สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 128 ไปที่ไหนกันนะ (1) ༻
***แก้ไขเรื่องการใช้คำว่า ตาแก่ชินนะครับ จะใช้ตามบริบทที่เหมาะสมไม่ใช้ทุกบริบทแบบนี้ เพราะไปอ่านย้อยมใช้เยอะจริง ขออภัย***
เวลาอาหารเย็นผ่านไปอย่างสงบสุข
ถึงจะถูกกู่หลิงฮวาต่อยมาก็ตาม แต่ก็ยังพอทนไหวอยู่
ส่วนของขวัญที่ถังโซยอลมอบให้แบบไม่ให้ตั้งตัวซึ่งก็คือยาพิษ ก็สามารถอธิบายได้อย่างรวดเร็วจนผ่านพ้นไปได้ด้วยดี แน่นอนว่าแม้จะอธิบายแล้ว แต่ก็ยังหลีกเลี่ยงสีหน้ายิ้มแปลกๆ ของท่านราชินีกระบี่ไม่พ้นอยู่ดี
ดูเหมือนว่าถังโซยอลจะเคารพนับถือท่านราชินีกระบี่อย่างแท้จริง เพราะถึงกับพูดถึงผลงานแต่ละอย่างที่นางได้สร้างเอาไว้อย่างไม่ตกหล่นเลยสักนิด
กระทั่งคำพูดในตำนานที่ท่านราชินีกระบี่เคยเอ่ยไว้ ถังโซยอลยังท่องได้อย่างคล่องปาก จนสามารถทำให้ใบหูของท่านราชินีกระบี่แดงก่ำไปหมด
“ดอกเหมยของข้าย่อมไม่พ่ายแพ้ให้แก่คนชั่ว!” อะไรกันนี่…ท่านราชินีกระบี่ก็เป็นคนโรแมนติกเหมือนกันนี่นา
แม้จะฟังแล้วรู้สึกเขินจนนิ้วมืองอแทบไม่ลง แต่การได้เห็นท่านราชินีกระบี่แสดงท่าทางเขินอายอย่างไม่ค่อยได้เห็นก็ถือว่าคุ้มค่า
มื้อนั้นจบลงอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนว่าท่านราชินีกระบี่เองก็ไม่ได้รู้สึกไม่พอใจกับถังโซยอล จึงรับฟังบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง
เว้นแต่ว่าสายตาอันดุดันที่กู่หลิงฮวาใช้จ้องมองถังโซยอลนั้นช่างน่ากลัวนัก
[ปกติเคยมีแววตาเหมือนลูกหมาน้อย แต่พอโมโหขึ้นมาก็กลายเป็นหมาป่าเสียอย่างนั้น]
‘ท่านเปรียบนางเป็นหมาป่า แล้วข้าล่ะ? ข้าเคยโดนเรียกว่าตั๊กแตนตำข้าว…นี่มันลำเอียงเห็นๆ’
[ดูจากคำที่เจ้าพูด น่าจะกินมื้อเย็นไปพร้อมกับกลืนศีลธรรมเข้าไปด้วยกระมัง…]
หรือเป็นเพราะรู้สึกเหมือนโดนแย่งอาจารย์ไป? ความสัมพันธ์ระหว่างสองคนนี้ดูห่างเหินลงชัดเจน
หลังจากรับประทานอาหารและจิบชากันเรียบร้อยก็แยกย้ายกันไป
ถึงถังโซยอลจะดูมีทีท่าอยากอยู่ต่อด้วยเหตุผลหลายอย่าง แต่เพราะอาการของท่านราชินีกระบี่ไม่สู้ดีนักจึงไม่ควรให้อยู่ต่อ
อย่างไรดีนะ…ท่านราชินีกระบี่ดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
ไม่ใช่แค่ข้า แต่แม้แต่กู่หลิงฮวาเองก็รับรู้เช่นกัน จึงคอยดูแลท่านราชินีกระบี่อยู่เงียบ ๆ
ในระหว่างนั้น ข้าเหลือบไปมองนัมกุงบีอาผู้กำลังค่อยๆ พุ้ยข้าวเข้าปากอย่างช้า ๆ
แม้ว่าอีกด้านหนึ่งจะมีวีซอลอานั่งอยู่คุยเจื้อยแจ้วไม่หยุดก็ตาม แต่นัมกุงบีอายังคงเหมือนคนที่วิญญาณหลุดออกจากร่าง
“ท่านราชินีกระบี่รู้สึกดีขึ้นหรือยังขอรับ”
ข้าถามขึ้นในจังหวะที่ท่านกำลังจะกลับ
“อย่างที่เห็น ข้ารู้สึกแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมก็เพราะเจ้านั่นแหละ”
แม้ข้าจะเห็นว่านางดูสุขภาพดีขึ้นมากจริงๆ ก็เถอะ…
“ท่านมีเรื่องกังวลใจอยู่หรือไม่ขอรับ”
สีหน้าของนางดูไม่ดีนักข้าจึงเอ่ยถาม ก่อนที่ท่านราชินีกระบี่จะเผยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย เหมือนจะตกใจที่ข้าจับได้ว่าท่านมีเรื่องกังวล ข้าจึงอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“เพราะสีหน้าท่านดูแย่มากน่ะขอรับ”
“…ดูออกขนาดนั้นเลยหรือ”
“ขอรับ”
หรือว่าท่านตั้งใจจะปิดบัง? ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าเสียดาย เพราะท่านราชินีกระบี่ไม่ใช่คนที่เหมาะจะโกหกเลย ขนาดสีหน้ายังแสดงออกมาชัดเจนถึงเพียงนี้ จะปิดบังอะไรได้
“นางเป็นห่วงท่านมากนะขอรับ”
“…เฮ้อ”
กู่หลิงฮวาเอาแต่จ้องมองอาจารย์ของนางอย่างไม่ละสายตา และนั่นก็คงทำให้ท่านราชินีกระบี่รู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง
“ตั้งใจว่าจะไม่ทำให้เป็นห่วงแท้ๆ แต่ดูท่าจะสายไปเสียแล้ว”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าขอรับ”
ไม่น่าจะเป็นปัญหาทางกายภาพ งั้นคงมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้?
“ไม่เป็นไรหรอก ทุกสิ่งย่อมเคลื่อนไปตามครรลองของมันเอง”
นางตอบอย่างหลีกเลี่ยงก่อนจะกล่าวคำขอบคุณกับข้าแล้วหันไปหากู่หลิงฮวา เมื่อท่านลูบศีรษะนางเบาๆ กู่หลิงฮวาก็ยิ้มระรื่นออกมา กลับกลายเป็นลูกกระรอกน้อยอีกครั้งแทนที่จะเป็นหมาป่า
“เอ่อ…คุณชายกู่”
ข้าหันไปตามเสียงเรียกจากด้านข้าง
“วันนี้ได้กินข้าวร่วมกับทุกคนแบบนี้ รู้สึกดีใจมากเลยเจ้าค่ะ…!”
“เพราะได้นั่งกินข้าวกับท่านราชินีกระบี่ ไม่ใช่เพราะข้าใช่ไหม?”
“อะ…เอ่อ…ไม่ใช่นะเจ้าค่ะ! ก็ไม่เชิง…แต่ก็…”
สีหน้าท่าทางของถังโซยอลที่เริ่มพูดตะกุกตะกักเพราะตกใจนั้นชวนข้าหลุดหัวเราะเบาๆ ออกมา
ถังโซยอลที่เห็นข้ายิ้มก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามขึ้น
“เมื่อครู่…ท่านยิ้มใช่ไหมเจ้าคะ?”
“หา?”
“คุณชายกู่…เมื่อครู่ยิ้มให้ข้าใช่ไหม?”
“…อ่า ถ้าหากทำให้รู้สึกไม่ดีละก็…”
“ไม่ค่ะ! ไม่รู้สึกไม่ดีเลย!”
ว่าแล้วนางก็ยิ้มกว้างออกมา รอยยิ้มนั้นดูอ่อนโยนเสียจนข้าเผลอชะงักไป เพราะมันเป็นรอยยิ้มที่ข้าเคยเห็นมาก่อนที่ไหนสักแห่ง…คล้ายกับรอยยิ้มของมารพิษคนนั้น
ก็แน่ล่ะเป็นคนตระกูลเดียวกันนี่นะ แต่ถึงอย่างนั้น…น้ำหนักของรอยยิ้มนั้นต่างกันลิบลับ
ไม่ใช่รอยยิ้มที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเหมือนของมารพิษ หากแต่เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความสุขอันบริสุทธิ์
[รู้สึกเสียใจหรือ]
‘จู่ๆ ก็พูดอะไรขึ้นมาอีกล่ะขอรับ ตาแก่ชิน’
แม้จะตอบกลับด้วยน้ำเสียงล้อเล่น แต่ลึกๆ แล้วข้าก็รู้ว่าท่านอาจารย์หมายถึงอะไร เลยพลอยรู้สึกอ่อนล้าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
[ข้าแค่คิดว่าเจ้าอาจจะรู้สึกแบบนั้น]
‘ข้าไม่เสียใจหรอกขอรับ’
การที่ข้าลงมือปลิดชีพมารพิษด้วยมือตัวเองน่ะหรือ? มันคือสิ่งที่ข้าจำเป็นต้องทำ
ไม่ใช่เพื่อตัวข้า…แต่เพื่อนางต่างหาก ในตอนนั้นมันจำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น
“คราวหน้า…ข้าจะมาอีกได้ไหม?”
ถังโซยอลถามด้วยน้ำเสียงเปี่ยมความหวัง ข้าจึงพยักหน้ารับ
แม้จะลังเลเล็กน้อย แต่ดูเหมือนว่านางจะไม่ใส่ใจกับท่าทางเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย ยังยิ้มออกมาได้อย่างสดใส
“แล้ว…แค่เราสองคน…จะได้ไหม?”
“เอ่อ…”
“ขอโทษนะเจ้าคะ! ข้า…แค่อารมณ์ดีจนเผลอพูดอะไรเกินไปนิด ไม่ต้องตอบก็ได้นะเจ้าคะ!”
สิ้นเสียง นางก็ยัดอะไรบางอย่างใส่มือข้าแล้ววิ่งหนีออกไปเหมือนคนสติหลุด
ในมือนั้นคือขวดเล็กๆ รูปร่างคล้ายโอสถ เขย่าเบาๆ แล้วได้ยินเสียงคลอนภายใน แสดงว่ามีของเหลวบางอย่างอยู่ในนั้น
“…ว่าแต่…นี่ก็เป็นพิษอีกหรือเปล่านะ”
ตอนนี้ข้าถึงกับมั่นใจแล้วว่าทุกอย่างที่ได้จากนางคือพิษแน่ๆ เพราะครั้งก่อนนางก็ให้พิษไว้ก่อนจากเหมือนกัน ปัญหาก็คือไม่รู้เลยว่าพิษนี้ใช้ทำอะไร แต่ก็เอาเถอะ…เก็บไว้ก่อนแล้วค่อยถามภายหลังก็ยังไม่สาย
หลังจากส่งทุกคนกลับแล้ว ข้าก็ให้คนรับใช้ช่วยเก็บกวาด แล้วออกมาเดินเล่นรอบ ๆ ด้านนอก
ทางเดินในสวนของจวนสกุลกู่ไม่ได้งดงามอะไรนัก ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนมารดายังมีชีวิตอยู่ คงได้รับการดูแลเป็นอย่างดี แต่ตอนนี้ทุกอย่างก็ถูกปล่อยปละละเลย
“คุณชายเจ้าคะ ดอกไม้นี่เรียกว่าอะไรเหรอ?” วีซอลอาที่เดินข้างๆ เอ่ยถามขึ้น
มันเป็นดอกไม้สีขาวสะอาดและดูสวยอยู่ไม่น้อย…แต่ข้าก็ไม่รู้ชื่อของมัน
“ชื่อว่า ไป่โหยวฮวา”
นัมกุงบีอาซึ่งเดินตามหลังมากระซิบเบาๆ
“โอ้โฮ เจ้าเองก็รู้ชื่อดอกไม้ด้วยเหรอ?”
ข้าถึงกับประหลาดใจ ไม่คิดเลยว่านัมกุงบีอาจะเป็นคนรู้จักชื่อดอกไม้
นางจ้องมองไปยังดอกไม้ที่วีซอลอากำลังดูอยู่ แล้วกล่าวต่อ
“เป็นดอกไม้ที่ท่านแม่ชอบน่ะ”
พูดจบนางก็ค่อยๆ ย่อตัวลงนั่งข้างดอกไม้อย่างเงียบงัน
“…ที่นี่ก็มีดอกไม้นี่ด้วยแฮะ”
นางยื่นมือไปลูบดอกไม้อย่างแผ่วเบา แล้วเงยหน้าถามข้าด้วยเสียงแผ่ว
“ข้าขอเอาดอกไม้นี่ไปได้ไหม?”
“จะเอาไปทำอะไรเล่า จะเอาไปปลูกหรือไง?”
“อืม…”
ถึงมันจะเป็นแค่ดอกไม้ แต่ให้น่ะไม่ใช่เรื่องยากอะไร ข้าจึงตอบตกลงไป
นัมกุงบีอาค่อยๆ เด็ดดอกไป่โหยวฮวามาหนึ่งดอก แล้วยื่นไปเหน็บไว้ที่ผมของวีซอลอา
“หืม?”
วีซอลอาทำหน้าเหมือนจะถามว่าอะไรเนี่ย? แต่นัมกุงบีอาก็เพียงแค่ลูบศีรษะของนางเบาๆ แล้วพูดออกมา…
“สวยจัง… ท่านแม่ของข้าก็ชอบทำแบบนี้ให้ข้าบ่อยๆ เลย”
วีซอลอายิ้มแป้นด้วยความปลื้มปริ่ม นัมกุงบีอาที่เห็นเช่นนั้นก็ยิ้มตามเล็กน้อย
[…มีสิ่งงดงามอยู่ใกล้กันเช่นนี้ ช่างดูเปล่งประกายยิ่งนัก]
‘อยู่ๆ ก็พูดอะไรหวานเลี่ยนขึ้นมาล่ะขอรับ ท่านอาจารย์’
[แค่กแค่กแค่ก…]
นัมกุงบีอาลูบศีรษะของวีซอลอาเบาๆ แล้วก็หันไปหยิบดอกไป่โหยวฮวาดอกอื่นโดยระมัดระวังไม่ให้รากเสียหาย แม้มือขาวของนางจะเลอะเปรอะเปื้อนด้วยดิน แต่นางกลับดูไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย
“ดูเหมือนจะดีขึ้นแล้วสินะ”
ข้ากล่าวพลางนึกถึงท่าทางขัดเขินและใบหน้าที่แดงจัดของนางก่อนหน้านี้
“…อืม”
นัมกุงบีอาพยักหน้าเบาๆ แม้ใบหูของนางยังแดงระเรื่ออยู่เลยก็เถอะ ไม่รู้ว่าเพราะลมเย็นของฤดูใบไม้ร่วง หรือว่ายังเป็นผลตกค้างจากเมื่อครู่นี้
“ตอนนี้ก็ดีขึ้นแล้วล่ะ…มั้ง”
เสียงกระซิบแผ่วเบาในสายลมนั้น…แฝงความประหม่าเอาไว้เต็มเปี่ยม
“…นี่…รู้ไหม?”
จู่ๆ นัมกุงบีอาก็เอ่ยถาม
“รู้…อะไร?”
“เด็กน่ะ…แค่จับมือกันมันไม่พอหรอกนะ”
“…หา?”
“…เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”
จู่ๆ ก็พูดอะไรเข้าเนี่ย…
พูดจบ นางก็เดินนำไปข้างหน้าอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ดูเหมือนฝีเท้าจะเร็วขึ้นนิดหน่อย…หรือข้าคิดไปเอง?
“คุณชาย~ หนาวแล้วนะ รีบกลับกันเถอะ!”
ข้ายืนงงอยู่คนเดียวก็ถูกวีซอลอาดึงมือลากกลับไปทางเรือน
นับจากวันนั้นเป็นต้นไป นัมกุงบีอาก็ไม่มานอนกลางวันในห้องข้าอีกเลย
◇◆
วันถัดมา ข้าก็ไปพบนัมกุงจิน
เป็นกำหนดการที่นัดกันไว้ล่วงหน้า พอฝึกในยามเช้าเสร็จข้าก็รีบไปหาเขาทันที และก็ไม่ผิดคาด นัมกุงจินกำลังแกว่งกระบี่ในลานฝึกฝนที่เรือนแยกของเขา เหมือนเช่นเคย
ดูเหมือนไม่ค่อยมีคนอยู่รอบๆ เพราะเหล่าจอมยุทธ์ของตระกูลนัมกุงยังอยู่ในช่วงรักษาตัว
“ข้าจัดการนัดหมายกับอาวุโสหนึ่งไว้แล้ว”
นัมกุงจินเอ่ยพลางแกว่งกระบี่อย่างองอาจ คงเป็นเรื่องที่ข้าเคยฝากให้เขาช่วยไว้
“น่าจะเป็นช่วงค่ำวันนี้”
“เข้าใจแล้วขอรับ”
ที่จริงข้าก็ไม่ได้ขออะไรมากมาย เพียงแต่ให้เขาช่วยสื่อท่าทีว่า หากอาวุโสหนึ่งมีอะไรต้องการ…ข้าก็พร้อมจะพิจารณาให้
“ท่านไม่ต้องกลับไปจัดการงานของตระกูลก่อนหรือ?”
“ตอนนี้ข้ามีเรื่องสำคัญกว่างานในตระกูล”
“…เข้าใจแล้วขอรับ”
เดิมทีหลังพิธีหมั้นเสร็จ เขาก็ควรจะกลับตระกูลพร้อมกับนัมกุงบีอา
แต่ตอนนี้กลับยังอยู่ที่นี่
‘จะว่าไปก็ไม่ใช่อยู่ไม่ได้ แต่เป็นยังไม่ไปต่างหาก’
กระบี่นั่น…มันเป็นของสำคัญขนาดนั้นเลยหรือ…
[กระบี่นั่นเลยเรอะ เจ้านี่! เจ้าควรจะเข้าใจความหลงใหลของจอมยุทธ์ดีกว่าใคร… เอาเถอะ เอ็งนี่มัน…]
กระบี่ต้นแบบซึ่งเป็นรากฐานของกระบี่ที่วิวัฒน์แล้วของหนึ่งกระบี่อัสนีนัมกุงมยอง…มันคือสิ่งล้ำค่าที่หาค่ามิได้
แต่ทำไมกัน…ทำไมสายสัมพันธ์จึงขาดตอนลง
ทำไมตระกูลนัมกุงถึงละทิ้งกระบี่ของเขา
ในขณะที่ข้ายังรู้สึกประหลาดใจกับความสามารถของพวกเขาที่ยังคงครองตำแหน่งผู้นำสำนักกระบี่ได้แม้ใช้กระบี่ที่เสื่อมถอย แต่ก็ยังไม่อาจห้ามใจไม่ให้เกิดคำถามขึ้นไม่ได้
“เรียบร้อยแล้วหรือ?”
“ขอรับ”
หลังจากรอมาอยู่หลายวัน ดูเหมือนนัมกุงจินจะเริ่มเร่งเร้าแล้ว
ก็แน่ล่ะ ถึงขั้นต้องใช้คำสาปสะกดพลังแล้วจะปล่อยให้คาราคาซังไปเรื่อยๆ ก็คงไม่ได้
“ขอแค่ท่านรักษาสิ่งที่รับปากไว้ก็พอขอรับ”
“…อย่าห่วงเลย”
แม้มีเรื่องต้องพูดคุยกันมากมาย แต่สิ่งที่ข้าตั้งใจที่สุดมีเพียงอย่างเดียว
หากเขาตระหนักถึงมันได้…
ก็จงสั่งสอนแก่นัมกุงบีอาด้วยเถิด…
ในเรื่องนี้…นัมกุงจินดูจะไม่พอใจเท่าใดนัก ก็แค่จะถ่ายทอดความเข้าใจให้คนในสายเลือดเดียวกัน มันจะลำบากอะไรนักหนา?
สุดท้ายข้าต้องยืนกรานอย่างเด็ดขาดจึงได้ข้อสรุปว่า จะถ่ายทอดเฉพาะให้นัมกุงบีอาเพียงผู้เดียวเท่านั้น
มันช่างน่าขันนัก
แต่แรกข้าก็มิได้สนใจผู้อื่นอยู่แล้ว ขอเพียงถ่ายทอดให้นัมกุงบีอาได้ก็พอ ทว่านัมกุงจินกลับเจาะจงยื่นเงื่อนไขเสียเองว่า จะไม่ถ่ายทอดให้สายเลือดคนอื่น
ทำไมกัน? เหตุใดต้องใส่เงื่อนไขเช่นนั้นด้วย?
ข้าครุ่นคิดถึงเจตนาของนัมกุงจินหลายทาง แต่ที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุดคือเขาอยากเสริมความชอบธรรมในการเป็นผู้นำตระกูลให้แน่นแฟ้นขึ้น
เพราะการใช้งานได้หรือรู้วิธีใช้สิ่งที่ผู้อื่นไม่อาจใช้ได้ มันแสดงถึงคุณค่าที่เหนือกว่า
ยิ่งเป็นกระบี่ประจำตระกูลแล้วด้วย หากคนที่แสดงสิ่งนั้นได้คือผู้นำตระกูลล่ะก็…คุณค่าที่ได้ย่อมยิ่งใหญ่ไม่น้อย
ถึงขั้นไม่ยอมเผยให้สายเลือดของตนได้สัมผัสด้วยซ้ำหรือ?
ข้าเรียกสิ่งนี้ว่าการถ่ายทอดความเข้าใจ แต่แท้จริงแล้วมันก็คล้ายกับการต่อรองเสียมากกว่า แต่ก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็สามารถถ่ายทอดให้นัมกุงบีอาได้ และยิ่งข้าเห็นมุมแบบนี้ของตระกูลนัมกุง ข้าก็ยิ่งอยากรู้ว่าเหตุใดนัมกุงบีอาจึงเลือกทำในสิ่งนั้น
ไม่ใช่ในฐานะราชินีกระบี่มารในอดีต แต่เป็นนัมกุงบีอาในตอนนี้ที่ดูไม่ใช่คนแบบนั้นเลย
“ข้าจะกล่าวเรื่องสำคัญสองประเด็น”
ข้าไม่ได้หยิบกระบี่ขึ้นมา
ตาแก่ชินบอกว่าหลังจากครั้งที่ข้าถูกสิงเมื่อคราวก่อน…สภาพของข้ายังไม่เหมาะกับการใช้งานอีกพัก เพราะมันเสี่ยงเกินไป
จะให้ข้ายกกระบี่ลุกขึ้นแสดงท่าต่อหน้านัมกุงจินก็ใช่เรื่อง
แต่ตาแก่ชินกล่าวว่า แค่ถ่ายทอดคำพูดก็เพียงพอแล้ว
[กระบี่ของตระกูลนัมกุงนั้น สายเชื่อมขาดสะบั้น]
สายเชื่อม?
[ใช่! สายที่เชื่อมแต่ละท่ากระบวนเข้าด้วยกัน ถูกตัดขาดเล็กน้อย…เล็กจนแทบสังเกตไม่เห็น]
แล้วแค่พูดมันจะเชื่อมกลับมาได้หรือ?
[ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ข้าแค่ถ่ายทอดคำพูดของไอ้เจ้ามยองมาน่ะสิ]
ท่านนี่มัน ไม่รับผิดชอบเอาเสียเลย…
[นั่นคือสิ่งที่เจ้ามยองฝากไว้พร้อมกับความเข้าใจของหนึ่งกระบี่อัสนี หากฟังแล้วยังไร้ซึ่งความเข้าใจ…ก็เท่านั้นแหละ]
ถ้าไม่มีใครเข้าใจแล้วกลับมาหาเรื่องข้าล่ะ ข้าจะทำยังไง?
[ก็วิ่งไปหลบหลังพ่อเจ้าสิ จะเอาอย่างไรอีกล่ะ]
…ให้ตายสิ
ในวัยปูนนี้…จะให้วิ่งกลับไปหลบหลังบิดาเพราะเรื่องนี้เนี่ยนะ?
แม้จะยังเด็กในชาตินี้ แต่ข้าก็ยังมีจิตสำนึกอยู่บ้าง
[เจ้าน่ะไม่เคยมีมันอยู่แล้ว จะมาอวดศักดิ์ศรีอะไรตอนนี้กัน]
◇◆
ข้าสูดลมหายใจเตรียมตัว นัมกุงจินตั้งใจฟังเต็มที่ดวงตาส่องประกายราวกับเด็กน้อย แต่ให้ชายวัยเดียวกับบิดาข้ามาจ้องแบบนั้น มันก็รู้สึกอึดอัดอยู่ไม่น้อย สิ่งที่ข้าทำก็เพียงแค่ทวนคำที่ตาแก่ชินพูดผ่านเข้าหูออกมาเท่านั้น
“กระบี่ของตระกูลนัมกุงเปรียบดั่งคลื่น…แม้ใช้ปราณสายฟ้า แต่หากจะเทียบจริงๆ มันใกล้เคียงกับคลื่นมากกว่า”
ความเข้าใจนั้น โดยธรรมชาติคือสิ่งที่เป็นนามธรรม ยิ่งในหมู่นักกระบี่ที่ไล่ตามอุดมคติของ “กายกระบี่รวมเป็นหนึ่ง” ยิ่งต้องอาศัยความเข้าใจในระดับสูง
ไม่เพียงแต่ชกระบี่มารในอดีต แม้แต่วีซอลอาเอง หรือเหล่าผู้เชี่ยวชาญในยุทธภพก็มุ่งหน้าสู่ระดับนั้น ในหมู่นักต่อสู้ก็มีแนวคิดคล้ายกัน แต่ความรู้สึกที่ถ่ายทอดนั้นแตกต่าง
ดังนั้นข้าเพียงกล่าวซ้ำจากที่ตาแก่ชินบอกให้พูด
บางครั้งก็ต้องเหยียดมือออก ทำอะไรสักอย่างที่ไม่รู้จุดประสงค์
“…แม้จะใช้ปราณสายฟ้าเป็นหลัก แต่ควรเน้นที่กระบี่รวดเร็วและกระบี่ฉับไว…”
แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นนามธรรมล้วนๆ เพราะข้อมูลบางอย่าง เช่นตำแหน่งมือหรือการเคลื่อนไหวเท้าในท่ากระบี่ของนัมกุง ก็ค่อยๆ ถูกถ่ายทอดออกมา
สิ่งที่เกี่ยวข้องกับท่วงท่าการเคลื่อนไหวนั้น ตาแก่ชินเป็นฝ่ายเสริมเข้ามาเอง
แต่ปัญหาคือ…
‘ดูเหมือนจะได้ผลอยู่เหมือนกันนะ’
คลื่นบ้าง สายฟ้าบ้าง ต้นไม้บ้าง ป่าไม้บ้าง… สำหรับคนที่ไม่รู้จักกระบี่แห่งตระกูลนัมกุง ฟังยังไงก็เหมือนเรื่องไร้สาระ
ก็ข้าไม่รู้หรอกว่าชายผู้นั้นได้ประสบการณ์หรือความตั้งใจอะไรกลับมาเวลาฟาดฟันด้วยกระบี่
คำพูดที่ทั้งเลือนราง ทั้งเป็นนามธรรมพวกนั้น…จะช่วยอะไรเขาได้อย่างไรกัน
แม้คำอธิบายจะยังไม่จบ แต่นัยน์ตาของนัมกุงจินกลับเปลี่ยนไปแล้ว
เขาหลับตาช้าๆ …เขารู้สึกถึงบางอย่างได้งั้นหรือ แต่ถ้าจะเรียกว่าการตระหนักรู้ก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น
[ดูท่าว่าจะไม่ใช่คนโง่ซะทีเดียวนี่นะ]
‘ไม่แน่ใจเลยว่าทำแบบนี้จะดีรึเปล่านะขอรับ’
[ข้าก็คำนึงถึงเจ้าเหมือนกัน เลยไม่ได้บอกทุกอย่างไป อย่างไรเขาก็จะเข้าใจได้เพียงบางส่วนเท่านั้นแหละ]
ข้าพอเข้าใจเจตนาของตาแก่ชินที่อยากสานต่อกระบี่ของสหายเก่า จึงไม่ได้ขัดคอให้มากความ
ความเงียบกินเวลาไปเพียงครู่เดียว
นัมกุงจินลืมตาขึ้น แล้วฟาดกระบี่ทันที
ฉวัด! ฉัวะ!
ท่วงท่ากระบี่ที่ต่อเนื่องกันดูเผินๆ เหมือนไม่แตกต่างจากก่อนหน้าเท่าใด แต่มันมีบางสิ่งเปลี่ยนไปเล็กน้อยเสียจนแทบไม่อาจมองเห็น
[ดูเหมือนเขาจะสามารถเหยียบย่างไปบนทางเส้นนั้นได้แล้ว] ตาแก่ชินกล่าวขึ้น
แม้ข้าจะไม่รู้สึกถึงความแตกต่างแบบชัดเจน แต่ก็พอเข้าใจได้ว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป และนั่นแหละคือสิ่งสำคัญ
หลังจากเหวี่ยงกระบี่ไปเพียงครึ่งท่าทาง นัมกุงจินก็หยุดแล้วพึมพำเบาๆ
“…ขอบคุณมาก”
ผู้ฝึกยุทธผู้แตะถึงขอบเขตแปรสภาพกลับเหงื่อท่วมราวกับเพิ่งออกศึก ทั้งที่เพิ่งผ่านไปเพียงครึ่งท่า
“ท่านได้รับอะไรบางอย่างหรือไม่?”
“เพียงนิดเดียว…ได้แค่นิดหน่อยเท่านั้น”
เขากล่าวต่อว่าคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะทำความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้
“อาจจะต้องลบทุกอย่างที่ฝังแน่นในร่างกายตลอดหลายสิบปีทิ้งเสียหมด…”
พูดง่ายๆ คือ…ต้องลบสิ่งที่เคยฝึกจนชินในร่างกายออก แล้วเริ่มต้นใหม่
ทั้งที่รู้อยู่ว่าตำแหน่งผู้นำตระกูลยังต้องใช้เวลาและพลังมากมาย แต่เขายังจะฝึกสิ่งนี้อีกหรือ?
[ดูไม่ออกหรือไง…ว่าเขาหลงใหลเข้าให้แล้ว]
พอมองแววตาของนัมกุงจินตามที่ตาแก่ชินพูด ข้าก็เห็นความเร่าร้อนเต็มเปี่ยม
[แม้จะแตกต่างเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อรู้ถึงความต่างนี้แล้ว เขาย่อมรู้ได้เองว่าเมื่อไปถึงปลายทาง…มันจะต่างกันเพียงใด ขณะนี้จึงไม่มีทางถอยกลับอีกแล้ว]
‘ทำไมมือกระบี่แต่ละคนถึงไม่ปกติกันเลยสักคนเนี่ย…’
[คำพูดแบบนี้มันเหยียดวิชายุทธ์นะ ไอ้สารเลวนี่]
‘ท่านนี่แหละตัวอย่างของมือกระบี่ที่ไม่ปกติ!’
แม้ระดับพลังจะยังไม่เปลี่ยนแปลงและไม่เกิดความผันผวนของพลังภายในใดๆ แต่เขาเพียงค้นพบความแตกต่างเล็กน้อยในวิธีฟาดกระบี่ ทั้งยังบอกด้วยว่ากว่าจะใช้งานได้จริง คงต้องใช้เวลาหลายปี
…ถ้าเช่นนั้นสิ่งนี้ก็คือพิษชัดๆ อย่างน้อยข้าก็รู้สึกเช่นนั้น
ในขณะเดียวกัน ข้าก็อาศัยจังหวะนี้ตรวจสอบร่องรอยมารพิษที่ยังคงหลงเหลือในร่างนัมกุงจินอีกครั้ง เพราะไม่รู้ว่าเขาจะพลิกกลับมาเล่นงานข้าเมื่อใด
“อย่าลืมในสิ่งที่สัญญาไว้ก็แล้วกันขอรับ”
นัมกุงจินที่ยังไม่หายจากความเร่าร้อนพยักหน้าเบาๆ เขาดูพร้อมจะคว้ากระบี่แล้วเริ่มฝึกอีกครั้งเดี๋ยวนั้นเลยด้วยซ้ำ ข้าจึงตรวจสอบคำสาปสะกดพลังอีกครั้ง แล้วจึงปิดประตูเรือนเดินออกมา
เรื่องนี้แค่ถ่ายทอดนิดหน่อยก็ยังไม่จบ ต้องเจอกันอีกหลายครั้งตามที่ตกลงไว้
ไม่รู้เหมือนกันว่าเรื่องนี้จะช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตของนัมกุงบีอาได้บ้างหรือไม่ แต่ถึงแม้จะเปลี่ยนแปลงได้เพียงเล็กน้อย มันก็อาจมีความหมาย
…ความหวังเล็กๆ ที่ผุดขึ้นในใจอย่างเลื่อนลอย
“ว่าแต่ว่า…ตาแก่ชิน”
[มีอะไร?]
“คำพูดที่ท่านให้ข้าไปถ่ายทอดให้นัมกุงกาจูเมื่อครู่…”
-ไม่ใช่ท่ากระบี่ แต่เป็นคำพูดนามธรรมทั้งหลายเหล่านั้น
ข้ารู้สึกคุ้นหูอยู่บ้าง
“…นั่นเป็นคำพูดที่หนึ่งกระบี่อัสนีทิ้งไว้จริงหรือ?”
[ใช่ เจ้าหมอนั่นแหละที่พูดไว้จริงๆ ไอ้นั่นมั่นใจในกระบี่ตัวเองเสียจนเอาไปพูดกรอกหูคนอื่นทั้งวัน]
ใครกันนะ…ที่กล้าเผยความเข้าใจของตนขนาดนั้น
ข้ายังอดคิดไม่ได้ว่ามันคงถูกแต่งเติมให้เกินจริงอยู่ไม่น้อย… สิ่งที่ข้าสงสัยจริงๆ ก็คือคำพูดเหล่านั้นเป็นสิ่งที่หนึ่งกระบี่อัสนีทิ้งไว้จริงหรือไม่
[แล้วเจ้าถามเรื่องนั้นขึ้นมาทำไมล่ะ]
“เปล่าขอรับ แค่ถามดูน่ะขอรับ”
ที่ถามไปก็ไม่มีเหตุผลอะไรพิเศษ แค่มันรู้สึกคุ้นเคย
ในชาติก่อนราชินีกระบี่มารก็เคยพูดแบบเดียวกันนี้มาก่อน แม้แต่ถ้อยคำก็ยังเหมือนกันทุกถ้อยคำ
เมื่อไหร่กันนะ…คงเป็นตอนที่ข้ากำลังถามนางเกี่ยวกับภาวะกระบี่รวมหนึ่ง
ตอนนั้น นางบอกกับข้าชัดเจนว่า“ข้าเรียนรู้มาแบบนี้”
[…พูดไว้อย่างนั้น…]
[…พูดว่าอะไรน่ะ ข้าไม่เข้าใจสักคำเดียวเลย!]
ในตอนนั้นข้าก็ฟังไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย ก็เลยต้องย้อนถามกลับไปแบบนั้น
ท่วงท่ากระบี่แห่งตระกูลนัมกุงที่ตาแก่ชินแสดงให้ข้าดูนั้น…คล้ายกับท่ากระบี่ที่ราชินีกระบี่มารเคยใช้ แต่กระบี่ของนัมกุงในตอนนี้ไม่ใช่แบบนั้น
แม้จะไม่พูดถึงท่านเซียนแห่งนัมกุงที่เป็นผู้ฝึกยุทธสูงสุดในยุคนี้ แต่ดูจากนัมกุงจินเพียงอย่างเดียวก็บอกได้ว่า…เขาไม่รู้จักกระบี่นั้นเลย
แม้แต่ปัญหาแท้จริงของกระบี่นัมกุงเอง เขาก็ยังดูไม่รู้ด้วยซ้ำ ถ้าอย่างนั้นราชินีกระบี่มารไปเรียนกระบี่นั้นมาจากใคร?
ถ้าไม่ใช่นัมกุงจิน แล้วใครกัน?
ข้าเคยคิดว่าเป็นเพราะนางมีพรสวรรค์สูงส่ง จึงฝ่าฟันปัญหาที่สืบทอดมาในกระบี่นั้นได้ด้วยตัวคนเดียว แล้วค่อยๆ วางรากฐานของกระบี่ขึ้นมาใหม่
…แต่ตอนนี้กลับเริ่มรู้สึกแปลก
หรือทั้งหมดนี้…จะไม่ใช่แค่เรื่องบังเอิญ
ข้ากลับรู้สึกว่ามันไม่น่าใช่เรื่องบังเอิญเลยแม้แต่น้อย
◇◆
ทันทีหลังจากนั้น ข้าก็ตรงไปยังเรือนแยกที่นัมกุงบีอาอยู่
เพราะตอนนี้ยอดฝีมือของนัมกุงล้มเจ็บกันหมด ผู้ที่คอยดูแลเรือนแยกจึงกลายเป็นคนจากตระกูลกู่ครึ่งหนึ่ง
…น่าแปลกเสียจริง
เมื่อเดินไปถึงหน้าประตูและกำลังจะให้คนรับใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูไปแจ้ง ประตูกลับเปิดออกก่อน แล้วนัมกุงบีอาก็โผล่ออกมาทันใด
“…เจ้ามาแล้วหรือ…”
“รู้ได้ยังไงว่าข้ามา?”
…มองจากหน้าต่างอยู่หรืออย่างไร?
แต่ถ้าจะว่าไปใบหน้าของนางตอนนี้ก็ดูเหม่อลอยกว่าปกติ เหมือนพึ่งตื่นนอนอย่างไรอย่างนั้น
“เจ้านอนอยู่หรือ?”
“…เปล่า…”
จริงๆ แล้วข้าไม่ได้มีธุระอะไรพิเศษ แค่เมื่อวานเห็นว่านางดูอาการไม่ดี…เลยรู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาเฉย ๆ
“ได้กินข้าวหรือยัง”
“…ยัง…”
“งั้นเดี๋ยวไปกินพร้อมกันทีหลังนะ”
“…อืม…”
เครื่องประดับที่ข้าเคยมอบให้นางยังคงผูกอยู่กับเส้นผมของนาง
นางใส่มันตลอดเลยงั้นหรือ?
พอคิดแบบนั้นข้าก็อดรู้สึกภูมิใจเล็กน้อยไม่ได้ ทั้งที่มันดูไม่เข้ากับนิสัยตัวเองเลยสักนิด
“ร่างกายล่ะ?”
“…ไม่เป็นไรแล้ว…”
“งั้น…ข้าขอจับหน้าผากหน่อยได้ไหม?”
เพราะคราวก่อนนางหลบไป ข้าจึงลองถามก่อนคราวนี้
[แค่เรื่องแค่นี้ยังต้องถาม…ช่างน่าสมเพชจริง ๆ]
‘ตาแก่ชิน…’
[อะไรล่ะ?]
‘เปล่าขอรับ ไม่มีอะไร’
[อี๋…อี๋…!]
ข้ายังไม่ทันว่าอะไร ตาแก่ชินก็โวยวายขึ้นมาเองเสียนี่
ทั้งที่ข้าเงียบสนิทแท้ๆ
พอข้าถามไปอย่างสุภาพนัมกุงบีอาก็ชะงักเล็กน้อย แล้วย่างเท้าถอยหลังไปหนึ่งก้าว
…คงไม่อยากให้แตะสินะ?
“ถ้าไม่อยาก ข้าจะไม่ถามอีกก็ได้…”
“…ทำเถอะ…”
นัมกุงบีอาตอบเสียงแผ่วเบาแฝงความสั่นไหวในน้ำเสียง …มันเป็นเรื่องยากขนาดนั้นเลยหรือ
อย่างไรก็ดีนางก็อนุญาตแล้วข้าจึงก้าวเข้าไปหา แล้ววางมือลงบนหน้าผากของนาง
“…ร่างกายเจ้าไม่ปกติจริงๆ ด้วย”
หน้าผากร้อนผ่าว
แรกสัมผัสยังพออุ่นๆอยู่ แต่เมื่อวางไว้นานเข้าความร้อนก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ขนาดผู้ฝึกยุทธระดับหนึ่งอย่างนางยังมีไข้ขึ้นถึงขนาดนี้…คงไม่ใช่เรื่องเล็กแน่
ข้ากำลังจะพานางไปหาหมอเทวดาเดี๋ยวนั้น แต่แล้วก็มีบางสิ่งสัมผัสลงบนมือข้า…ที่ยังวางอยู่บนหน้าผากของนัมกุงบีอา
เป็นมือนางนั่นเอง
“ไม่เป็นไร…ตอนนี้ข้าหายดีจริงๆ แล้ว…”
พูดพลางจับมือข้าไว้ แล้วค่อยๆดึงลงเบา ๆ
จากนั้น…โดยไม่ทันรู้ตัว พวกเราก็กลายเป็นคนที่กำลังเดินจับมือกันไปเสียแล้ว
ข้าไม่ได้ถามว่านี่มันเรื่องอะไร เพราะสีหน้าของนัมกุงบีอาในตอนนั้น…แดงจัดจนไม่กล้าพูดอะไรออกไปเลย
‘เมื่อไม่นานมานี้นางก็ยังไม่เคยเขินอะไรแบบนี้เลยไม่ใช่หรือ?’
หรือว่ากินอะไรผิดสำแดงเข้าไปกันแน่…
นัมกุงบีอาพึมพำเบาๆ ขณะปล่อยให้สายลมพัดผ่านใบหน้า
“…ไปกินข้าวกันเถอะ”
“ที่ไหน? ห้องเจ้ารึ?”
“อ๊ะ! มะ…ไม่ได้! ห้องข้า…ไม่ได้นะ…”
ดูท่าว่าจะตกใจจริง เพราะน้ำเสียงของนางดังขึ้นกว่าปกติ
อะไรของเจ้า…คราวก่อนยังบุกเข้ามานอนกลางห้องข้าแบบหน้าตาเฉย พอถึงคราวของตัวเองกลับทำเป็นห้ามเข้าเสียอย่างนั้น มีของอะไรซ่อนอยู่ในนั้นหรือเปล่านะ…
แม้อยากลองเข้าไปดูด้วยความอยากรู้ แต่ก็พอเดาได้ว่าถ้าทำแบบนั้นจริงๆ นัมกุงบีอาคงจะโกรธมากแน่
นัมกุงบีอาโกรธ…?
‘แบบนั้นก็อยากเห็นเหมือนกันแฮะ’
เพราะแม้แต่ในชาติก่อน ข้าก็ไม่เคยเห็นนางโกรธมาก่อนเลยสักครั้ง
เหมือนว่านางจะรู้ทันความคิดของข้า นัมกุงบีอารีบดึงมือข้าแล้วลากข้าเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
ข้า…ก็แค่เดินตามแรงจูงของมือที่ถูกจับไว้ ที่สำคัญไม่ได้คิดจะปัดมือที่นางจับอยู่เลยแม้แต่น้อย
ดูเหมือนตาแก่ชินจะบ่นอะไรบางอย่างใส่หูข้าในตอนนั้น…แต่ข้าก็ไม่ได้ฟัง ปล่อยให้ตัวเองถูกจูงมือเดินไปอย่างสงบเสงี่ยม
ภายหลังข้าจึงมารู้เรื่องหนึ่งจากปากของคนรับใช้ ได้ความว่าเครื่องนอนบางชุดที่ควรจะอยู่ในห้องของข้า…หายไป
ของพวกนั้นดูจะมีราคาพอสมควร คนรับใช้เลยทำหน้าลำบากใจอยู่พักหนึ่ง แต่ไม่นานหลังจากนั้น คนรับใช้คนนั้นก็กลับมาทำงานตามเดิมอย่างร่าเริงราวไม่มีอะไรเกิดขึ้น ถึงขั้นมีรอยยิ้มเปื้อนใบหน้าอีกต่างหาก
แม้มันจะเป็นของที่ใช้มานานและเก่าไปบ้างแล้ว…ข้าเองก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก
แต่ก็ยังอดสงสัยไม่ได้อยู่ดีว่า ของพวกนั้น…ไปอยู่ที่ไหนกันแน่