สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่127 เด็กสาวผู้จริงจังกับพืชพิษ (1) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่127 เด็กสาวผู้จริงจังกับพืชพิษ (1) ༻
นับตั้งแต่ได้ยินว่าจะต้องร่วมโต๊ะกับราชินีกระบี่ สีหน้าของถังโซยอลก็แปลกประหลาดขึ้นเรื่อยๆ
นัยน์ตาของนางสั่นไหวไปมา ไอซ้ำๆ อย่างไม่เป็นจังหวะ แถมร่างกายยังดูจะอยู่ไม่สุข เหมือนไม่รู้จะนั่งนิ่งๆ อย่างไรดี
ข้ารู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่เมื่อคิดถึงฐานะของราชินีกระบี่ในสายตาสตรีจอมยุทธ์ทั่วหล้าแล้ว ก็เข้าใจได้ว่าปฏิกิริยานั้น… ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย
หากไม่นับปีศาจโฉมงามแห่งตระกูลมารที่อยู่ฝ่ายอธรรม ราชินีกระบี่ก็นับว่าเป็นหนึ่งในสตรีผู้ใช้กระบี่ที่อยู่ในจุดสูงสุดของยุทธภพ
สิ่งที่นางทำได้ภายในช่วงชีวิตอันสั้น ย่อมเป็นความสำเร็จที่จอมยุทธ์ซึ่งมีใจแห่งคุณธรรมต้องยอมรับนับถือ
ต่อให้เป็นผู้ที่ไม่ได้ใช้อาวุธประเภทกระบี่ แต่ราชินีกระบี่… ก็คือบุคคลที่คู่ควรแก่ความเคารพอยู่ดี
แม้แต่นัมกุงบีอาผู้แทบไม่ใส่ใจเรื่องภายนอกโลกเท่าใดนัก ยังเคยดูตื่นเต้นทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับราชินีกระบี่ระหว่างเดินทางกลับจวนสกุลกู่
“ขะ…ข้าได้ยินมาว่าราชินีกระบี่หายตัวไปหลายปี…”
“อ๋อ ก็แค่…ออกเดินทางอยู่ช่วงหนึ่งน่ะ”
แม้ตอนนี้จะได้ยินมาว่าสุขภาพของนางฟื้นตัวแล้ว แต่เหตุผลเบื้องหลังที่นางหายตัวไปหลายปีนั้น… ก็ไม่ใช่เรื่องที่พูดออกไปได้ง่ายๆ
ข้าจึงจำต้องตอบแบบอ้อมๆ ไป
“แล้ว…เหตุใดจึงมาที่จวนสกุลกู่ล่ะ?”
ถังโซยอลที่เฝ้าดูอยู่ก็เริ่มตาเป็นประกาย พอได้ยินเรื่องของราชินีกระบี่ก็อดใจไม่ไหว รีบยิงคำถามออกมารัวๆ ด้วยความกระตือรือร้น ดูเหมือนนางจะชื่นชมนางอยู่ไม่น้อย
เหตุผลหลักคือมากับกู่หลิงฮวา อีกทั้งมีธุระที่ต้องทำกับสกุลกู่… แน่นอนข้าคงพูดสิ่งเหล่านี้ให้ถังโซยอลรู้ไม่ได้ง่ายๆ
“เดี๋ยวท่านลองถามกับราชินีกระบี่โดยตรงจะดีกว่าขอรับ เพราะเรื่องนี้ข้าไม่อาจพูดแทนได้ จึงต้องระวังคำอยู่บ้าง”
“…อ๋อ…”
เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้นถังโซยอลก็พึมพำอย่างลำบากใจ ดูเหมือนจะกลัวว่าหากต้องถามเอง อาจประหม่าเกินไป
ว่าแต่นาง…เป็นคนขี้อายอย่างนั้นหรือ? ข้าก็ไม่เคยรู้สึกว่านางเป็นเช่นนั้นเลยนะ แต่หากเจ้าตัวบอกว่าขี้อาย…ก็คงต้องเชื่อ
ข้าทิ้งถังโซยอลที่กำลังทำอะไรไม่ถูกไว้ แล้วหันไปมองนัมกุงบีอาที่ตอนนี้หลบตัวอยู่มุมห้อง ราวกับจะละลายไปกับเงามืด
ดูเหมือนว่านับแต่เมื่อครู่ นางก็ยังดูไม่ปกติเอาเสียเลย เมื่อข้าก้าวเข้าไปใกล้เพื่อจะตรวจดูให้ชัดเจน นางก็สะดุ้งอีกครั้งเหมือนเมื่อครู่ที่ข้าพยายามแตะตัว
“เจ้า…แน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร?”
“…ไม่เป็นไร…”
นางจับผมยาวของตนขึ้นมาบังหน้าเอาไว้ ดูท่าจะรู้ตัวดีว่าหน้าของตนเองกำลังแดงจัดเพียงใด
ในขณะที่ข้ากำลังคิดว่าหรือควรจะเรียกหมอมาดีหรือไม่ ก็พลันรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่ประตู จากนั้นมันก็เปิดออกพร้อมเสียงคนเดินเข้ามา
“พี่… อยู่ในนี้นี่เอง…”
ผู้ที่ก้าวผ่านประตูเข้ามาก็คือกู่หลิงฮวา หลังจากกลับมาจวนก็เพิ่งพบหน้านางเป็นครั้งแรก
เมื่อกู่หลิงฮวาเห็นสภาพภายในห้อง สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนทันที
ถังโซยอลกำลังลิงโลดราวกับรออะไรอยู่ไม่ไหว ส่วนอีกด้านหนึ่งนัมกุงบีอาก็ซ่อนใบหน้าแดงซ่านไว้ใต้เส้นผมมุมห้อง
จากมุมมองของกู่หลิงฮวา ภาพที่ปรากฏต่อหน้าย่อมเป็นสถานการณ์ที่แปลกประหลาดไม่น้อย
สายตาของนางละจากรอบห้อง แล้วมาหยุดอยู่ที่ข้าในทันที
“…ทำอะไรกันอยู่หรือ?”
“นั่นสิ… ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่”
พูดจริงเถอะ ข้าเองก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าตอนนี้มันสถานการณ์แบบไหนกันแน่
จะให้มาอธิบายเรื่องราวอันยุ่งเหยิงนี่ตอนนี้ ก็คงสายเกินแก้แล้ว ข้าทำได้เพียงถอนหายใจเฮือกหนึ่งแล้วถามกู่หลิงฮวาด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ
“เจ้าบอกว่าจะมากินข้าวด้วยกันวันนี้ไม่ใช่หรือ?”
“ใช่น่ะสิ พี่อย่าบอกนะว่าลืม? ก็พี่เคยบอกว่าอยากกินข้าวด้วยกันนี่นา”
“แต่ข้าไม่รู้ว่าวันนั้นคือต้องเป็นวันนี้นี่สิ”
“อ๊ะ ข้าลืมบอกเรื่องวันไปเหรอ? ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่นี่นา?”
ที่กู่หลิงฮวาพูดก็มีเหตุผลไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ถึงอย่างไร… ก็กินข้าวเหมือนเดิมอยู่ดี
“แต่มื้อนี้น่าจะมีแขกเพิ่มอีกสักหน่อย เจ้าไม่ว่าอะไรใช่ไหม?”
“แขก? พี่บีอาหรือ?”
เมื่อได้ยินคำถามนั้น ข้าก็พยักหน้าเล็กน้อยก่อนชี้ไปทางถังโซยอล ดูเหมือนนางจะยังไม่รู้ว่าใครมา จึงกำลังชำเลืองมองอย่างระวัง
“นางเป็นน้องสาวของข้า แม่นางถังโซยอล”
“ถัง… อย่าบอกนะว่า ถังจากตระกูลถังแห่งเสฉวน?”
“สวัสดีค่ะ ข้าน้อยชื่อถังโซยอลเจ้าค่ะ”
ทันทีที่ได้ยินคำว่าน้องสาว คุณหนูถังรีบลุกขึ้นยืนก่อนโค้งคำนับอย่างสุภาพ
กู่หลิงฮวาเองก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพตามไปติดๆ
“ข้าน้อยกู่หลิงฮวาเจ้าค่ะ…”
กู่หลิงฮวามองข้าราวกับจะถามว่า “ทำไมถึงมีคนของตระกูลถังมาอยู่ที่นี่?”
แต่ข้าก็ไม่มีคำตอบที่ดีนักให้กับคำถามนั้น จะให้พูดว่าก็มาด้วยความชอบข้าเองนั่นแหละ… ก็เกินจะกล้าพูดจริงๆ
สองสาวหันมามองหน้ากันด้วยแววตาที่อ่านได้ง่ายเสียจนน่าเอ็นดู
สำหรับกู่หลิงฮวาในใจคงจะคิดว่า “หน้าตาดูอ่อนโยนผิดกับคนที่ใช้วิชาพิษเลยแฮะ”
ส่วนถังโซยอลก็คงจะคิดว่า “สำหรับคนที่เป็นสายเลือดสกุลกู่ หน้าตากลับดูนุ่มนวลกว่าที่คิด”
พูดก็พูดเถอะ ตระกูลถังแม้จะขึ้นชื่อว่าใช้พิษกัดกร่อนเนื้อหนังได้ แต่คนของตระกูลมักจะหน้าตาอ่อนโยนผิดกับความโหดร้ายของวิชา เช่นเดียวกับกู่หลิงฮวาที่แม้จะเป็นสายเลือดของตระกูลกู่ แต่ดวงตากลับดูอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อ
ทั้งสองมีอะไรบางอย่างคล้ายกันอย่างประหลาด ทำให้ข้านึกถึงตอนที่วีซอลอาเคยบอกว่ากู่หลิงฮวาหน้าเหมือน “กระรอก” แล้วก็แทบหลุดหัวเราะออกมา
สมัยนั้นข้าหัวเราะออกมาเต็มที่ ก่อนจะถูกกู่หลิงฮวาเตะเข้าที่หน้าแข้งไปทีหนึ่ง พอคิดถึงเรื่องในอดีตก็รู้สึกคันยุบยิบขึ้นมาอีกครั้ง
ข้าข่มยิ้มไว้ แล้วหันไปถามกู่หลิงฮวา
“แล้วอาจารย์เจ้าล่ะ?”
“พี่หัวเราะอะไร?”
“ไม่ได้หัวเราะ เจ้านี่…”
“ก็เห็นหัวเราะออกมาอยู่เลยนี่!”
“บอกว่าไม่ได้ไง อย่าขยับเท้านะ!”
“เชอะ…”
ช่างสังเกตจริงนะเจ้านี่… ไปเอานิสัยแบบนี้มาจากใครกันแน่?
[แต่ข้าแน่ใจว่า… ไม่ใช่เจ้าหรอก]
‘…’
“อาจารย์บอกว่ามีธุระนิดหน่อยเลยจะมาช้าหน่อย ให้ข้ามาก่อน”
ดูเหมือนราชินีกระบี่จะมาช้าเล็กน้อย กู่หลิงฮวาตอบเช่นนั้น ก่อนจะหันไปมองนัมกุงบีอาที่อยู่ด้านใน แล้วเอ่ยถาม
“พี่บีอาเป็นอะไรของนางหรือ?”
“ข้าก็ไม่รู้สิ ไปถามดูเองเถอะ”
เพราะข้าเข้าใกล้นางทีไรก็โดนผลักไสทุกที เลยยกหน้าที่นี้ให้กู่หลิงฮวาแทน
ทว่า ทันทีที่กู่หลิงฮวาก้าวเท้าออกไป ถังโซยอลกลับยืนขวางไว้เสียก่อน
“พี่บีอาบอกว่าวันนี้รู้สึกเพลียนิดหน่อยค่ะ… ไม่นานก็คงจะดีขึ้น!”
“…อ๋อ ค่ะ…”
“แล้วก็…เอ่อ… คุณหนูกู่… ท่านเป็นศิษย์ของท่านราชินีกระบี่ใช่หรือเปล่าคะ…”
ถังโซยอลเอ่ยถามกู่หลิงฮวาด้วยท่าทีระมัดระวัง
กู่หลิงฮวานิ่งไปชั่วครู่ ใบหน้าแสดงความระแวดระวังเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ค่อยๆ พยักหน้ารับคำด้วยท่าทีสงบนิ่ง
ในอดีต นางมักปกปิดเรื่องความเกี่ยวข้องกับราชินีกระบี่เพื่อความปลอดภัยของอีกฝ่าย แต่พักหลังมานี้กลับแสดงออกด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม
นั่นอาจเป็นเพราะพรสวรรค์ของนางเริ่มผลิบานและราชินีกระบี่เองก็เริ่มฟื้นฟูร่างกายได้มากขึ้นเรื่อยๆ
ถังโซยอลเอื้อมมือไปจับมือของกู่หลิงฮวา อีกฝ่ายดูจะแปลกใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้สะบัดหนี
“มะ…มีอะไรหรือคะ?”
“คุณหนูกู่…”
“…คะ?”
กู่หลิงฮวามองข้าราวกับกำลังร้องขอความช่วยเหลือ แต่ก่อนที่ข้าจะพูดอะไร ถังโซยอลก็รวบรวมความกล้าถามคำถามขึ้นมาว่า
“…ราชินีกระบี่มี…ยาพิษที่ชอบเป็นพิเศษบ้างไหมคะ?”
“…คะ?”
คำถามของถังโซยอลทำให้กู่หลิงฮวาขมวดคิ้วแน่น แสดงสีหน้างุนงงอย่างชัดเจน แม้แต่นัมกุงบีอาที่กำลังซ่อนตัวในมุมห้อง ก็ยังลืมตัวชะโงกหน้าออกมาราวกับสงสัยว่าตนหูฝาดไปหรือเปล่า
ข้าได้แต่ยกมือขึ้นลูบหน้าด้วยความรู้สึกเหนื่อยใจ
นี่มันชุลมุนยิ่งกว่าชุลมุนเสียอีก…
◇◆
ในขณะที่กู่หลิงฮวาเดินทางถึงจวนก่อนหน้า ราชินีกระบี่ก็ได้ขึ้นเขาที่อยู่เบื้องหลังจวนสกุลกู่
ยามราตรีเข้าปกคลุมทั่วภูเขา แม้เส้นทางจะขรุขระและชันเพียงใด ก็หาได้ยากลำบากสำหรับผู้ที่ฟื้นคืนพลังไปกว่าครึ่งอย่างนาง
หวืม…
เมื่อเดินเลยจุดหนึ่งมาก็พลันได้ยินเสียงก้องแผ่วเบาในโสตประสาท แต่ราชินีกระบี่กลับไม่แสดงอาการตกใจเลยแม้แต่น้อย
นั่นเป็นสัญญาณว่าตนได้ก้าวเข้าสู่ค่ายกลลวงตา
ค่ายกลที่วางไว้ครอบคลุมถึงช่วงกลางเขาเลยทีเดียว แม้แต่นางก็ยังไม่อาจคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายใช้กระแสพลังไปมากเพียงใดในการสร้างค่ายนี้
และเมื่อเดินตามเส้นทางขึ้นไปจนถึงพื้นที่ราบบริเวณหนึ่ง ที่กลางลาน… ชายผู้หนึ่งยืนอยู่ในเงาสะท้อนแสงจันทร์ โดยมีมือไขว้หลัง
ราชินีกระบี่เอ่ยขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่าย
“คิดไม่ถึงเลยว่าจะมาถึงก่อนแล้ว”
“ข้าไม่ชอบให้ใครต้องรอ”
“นั่นสิ… ท่านมักจะมาถึงก่อนพวกเราทุกครั้ง”
ชายที่ยืนท่ามกลางแสงจันทร์ผู้นั้นคือ เซียนกระบี่
ราชินีกระบี่เดินเข้าไปใกล้อีกฝ่ายอย่างช้าๆ
“นับเป็นเวลานานแล้วนะเจ้าคะ ที่ไม่ได้พบท่าน”
“ใช่… เจ้าเป็นอย่างไรบ้างล่ะ?”
หลายเดือนที่ผ่านมานั้นทั้งสองเคยเดินทางด้วยกัน เซียนกระบี่เป็นผู้นำขบวน ส่วนราชินีกระบี่ก็คอยติดตามอยู่รอบข้าง
นางไม่มีทางจำคนผู้นี้ผิดแน่นอน
แม้ไม่รู้ว่าเหตุใดจึงมายังจวนสกุลกู่ในฐานะผู้ขับรถม้า แต่นางก็เฝ้ามองเขาเงียบๆ อยู่เสมอ
“ท่านผู้นำสหพันธ์…”
เมื่อเอ่ยถึงเช่นนั้น เซียนกระบี่ก็หัวเราะออกมาอย่างขื่นขม
“ไม่ว่าจะเป็นหมอเทวดา หรือใครก็ตามต่างก็ยังเรียกข้าว่าผู้นำสหพันธ์ ทั้งที่ตอนนี้ข้าก็เป็นแค่คนแก่ไร้ความหมายคนหนึ่งแล้วแท้ๆ”
“หากท่านไม่พอใจ เช่นนั้น…ให้ข้าเรียกว่าท่านอาวุโสดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“…ไม่ต้องหรอก ไม่ว่าจะเรียกอย่างไรก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงสิ่งใดอีกแล้ว”
“ตลอดช่วงที่ผ่านมา… ท่านเป็นเช่นไรบ้างเจ้าคะ”
ไม่รู้ว่าผ่านมากี่ปีแล้ว แต่นับตั้งแต่ราชินีกระบี่ออกเดินทางไปยังแดนมารลี้ลับและเผชิญเรื่องราวนับไม่ถ้วน ก็คงผ่านไปไม่น้อยกว่าสองสามปีเป็นอย่างต่ำ
สิบปี…
หรืออาจจะนานกว่านั้นด้วยซ้ำ
ตั้งแต่เซียนกระบี่สละตำแหน่งผู้นำสหพันธ์ยุทธภพและหายสาบสูญไป กู่ชอลอึนอดีตผู้บัญชาการหน่วยมังกรศักดิ์สิทธิ์ก็ประกาศยุบหน่วยและรับตำแหน่งผู้นำตระกูลกู่แทน
ในช่วงเวลานั้น ราชินีกระบี่มุ่งหน้าสู่แดนมารลี้ลับเพื่อตามหาสิ่งใดบางอย่างและเพื่อเรียนรู้ให้มากยิ่งขึ้น
แต่ในท้ายที่สุด… นางกลับล่วงรู้ในสิ่งที่ไม่ควรล่วงรู้และสูญเสียสิ่งสำคัญไปมากกว่าเดิม
“เจ้าเห็นอย่างไรบ้างล่ะ”
เซียนกระบี่เอ่ยถาม แต่ราชินีกระบี่กลับไม่ตอบ
นางเพียงยืนจ้องอีกฝ่ายเงียบๆ
…แก่ลงแล้วจริงๆ
ผู้ที่เคยไม่เคยพ่ายแพ้ต่อผู้ใด วันนี้กลับถูกกาลเวลากลืนกินจนกลายเป็นเพียงชายชราผู้หนึ่ง
รอยย่นบนใบหน้าและเงามืดที่อาบทับดวงตา บ่งบอกว่าชายชราผู้นี้เคยผ่านกาลเวลาอันหนักหนาสาหัสเพียงใด
กระนั้นราชินีกระบี่ก็ไม่อาจรู้สึกเห็นใจได้
“เวลาผ่านไปมาก ข้าเอง…ก็แก่ตัวลงไม่น้อยแล้ว”
หญิงสาวผู้เคยออกเดินทางจากยุทธภพ โดยมีเพียงความฝันเกี่ยวกับกระบี่และคุณธรรม วันนี้ได้ก้าวเข้าสู่วัยกลางคนอย่างแท้จริง
“แม้ข้าจะได้เห็นอะไรมามากและได้เรียนรู้หลายสิ่ง… แต่สิ่งที่ท่านผู้นำเคยกระทำไว้ ข้าก็ยังไม่อาจเข้าใจได้อยู่ดี”
“แม้แต่หมอเทวดาเองก็พูดเช่นเดียวกับเจ้า”
“เหตุใดจึงทำเช่นนั้นเจ้าคะ?”
นี่คือคำถามที่ราชินีกระบี่อยากถามมากที่สุดนับแต่วันนั้น
…เหตุใด?
“ยอดจอมยุทธ์ผู้ติดตามท่านนับสิบ ต้องสังเวยชีวิตลงไป”
นั่นคือเหตุผลที่หมอเทวดาเกลียดชังอดีตผู้นำ และเป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้ราชินีกระบี่ไม่อาจให้อภัยเซียนกระบี่ได้
—การล่มสลายของหน่วยมังกรศักดิ์สิทธิ์
วันนั้น พวกเขาทั้งหมดได้มุ่งหน้าสู่แดนมารลี้ลับตามคำสั่งของผู้นำสำนัก และแล้ว…พวกเขาก็ไม่เคยกลับมา
นางยังคงจดจำได้ดี ว่าตัวเองโทษตัวเองแค่ไหนที่ในวันนั้นไม่อาจร่วมไปด้วย และจำได้ชัดเจน ตอนที่เห็นน้องเล็กของหน่วยกระบี่ปลิดชีพตนเองต่อหน้าต่อตา…
“ข้าไม่ได้จะมาเอาเรื่องเรื่องการสูญเสียนั้นหรอกเจ้าค่ะ”
เพราะการเสียสละนั้น… จำเป็นเสมอ
ในเมื่อเราต้องการบรรลุสิ่งใด ก็ต้องแลกด้วยการเสียสละ และเพราะเหตุนั้นพวกเราจึงต้องมีคุณธรรมต้องยึดมั่นในอุดมการณ์
ทุกคนในหน่วยมังกรศักดิ์สิทธิ์ต่างก็เป็นเช่นนั้น
พวกเขายินดีตายเพื่อสหายมากกว่าจะยอมอยู่เพื่อชีวิตของตนเอง ทุกคนยึดมั่นในคุณธรรมพร้อมพลีชีพเพื่อผู้คนโดยไม่ลังเล หากวันนั้นราชินีกระบี่ต้องตายกลางแดนมารลี้ลับ นางก็คงไม่รู้สึกเสียดายชีวิตเลยสักนิด
กระทั่งในวันที่เหล่าผู้รอดชีวิตจากแดนมารลี้ลับฆ่าตัวตายไปทีละคน นางก็ยังไม่เคยโทษเซียนกระบี่
แม้แต่ในวันที่ได้ยินข่าวว่าเป็นเพราะคำสั่งของผู้นำสหพันธ์ยุทธภพที่ทำให้หน่วยมังกรศักดิ์สิทธิ์ล่มสลาย นางก็ยัง… ไม่ได้กล่าวโทษแม้แต่น้อย
นางเชื่อว่านั่นคือความตายที่จำเป็น และพวกเขาต่างพลีชีพเพื่อสร้างสันติให้แก่ยุทธภพ นั่นคือความเสียสละอันรุ่งโรจน์
…ข้าพยายามจะเชื่อเช่นนั้นมาตลอด
อย่างน้อยก็จนกระทั่งรู้ความจริง
“เพราะเช่นนั้น โปรดตอบข้าเถิดเจ้าค่ะ”
ระหว่างที่กล่าว ราชินีกระบี่ก็ค่อยๆชักกระบี่ออกมา
เซียนกระบี่เพียงเฝ้าดูนางโดยไม่มีการตอบโต้ใดๆ
“พวกเราทั้งหมด… ต้องตายไปเพื่อสิ่งใด?”
คมกระบี่เริ่มแผ่พลังเรืองรองเป็นประกายสีชาด
“…เพื่อช่วยชีวิตบุตรของท่านหรือเจ้าคะ?”
ถ้อยคำนั้นทำให้แววตาของเซียนกระบี่สั่นไหวเล็กน้อย เมื่อพลังจากกระบี่เข้มข้นขึ้น แสงรอบกายของราชินีกระบี่ก็เริ่มส่องประกายพรายพริบ
“…ข้า…ขอโทษ”
ทันทีที่เสียงขอโทษแผ่วเบาดังขึ้นจากเซียนกระบี่ ปลายกระบี่ของนางก็ปล่อยพลังกระบี่พุ่งทะลวงเข้าหาอีกฝ่ายอย่างรุนแรง
เคร้ง—! ปึงงง!!
เสียงระเบิดดังกึกก้องกดทับทั่วบริเวณ พร้อมแรงลมอันรุนแรงที่พัดกระจายออกไปทุกทิศทาง ก่อนจะกลั่นตัวเป็นกลุ่มฝุ่นหนาทึบปกคลุมทั่วพื้นที่
พื้นดินที่เคยราบเรียบกลายเป็นพังพินาศ พลังของกระบี่สลักร่องลึกเป็นทางยาว ต้นไม้และก้อนหินรอบบริเวณถูกแรงกดกระแทกจนขาดเป็นท่อน
และเมื่อม่านฝุ่นค่อยๆ สลายไป สิ่งที่ปรากฏให้เห็นเบื้องหน้าก็คือ… เซียนกระบี่ยังคงยืนอยู่ในตำแหน่งเดิม
ท่วงท่าที่ไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อยไร้ซึ่งบาดแผล แม้แต่รอยขีดข่วนก็ไม่มีปรากฏบนร่างของเขา
เมื่อเห็นภาพนั้น ราชินีกระบี่ก็กล่าวด้วยรอยยิ้มขื่นขมว่า
“…ท่านยังคงไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ”
ร่างกายของนางเคยพังพินาศด้วยไอมาร แม้จะยังไม่ได้เรียกคืนพลังเดิมได้ทั้งหมด แต่หากเทียบกับวันที่ได้เห็นเซียนกระบี่เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว นางในตอนนี้กลับแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่า
…เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา นางไม่เคยหยุดเหวี่ยงกระบี่เลยแม้แต่วันเดียว
แต่ไม่ใช่เพื่อการล้างแค้น เพราะนางเคยให้คำมั่นกับตัวเอง…ว่าจะไม่ใช้กระบี่เพื่อการนั้น
กระนั้นก็ตามช่องว่างระหว่างนางกับเซียนกระบี่ ก็ยังคงห่างไกลเกินเอื้อมอยู่ดี
“ท่านอยากให้ข้าเอาชีวิตท่านหรือไม่?”
“หากเป็นเช่นนั้น…เจ้าคิดว่าข้าจะทำอย่างไร?”
“หากเจ้าต้องการ ข้าก็จะยอมแต่โดยดี เพราะถึงอย่างไรข้าก็ไม่คิดว่าชีวิตของข้าจะมีค่ามากนักอีกแล้ว…”
“…!”
“แต่ถึงอย่างนั้น… ในตอนนี้ข้ายังไม่อาจตายได้”
มือของเขาไม่ได้ถือสิ่งใดอยู่เลย
เพียงยืนไขว้หลังเผชิญหน้านางเงียบๆ แต่นางกลับไม่รู้สึกถึงความหวังที่จะเอาชนะได้เลยแม้แต่น้อย
ไม่ใช่เพราะการปลดปล่อยกระแสพลัง ไม่ใช่เพราะแสดงพลังให้เห็นด้วยตา แต่เป็นเพราะเขายืนอยู่ในระดับที่สูงล้ำเกินจะไขว่คว้า จนสัมผัสได้ถึงความกดดันอย่างแท้จริง
ในอดีตนางไม่เคยสัมผัสความแตกต่างนี้ได้ แต่ตอนนี้เมื่อมองเห็นมันชัดเจนยิ่งขึ้น…ควรจะยินดี หรือควรสิ้นหวัง?
ควรดีใจที่สามารถแยกแยะระดับของอีกฝ่ายได้แล้ว หรือควรสิ้นหวังที่ผนังตรงหน้านั้นสูงชันเกินปีนป่าย?
นางไม่อาจหาคำตอบให้กับตนเองได้เลย
“…คำพูดของท่านช่างขัดแย้งกันจริงๆ”
“ข้าขอโทษ…”
“คราวนี้ก็เป็นเพราะเด็กคนนั้นอีกหรือเจ้าคะ?”
“…”
“ข้าเองก็ได้พบเด็กคนนั้นแล้ว เป็นเด็กหญิงที่งดงามมาก”
ถ้าจำไม่ผิด…ชื่อ วีซอลอา
หลานสาวของ เซียนกระบี่
เด็กหญิงผู้นั้นน่ารักยิ่งนัก จิตใจดี และมักยิ้มแย้มใสซื่อจนผู้คนรอบข้างต่างรู้สึกอบอุ่นเมื่อได้อยู่ใกล้
…แต่เมื่อพลังของนางค่อยๆฟื้นกลับมา ราชินีกระบี่ก็สามารถสัมผัสได้ถึงความยิ่งใหญ่ที่แฝงอยู่ในร่างของเด็กคนนั้น
บางคนอาจมองว่าเด็กหญิงผู้นั้นแทบไม่มีพลังเลยด้วยซ้ำ แต่สำหรับนางแล้วมันกลับตรงกันข้าม เพราะพลังที่ยิ่งใหญ่เกินไปมันจึงกลบทุกสิ่ง จนกลายเป็นความว่างเปล่าที่จับต้องไม่ได้
ในสายตานาง เด็กคนนั้นคือเช่นนั้น
แต่แม้จะกล่าวถ้อยคำนี้ออกไปเซียนกระบี่ก็ยังคงไม่ตอบอะไรกลับมา
“…ท่านกำลังฝันถึงสิ่งใดอยู่กันแน่?”
“ข้าเพียงแต่…”
“เพียงแค่อยากให้เด็กคนนั้น…มีความสุขเท่านั้นหรือ?”
น้ำเสียงของราชินีกระบี่เริ่มสั่นสะท้อน ทว่าแฝงไว้ด้วยความคมเฉียบดุจคมกระบี่
“หากท่านฝันถึงสิ่งเช่นนั้นจริง… ก็ควรไม่เลือกทางนั้นตั้งแต่แรกแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
ศิษย์น้องคนเล็กของหน่วยมังกรศักดิ์สิทธิ์… เด็กสาวแห่งสำนักบู๊ตึ๊งผู้หนึ่งเคยร่ำไห้อยู่ในอ้อมแขนของราชินีกระบี่
…และปลิดชีพตนเองในที่สุด
เด็กหญิงผู้เคยตั้งใจแน่วแน่ว่าจะใช้ชีวิตเพื่อปกป้องผู้อื่น สุดท้ายกลับสิ้นใจลงเพราะความหวาดกลัว ด้วยสองมือตัวเอง
“ข้าไม่รู้ว่าท่านกับอดีตผู้บัญชาการ…ได้เห็นสิ่งใดในแดนมารลี้ลับจนต้องมาเป็นเช่นนี้ แต่สำหรับข้า…สิ่งที่ท่านเรียกว่าเหตุผลนั้น มันก็แค่ข้ออ้างอันคับแคบเพื่อหนีจากความผิดของตนเองเท่านั้น”
แม้ราชินีกระบี่จะเคยยืนต่อหน้าต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากอยู่ในแดนมารลี้ลับ และรู้สึกสิ้นหวังจนต้องเผชิญหน้ากับความตาย แต่นางไม่เคยยอมแพ้
แม้อีกฝ่ายจะได้เห็นสิ่งที่เกินกว่าตัวนางจะจินตนาการได้ ราชินีกระบี่ก็ไม่อาจเข้าใจการกระทำนั้นได้เลย
“ในอดีต…ข้าเคยตั้งใจจะสังหารท่านด้วยมือของข้าเอง”
“…ว่าอย่างไรนะ…!”
“เมื่อไม่กี่ปีก่อน ข้าคิดเช่นนั้นจริงๆแต่ถึงอย่างไร…ก็หาเจอไม่สักครั้ง ท่านไม่ทิ้งแม้แต่เงาเดียวไว้เบื้องหลังเลย”
และวันนี้เมื่ออีกฝ่ายกลับมาปรากฏตัวอีกครั้ง ราชินีกระบี่ก็ไม่อยากรู้เหตุผลอีกต่อไป
“ถึงตอนนี้ ข้าเอง…ก็มีเหตุผลที่ต้องมีชีวิตอยู่เช่นกัน”
ศิษย์คนงามของนางเติบโตขึ้นทุกวัน นางเคยอยากตาย แต่วินาทีที่ได้เวลาคืนมาอีกครั้ง นางก็อยากมีชีวิตต่อ
“ข้าไม่รู้ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งใด และข้า…ก็ไม่เคยคิดจะให้อภัยท่านเลยแม้แต่น้อย”
ไม่ว่าจะผ่านไปทั้งชีวิตนางก็ไม่มีวันให้อภัยชายผู้นี้ เพราะคนที่เขาควรขอโทษไม่ใช่ตน
“อย่างน้อย ข้าก็เคยหวังว่าท่านจะไม่กลายเป็นคนเช่นนี้ แต่สุดท้าย…มันก็ผิดหวังจนได้”
หากเขายังคงเป็นยอดฝีมือผู้มองลงมาจากจุดสูงสุดของยุทธภพเหมือนในวันวาน บางที หัวใจนางคงรู้สึกสบายมากกว่านี้
บางที นางคงโกรธได้เต็มที่ กล่าวโทษได้โดยไม่ลังเลและแม้จะรู้ว่าตนเองจะแพ้ ก็ยังยินดีจะเหวี่ยงกระบี่ในความพ่ายแพ้นั้น
“ท่านรู้หรือไม่…คำสุดท้ายของแทยงที่เขาฝากไว้คืออะไร”
แทยงคือศิษย์น้องคนเล็กของหน่วยกระบี่ เด็กคนนั้นสิ้นใจในอ้อมแขนของนาง
“เขาบอกว่า…กลัวเจ้าค่ะ กลัวการมีชีวิตอยู่ กลัวการทนอยู่ต่อไป…”
‘พี่หญิง…ข้ากลัวเหลือเกิน…’
เมื่อนึกถึงคำพูดเหล่านั้น เปลือกตาของราชินีกระบี่ก็กระตุกแน่น ปลายนิ้วกำกระบี่จนแน่น จนแทบเผลอเหวี่ยงกระบี่ออกไปอีกครั้ง แต่ในที่สุดนางก็ข่มอารมณ์เอาไว้ได้
“เมื่อทุกสิ่งจบลง…ข้าจะปลิดชีวิตตัวเองด้วยมือของข้าเอง เพื่อไปขอขมาพวกเขาด้วยตนเอง”
“…หลังจากวันนี้ ข้าคงไม่มีเหตุให้มาเยือนท่านอีกแล้ว”
เช่นเดียวกับกู่ชอลอึน เซียนกระบี่ก็ดูมีเรื่องที่ไม่อาจพูดออกมาอีกมากมาย แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลเพียงพออีกต่อไปสำหรับราชินีกระบี่
ต่อให้มีเหตุผลเบื้องหลังใดซุกซ่อนอยู่ สิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่อาจย้อนคืนและไม่มีเหตุผลใดจะชอบธรรมต่อสิ่งที่พวกเขาทำ
ราชินีกระบี่มีเหตุผลให้มีชีวิตอยู่ต่อไป ไม่ใช่เพื่อการแก้แค้น แต่เพื่อปกป้องสิ่งล้ำค่าที่อยู่ในอ้อมแขนของนาง
เพราะเช่นนั้น นางจะอดทน
จะไม่ฆ่าเขา…และจะไม่ตายด้วย
การมาวันนี้มีเพียงเพื่อถาม
และตอนนี้…นางก็ได้รับคำตอบแล้ว
“…แม้แต่หมอเทวดา ท่านก็เรียกเขามาเพราะเด็กคนนั้นใช่หรือไม่?”
แม้จะไร้คำตอบ แต่น้ำหนักของความเงียบนั้นชัดเจนยิ่งกว่าคำพูดใด
…เหตุใดบุรุษผู้นี้จึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้
ราชินีกระบี่ ไม่คิดเลยว่าเขาเคยเป็นคนเช่นนั้นตั้งแต่แรก
บุรุษผู้เคยชูดาบเพื่อความสงบสุขของยุทธภพยิ่งกว่าผู้ใด ผู้ที่ซ่อนความเชื่อมั่นอันแรงกล้าและจิตใจแห่งคุณธรรมไว้เบื้องหลังใบหน้าดุดันดั่งเหล็กกล้า
“…แม้ข้าจะไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้ท่าน อดีตจอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่กลายเป็นผู้เปราะบางเช่นนี้ แต่ขอให้ท่านอย่าได้สูญเสียศักดิ์ศรีของตนเองเลย”
กล่าวจบราชินีกระบี่ก็เก็บกระบี่เข้าฝัก พลันนางก็เกิดความคิดขึ้นมาในใจ
หากตนแข็งแกร่งกว่านี้ หากเหนือกว่าเซียนกระบี่อย่างแท้จริง จะยังสามารถห้ามตนไม่ให้ลงมือสังหารเขาได้หรือไม่
‘…ข้าเองก็ไม่แน่ใจ’
ที่ตอบไม่ได้ก็เพราะนางเองก็ยังไม่ใช่คนที่สมบูรณ์แบบนัก
เพียงแค่ต้องการใครสักคนให้โทษและเมื่อพบเป้าหมายแล้ว จึงได้ระบายความรู้สึกทั้งมวลออกมาเท่านั้น
“ข้าขอตัวก่อน ท่านกรุณามารอที่นี่ข้ารู้สึกขอบคุณจริงๆ”
เมื่อหันหลังให้เซียนกระบี่นางก็รีบลงจากภูเขาทันที เพราะรู้ดีว่าศิษย์ตัวน้อยของนางกำลังรออยู่เบื้องล่าง ฝีเท้าจึงเร็วขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
สิ่งที่เหลืออยู่เคียงข้างบุรุษชรา ก็มีเพียงแสงจันทร์ที่ทอดลงบนพื้นดิน
มือที่สั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ถูกซ่อนเอาไว้ ก่อนที่เขาจะคุกเข่าลงช้าๆเพียงข้างเดียว ม่านกลอาคมที่ครอบคลุมทั่วทั้งเขา ก็พลันหายวับไปราวกับละลายหายไปกับอากาศ
“…ข้าขอโทษนะ…ข้าขอโทษจริงๆ…”
ฝ่ามือเหี่ยวย่นปิดบังใบหน้าที่สั่นสะท้าน แม้น้ำตาจะไม่มีให้ไหลอีกแล้วก็ตาม
เขาทำได้เพียงรอคอย… รอวันที่จะได้ยุติชีวิตอันไร้ความสามารถนี้ลง และในความเงียบงันนั้น เขาก็ได้แต่สะอื้นอย่างไร้เสียง
◇◆
เมื่อราชินีกระบี่มาถึงเรือนที่กู่หลิงฮวารออยู่นางก็ปลอมสีหน้าให้กลับเป็นปกติในทันทีภายใต้การนำของคนรับใช้ เพราะรู้ดีว่าศิษตัวน้อยเป็นเด็กช่างสังเกต หากเผลอแสดงสีหน้าเพียงนิดเดียว ก็อาจถูกจับได้
นางจึงสูดหายใจลึกตั้งสติอย่างสงบก่อนจะเปิดประตูเข้าสู่ห้อง และทันทีที่ประตูเปิดออก…
“ยินดีที่ได้พบท่านเจ้าค่ะ…!”
สิ่งแรกที่พุ่งเข้ามาคือเสียงใสของหญิงสาว
แรกเริ่มราชินีกระบี่เข้าใจว่าเป็นกู่หลิงฮวา แต่เมื่อเห็นเส้นผมสีเขียวเข้ม ก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่
ชุดที่สวมอยู่ก็มีลวดลายและกลิ่นอายแบบเฉพาะ ทำให้นางพอเดาได้ว่านี่คือเด็กสาวจากตระกูลใด
ถังโซยอล ยื่นของบางอย่างให้ด้วยท่าทางเขินอาย
“เป็นยา…ที่ทำจากวูบังโชเจ้าค่ะ! ดีมากเลยกับ…ผิวหนังค่ะ! ขอ…ขอให้ท่านรับไว้ด้วยเถิด!”
วูบังโช…?
‘…นั่นมันไม่ใช่พืชพิษหรือ?’
เมื่อราชินีกระบี่มองอย่างสับสน ถังโซยอลก็ยิ้มเขินด้วยความไร้เดียงสา
พรืด—!
เสียงพ่นน้ำชาอย่างแรงดังขึ้น
กู่หยางชอนที่นั่งดื่มชาอยู่ถึงกับสำลักจนพ่นน้ำออกมา คงไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะมอบพิษให้เป็นของขวัญจริงๆ
“…เจ้าบ้าเอ๊ย…”
“…อ่า…”
และสิ่งที่ตามมาคือ… กู่หลิงฮวาซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกู่หยางชอน ถูกสาดน้ำใส่หน้าไปเต็มๆ
“…ขอโทษนะ…” กู่หยางชอนรีบกล่าวอย่างรวดเร็ว
แต่ใบหน้าของกู่หลิงฮวานั้น…แปรเปลี่ยนเป็นโฉมหน้าของยักษ์ร้ายไปเรียบร้อย
ในที่สุดกู่หยางชอนก็พยักหน้าเบาๆ เมื่อเห็นใบหน้านั้นเขาก็แน่ใจได้อย่างหนึ่ง…
กู่หลิงฮวา…เป็นสายเลือดแท้ของตระกูลกูอย่างไม่ต้องสงสัย
‘…โคตรน่ากลัวเลยให้ตายเถอะ…’
“ไอ้เวรตะไลเอ๊ย!!!”
เสียงคำรามดั่งอสูรดังลั่นจาก กู่หลิงฮวา