ข้าแค่ตกใจน่ะ…”
“แต่ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรให้น่าตกใจสักหน่อย… ถ้ารู้สึกไม่สบาย ข้าจะให้คนไปตามหมอมาก็ได้”
“…วันนี้มัน…ร้อนนิดหน่อยน่ะ…”
“…เจ้ารู้ใช่ไหมว่าตอนนี้มันฤดูใบไม้ร่วง?”
แม้แต่ข้าผู้ฝึกปรานเพลิงยังรู้สึกว่าอากาศกำลังสบายไม่ใช่น้อย แต่นางกลับบอกว่าร้อนเนี่ยนะ?
ข้าจ้องนัมกุงบีอาด้วยสีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย และในตอนนั้นเองถังโซยอลก็รีบแทรกขึ้นมากลางบทสนทนา
“เอ่อ… พี่คงร้อนเพราะเพิ่งฝึกยุทธ์มาน่ะค่ะ จริงไหมคะ?”
“…อืม ใช่”
แม้จะดูเหมือนว่าอีกฝ่ายพยายามช่วยแก้ต่างให้นัมกุงบีอา แต่เมื่อดูจากเสื้อผ้าที่เรียบร้อยสะอาดสะอ้านจนน่าประหลาดใจรวมถึงแววตาที่ดูประหม่าแล้ว ก็อดคิดไม่ได้ว่าเรื่องฝึกยุทธ์นั้นอาจจะไม่ใช่ความจริง
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังแต่งหน้าเล็กน้อยแม้ไม่ถึงขั้นพิธีหมั้น แต่ก็ทำให้ต่างจากปกติอยู่มาก และถ้าเป็นเช่นนั้นก็คงไม่ใช่คนที่เพิ่งฝึกยุทธ์มาแน่ๆ
ข้าคิดตามได้ถึงเพียงนั้น แต่ก็ไม่คิดจะเอ่ยปากค้านออกมา เพราะเห็นชัดเจนว่าทั้งคู่กำลังมีเรื่องที่ไม่อยากพูดถึง
“เข้าใจแล้ว ข้าจะให้คนไปบอกให้เตรียมอาหารเพิ่มไว้”
“ขอบคุณมากค่ะ!”
“อีกเรื่อง ดูเหมือนว่าราชินีกระบี่จะร่วมโต๊ะด้วย เจ้าคิดว่า…”
“ม…ไม่เป็นไรค่ะ! ข้าเองก็บุกมาที่นี่กะทันหัน ถ้ามีใครร่วมโต๊ะอีกสักคนก็คง…”
ถังโซยอลตอบอย่างร่าเริง แต่แล้วก็หยุดกึกกลางประโยค ก่อนจะหันมาถามข้าอย่างระแวงนิดๆ
“เดี๋ยวค่ะ คุณชายกู่”
“หืม?”
“…เมื่อครู่ท่านบอกว่าจะร่วมโต๊ะกับใครนะคะ?”
“กับ…ราชินีกระบี่”
ข้าตอบไปตามตรง แต่สีหน้าของถังโซยอลกลับเปลี่ยนไปอย่างแปลกประหลาดราวกับว่า… ได้ยินอะไรผิดไปอย่างสิ้นเชิง
สีหน้าที่พยายามวางตัวให้เรียบร้อยของนางเริ่มสั่นคลอน จนข้าอดสงสัยไม่ได้ว่าตนเผลอพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า
“เอ๊ะ… หรือว่าเจ้ายังไม่รู้ว่าราชินีกระบี่พักอยู่ที่จวนสกุลกู่?”
เมื่อข้าถามกลับไปเช่นนั้น…
“แล้วข้าจะไปรู้ได้ยังไงกันเล่า!?”
ถังโซยอลถึงกับโพล่งขึ้นมาเสียงดัง ด้วยสีหน้าที่ทั้งงุนงงและหมดคำจะพูดโดยสิ้นเชิง