สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่125 แบบนั้นน่ะ…ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ (1) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่125 แบบนั้นน่ะ…ไม่มีวันเกิดขึ้นได้ (1) ༻
วันที่ข้าไปยังใต้ดินเป็นครั้งแรกข้าเคยเอ่ยถามท่านพ่อว่า …คนพวกนั้นคืออะไรกันแน่? หรือแม้กระทั่ง พวกเขายังถือเป็นมนุษย์อยู่อีกหรือ?
เหตุใดกัน? เพื่ออะไรกันแน่ จึงต้องมีสถานที่เช่นนี้ซ่อนอยู่ใต้จวนของตระกูล
ต่อคำถามนั้น ท่านพ่อเพียงตอบว่า
-“พวกเขาทั้งหมดคือเครื่องสังเวย”
-“ส่วนพวกเรา… คือภาชนะ”
ภาชนะงั้นหรือ? แล้วจะบรรจุสิ่งใดลงไปในนั้น?
ข้าไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย แม้กระทั่งในตอนที่ถูกพาทะลุผ่านประตูอีกบานไป และได้เผชิญหน้ากับความจริงทั้งหมดอย่างชัดเจน
ตอนนั้น… ข้าก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี
ต้องผ่านการพบเจอกับมารสวรรค์ ต้องหลงเข้าไปในแดนมารลี้ลับ ต้องใช้ชีวิตที่แตกต่างจากคนทั้งโลก… ข้าจึงเริ่มเข้าใจเพียงเล็กน้อย
และในที่สุด ข้าก็กล้าพูดได้เต็มปาก
“ท่านพ่อ…คิดผิดแล้ว”
เราไม่ใช่ภาชนะหรอก
ข้าไม่สามารถบรรจุสิ่งใดไว้ได้เลย สำหรับภาชนะที่แตกร้าวพรุนไปทั้งใบเช่นนี้ ยังจะเรียกว่าภาชนะได้อีกหรือ?
ข้าควรตระหนักได้เร็วกว่านี้และควรยอมแพ้เสียตั้งแต่ต้น เพราะเรื่องทั้งหมด… มันไม่ใช่สิ่งที่ใครจะหนีรอดไปได้แต่แรกอยู่แล้ว
-“หากเจ้าปรารถนา… ข้าจะช่วยปลดปล่อย”
ข้าไม่ควรเชื่อในถ้อยคำนั้น
-“พันธนาการมันหนักนักหรือ? หากต้องการ ข้าจะช่วยตัดให้ก็ย่อมได้ สำหรับข้าแล้ว…มันไม่ใช่เรื่องยากเลย”
ข้าไม่ควรยื่นมือออกไปรับมัน แต่ในตอนนั้นข้าไม่อาจตระหนักรู้อะไรได้เลย ไม่มีสติพอจะคิดเรื่องอื่น มันจึงเป็นผลลัพธ์ที่เลี่ยงไม่ได้
เมื่อมองย้อนกลับไปตอนนี้ข้าก็พอจะเข้าใจ
สิ่งที่มารสวรรค์ทำ… ไม่ใช่การตัดขาดพันธนาการนั้น หากแต่เป็นการรับมันไว้แทนต่างหาก
บางที… แค่บางทีเท่านั้น แม้แต่เหตุผลที่ทำให้ข้าสามารถย้อนเวลากลับมาได้… ก็อาจเกี่ยวข้องกับสิ่งนั้น
เป็นเพียงข้อสงสัยที่แวบขึ้นมาในหัว
เหมือนกับว่า… เพราะข้าทำลายพันธนาการไม่สำเร็จแล้วหนีมา โชคชะตาจึงกำลังพยายามบังคับให้ข้าชดใช้บาปนั้นอยู่ก็เป็นได้
“…อืม…”
ข้าตื่นจากหลับใหลอันยาวนาน
เปลือกตาหนักอึ้งแทบยกไม่ขึ้น แต่ก็ฝืนลืมตาขึ้นมาได้ในที่สุด ศีรษะปวดหนึบราวกับเพิ่งหลุดพ้นจากฝันร้าย ร่างกายก็หนักอึ้งเหมือนเคยโดนฝันร้ายกดทับ ทั้งตัวแทบขยับไม่ได้
“อะไ…ไรเนี่ย…”
โชคยังดีที่เสียงยังพอเปล่งออกมาได้
ถ้าเป็นแค่ฝันร้ายหรืออาการโดนผีอำ ก็พอใช้พลังฝืนปลุกตัวเองขึ้นมาได้อยู่หรอก แต่ที่สับสนก็คือ… ความรู้สึกที่แนบชิดอยู่ตามเนื้อตัวข้าในตอนนี้
มีอะไรบางอย่างที่ทั้งนุ่มนิ่มและละมุนสัมผัสอยู่กับปลายนิ้ว
กลิ่นหอมจางๆลอยมากระทบปลายจมูก ทำเอาข้าต้องส่ายหัวเบาๆ เป็นกลิ่นที่คุ้นเคยอย่างประหลาด
เมื่อสติเริ่มกลับคืน ข้าก็รับรู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ฝันร้ายแต่…
มีบางคน… ไม่สิสองคน กำลังนอนกอดข้าอยู่จากทั้งสองด้าน
“…เฮ้อ…”
สิ่งที่แตะจมูกข้าคือเส้นผมนุ่ม ๆ
…สีเงินอมฟ้า? หรือจะเป็นสีน้ำตาลอ่อนเจือขาว?
ไม่ต้องใช้เวลาคิดให้เสียเปล่า เพราะคนที่จะทำอะไรแบบนี้ได้… ข้ารู้ดีอยู่แล้วว่าเป็นใคร
แม้จะพยายามขยับปลายนิ้ว แต่ก็โดนกอดแน่นเกินไป เพียงแค่ขยับนิดเดียว… ก็รู้สึกถึงสัมผัสนุ่มแนบเนื้อเต็มไปหมด
…อะไรน่ะ? ตรงไหนกำลังสัมผัสกับข้าอยู่?
“อืออ…”
“งึม…”
พอข้าพยายามจะขยับ ร่างของสองคนข้างกายก็กระตุกเบาๆ แล้วกลับมากอดแน่นกว่าเดิมอีก
‘…ซวยล่ะสิ แบบนี้’
เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย? ข้าพยายามเรียบเรียงความทรงจำก่อนเข้านอนเมื่อคืนอย่างเร่งรีบ
จำได้ลางๆ ว่าตอนที่กลับเข้ามาในห้อง… มีแม่นางน้อยนัมกุงกับวีซอลอาอยู่ในนั้น
นัมกุงบีอา เหมือนจะพูดอะไรบางอย่างทันทีที่เห็นหน้าข้า…
‘อา…’
นึกออกแล้ว
-‘อะ…คือ…ท่านพ่อบอกให้ข้ามาที่นี่น่ะ…’
ใช่แล้ว…นัมกุงจินเป็นคนสั่งให้ลูกสาวตัวเองมาหาข้าถึงห้องในยามวิกาล
-ไอ้เจ้าบ้าคนนั้น มันคิดอะไรอยู่ถึงกล้าทำเรื่องแบบนี้กับลูกสาวตัวเอง?!
แน่นอนว่าต่อให้ข้าจะเหนื่อยแค่ไหน แต่ที่ผลอยหลับไปทันที…มันก็ผิดที่ข้าเองด้วยเหมือนกัน
‘จะหนีออกไปยังไงดีล่ะเนี่ย…’
ถูกกอดไว้แน่นขนาดนี้ ไม่มีช่องทางไหนจะหลุดออกไปได้ง่ายๆ เลย
[จะหนีออกไปทำไมกันล่ะ? อยู่เฉยๆ แบบนั้นแหละ]
เสียงบ่นห้วนๆ ของตาแก่ชินดังขึ้น ข้าจึงตอบกลับไปแบบกึ่งประชด
‘ตื่นแล้วเหรอขอรับ’
[ตื่นบ้าตื่นบออะไรกัน ข้าไม่เคยนอนเสียหน่อย]
…ก็จริง, ก่อนหน้านี้ก็เคยบอกไว้ว่าท่านเป็นวิญญาณไม่มีความจำเป็นต้องนอนหลับ
[เจ้านี่ก็นอนอิงอะไรนุ่มๆ เพลินดีนักแท้ๆ…จะดิ้นหนีไปทำไม?]
เสียงของตาแก่ชินเริ่มแข็งขึ้นเล็กน้อยเหมือนจะไม่สบอารมณ์นัก
ไม่ยุติธรรมเลย ข้าไม่ได้อยากอยู่ในสภาพแบบนี้ซะหน่อย
[ไม่ยุติธรรม?! ไอ้เจ้า…ไม่ยุติธรรรม?!]
เฮ้อ…หูดีเป็นบ้าเหมือนเคย
‘ในเมื่อท่านพูดขึ้นมา ข้าก็อยากจะบอกเหมือนกันว่าข้าไม่ได้เต็มใจ—’
[งั้นแปลว่าเจ้าไม่ชอบใจงั้นเรอะ?]
‘…’
[ดูมันสิๆ! เงียบเลยนะ! นี่แน่ะ…พอถามว่าชอบมั้ย ดันไม่ตอบ! แต่ดันนอนอิงภูเขานั่นอย่างเพลินเลยนะ! ไอ้เด็กนิสัยเสีย!]
‘…ท่านนี่มัน! พูดจาอะไรทะลึ่งตึงตังชะมัด! เป็นถึงผู้บรรลุเซียน ทำไมถึงใช้คำพูดแบบนี้ได้ล่ะขอรับ!?’
[ทะลึ่งตึงตัง? เจ้านั่นแหละหน้าทะลึ่งยิ่งกว่าคำพูดของข้าอีก!]
‘ท่านแก่แล้วก็ใช่จะพูดจาได้ตามใจนะ!’
บทสนทนานี้…ลงท้ายด้วยการโดนว่าหน้าตาเสียอีก
ให้ตายเถอะ คนแก่นี่ก็…เอะอะก็ใช้หน้าข้าเป็นเป้าโจมตีอยู่เรื่อย
ข้ายังทำหน้ายุ่งไม่ทันหาย ตาแก่ชินก็เริ่มคุยโม้อวดอย่างภาคภูมิใจ
[ฮึ่ม! ตอนข้ายังหนุ่มน่ะ… คมสันยิ่งกว่าคมดาบ! ราศีเปล่งประกายจนแม้แต่นารีทั่วหุบเขาก็พากันเดินเรียงแถวจากตีนเขามาถึงประตูสำนัก!]
‘แล้วทำไม…ถึงไม่มีแม้แต่เรื่องรักครั้งเดียวล่ะขอรับ?’
[…ไอ้เวรนี่…]
‘…ขอรับ?’
ข้าถามไปด้วยน้ำเสียงซื่อตรงจริงใจ แต่คำตอบที่ได้กลับคือคำสบถสั้นๆ แล้วก็ความเงียบ
เรียกไปอีกหลายครั้งก็ไม่ตอบกลับ คงจะงอนเสียแล้ว
ช่วงหลังๆ มานี้ รู้สึกเหมือนคำพูดของตาแก่ชินจะยิ่งขัดหูขึ้นทุกวัน…หรือข้าจะคิดไปเองกันแน่นะ
‘นี่ข้าจะทำยังไงดีล่ะเนี่ย…’
ในระหว่างนั้น อาจเป็นเพราะใครบางคนละเมอ เสียงลมหายใจอุ่นๆ จึงค่อยๆ เคลื่อนมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
แค่คิดว่าถ้ามีใครมาเห็นสภาพนี้เข้าล่ะก็ ข้าคงไม่เหลือที่ยืนในยุทธภพแน่ จึงรีบตัดสินใจหลับตาแน่น แล้วออกแรงพยายามดันตัวลุกขึ้น
แกร๊ก—
“คุณชายกู่เจ้าคะ ข้าขออภัยที่มา—”
“เอ๊ะ…”
“อ๊า…”
คนที่เปิดประตูห้องพรวดเข้ามากะทันหันคือ ถังโซยอล นางชะงักไปทันทีที่เห็นภาพตรงหน้า ใบหน้าขึ้นสีแดงระเรื่ออย่างรวดเร็วก่อนจะรีบยกมือปิดหน้าตัวเอง
“คุณหนูถัง—!”
“ขะ-ข้าจะรอข้างนอกนะเจ้าคะ! ข้าขอโทษ!”
ก่อนที่ข้าจะได้เอ่ยคำแก้ตัวใดๆ เสียด้วยซ้ำ ถังโซยอลก็ปิดประตูแล้วเผ่นแน่บออกไปทันที
บรรยากาศในห้องจึงเหลือเพียงความเงียบชวนอึดอัดเท่านั้น…
[คิกคิกคิกคิก…!]
เสียงหัวเราะเจ้าเล่ห์ของตาแก่ชินดังขึ้นเบาๆ ข้างหู
หลังจากนั้นข้าจึงรีบออกจากห้องตามไป แต่ก็พบว่าถังโซยอลได้ออกจากเรือนนี้ไปแล้ว
เมื่อถามจากคนรับใช้จึงรู้ว่า…นางมาด้วยเรื่องบางอย่าง แต่ดูท่าไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก
แน่นอนว่าคงมีเหตุให้ต้องมาจริงๆ ทว่าตอนนี้ข้ามีเรื่องสำคัญกว่าให้จัดการ
วีซอลอากับนัมกุงบีอาที่ยังงัวเงียเพราะหลับไม่เต็มตื่น ถูกข้าเรียกสติกลับมาด้วยการเคาะหน้าผากเบาๆเป็นการลงโทษเบื้องต้น
แม้ทั้งสองจะหลบสายตาไม่กล้ามองข้า แต่ข้าก็ต้องพยายามกลั้นหัวเราะไว้ให้ได้
[นี่เจ้าควรจะก้มกราบขอบคุณด้วยซ้ำ ยังจะไปดุอะไรเขาอีกเล่า! เจ้าหน้าโง่!]
คำพูดของตาแก่ชินถูกข้าเก็บไว้ฟังผ่านๆ ไป
จากนั้นข้าก็ออกจากเรือน มุ่งหน้าไปยังห้องโอสถของจวนตระกูลกู่ตั้งแต่เช้าตรู่
เป้าหมายที่แท้จริง คือกลุ่มยอดฝีมือแห่งตระกูลนัมกุงที่ได้รับบาดเจ็บและถูกส่งมารักษาที่นี่
พอพวกเขาเห็นข้าก็แน่นอนว่าสายตาไม่เป็นมิตรนัก ในบรรดานั้นคนที่จ้องเขม็งที่สุดคือหมอเทวดา ผู้รับหน้าที่รักษาพวกเขา
“เจ้าทำอะไรกันแน่เนี่ย…เด็กหนุ่มอย่างเจ้าจะไล่ตะบันหน้าผู้ใหญ่ไปทั่วทำไมกัน หา… เฮ้อ…”
“ข้าขออภัยขอรับ…”
จะว่าไป… คำพูดเขาก็ฟังแปลกๆอยู่นิดหน่อย แต่ในเมื่อต้นเหตุคือข้า ข้าก็ไม่มีสิทธิ์จะเถียง
“แต่ข้าแปลกใจนะ เจ้าเล่นงานได้สะอาดเกินไปจนดูไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญ”
เมื่อหมอเทวดาว่ามาอย่างนั้น ข้าก็ได้แต่เงียบ
“ต่อให้เป็นพวกที่เชี่ยวชาญด้านการสอบสวนก็ยังทำแบบนี้ได้ยาก แต่ก็เถอะ…เพราะมันทำให้ข้ารักษาได้ง่ายขึ้นล่ะนะ”
“…แล้วมีใครได้รับผลกระทบระยะยาวบ้างหรือไม่?”
“ก็มีแค่เจ้าที่ฟันหลุดนั่นแหละ ต้องลำบากอีกสักสามเดือน แต่ก็คงไม่ถึงกับเสียคน พ่อเจ้าก็ทุ่มเงินดูแลไปไม่น้อยนี่นะ”
ฟังแล้วก็พอโล่งใจขึ้นมาบ้าง
คำว่าค่าชดเชยที่ท่านพ่อพูดถึงเมื่อวาน คงหมายถึงเรื่องพวกนี้เอง
น่าจะมีทั้งยาเม็ดวิญญาณและของจำเป็นอื่นๆ ด้วย
“เพราะเจ้านี่แหละ ข้าต้องอดนอนทั้งคืนเลยนะรู้มั้ย”
“…ขอบพระคุณมากขอรับ”
“เอาล่ะ เรื่องคำขอบคุณก็พอแค่นั้นเถอะ ไม่รู้เจ้ามีเหตุผลอะไร แต่ก็คงไม่ซัดคนไปมั่วๆหรอกกระมัง อีกอย่าง…แต่เดิมข้าก็หงุดหงิดที่พวกนั้นมากินอยู่ฟรี พอเห็นแบบนี้แล้ว ข้าว่าเจ้าก็ถือว่าทำคุณไถ่โทษไปละกัน”
กล่าวจบหมอเทวดาก็ผละไป ข้าจึงเดินไปหาผู้บาดเจ็บที่นอนอยู่บนเตียง
ถึงจะไม่กล้าด่าตรงๆ ต่อหน้าข้าเพราะเป็นสายเลือดเดียวกัน แต่แววตาแห่งความไม่พอใจนั้นชัดเจน
ทว่าเมื่อข้าก้มศีรษะกล่าวขอโทษพร้อมอธิบายเรื่องค่าชดเชย บรรยากาศตึงเครียดก็คลี่คลายลงบ้าง
บางคนถึงกับพยายามกลั้นยิ้มจนมุมปากกระตุก นับว่าเป็นภาพที่หาดูได้ยาก
…อันที่จริงก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะข้าเองก็รู้ว่าค่าชดเชยที่เสนอไปนั้นแรงพอตัว
การที่ข้าตื่นแต่เช้าไปหาผู้ดูแลตระกูลเพื่อจัดการเรื่องชดเชยให้ครบถ้วน คงไม่เสียเปล่า
โดยรวมแล้ว ตอนนี้ผู้นำตระกูลนัมกุง ยอมรับผิดชอบต่อสาธารณะ ส่วนตระกูลกู่ก็ดูแลชดเชยเป็นการตอบแทน เป็นข้อตกลงที่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ยให้ชัด
ส่วนไอ้สารเลวที่เป็นต้นเหตุนั้น…ยังไม่รู้ว่าเป็นใคร
ทั้งสองฝ่ายต่างก็ยื่นคำร้องไปยังหน่วยข่าวสารแล้ว ดังนั้นตอนนี้ก็ทำได้แค่รอ
แต่ถ้าข้าให้คาดการณ์ด้วยสามัญสำนึก…ความเป็นไปได้ที่จะจับตัวมันได้ก็ดูจะริบหรี่
โดยเฉพาะถ้าหากมันเป็นพวกเดียวกับเจ้านั่นที่ข้ารู้จักจริงๆล่ะก็ โอกาสยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่
ฟึ่บ! ฟึ่บ!
เสียงกระบี่แหวกอากาศแว่วมาอย่างชัดเจน
หลังจากเจอคนของนัมกุงแล้ว ข้าก็ถูกลากครึ่งหนึ่งมาที่เรือนฝึกของตำหนักสาขา ซึ่งตอนนี้นัมกุงจินกำลังฝึกกระบี่อยู่
“ดูเหมือนเมื่อวานเจ้าจะยุ่งน่าดูเลยสินะ?”
นัมกุงจินหันมาทัก
“มีธุระด่วนผุดขึ้นมาน่ะขอรับ”
จริงๆ ก็ถือว่าข้าทำผิดมารยาทอยู่เหมือนกัน เพราะก่อนหน้านั้นเขากำลังให้ข้อมูล แต่ข้าก็กลับตัดบทแล้ววิ่งแจ้นไปหาท่านพ่อที่จวนหลักทันที
แต่เขากลับไม่มีทีท่าโกรธอะไรเลย
[ดูยังไงก็เหมือนกำลังกลั้นอยู่ชัดๆ เจ้าดูไม่ออกหรือไง? ข้าว่ามันออกจะชัดเลยล่ะ…]
“…ว่าแต่ว่า ข้าได้ยินมาว่าท่านส่งบุตรสาวของท่านไปที่ห้องข้าเมื่อคืน?”
“ใช่แล้ว”
“เหตุใดถึงได้ทำเช่นนั้นหรือขอรับ?”
“หืม?” นัมกุงจินเลิกคิ้วอย่างแปลกใจ
“เจ้าคงไม่ได้ลืมว่าเราพนันกันเรื่องนี้หรอกนะ?”
“ว่าอะไรนะ? ท่านพูดเรื่องบ้าอะไร…”
ข้าเกือบจะโพล่งออกไปแบบนั้นแล้วเชียว แต่ทันใดนั้นก็จำได้ว่าเคยพูดบางอย่างในทำนองว่า ‘ข้าอยากได้บุตรสาวท่าน’… ก็เลยเงียบปาก
“ข้าก็แค่ตกลงตามนั้นน่ะสิ”
ตอนแรกข้ากะจะบอกว่า ‘ท่านเป็นถึงพ่อ ทำไมถึงปล่อยลูกสาวไปง่ายๆ แบบนั้น’ แต่พอคิดถึงเรื่องที่นัมกุงบีอาเคยก่อไว้กับตระกูลในอดีต ก็รู้สึกว่า…ความสัมพันธ์พ่อลูกคู่นี้อาจไม่ได้แนบแน่นนัก ข้าจึงไม่ได้พูดอะไรต่อ
ถึงอย่างไร นัมกุงจิน ก็ไม่ใช่คนดีอะไรนักอยู่แล้ว
“ไหนๆ ก็หมั้นหมายกันไว้ครึ่งหนึ่งแล้ว เจ้าก็ไม่ได้รังเกียจลูกสาวข้าสักหน่อยนี่นา?”
“…”
ตรงจุดนี้ข้าคงพูดว่าไม่ใช่ได้อยู่หรอก…แต่ข้าก็เลือกจะไม่พูด เพราะข้ารู้ตัวดีอยู่แล้ว ว่าตอนนี้มันไม่ต่างอะไรกับการยอมรับกลายๆ
“เห็นไหม ข้าเดาไม่ผิด”
นัมกุงจินกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ แล้วก็หันกลับไปฟาดกระบี่ต่อ
เสียงแหวกอากาศที่ดังก้อง บ่งบอกให้รู้ว่าเขาคือยอดฝีมือระดับต้นๆ สมฉายา ราชันกระบี่แห่งตระกูลนัมกุง
ที่เมื่อวานพ่ายแพ้ไป ก็เพราะคู่ต่อสู้นั้นไม่ใช่คนธรรมดาเท่านั้นเอง
เมื่อนัมกุงจินสังเกตเห็นข้ามองอยู่ เขาก็เอ่ยขึ้นว่า
“ดูไร้ค่านักหรือ? สำหรับสายตาของเจ้าตอนนี้ มันคงดูเช่นนั้นล่ะสิ”
ข้ามิได้คิดแบบนั้นเสียหน่อย… ที่จริงแล้วก็รู้สึกทึ่งอยู่พอควรด้วยซ้ำ
กระบวนท่าที่เขาใช้ในตอนนี้คือกระบี่นภาไร้ขอบเขต ซึ่งเป็นวิชาหลักประจำตระกูลนัมกุง
ที่น่าขำก็คือ นี่คือกระบี่ที่เขาพยายามแสดงในวันก่อน แต่กลับถูกตาแก่ชินทำลายจนย่อยยับด้วยเพลงเดียว
[ถึงจะเห็นช่องโหว่เต็มไปหมด แต่จะไม่ฟันใส่ได้ยังไงเล่า?]
ข้ามองกระบี่ในมือของนัมกุงจินก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“ไม่ทราบว่าท่านไม่กังวลหรือ ที่จะให้ข้าเห็นเคล็ดวิชาเช่นนี้?”
นัมกุงบีอานั้นต่างออกไปเพราะนิสัยประหลาด ไม่คิดอะไรกับการเปิดเผยวิชา แต่สำหรับนัมกุงจินผู้เป็นถึงหัวหน้าตระกูล การเผยท่าไม้ตายให้คนนอกเห็นย่อมเป็นเรื่องต้องห้าม
ข้าจึงคาดว่าเขาน่าจะมีท่าทีระวังตัวเสียมากกว่า แต่เขากลับหยุดฝึกแล้วหันมามองข้า
“จะปิดบังไปทำไมกัน ในเมื่อข้าก็อยากได้กระบี่ของเจ้ามาครอบครองอยู่แล้ว”
พูดตรงเสียจนข้านิ่งไปชั่วครู่
กระบวนท่าที่เขาใช้ในตอนนี้ถึงจะยังไม่สมบูรณ์นัก แต่ข้าก็พอเดาออกว่าเขาพยายามลอกเลียน จังหวะละเอียดอ่อนที่ตาแก่ชินเคยแสดงให้เห็น
แม้จะยังห่างไกลนักก็เถอะ
“ที่ท่านเรียกข้ามาที่นี่ เพราะเหตุนี้สินะ?”
“เรียก? อย่าพูดเหมือนว่าข้าบังคับเจ้ามานักสิ เดี๋ยวใครได้ยินเข้าจะเข้าใจผิดกันหมด”
เข้าใจผิด? ท่านมายืนรออยู่ตรงทางออกจากตำหนักรักษาเลยนะ… ข้าอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเบาๆ… แต่เขากลับเป่าลมหายใจออกทางจมูก คล้ายอดทนเต็มที่
“ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้วมิใช่หรือ ว่าเพื่อจะได้กระบี่นั้นมา ข้ายอมคุกเข่าต่อเจ้าก็ยังได้”
แววตาของนัมกุงจินแน่วแน่จริงจัง
แน่นอน… เขายอมทิ้งทั้งความหยิ่งผยองและศักดิ์ศรีอันสูงส่ง เพียงเพราะต้องการบางสิ่งจากข้า
[เจ้านี่มัน…มุ่งมั่นเกินตัวนัก แม้ของล้ำค่าจะหายาก แต่นี่มันดูเร่งร้อนจนผิดปกติแล้วนะ]
กล่าวคือ…สิ่งที่เขาต้องการ อาจไม่ใช่แค่ความเข้าใจในกระบี่เท่านั้น
“ดังนั้น…ข้าจึงหวังว่าเจ้าจะสอนข้า หากต้องการข้าก็ยินดีเรียกเจ้าว่าอาจารย์”
“ได้โปรดอย่าทำเช่นนั้นเถอะขอรับ”
แค่จินตนาการว่า ชายวัยเดียวกับท่านพ่อมาเรียกข้าว่าท่านอาจารย์ก็น่าขนลุกพอแล้ว
เขายังคงรบเร้าขอให้สอนกระบี่ แต่ปัญหาคือข้าเองก็ไม่รู้จะสอนยังไง
‘ท่านจะเอายังไงกันแน่ขอรับเนี่ย…’
[ข้าเห็นเจ้าลนลานแบบนี้แล้วรู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกเลยล่ะ ฮ่าฮ่า]
‘ตาแก่ชิน…อย่าบอกนะว่าท่านโยนเรื่องนี้มาแบบไม่คิดอะไรเลย?’
[แล้วเจ้าว่าอย่างไรล่ะ?]
เสียงของเขาเต็มไปด้วยความครื้นเครงอย่างเห็นได้ชัด
[ข้าไม่ได้รู้อะไรทั้งหมดเกี่ยวกับเพลงกระบี่นั้นหรอก ข้าไม่ใช่เจ้ามยองนั้นเสียหน่อย… แต่ข้ารู้พอจะแหวกทางให้เจ้าได้]
‘แล้วท่านจะบอกข้าหรือเปล่า?’
[ข้าพูดว่าจะสอน ก็ย่อมต้องทำตามคำพูด…หรือเจ้ามีอะไรขัดข้องอีกหรือไง?]
ไม่ใช่นิดหน่อยด้วยสิ ปัญหามีเป็นกองพะเนิน…
แม้จะยังดีที่ตาแก่ชินบอกว่าจะช่วยเปิดทางให้ได้ก็ตาม…
“อืม…”
สีหน้าของนัมกุงจินแม้พยายามทำเป็นเฉยชา แต่ลึกๆก็แฝงด้วยความกระหาย บางทีอาจเป็นเพราะข้าหายตัวไปเมื่อวานก็เป็นได้
การสอนกระบี่ให้เขาจะมีประโยชน์อะไรกับข้าหรือไม่ ข้ายังไม่อาจตอบได้ ที่แน่ๆคือ ข้าไม่มีทั้งความสนิทใจและความตั้งใจจะช่วยเหลือ
เหตุผลหลักคงไม่พ้น นัมกุงบีอา
‘ถ้าไม่มีนางก็ยังพอว่า…’
หากมองในแง่ดี นัมกุงจินเองก็ถือว่ามีจิตแห่งนักสู้ไม่น้อย ความมุ่งมั่นของเขาอาจใช้พัฒนาเส้นทางแห่งกระบี่ไปในหลายทิศทางได้
แต่เมื่อใบหน้าของสตรีที่หลับอยู่ในอ้อมแขนของข้าเมื่อเช้านี้ลอยขึ้นมาในหัว… ข้าก็ไม่อาจปล่อยให้เรื่องนี้ดำเนินไปโดยง่ายได้อีก
ในชาติก่อน นางคือผู้ที่ฆ่าล้างตระกูลของตนเองจนหมดสิ้น แล้วในชาตินี้เล่า…จะหลีกเลี่ยงชะตานั้นได้หรือไม่?
ข้าอยากหวังเช่นนั้น
หากสามารถทำได้ ข้าก็อยากเปลี่ยนโชคชะตานั้นด้วยมือของตัวเอง
“ท่านหัวหน้าตระกูล”
ข้าหันไปหานัมกุงจิน
“ก่อนอื่น เราควรทำสัญญากันให้เรียบร้อยดีหรือไม่?”
ข้าพูดพลางยิ้มบางๆ อย่างตั้งใจให้ดูสดใสที่สุด แต่พอเขาเห็นรอยยิ้มของข้าเข้า ก็กลับทำหน้าบึ้งทันที… ราวกับได้เห็นสิ่งชวนเวียนหัว
…ทำไมล่ะ?
ในขณะที่กู่หยางชอนกำลังต่อรองกับนัมกุงจินอย่างเฮฮาอยู่นั้น นัมกุงบีอาก็ถือโอกาสแอบแวบออกมาพบใครบางคน
ข้างกายของนางคือวีซอลอาที่เดินตามติดมาด้วยตามเคย ปกติแล้ววีซอลอาจะช่างพูดช่างถามยิ่งนัก ทว่าในตอนนี้กลับนิ่งเงียบ ดื่มน้ำชาอย่างประหม่า
ระหว่างที่นั่งรอกันอยู่ เสียงเลื่อนประตูก็ดังขึ้น
แกร๊ก…
ผู้ที่เดินเข้ามาคือ ถังโซยอล
ทันทีที่สายตาของถังโซยอลปะทะกับนัมกุงบีอา นางก็ชะงักไปเล็กน้อย
“พี่… พี่สาวแต่งหน้าเหรอ?”
น้ำเสียงของนางสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด
วันนี้นัมกุงบีอาแต่งแต้มใบหน้าเพียงเล็กน้อย ต่างจากปกติที่ปล่อยเปลือยเปล่าไร้สีสัน และนั่นยิ่งทำให้ความงามของนางเปล่งประกายยิ่งกว่าเดิม
“…นิดหน่อย”
คำตอบของนัมกุงบีอาแฝงไปด้วยความเขินอายจนไม่กล้าสบตา
“ปกติแล้วพี่ไม่เคยสนใจเลยนี่… พอพูดให้แต่งก็ว่าขี้เกียจตลอดไม่ใช่เหรอ?”
คำถามของถังโซยอลทำให้นัมกุงบีอาหลบตาอีกครั้งก่อนพึมพำตอบกลับมา
“…เขาบอกว่าสวย…”
หูของนางเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ขณะที่เอ่ยคำออกมาอย่างแผ่วเบา
ไม่มีใครถามว่า “เขา” คือใคร เพราะทั้งสามต่างนึกถึงชื่อเดียวกันขึ้นมาในหัว
“อะ…อืม สวยจริงๆ… จริงเลยล่ะ”
คำชมของถังโซยอลมิได้เสแสร้งเลยแม้แต่น้อย
นัมกุงบีอานั้น แม้คำว่างามอันดับหนึ่งแห่งอันฮุยก็ยังอาจไม่พอจะอธิบายความงามของนาง
‘แต่ถ้าให้พูดจริงๆ …ข้างๆ นั่นก็ใช่ย่อยเหมือนกันนะ’
ถังโซยอลปรายตามองสาวใช้ข้างกายกู่หยางชอน ที่ยืนตัวลีบอยู่ข้างๆ นัมกุงบีอา
แม้ยังเยาว์วัย แต่ความงามของนางกลับฉายชัดจนต้องเหลียวมองซ้ำ หรือเพราะแบบนั้นกู่หยางชอนถึงได้ให้สาวใช้นางนั้นอยู่เคียงข้างตลอด?
นั่นคงไม่ใช่เพียงแค่ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับบ่าวเท่านั้น เพราะแม้แต่ในตอนเช้า นางคนนั้นก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย
ทันใดนั้นภาพเหตุการณ์ในหัวก็ผุดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ทำให้ถังโซยอลยกมือขึ้นแตะแก้มตัวเองเบาๆ เพื่อดับความร้อน
แม้ตนจะศึกษาเรื่องเหล่านี้มาระดับหนึ่งแล้ว แต่พอได้เห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ กลับไม่อาจคิดอะไรอย่างมีเหตุผลได้เลย
เพื่อกลบเกลื่อนความร้อนวูบในอก ถังโซยอลจึงเอ่ยถาม
“อ-อะไรกัน… มาวันนี้มีเรื่องอะไรหรอคะ?”
คำถามของถังโซยอลช่วยให้นัมกุงบีอาได้เรียบเรียงสายตาอีกครั้ง
ใบหูที่เคยแดงจัดเริ่มกลับเป็นสีปกติ
“…แค่อยากคุยด้วยนิดหน่อยน่ะ”
สีหน้าและแววตาที่ดูจริงจังทำให้ถังโซยอลเผลอเม้มปากแน่น ก่อนจะนั่งลงตรงข้ามอย่างเรียบร้อย
ขณะที่ความเงียบเริ่มปกคลุม ถังโซยอลก็ยกถ้วยชาที่ชืดลงเล็กน้อยขึ้นจิบอีกครั้ง
“…เมื่อคืน ข้านอนกับเขาแล้ว”
แค่ก!
ค่อยๆ จิบไปเพียงนิดเดียว ก็ต้องพ่นชาออกมาทันที
“ว้าย…! เปื้อนหมดเลย!”
“อ๊า…! ข-ขอโทษนะ!”
เสียงโวยวายเบาๆ ดังขึ้นเมื่อ วีซอลอาโดนน้ำชากระเซ็นใส่เล็กน้อย
“พี่…เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ?”
แม้ถังโซยอลจะถามเสียงสั่น แต่นัมกุงบีอากลับพูดต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“…ก็แค่นอนจับมือกันเฉย น่ะ”
“เดี๋ยว…”
ฟังดูอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับถังโซยอลแล้วมันกลับรู้สึกอึดอัดขึ้นเรื่อยๆ
สิ่งที่ค่อยๆ ไหลย้อนขึ้นมาจากด้านใน มันไม่ใช่อารมณ์อบอุ่นอย่างแน่นอน
เย็นชาและแหลมคม… และนั่นคือสิ่งที่เธอไม่อยากรู้สึกกับนัมกุงบีอา
“พี่คะ เรื่องแบบนั้น…พูดกันตรงๆแบบนี้ มันก็…”
“บางที ฉันอาจจะมีลูกแล้วก็ได้นะ…”
“…หือ?”
…เมื่อครู่ ว่าไงนะ?