สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 131 เจ้ามันอะไรอีกกันแน่ (1) ༻
สายลมเย็นยะเยือก ดวงจันทร์ถูกหมู่เมฆบดบังในยามราตรี
ข้าเผลอระลึกถึงใบหน้าผู้หนึ่งหญิงสาวผู้ถือกระบี่เล่มหนึ่ง ถามข้าด้วยดวงตานิ่งสงบ
“อากาศค่ำนี้หนาวนัก ท่านออกมาทำอะไรหรือเจ้าคะ?”
เส้นผมสีทองถักเป็นเปียแน่นสะท้อนแสงอยู่แม้ในยามค่ำคืน
เมื่อไหร่กันนะ… ที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น?
มีเรื่องราวมากเกินกว่าจะระบุเวลาได้ชัดเจน
“อย่างข้าเนี่ยนะ กลัวว่าข้าจะหนาวรึไง?”
แม้คำถามของนางอาจไม่ได้แฝงความห่วงใย แต่คำตอบจากข้ากลับแสดงออกอย่างหยาบกระด้าง จิตใจที่ขลาดเขลาและเต็มไปด้วยปมด้อย มักเผยออกมาในรูปแบบน่าสมเพชเสมอ แต่ถึงจะพูดแบบนั้นใบหน้าของนางก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
“ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นห่วง เช่นนั้นก็คงถึงเวลาเปลี่ยนเวรแล้วกระมัง”
“รู้แล้วก็รีบไปซะ”
“ท่านจะไม่เป็นไรแน่หรือเจ้าคะ?”
“…ว่าไงนะ?”
ต่างจากเส้นผมสีทองที่เปล่งประกาย ดวงตาของนางกลับนุ่มนวลราวหมอกบาง
“ช่วงเวลานี้อันตรายที่สุดนะเจ้าคะ”
“สรุปก็คือ… ข้าอ่อนแอสินะ ถึงควรรีบหลบเข้าที่พัก?”
“ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น… เพียงแต่…”
ทันทีที่ได้ยินคำตอบเช่นนั้นข้าก็แผ่ปราณเพลิงออกจากร่าง เมื่อเทียบกับตอนนี้แล้วเพลิงในตอนนั้นช่างอ่อนด้อยนัก เปลวเพลิงที่แผ่พุ่งออกไปถูกกระบี่ในมือของนางสะกดไว้ราวกับไร้พลัง
นางขมวดคิ้วราวกับรำคาญเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวกับข้าว่า
“…ท่านแผ่ปรารณออกมาเช่นนี้ ท่านอยากให้พวกมันกรูกันเข้ามาหรืออย่างไร?”
“เลิกพูดจาไร้สาระ แล้วก็รีบเข้าไปเถอะข้ารับมือเองได้”
“ข้าคิดว่า… ปลุกเจ้ามังกรหลับยังจะดีกว่าเสียอีก”
“เจ้าจะให้ข้าแผ่พลังให้ใหญ่กว่านี้อีกดีไหมล่ะ?”
“…”
ท้ายที่สุดนางก็ถอนหายใจหนึ่งเฮือกแล้วหมุนตัวเดินกลับไปยังเต็นท์ ก่อนจะยกผ้าเปิดทางเข้าม่านประตูขึ้น นางถามขึ้นโดยไม่หันกลับมา
“คุณชายกู่… หากท่านหลุดออกจากที่นี่ได้ ท่านจะทำสิ่งใดต่อไปเจ้าคะ?”
คำถามนั้นเล่นเอาข้าอึ้งจนเผลอหัวเราะออกมา
“นี่เจ้ากำลังซึ้งอะไรอยู่หรือไง? อยู่ๆ มาถามอะไรปัญญาอ่อนแบบนี้เนี่ยนะ”
หากออกจากที่นี่ได้งั้นหรือ?
ในสถานที่เช่นแดนมารลี้ลับที่เปรียบดั่งขุมนรกมีหวังเสียเมื่อไหร่กัน?
“ข้าไม่พูดถึงตัวข้าก็ได้ แล้วตัวเจ้าล่ะ? เจ้าจะทำสิ่งใดหากมีชีวิตรอดกลับออกไปได้?”
ข้าไม่รู้จะตอบอะไรเลยย้อนถามกลับไปแทน เพราะสำหรับข้า ต่อให้มีชีวิตรอดออกไปได้ ก็มีเพียงเส้นทางเดียวคือแบกรับเงามืดแห่งกรรมเก่าที่ยังไม่สิ้นสุด
ดังนั้นข้าจึงถามกลับ
แล้วเจ้าล่ะ… เจ้าต้องการทำสิ่งใด?
วีซอลอานิ่งไปชั่วครู่คล้ายกำลังพินิจคำถามนั้นอย่างจริงจัง จากนั้นก็ตอบด้วยเสียงแผ่วเบา
“…ข้าอยากออกไปเดินดูโลกสักหน่อยเจ้าค่ะ”
“เดินดูโลก? จะไปเดี๋ยวนี้เลยก็ได้นะ”
ข้าตอบกลับไป… และเห็นสีหน้าแปลกใหม่ที่หาได้ยาก จากนางสีหน้าเหยียดหยามของนางอย่างชัดเจน
“ข้าอยากลองเดินไปในที่ที่มีผู้คนเยอะๆ ดูบ้างเจ้าค่ะ”
“แล้วจะไปฝันอะไรไร้สาระแบบนั้นทำไม?”
“นั่นสิ… ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกันเจ้าค่ะ”
วีซอลอายิ้มออกมา
แม้รอยยิ้มนั้นจะแฝงความอ่อนล้าอยู่ในที… แต่ข้าก็ไม่คิดจะพูดอะไร
“นั่นสิ… ทำไมกันนะเจ้าคะ ถึงได้อยากทำเช่นนั้น”
นางดูเหน็ดเหนื่อยอย่างประหลาด แต่สำหรับผู้ที่ทะลวงขอบเขตมานานแล้วเช่นนาง ย่อมไม่ใช่ความเหนื่อยล้าทางร่างกายแน่นอน
ข้ามองแผ่นหลังของวีซอลอาที่เดินจากไปอย่างช้าๆ แล้วจึงเบือนสายตาไปทางอื่น
ในเวลานั้นข้าไม่ได้คิดอะไรเป็นพิเศษเลย เพราะสิ่งที่ต้องทำมีเพียงหนึ่งเดียวคือฝืนผ่านวันนั้นไปให้ได้ และมีชีวิตอยู่ให้ถึงวันพรุ่งนี้
ใครจะไปรู้… ว่าช่วงเวลาที่อยู่ในที่แห่งนี้จะยาวนานถึงเพียงนั้น
แม้เวลาจะล่วงเลยไปจนข้ากลับออกมามีชีวิตอีกครั้ง ทว่าข้ากลับสูญเสียทุกสิ่งไป และสุดท้าย… ก็ยังเดินย้อนกลับมาเหยียบย่างที่เดิมด้วยเท้าของตน
แต่ความทรงจำในช่วงเวลานั้นกลับกลายเป็นประโยชน์อย่างมากต่อข้าในภายหลัง
และช่วงเวลานี้เอง… กลับกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เมื่อใดก็ตามที่นึกถึงนาง ความรู้สึกของข้าก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
แม้ทุกคนจะลืมเลือนมันไปหมดแล้ว… แต่ข้ายังคงจำได้เพียงลำพัง และนั่นก็เพียงพอแล้ว เพราะเช่นนั้นแม้ข้าจะสิ้นหวังต่อการตัดสินใจทุกอย่างของตน… แต่จะไม่มีวันเสียใจ
[…สัญญาได้ถูกผนึกไว้แล้ว, เจ้ากองเพลิงน้อย]
เจ้าก็เช่นกัน… จงอย่าหวั่นไหวเช่นกัน
แม้จะเอ่ยออกมาไม่ได้แต่นั่นคือสิ่งที่ข้าเฝ้าหวังไว้แต่เพียงลำพัง
◇◆
แม้จะรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยกับการมาของนัมกุงบีอา ที่จูjๆก็โผล่มา แต่ถึงอย่างนั้น… ข้าก็ไม่ได้คิดอะไรมาก
เพราะนางเป็นคนที่อ่านใจได้ยากอยู่แล้ว
[จะว่าไปก็แปลกดีนะ ตอนที่นางบอกว่า “อยากเห็นหน้าเจ้า” ข้างในเจ้ากลับเหมือนเกิดพายุลูกใหญ่เลยล่ะ]
‘ข้าแค่ตกใจนิดหน่อยเท่านั้นเอง’
[หึหึ… แน่นอนสินะ แล้วก็เลยกลบเกลื่อนด้วยการพูดเรื่อง ไปกินข้าวแบบไร้แก่นสารนั่นน่ะเรอะ]
‘…ท่านนี่เริ่มช่างพูดขึ้นทุกวันเลยนะ ท่านอาจารย์’
หลังจากทานข้าวเสร็จ นัมกุงบีอาก็เอนตัวลงนอนหลับกลางวันในห้องของข้า… ราวกับเฝ้ารอจังหวะนี้อยู่แล้ว
“เฮ้อ… ทำไมต้องมานอนในห้องข้าด้วยเนี่ย”
ยิ่งไปกว่านั้นนางยังหยิบผ้าห่มของข้าออกมากางอย่างหน้าตาเฉย ก่อนจะหลับสนิทราวกับไม่มีอะไรผิดปกติ
“พี่สาวคงเหนื่อยมากสินะเจ้าคะ”
วีซอลอา กล่าวเบาๆ
“นั่นไม่ใช่ประเด็นหลักหรอก… ช่างเถอะ”
พยายามไปก็เปล่าประโยชน์ สุดท้ายข้าจึงปล่อยให้นางหลับอยู่เช่นนั้น
การฝึกของข้าถูกขัดจังหวะกลางคันเพราะแขกไม่ได้รับเชิญ และยิ่งไปกว่านั้นตอนนี้มีอีกเรื่องที่กวนใจข้าอยู่ คือสีหน้าเศร้าซึมแปลกๆของวีซอลอาที่ข้าไม่ค่อยได้เห็นบ่อยนัก
“จะทานขนมยักกวาหน่อยไหม?”
ข้าลองเอ่ยชวนอย่างระมัดระวัง
“…ไม่เจ้าค่ะ”
นางปฏิเสธอย่างเด็ดขาดด้วย
และนั่น… คือเรื่องใหญ่
ข้าเริ่มรู้สึกถึงภัยฉุกเฉินที่กำลังมาเยือน… และความคิดนับร้อยหลั่งไหลเข้ามาในหัวแทบจะพร้อมกัน
วิธีที่จะหยิบมาใช้แก้สถานการณ์มีอยู่น้อยเหลือเกิน สุดท้ายข้าก็ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากถามตรงๆ
“ทำไมเจ้าถึงทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่เรื่อยเลยล่ะ?”
“…ก็แค่… มันไม่ค่อยเป็นไปตามที่หวังน่ะเจ้าคะ”
“อะไรล่ะ ที่ไม่เป็นไปตามหวัง?”
“ก็…หลายอย่างเจ้าค่ะ…”
ภาพวีซอลอาที่อ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้… ข้าแทบไม่เคยเห็นมาก่อน
พักหลังมานี้ไม่รู้เพราะอะไรนางถึงดูหม่นหมองลงผิดปกติ แม้ข้าเองจะเอาใจใส่นางน้อยลงเล็กน้อยก็เถอะ แต่เมื่อเห็นแก้มของนางเริ่มตอบลงเรื่อยๆ มันก็อดเป็นห่วงไม่ได้จริง ๆ
ข้ามองบ่าน้อยๆ ของนางที่ห่อไหล่ตกอย่างหมดแรง แล้วตัดสินใจพูดออกไป
“ออกไปข้างนอกกันเถอะ”
“คะ…?”
วีซอลอาเงยหน้ามองข้าราวกับไม่เข้าใจในสิ่งที่ได้ยิน
“ไปเดินเล่นกันหน่อย เปลี่ยนบรรยากาศซักนิด”
เมื่อเข้าใจความหมายของคำพูดนั้น ดวงตาของวีซอลอาก็เบิกกว้างขึ้นอย่างช้า ๆ
◇◆
“พี่ฮงวาฝากให้ซื้อของอร่อยไปให้ด้วยค่ะ!”
“เหรอ?”
“ใช่ค่ะ! เพราะงั้น… ข้าก็เลยตั้งใจจะซื้อเผื่อไว้เยอะๆ เลย!”
“เยอะเลยรึ… อืม~เอาสิ งั้นซื้อให้เยอะๆ ไปเลย”
ข้าพาวีซอลอาออกมาด้านนอกตัวเมือง ตอนแรกก็ลังเลอยู่ว่าควรแจ้งมูยอนก่อนหรือไม่ แต่สุดท้ายก็ออกมาโดยไม่บอกใคร เพราะถึงอย่างไรตอนนี้ข้าก็อยู่ในระดับที่ไม่จำเป็นต้องมีคนคอยคุ้มกันแล้ว
“นายน้อย… เราจะไปที่ไหนกันเจ้าคะ?”
“ก็แค่…เดินเล่นน่ะ ไม่มีเป้าหมายอะไร”
“จริงเหรอคะ!?”
เมื่อเห็นแววตาของนางเปล่งประกายอย่างตื่นเต้นเช่นนั้น ข้าก็รู้ทันทีว่า… วิธีนี้ได้ผลจริงๆ
[พักพอแล้วหรือยัง?]
เสียงของตาแก่ชินเอ่ยขึ้นในใจ ข้าทำเพียงยิ้มขื่นตอบกลับ
พักงั้นหรือ…
ยังห่างไกลนัก
การชำระปราณมารยังคงดำเนินไปไม่สิ้นสุด และข้ายังต้องควบแน่นพลังปราณให้สมบูรณ์ จริงๆ แล้วควรใช้ช่วงเวลานี้ฝึกฝนต่อเนื่องจะดีกว่าด้วยซ้ำ
“นายน้อย! ตรงนั้นน่ะ!”
“หือ?”
“นั่น! ของปิ้งเสียบไม้!”
“…เอาสิ แต่ช่วยกินที่อยู่ในมือตัวเองให้หมดก่อนแล้วค่อยพูด”
ข้ามองวีซอลอาที่กำลังเดินพลางตื่นเต้นอย่างมีความสุขแล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า… บางทีแค่วันเดียวคงไม่เป็นไรหรอก เพราะจากนี้ตารางเวลาของเราจะอัดแน่นไปหมด
ก่อนจะออกมา ข้าก็ไปปลุกนัมกุงบีอาที่กำลังนอนกลางวันอยู่ด้วย แต่แม้นางจะลืมตาขึ้นมานิดหน่อย ก็กลับห่มผ้าข้าแล้วกลิ้งกลับไปนอนต่อ ดูเหมือนว่าการนอนจะสำคัญกับนางมากกว่าอย่างอื่นในตอนนี้
ข้าเดินตามวีซอลอาที่เดินจ้ำพรวดไปข้างหน้าอย่างกระตือรือร้น รอยยิ้มที่ฉายอยู่บนใบหน้าของนาง… แม้จะเห็นซ้ำหลายครั้งแต่ก็ยังรู้สึกแปลกใหม่ทุกครา
[แม่หนูน้อยคนนั้น… จะกลายเป็นความหวังแห่งอนาคตงั้นหรือ]
แม้แต่ผู้ตาแก่ชินซึ่งเคยเห็นความทรงจำของข้าเองกับตา… ยังกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่อยากเชื่อ
แต่ความจริงก็คือมันเป็นเช่นนั้น
“นายน้อย! มากินนี่ด้วยกันสิคะ!”
วีซอลอายิ้มกว้างพลางเดินถือผลไม้ชนิดหนึ่งที่ข้าไม่รู้จักชื่อมาให้ ข้ารู้สึกตกใจนิดหน่อย พยายามจะล้วงเงินจากอกเสื้อเพื่อจ่ายให้ ทว่า…
วีซอลอากล่าวอย่างภูมิใจ
“ข้าซื้อเองนะเจ้าคะ!”
“…ว่าไงนะ? ซื้อได้ยังไง?”
“หืม? ก็ซื้อธรรมดานั่นแหละค่ะ…”
นางหยิบถุงเงินเล็กๆออกจากอกเสื้อแล้วโชว์ให้ข้าดู พอเปิดดูข้างในแล้วก็มีเงินอยู่จริงๆ
พอนึกดีๆ แล้ว… ในฐานะสาวใช้ นางก็คงได้รับเบี้ยเลี้ยงอยู่บ้าง
แต่เด็กสาวที่เมื่อก่อนยังไม่ยอมควักเงินจ่ายค่าขนมยักกวา วันนี้กลับเดินมาซื้อของเองได้อย่างภาคภูมิ
‘เปลี่ยนไปเยอะเหมือนกันแฮะ ตอนข้าไม่ทันสังเกต’
จริงๆ มันก็ควรจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ควรทำได้ตั้งนานแล้ว แต่สำหรับวีซอลอาที่มีสามัญสำนึกน้อยกว่าวัย… นี่คือเรื่องที่น่าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย
“ลองกินดูสิเจ้าคะ”
นางยื่นผลไม้มาให้ ข้ารับมาแล้วกัดเข้าไปหนึ่งคำ ทันทีที่รสเปรี้ยวจี๊ดพุ่งเข้าปากใบหน้าข้าก็เหยเกโดยไม่รู้ตัว พอเห็นอย่างนั้นวีซอลอาก็หัวเราะคิกอย่างร่าเริง
“…ขำมากรึ?”
“ใบหน้านายน้อยตอนกินมันน่าตลกมากเลยค่ะ!”
“…ฟังดูเหมือนดูถูกเลยนะนั่น”
แต่วีซอลอาไม่ปฏิเสธอะไรเลย…
เจ้าเด็กคนนี้นี่…
เราสองคนเดินคุยกันเรื่อยเปื่อยไปทั่วเขตเมือง
สำหรับข้าแล้วก็เป็นครั้งแรกในรอบนานที่ได้มาเหยียบสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง ตอนที่ออกไปสำนักฮวาซานและตอนที่กลับมาก็ไม่เคยแวะมาที่นี่เลย และสิ่งที่ทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่าที่คิดไว้ก็คือ…
“อ้าว! หนูซอลอานี่นา!”
“สวัสดีค่ะ!”
“หายหน้าไปตั้งนานเลยนะ หนนี้พี่สาวไม่มาด้วยเหรอ?”
“พี่สาวติดธุระค่ะ ข้าขออันนี้ชิ้นนึงนะคะ!”
“โอ๊ะ ดูสิ… ซอลอานี่นา!”
ปรากฏว่ามีคนในเมืองที่รู้จักกับวีซอลอาไม่น้อยเลยทีเดียว หรือว่าตอนที่ข้าไม่รู้ นางแอบออกมากับสาวใช้คนอื่นอยู่บ่อยๆ งั้นหรือ?
ส่วนที่นางเรียกว่าพี่สาวนั้น… น่าจะหมายถึงฮงวาแน่ ๆ
‘ถ้าเช่นนั้น… เซียนกระบี่ก็อนุญาตให้นางออกมาข้างนอกได้สินะ’
หากไม่ได้รับอนุญาต คงไม่มีทางปล่อยให้ออกมานอกเขตตระกูลได้แน่ พอนึกถึงเรื่องนี้ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมวีซอลอา ถึงดูสบายใจนักเวลาที่เดินไปมาทั่วเมือง
แม้โลกภายนอกจะดูสงบสันติ แต่หากไม่มีการป้องกันตัวเลย นางก็คงไม่กล้าใช้รูปลักษณ์เช่นนั้นเดินเพ่นพ่านไปทั่วแน่
ที่ข้าตั้งใจจะใช้หน้ากากอาคมกับนัมกุงบีอาหรือวีซอลอานั้น… ไม่ใช่เพราะรังเกียจ หรือรำคาญความวุ่นวาย แต่เป็นเพราะข้าไม่อยากให้พวกนางเดือดร้อน
“นายน้อย… พูดถึงเรื่องนี้แล้ว”
“…อึก!”
วีซอลอาเดินเข้ามาใกล้ข้าโดยไม่ให้สัญญาณใด ข้าจึงสะดุ้งเล็กน้อย
แม้จะครุ่นคิดหลายเรื่องอยู่ในหัว แต่การที่ไม่ทันรู้ตัวว่านางยืนอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ก็ถือว่าน่าประหลาดใจไม่น้อย
ข้าพยายามเก็บอาการแล้วถามกลับ
“…มีอะไรหรือ?”
“ทุกคนในเมือง… เรียกท่านว่า ‘คุณชายกู่’ กันหมดเลยนะเจ้าคะ”
“หืม? อยู่ๆ มาพูดทำไม?”
จู่ๆ จะพูดเรื่องนี้ทำไมกันนะ?
“ท่านพี่โซยอลเอฃก็เรียกแบบนั้นค่ะ ส่วนท่านพี่บีอา…ดูเหมือนจะไม่ค่อยเรียก”
ที่จริงคนส่วนใหญ่ก็เรียกข้าว่าคุณชายกู่กันทั้งนั้น ก็ใช่จะให้เอ่ยปากพูดจากันเองกับคนที่สถานะต่างกันทันทีคงไม่เหมาะนัก
“เรื่องนั้นมันก็…”
เพราะสถานะต่างกันมันจึงเรียกแบบนั้นได้ คำอธิบายที่ง่ายที่สุดก็คงเป็นเช่นนั้น
แต่ไม่รู้สิ… ข้ากลับรู้สึกว่ามันเป็นคำที่พูดออกมายากเหลือเกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับวีซอลอาที่ในอนาคตก็ใช่ว่าจะเป็นแค่สาวใช้ตลอดไป
แล้วนางก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเหมือนจะหยอก
“คุณชายกู่~”
ประหนึ่งว่า… ตนเองก็อยากลองเรียกดูบ้างเช่นกัน
คำพูดนั้นทำให้ข้าชะงักไปทันทีโดยไม่ตั้งตัว
-คุณชายกู่~
คำเรียกนั้นทำให้ความทรงจำบางอย่างผุดขึ้นในหัวอย่างฉับพลัน ใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏในห้วงความคิด
ใบหน้าที่โตเป็นผู้ใหญ่กว่านางในตอนนี้ ด้วยสีหน้าที่แตกต่างออกไปเล็กน้อยและเสียงของนาง… ต่ำกว่าเสียงของวีซอลอาคนปัจจุบัน แต่กังวานชัดเจน
นางในภาพนั้น พูดคำนั้นในสถานการณ์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง และยิ่งเพราะเช่นนั้นมันจึงชัดเจนราวกับภาพสลัก ข้าคงเผลอทำสีหน้าแปลกไปไม่น้อย วีซอลอา จึงดูหดหู่ลงอย่างเห็นได้ชัด
“ก็ว่าแล้วเชียว… ข้าไม่เหมาะกับคำเรียกนั้นเลยสินะคะ”
เมื่อเห็นนางทำหน้าหม่นหมอง ข้าจึงได้สติกลับมาเสียที
“ไม่เหมาะอะไร? เจ้าพูดเรื่องอะไรของเจ้า”
“ก็พี่สาวถังน่ะสวย พี่บีอาก็สวย เรียกแบบนั้นก็เข้ากันดี แต่ข้านี่สิ… พอเรียกแล้วดูตลก ข้ารู้เลยนะคะ นายน้อยทำหน้าตาประหลาดใส่ข้าเลย”
…เดี๋ยวนะ นางพูดว่าข้าทำหน้าตาประหลาดงั้นรึ?
คำพูดที่ฟังดูไร้พิษภัย… แต่มาจากปากของคนใสซื่อเช่นนี้ มันกลับแทงเข้าอกอย่างจังทุกครั้งเลยให้ตายเถอะ แล้วนี่ที่นางทำหน้าเศร้าอยู่เมื่อครู่ เป็นเพราะเรื่องนี้อย่างเดียวจริงหรือ?
ข้าว่าไม่น่าจะใช่
“จะว่าไป… ถึงจะไม่พูดเรื่องอื่น แต่แค่เรื่องหน้าตา… เจ้าก็…”
“หืม?”
“เจ้าก็… เอ่อ…”
ข้าพูดไม่ออกเฉยเลย
ทั้งที่ตั้งใจจะพูดว่า เจ้าก็สวยเหมือนกันแต่แค่ประโยคสั้นๆแค่นั้น… ทำไมมันพูดยากเหมือนมีก้อนหินอุดปากอยู่ก็ไม่รู้
ระหว่างนั้นวีซอลอาก็ยิ้มตาหยีเหมือนจะรู้ทัน
“อะไรเหรอเจ้าคะ? บอกหน่อยสิ~?”
“…เจ้านี่… ตั้งใจแน่ๆ ใช่ไหม?”
“เปล่านะคะ~ ซอลอาไม่รู้อะไรเลยสักนิด”
แน่นอน… ข้าชักมั่นใจแล้วว่านางแอบไปเรียนรู้ลูกไม้อะไรแปลกๆ มาจากที่ไหนแน่ ๆ
“ถ้าไม่รีบบอกละก็… ข้าจะฟ้องให้หมดเลยนะ”
“จะฟ้องอะไร? เจ้าไม่มีอะไรจะฟ้องข้าได้หรอก”
“มีสิ~ เรื่องตอนก่อนที่นายน้อยแอบหนีเพราะขี้เกียจไปพบท่านอาวุโสรยอนไง!”
“เจ้าสวย!”
ข้าตะโกนคำตอบออกไปแทบจะทันทีโดยไม่ให้ทันขู่สำเร็จ
วีซอลอา หัวเราะคิกเบาๆ อย่างพึงใจ
แก้มที่เคยอวบอิ่มตอนนี้กลับตอบลงจนเห็นได้ชัด นางค่อยๆ กลับไปมีรูปลักษณ์เหมือนในอดีตชาติอย่างไม่รู้ตัว
หน้าตาของนางยิ่งเจิดจ้าขึ้นทุกวัน เมื่อรวมกับรอยยิ้มที่เพิ่มขึ้นด้วยแล้ว นางก็กำลังเปล่งเสน่ห์ไปทั่วทุกทิศทาง
“…นี่เจ้า…”
ทำเป็นตีหน้าหงอยเมื่อครู่… อย่าบอกนะว่าตั้งใจ?
หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็คงไม่ใช่วีซอลอาที่ข้ารู้จักแน่ๆ
[เจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเลยนะ… เด็กคนนี้น่ะ เจ้าเลห์อย่างกับจิ้งจอกเลยทีเดียว]
‘หา? ข้าเคยคิดว่านางออกจะเหมือนหมีหรือไม่ก็หมาเสียอีก’
วีซอลาเป็นจิ้งจอกงั้นหรือ? ทั้งในชาตินี้และชาติที่แล้ว มันก็ยังฟังดูไม่เข้ากันอยู่ดี
ไม่รู้เพราะอ่านใจข้าได้หรือไม่ ตาแก่ชินจึงหัวเราะขึ้นจมูกอย่างหมั่นไส้
[ข้าว่า… ถ้าเจ้าไม่เปลี่ยนลูกตาของตัวเองใหม่เสียก่อน ก็คงไม่มีวันเข้าใจอะไรหรอก เจ้าเด็กโง่]
ช่างคำพูดของตาแก่ชินไว้ก่อน… เพราะดูเหมือนว่าวีซอลอาจะอารมณ์ดีขึ้นแล้ว
“ตอนนี้ข้าสบายใจขึ้นแล้วค่ะ!”
นางกล่าวพลางส่งยิ้มกว้างแล้ววิ่งออกไปข้างหน้าอย่างร่าเริง …แค่คำว่าเจ้าสวยคำเดียวถึงกับดีใจได้ขนาดนี้เลยหรือ?
ทั้งอบอุ่น ทั้งชวนให้อึดอัดในเวลาเดียวกัน
‘…ช่างหนักหนานัก’
หัวใจที่นางมีให้ข้า และหัวใจที่ข้าอาจมีให้นางในวันหนึ่งต่างก็หนักหนาไม่ต่างกัน
‘แต่ถึงกระนั้น…’
เมื่อเดินมาถึงตอนนี้แล้วก็ไม่มีทางหันหลังกลับได้อีก ข้าจึงยังดิ้นรนมีชีวิตอยู่… ก็เพราะไม่อยากปล่อยมันหลุดมือ
“วิ่งแบบนั้นเดี๋ยวก็ล้มเอาหรอก”
“ถ้าล้ม… นายน้อยก็ต้องมาช่วยพยุงสิคะ!”
แววตาเปล่งประกายคล้ายกับดวงตะวันยามเช้า คำพูดของนางในยามนี้ทำเอาข้าต้องหยุดฝีเท้าไปโดยไม่รู้ตัว
-ถ้าข้าล้มลง… ขอเพียงท่านช่วยพยุงข้าขึ้นก็พอแล้ว
เป็นเพียงภาพลวงตาหรือไม่
คำพูดในตอนนั้นกับคำพูดในตอนนี้… มันช่างคล้ายกันเหลือเกิน
-เพราะเช่นนั้น ข้าถึงจะไม่เป็นไร
“เพราะแบบนั้นแหละ… ข้าถึงจะไม่เป็นไร!”
“…”
ราวกับว่านางอยากย้ำให้ข้าอย่าลืมมัน ข้ารู้สึกเจ็บแปลบขึ้นในอกอย่างไม่อาจห้าม
ตามคาดไม่นาน วีซอลอาก็สะดุดก้อนหินล้มกลิ้งลงไปกับพื้นจริง ๆ
“อ๊ากกก!”
นางส่งเสียงประหลาดออกมาขณะหน้าคะมำลงพื้น
ข้าสะดุ้งโหยงแล้วรีบวิ่งเข้าไปหา แต่ปรากฏว่าอาหารที่อยู่ในมือนางกลับไม่หกแม้แต่น้อย
“บอกแล้วไงว่าอย่าวิ่ง…”
ข้ายิ้มขื่นพลางยื่นมือให้นางจับขึ้น วีซอลอาคว้ามือข้าไว้แล้วลุกขึ้นมาอย่างเชื่อใจ
“…แย่แล้ว ฝุ่นเปื้อนเต็มไปหมดเลย…”
“จริงด้วยสิ ถ้าฮงวามาเห็นเข้าคงได้โมโหแน่”
“…อ๊ะ…!”
นางทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกออกว่ากำลังเผชิญปัญหาใหญ่หลวง ข้าจึงอดหัวเราะออกมาเสียงดังไม่ได้
“ไม่เป็นไร เดี๋ยวข้าจะช่วยแก้ตัวให้เอง”
“นายน้อย… คราวที่แล้วก็พูดแบบนี้ แล้วก็ไปฟ้องหมดเลยไม่ใช่เหรอ!”
“…โดนจับได้ซะแล้ว…”
เอ๊ะ นางไปรู้ได้ยังไงนะ?
ทั้งที่ตอนนั้นข้าแอบไปบอกแบบลับที่สุดแท้ ๆ…
“ใจร้าย…”
วีซอลอา บ่นออกมาเบาๆราวกับเสียใจ แต่กลับยิ่งกอดห่ออาหารในมือแน่นขึ้นกว่าเดิม
นี่น่ะหรือ… จิ้งจอก?
“เพราะเสียใจ ข้าขอซื้ออีกชิ้น…”
“ไม่ได้”
เมื่อข้าตอบกลับด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ วีซอลอาก็เบิกตากว้างราวกับโลกพังทลาย ข้าจึงหลุดหัวเราะออกมาอีกครั้ง สุดท้ายข้าก็ยอมให้นางซื้อของที่อยากกิน
พอพากลับมาถึงจวน ข้าจึงรู้ว่าอาหารที่นางซื้อมานั้นคือซาลาเปา ดูเหมือนนางตั้งใจจะซื้อมาให้ข้ากินโดยเฉพาะ
ก่อนมื้อเย็น เราสามคนนั่งแบ่งซาลาเปากินด้วยกันข้า นัมกุงบีอาที่เพิ่งตื่นนอนแบบสะลึมสะลือ และวีซอลอา
ป.ล. – วีซอลอา โดนฮงวาดุจนหัวหดเพราะเรื่องที่เลอะเสื้อผ้า
ตอนนางหันมาส่งสายตาขอความช่วยเหลือ ข้าก็ทำทีเป็นไม่เห็น เพราะช่วยอะไรไม่ได้แล้วในเมื่อถูกจับได้เต็มๆ
แต่ภาพสีหน้าของวีซอลอาที่ดูเหมือนถูกทรยศนั้น… กลับน่ารักจนฝังอยู่ในความทรงจำ
◇◆
เวลาได้ล่วงเลยไปเจ็ดวันเจ็ดคืน
และในที่สุด วันเดินทางไปเข้าร่วมสมัชชามังกรหงส์ก็มาถึง
ข้าเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าแล้ว ทุกอย่างดำเนินตามแผนยกเว้นเรื่องหนึ่ง
ตรงบริเวณข้างรถม้าที่มีผู้คนรวมตัวกันอยู่ มีเด็กหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาคมเข้ม และน่าจะสูงกว่าข้าประมาณหนึ่งศีรษะกำลังยืนอยู่ตรงหน้า
ด้านข้างของข้า ถังโซยอลกำลังจ้องมองเด็กหนุ่มคนนั้นราวกับไม่ชอบใจนัก
แม้จะพยายามทำหน้าเข้ม แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่ดูอ่อนโยนของนาง มันก็ไม่ได้ให้อารมณ์ข่มขวัญอะไรนักหรอก
ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้าจึงถามออกไปด้วยน้ำเสียงปนงุนงง
“…เดี๋ยวก่อนนะ”
“ขะ…ขอรับ…”
เด็กหนุ่มคนนั้นเองก็ดูไม่เต็มใจเท่าไร ใบหน้าบอกชัดว่าอยากอยู่ห่างๆ แต่ร่างกายกลับยืนตรงตึงเครียดจนเห็นได้ชัดว่าได้รับการฝึกมาอย่างเข้มงวด
“เจ้าจะไปกับข้าด้วย…งั้นหรือ?”
เมื่อข้าถามออกไป เด็กหนุ่มก็สะดุ้งเล็กน้อย และในที่สุดข้าก็ได้แต่ถอนหายใจเฮือกใหญ่
คนที่ยืนอยู่ต่อหน้าข้าเวลานี้คือหลานชายของผู้อาวุโสหนึ่ง และยังเคยได้รับการผลักดันจากสำนักกู่ซอน ในฐานะอัจฉริยะมาก่อน
“…ฝากตัวด้วยนะครับ”
กู่จอลยอบ ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้ากึ่งฝืนใจ กึ่งเกร็งจัด