สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 132 เจ้ามันอะไรอีกกันแน่ (2) ༻
ทำไมเจ้าบ้านั่นถึงมาอยู่ที่นี่ได้กัน?
หากจะย้อนคิดถึงต้นเหตุของเรื่องนี้… ก็มิใช่เรื่องยากนัก
มันเริ่มขึ้นเมื่อวันก่อนหน้าที่ข้าจะออกเดินทางไปร่วมสมัชชามังกรหงส์
เป็นช่วงหลังจากที่ข้าเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของนัมกุงจินเป็นครั้งสุดท้าย นับจากนั้นเป็นต้นมา เขาก็ไม่มีทางจะอยู่ในเขตของตระกูลกู่ได้อีก ส่วนตัวข้าเองก็มีตารางแน่นอยู่ก่อนแล้วจึงไม่มีทางเลือกนัก
ถึงเขาจะแสร้งทำเป็นไม่ทุกข์ร้อนและพูดว่าตนเองไม่เป็นไร… แต่ความเสียดายที่ฉายอยู่บนใบหน้าก็ชัดเจนจนปฏิเสธไม่ได้
ข้าเข้าใจในความรู้สึกของเขา แต่จากมุมมองของข้า แม้จะรับฟังคำขอตามที่ตาแก่ชินบอกไว้ ทว่ามันกลับเป็นภาระที่ถอดถอนไปได้อย่างโล่งใจ
ทว่า ปัญหาก็เกิดขึ้นในทันทีหลังจากนั้น
“นานแล้วนะ ยางชอน”
“ท่านสบายดีหรือไม่ ช่วงที่ผ่านมา”
หลังจากที่ข้าไปพบนัมกุงจินมา ข้าก็ไปพบท่านอาวุโสหนึ่งต่อทันที
ก่อนหน้านั้น ท่านอาวุโสสองเคยเอ่ยว่าอยากร่วมไปด้วย แต่ข้ากลับปฏิเสธอย่างหนักแน่น ขอไปพบเพียงลำพัง
แม้เขาจะทำหน้าไม่เข้าใจ แต่การพาท่านอาวุโสที่เป็นฝ่ายตรงข้ามทางความคิดไปด้วย ย่อมไม่ก่อประโยชน์ใดขึ้นมา
ตรงกันข้าม มันกลับจะกลายเป็นการแบ่งพวกให้ชัดเจนขึ้นเสียมากกว่า
สายตาข้าหยุดอยู่ที่ชายชราร่างผอมคนหนึ่งซึ่งนั่งอยู่ตรงหน้า แม้ร่างกายจะผ่ายผอมและเล็กกระจ้อยร่อย หากแต่กลับแผ่รังสีคล้ายคมกริบที่ลับไว้อย่างดีออกมาให้รู้สึกได้
ถึงจะร่วงโรยไปตามกาลเวลา… แต่ก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนเป็นกระบี่ชั้นยอดที่ยังคงคมกริบเสมอ
หากจะมองในอีกแง่… นั่นก็หมายความว่า ตัวข้าเองก็คงมีระดับพอจะสัมผัสถึงชั้นเชิงของท่านอาวุโสหนึ่งได้แล้ว
ท่านอาวุโสหนึ่งส่งยิ้มมาให้ข้าพลางเอ่ยถาม
“แล้วเด็กอย่างเจ้ามาหาคนแก่ๆอย่างข้า คนนี้ด้วยเรื่องใดกันล่ะ?”
“เพียงแค่อยากมาดูท่านว่ายังสุขสบายดีหรือไม่เท่านั้นขอรับ เห็นว่าควรมาทักทายสักครั้ง”
“โฮ่… แค่ได้ยินก็รู้สึกซาบซึ้งแล้วล่ะนะ”
ข้าส่งยิ้มกลับไปให้เขาอย่างสุภาพ
สำนักกู่ซอนเป็นสำนักหนึ่งที่อยู่ในเครือของตระกูลกู่ ที่ถูกเรียกขานว่าเป็น “กระบี่ของตระกูลกู่”
แม้จะตั้งอยู่ไม่ห่างจากจวนตระกูลกู่มากนัก แต่ด้วยโครงสร้างภายในและวิธีการดำเนินงาน กลับให้ความรู้สึกว่าเป็นสาขาแยกมากกว่าอยู่ร่วมกัน
เรื่องนี้อาจมาจากทัศนคติภายในตัวบุคคล หรืออาจเป็นสิ่งที่ส่งต่อมาจากอดีตก็ไม่อาจรู้ได้แน่ชัด
“ได้ยินว่าช่วงนี้เจ้าก็ใช้ชีวิตได้ดีสินะ”
“แน่นอนขอรับ ข้าสบายดีตลอดเลย”
การเปิดบทสนทนาเป็นไปอย่างเรียบง่าย เพราะจะให้เริ่มต้นด้วยการกล่าวหาอย่างตรงไปตรงมาก็ใช่ที่นัก
“ได้ยินว่าเจ้าหมั้นหมายกับสตรีงามเรียบร้อยแล้วด้วย ดีจริงๆ เลยนะ”
“ถือเป็นความเมตตาจากอีกฝ่ายน่ะขอรับ ที่เขามองข้าในแง่ดี”
“แน่นอน แน่นอน”
ท่านอาวุโสหนึ่งหัวเราะรับคำของข้าอย่างอารมณ์ดี ทว่า… บรรยากาศในห้องกลับอึดอัดชอบกล ข้ารับรู้ได้ชัดเจนว่าเขากำลังแผ่พลังลมปราณออกมาอย่างแนบเนียนและต่อเนื่อง
‘ดูเจ้าตาแก่นี่สิ…’
แม้จะแทบไม่รู้สึก แต่เขาก็จงใจปลดปล่อยแรงกดดันออกมาอย่างแผ่วเบาไม่ให้ข้าไหวตัวทัน
เป็นการแสดงท่าทีที่ตื้นเขินจนน่าเบื่อเสียเหลือเกิน ข้าจึงตอบโต้ด้วยการขยับลมปราณภายในร่างให้หมุนเวียนออกมา ทำให้บรรยากาศรอบตัวพลันพลิกผันไป
ฟุ่บ—!
ข้าไม่ได้ปล่อยไอพลังออกมาพร้อมความร้อน เพราะไม่เห็นว่าจำเป็นต้องทำถึงขั้นนั้น
ทว่า… ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่คาดคิดถึงการตอบโต้กลับครั้งนี้ ใบหน้าของท่านอาวุโสหนึ่งแปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
ข้ากล่าวพลางสบตากับเขา
“พอดีข้าไม่ค่อยชอบบรรยากาศอึดอัดน่ะขอรับ”
“…หึ นี่มัน…”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาหายวับไปในพริบตา
ดี แบบนี้ค่อยสบายใจหน่อย
“ดูเหมือนเจ้าจะเปลี่ยนไปไม่น้อยเลยนะ”
“ก็อยู่ในวัยที่กำลังเติบโตนี่ขอรับ”
“เหอะ… เด็กที่เมื่อก่อนยังไม่กล้าสบตาข้า ตอนนี้กลับ…”
เป็นเช่นนั้นจริงหรือ? หากย้อนกลับไปคิดดู ข้าคงไม่อาจทนรับแรงกดดันของบรรยากาศเช่นนี้ได้ง่ายๆ ในตอนนั้น แต่ก็จริงตัวข้าในอดีตไม่มีทางย่างเท้าเข้ามาหาท่านอาวุโสหนึ่งด้วยตนเองเช่นนี้เป็นแน่
ข้าฟังคำของเขาอย่างขอไปทีก่อนจะยกน้ำชาขึ้นจิบเบาๆ หวังว่าคงไม่มีอะไรเจือปนอยู่ในนั้น
‘…หรือว่าโดนมากเกินไป จนถึงกับต้องระแวงแบบนี้แล้ว?’
แม้จะรู้ดีว่าตอนนี้ท่านอาวุโสหนึ่งไม่มีเหตุผลจะมาลงมือกระทำเรื่องโง่ๆ แบบนั้น ทว่าในอดีตของข้า ชีวิตต้องอยู่กับยาพิษ การลอบสังหาร และความตายเสมอ
กระทั่งตอนนี้ ข้ายังติดนิสัยใช้ลมปราณขยายสัมผัสรับรู้รอบตัวไว้ตลอด
“ดูเหมือนเจ้าจะเปลี่ยนไปจากเดิมมากจริงๆ ข้าชอบนะ”
“ท่านชอบจริงหรือขอรับ?”
“แน่นอนสิ เมื่อคนสำคัญของตระกูลเราเปลี่ยนไปในทางที่ดีเช่นนี้ ใครจะไม่ดีใจเล่า?”
“ฟังดูเป็นคำพูดที่ดีเสียจริง”
คนสำคัญของตระกูล… งั้นหรือ?
เขาพูดประโยคเหล่านั้นออกมาได้โดยไม่เปลี่ยนสีหน้าแม้แต่น้อย ทั้งที่ไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นจริงๆ สักนิด
ข้าจำได้ ครั้งหนึ่งข้าเคยคิดว่าคำพูดของเขาอาจจะออกมาจากใจจริง แต่ช่วงเวลาที่ได้พบเจอมาก็ทำให้ข้ารู้แล้วว่า ทุกถ้อยคำล้วนไร้ความหมาย
“ที่ข้ามาพบท่านในวันนี้… ก็เพราะมีเรื่องบางอย่างอยากพูดด้วย”
ฟู่ว…
กลุ่มพลังสีแดงคล้ายเปลวอัคคีลอยอ้อยอิ่งขึ้นตามไหล่ของข้า ราวกับเงาไอแดดในยามเที่ยงวัน
เป็นพลังของยอดฝีมือขอบเขตจุดสูงสุดที่ข้าเผยออกมาให้เห็นอย่างจงใจ ทันใดนั้น คิ้วของท่านอาวุโสหนึ่งก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
“มีเรื่องที่อยากแจ้งให้ทราบขอรับ”
“…เรื่องใดกันหรือ?”
ที่เขาไม่แสดงท่าทีตกใจมากนัก แม้เห็นว่าข้าเข้าสู่ขอบเขตจุดสูงสุดแล้ว นั่นย่อมหมายความว่าเขารู้อยู่ก่อนแล้ว
การที่ข้าตั้งใจแสดงพลังในระดับนี้ออกมาหาใช่เพื่อโอ้อวดแต่อย่างใด แต่จะให้ถือว่าเป็นคำขู่ก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น แม้ระดับจะล้ำหน้าเกินวัยไปมาก แต่ก็ยังแค่ขอบเขตจุดสูงสุดเท่านั้น
เมื่อเทียบกับจอมยุทธ์ทั่วไปอาจถือว่าอยู่ในระดับสูง แต่ก็ยังห่างไกลจากการยืนอยู่เหนือใคร
หากเจอจอมยุทธ์ระดับมารสวรรค์ขึ้นมา หรือแม้แต่ผู้อาวุโสเซียนกระบี่หรือราชินีกระบี่ แค่พวกเขาชักกระบี่ออก… ข้าก็ตายได้ในพริบตา
สรุปก็คือแม้จะโกรธแค้นและอยากใช้กำลังแสดงจุดยืน ก็ยังไม่มีพลังพอจะทำได้อยู่ดี
[งั้นเจ้าก็ไปฆ่าพวกมันให้หมดซะสิ]
‘…พูดง่ายแต่ทำไม่ง่ายหรอกนะขอรับ’
ทั้งที่ข้าก็ฆ่ามาไม่น้อยแล้วแท้ๆ
ทว่าโลกนี้… มันไม่เคยเห็นใจใครเลยสักนิด
ที่ข้าเผยพลังออกมาให้เขารับรู้ก็เพื่อสื่อให้เข้าใจอย่างหนึ่ง ว่าข้ารู้ตัวว่าท่านกำลังจ้องอยู่ ว่าข้าอยู่ในระดับที่ท่านไม่ควรยุ่งเกี่ยวอีกต่อไป ว่าถึงเวลาแล้วที่ท่านควรหยุดได้แล้ว
ทั้งหมดนี้ข้าต้องการจะสื่อสิ่งเหล่านั้นผ่านแรงกดดันของลมปราณ แล้วท่านอาวุโสหนึ่งจะไม่เข้าใจจริงหรือ?
ข้าไม่คิดเช่นนั้น
ในขณะที่ข้าจ้องเขาด้วยสายตาเรียบเฉย ในที่สุดเขาก็ถอดหน้ากากสุดท้ายออกมา ถึงจะพูดว่าถอด… แต่จริงๆ แล้วเขาคงไม่เคยตั้งใจจะปิดบังเลยด้วยซ้ำ
“เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้เลยจริงๆ ราวกับเป็นคนละคน”
“ได้ยินเช่นนั้นอยู่บ่อยๆ ขอรับ ว่ากันว่า คนจะเปลี่ยนก็แค่ชั่วพริบตาเท่านั้น”
“จริงแท้แน่นอน… ข้าเองก็หวังว่าเจ้าจะไม่มีวันเปลี่ยนแบบนั้นเสียด้วยซ้ำ”
“ข้าไม่สนหรอกนะขอรับ ว่าท่านอาวุโสจะทำสิ่งใด หวังสิ่งใด หรือฝันถึงอะไร”
ความปรารถนาของชายชรามักไร้ประโยชน์… แต่ในขณะเดียวกันมันก็มักฝังลึก
ข้าไม่สนใจว่าเขาจะฝันถึงอะไร
“แต่ดูเหมือนข้าจะโดนลากเข้าไปพัวพันด้วยอยู่เรื่อยน่ะสิ”
ปัญหาก็คือ ความเพ้อฝันของเขากลับดึงข้าเข้าไปเกี่ยวข้องในทางที่ไม่พึงประสงค์
“แล้วเจ้าจะหลีกเลี่ยงได้อย่างไรล่ะ?”
“นั่นสิขอรับ น่ารำคาญและน่าหงุดหงิดจริง ๆ”
“แล้วมันผิดพลาดตรงไหนกัน?”
ท่านอาวุโสหนึ่งย้อนถาม
“อะไรที่ทำให้เด็กที่เคยก้มหน้าเดินกลายเป็นเจ้าคนนี้? เป็นเพราะความหวังอันไร้ค่า หรือเพราะความศรัทธาที่สิ้นหวังกันแน่?”
“ความหวังน่ะมอดไหม้ไปนานแล้ว และบ้านข้าก็ไม่สะอาดพอจะฝากความเชื่อไว้ได้อยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”
นี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่บิดาข้าปล่อยให้ท่านอาวุโสหนึ่งทำตามใจโดยไม่เข้าไปยุ่ง
ก็แน่ล่ะ ครอบครัวบัดซบแบบนั้น… ไม่มีสิ่งใดน่าพึงใจเลยสักอย่าง
“บิดาของเจ้าน่ะ หยิ่งยโสสิ้นดี”
คำพูดที่หลุดออกมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยทำเอาข้าขมวดคิ้วด้วยสีหน้าแปลกใจ อยู่ๆ จะมาด่าพ่อคนอื่นมันกะทันหันเกินไปหรือเปล่า?
“ว่าไปนั่น”
“หรือเจ้าจะให้ข้าเข้าใจว่า เจ้าจะพยักหน้ารับคำที่ข้าพูด?”
แม้ข้าจะยอมรับว่ายากนักที่จะเข้าใจบิดาตัวเอง แต่ก็…
นี่มันคำพูดประสาอะไรกัน?
“คิดว่าเจ้ากับบิดาจะรับแบกรับกรรมทั้งหมดของแผ่นดินนี้ได้เพียงลำพังอย่างนั้นหรือ? ไม่รู้เลยหรือไง ว่านั่นน่ะ… หยิ่งยโสเกินไป”
ข้าวางถ้วยชาลงเบาๆ
ไม่ใช่เพราะน้ำชาหมด… แต่เพราะข้าไม่ได้คาดคิดว่าเขาจะเอ่ยเรื่องกรรมออกมาจากปาก
“…ท่านรู้เรื่องนั้นได้อย่างไร?”
“แปลกใจหรือที่ข้ารู้?”
“ขอรับ แปลกใจมาก”
เรื่องนี้… มีเพียงไม่กี่คนในตระกูลที่ล่วงรู้
ถ้าเป็นคนนอกตระกูลล่ะก็ ข้าไม่รู้แน่ว่าจะมีใครรู้หรือไม่ แต่หากเป็นคนในแล้วละก็ นับนิ้วมือข้างเดียวก็ยังเหลือ
และท่านอาวุโสหนึ่ง… กลับรู้เรื่องนี้
ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เขารู้เรื่องนี้? หรือจริงๆแล้วเขาแค่แสร้งทำเป็นรู้?ข้าเองก็ไม่ได้รู้จักท่านอาวุโสหนึ่งอย่างลึกซึ้งนัก
นั่นเพราะในช่วงเวลานั้น ตัวตนของข้าเองยังตกอยู่ในสภาพอเนจอนาถจนไม่มีผู้ใดมองเห็นค่าด้วยซ้ำ และยิ่งไปกว่านั้นท่านอาวุโสหนึ่งเองก็เพิ่งเริ่มเป็นที่จับตาของผู้คน ก็ต่อเมื่อข้าได้รับตำแหน่ง ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลไปแล้ว
“ถ้าท่านรู้อยู่แล้ว เหตุใดยังพยายามไต่ไปยังสถานที่ที่ไม่มีใครแตะต้องได้กัน?”
“ว่าไงนะ? ไต่ไปไม่ได้หรือ? ทั้งข้า… หรือแม้แต่ลูกหลานของข้าก็ตาม?”
“อะไรก็ตามนั่นล่ะขอรับ”
“เจ้ากับบิดาเจ้าก็หยิ่งยโสพอกันนั่นแหละ!”
หากเขาเพียงแค่รู้สึกเวทนาเราสองพ่อลูก ที่ต้องแบกรับกรรมของเบื้องลึก… มันก็คงเป็นอีกเรื่อง แต่เปล่าเลยในใจเขาย่อมมีความคิดอื่นซ่อนอยู่แน่
“เจ้าไม่เข้าใจหรอก ว่าการครอบครองพวกนั้นไว้ในมือ… เป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่เพียงใด”
คำพูดนั้นราวกับสาดน้ำเย็นลงบนกองไฟ ลมปราณที่พลุ่งพล่านอยู่ก่อนหน้าค่อย ๆ สงบลง
“ข้าไม่อยากรู้ ไม่ว่ามันจะมีความหมายเช่นไร”
ท่านอาวุโสหนึ่ง… ไม่มีทางเหยียบย่างเข้าไปในที่แห่งนั้นได้ เพราะหากเขาเคยเห็นมันมาก่อน เขาคงไม่มีทางยืนอยู่ตรงนี้ได้อีก
ข้าไม่รู้ว่าเขาฝันเพ้อเจ้อเรื่องอะไรอยู่
“หากท่านอยากฝัน ก็จงฝันต่อไปเงียบๆ เถิด”
การฝันเป็นสิทธิ์ของทุกคน และข้าเข้าใจดีว่าที่บิดาปล่อยให้เขาโลดแล่นอยู่อย่างเสรี ก็เพราะเหตุผลนี้เอง
เขาหัวเราะเบาๆ ราวกับเยาะหยันคำพูดของข้า
“แล้วถ้าข้าไม่หยุดฝันล่ะ เจ้าจะทำอย่างไร?”
“ใครจะรู้ล่ะขอรับ…”
แม้ว่าเขาจะตาบอดเพราะความทะเยอทะยาน ก็ใช่ว่าข้าจะยื่นเหตุผลให้เขาใช้ได้ง่ายๆ
ต่อให้สำนักกู่ซอนจะมีคุณค่าและบทบาทสำคัญเพียงใด ข้าก็ไม่รู้หรอกว่าบิดาจะยอมอดทนกับเขาไปได้ถึงเมื่อใด และท่านอาวุโสหนึ่งก็ย่อมรู้ข้อนั้นดี
นั่นจึงเป็นเหตุที่เขายังไม่กล้าก้าวข้ามเส้น ด้วยการกระทำใดๆ ที่จะส่งผลชัดเจน
“ท่านรู้ไหมขอรับ”
ข้าจ้องเข้าไปในดวงตาของเขา ก่อนจะกล่าวต่ออย่างชัดถ้อยชัดคำ
“หมาตัวหนึ่งที่เคยเฝ้าบ้านไว้ดีๆ… พอแก่ตัวลง มันกลับเริ่มหันมาแยกเขี้ยวใส่เจ้าของซะอย่างนั้น”
ข้าปล่อยให้คำพูดนั้นค้างอยู่อย่างจงใจ และเสริมด้วยอารมณ์เสียดเย้าจากอดีตชาติของตน
เพราะหากจะพูดแค่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง มันก็คงน่าเบื่อเกินไป
“หมา… อย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ขอรับ หมานั่นแหละ”
พร้อมกันนั้น… มุมปากของข้าก็ยกขึ้นเล็กน้อยโดยไม่พูดอะไรอีก
“แต่เพราะว่าหมานั่นมันเคยเฝ้าบ้านมาก่อน ข้าก็เลยอดทนไว้… จนกระทั่งวันหนึ่ง มันกลับหันมากัดเจ้าของซะเอง”
“แล้วไงต่อล่ะ?”
“ท่านรู้ไหมว่ามันจบยังไง?”
“ไม่รู้สิ”
จุดจบของท่านอาวุโสหนึ่งในชาติก่อนก็เกิดขึ้นในฤดูเดียวกับตอนนี้นี่แหละ ข้ายังจำได้ดี เพราะวันนั้นแม้จะเป็นฤดูใบไม้ร่วงแต่กลับร้อนผิดปกติ
ผู้นำตระกูลกู่ในตอนนั้นโกรธเกรี้ยวเป็นฟืนเป็นไฟ เปลวเพลิงแห่งโทสะที่เขาปล่อยออกมานั้นรุนแรงราวกับแผดเผาท้องฟ้า
“มันถูกถอนเขี้ยวทั้งหมด แล้วเผาทั้งเป็น”
ถ้ามันหยุดแค่การขู่คำราม ก็คงพอให้อภัยกันได้บ้าง… แต่มันดันข้ามเส้นไปไกลเกิน
เพราะอะไรรึ?
ก็เพราะมันกล้าลงมือกับสายเลือดของตระกูลยังไงล่ะ
ในตอนนั้นเป็นบิดาของข้าที่ลงมือเอง แต่คราวนี้… บางทีข้าอาจเป็นคนลงมือก่อนก็เป็นได้
ยิ่งไปกว่านั้น เหตุการณ์ในอดีตชาตินั้นยังเป็นสิ่งที่ข้าถนัดอย่างยิ่งเสียด้วย
หากแต่มีเหตุผลชอบธรรมมาเป็นข้ออ้างเท่านั้นเอง และดูเหมือนว่าเวลานั้น กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้
ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงยังสามารถตอบอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มได้
“ก็แค่เรื่องเล่าเท่านั้นน่ะขอรับ”
“…เรื่องเล่าที่น่าสนใจทีเดียว”
“จริงไหมล่ะ? หวังว่ามันจะเป็นแค่เรื่องเล่าตลอดไปก็แล้วกัน”
แม้แววทะเยอทะยานในแววตาของเขาจะยังเห็นได้ชัด ทว่าอารมณ์ที่แท้จริงกลับถูกปิดซ่อนไว้อย่างแนบเนียน
หรือบางทีเขาอาจกำลังโกรธอยู่ภายใน เพราะถูกเด็กหนุ่มผู้หนึ่งปั้นหน้าเรียบเฉยเหยียดหยามอย่างไร้มารยาท
“เป็นเรื่องเล่าที่สนุกทีเดียว ขอบใจมาก”
ทว่าท่านอาวุโสหนึ่งกลับแย้มยิ้มราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และจากรอยยิ้มนั้นข้าก็เข้าใจบางอย่างได้ชัดเจน ความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคน ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมได้
◇◆
และเมื่อเวลาปัจจุบันกลับมา… ข้าที่ได้เห็นกู่จอลยอบก็อดคิดอะไรหลายอย่างไม่ได้
“…เฮ้อ”
หรือบางที… มันอาจเป็นผลพวงจากการสนทนากับท่านอาวุโสหนึ่งเมื่อครู่นั้น ทำให้ข้าย้อนนึกถึงคำพูดของบิดาที่ว่า “เข้าใจแล้ว” ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ข้าแค่อยากรู้ว่าท่านจะจัดการอย่างไรเท่านั้นเอง
“เจ้ามาที่นี่ทำไม?”
“…มีรับสั่งให้ข้ามาดูแลท่านคุณชายใหญ่”
“เจ้ารึ? มาดูแลข้า?”
“…ขอรับ”
หรือว่านี่เป็นฝีมือของท่านอาวุโสหนึ่ง? แต่ถ้าไม่มีคำอนุญาตจากบิดาข้าแล้ว เรื่องเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ แสดงว่าบิดาก็ต้องมีส่วนรู้เห็นอยู่ด้วย
“ตัวประกันสินะ”
“…”
เมื่อข้าพูดเช่นนั้นกู่จอลยอบก็หลบสายตาไป ดูท่าเจ้าตัวเองก็คงรู้ดีอยู่แล้วว่าตนถูกใช้เป็นอะไรในเรื่องนี้
“นานแล้วสินะ?”
“…ขอรับ”
ข้าจ้องเขาอย่างไม่ลดละ ทว่าเจ้าตัวกลับไม่กล้าสบตากลับมา หรือเพราะเรื่องครั้งก่อนกันนะ?
‘ข้าก็ไม่ได้ซ้อมเขาหนักขนาดนั้นเสียหน่อย’
ข้าไม่ได้หักกระดูกหรือทำให้พิการสักหน่อย ยังอุตส่าห์ปล่อยตัวกลับไปอย่างเรียบร้อยด้วยซ้ำ
เมื่อเทียบกับคำพูดที่หลุดจากปากข้าในตอนนั้น ถือว่าข้าเมตตาเขาเกินควรเสียด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนกู่จอลยอบจะไม่ได้คิดเช่นนั้น
“คุณชาย…”
ถังโซยอลย่างเท้าเข้ามาใกล้อย่างเงียบเชียบ สายตาของนางเต็มไปด้วยความระแวดระวังขณะมองไปยังกู่จอลยอบ
‘ว่าไปแล้ว… พวกเขาเคยเจอกันมาแล้วสินะ’
อันที่จริงก็ใช่ เพราะเรื่องที่ข้าเผลอทำไปตอนโมโหในตอนนั้น พวกเขาสองคนจึงเคยเจอกันแล้ว และนั่นก็เป็นเหตุให้นางมาถามเอาเรื่องกับข้าทีหลังด้วย
เมื่อกู่จอลยอบเห็นถังโซยอล เขาก็ก้มหัวลงเล็กน้อยเพื่อทักทาย
“พบกันอีกครั้งนะขอรับ คุณหนูถัง”
“…สวัสดี”
แม้จะเป็นกู่จอลยอบชายหนุ่มรูปงามในสายตาใครต่อใคร แต่เมื่อเขาเอ่ยคำทักทายออกไป ถังโซยอลกลับเพียงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยสีหน้าไม่ประทับใจ
“นายน้อย!”
ในช่วงจังหวะนั้น วีซอลอาก็วิ่งเข้ามาอย่างร่าเริง
หลังจากที่ได้ออกเดินทางด้วยกันในคราวก่อน สีหน้าท่าทางของนางก็ดูสดใสมากขึ้นตลอด
“พี่บีอากำลังหลับอยู่เลยค่ะ!”
“ก็คงไม่พ้นแบบนั้นหรอก”
ตามที่เคยพูดไว้ก่อนหน้านี้ นัมกุงบีอาเลือกที่จะร่วมเดินทางไปด้วย เห็นว่านางไปรออยู่บนรถม้าก่อนแล้วและคงเผลอหลับไปทันที
“อ๊ะ! สวัสดีค่ะ!”
เมื่อวีซอลอาเห็นกู่จอลยอบก็ทักทายทันทีด้วยรอยยิ้ม
พอกู่จอลยอบได้ยินเสียงนาง เขาก็สะดุ้งเฮือกคงนึกถึงตอนก่อนที่เคยโดนซ้อมเพราะดันไปแสดงท่าทีไม่เหมาะสมใส่วีซอลอาเข้า ข้าหรี่ตาและถามเขาด้วยเสียงราบเรียบ
“แล้วเจ้าจะตามไปด้วยในฐานะอะไร?”
“ขอรับ?”
“ข้าถามว่า…บทบาทของเจ้าคืออะไร?”
ประเด็นที่บอกให้มาดูแลข้าก็ส่วนหนึ่ง แต่เขาต้องมีเหตุผลชัดเจนกว่านั้นที่จะร่วมเดินทางไปด้วย ดูเหมือนเขาจะเข้าใจสิ่งที่ข้าถาม กู่จอลยอบจึงหยิบเอาหนังสือคำแนะนำเล่มหนึ่งออกมาให้ดู
เป็นจดหมายแนะนำตัวเพื่อร่วมเข้าร่วมสมัชชามังกรหงส์และชื่อของผู้เขียนคำแนะนำในนั้นก็คือกู่ชอลอึน หรือก็คือบิดาของข้า
เมื่อเห็นเช่นนั้น ข้าถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วครู่
“…หืม?”
ไม่ใช่ฝีมือของท่านอาวุโสหนึ่งแต่เป็นของบิดาข้าอย่างนั้นหรือ?ข้าจ้องกู่จอลยอบด้วยสายตาไม่เชื่อสายตาตนเองและดูเหมือนเขาเองก็เช่นกัน
สีหน้าเขาเหมือนคนที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนมาทำอะไรอยู่ที่นี่
“…ตลกชะมัด”
“อะไรล่ะ?”
เสียงหนึ่งแทรกเข้ามาอย่างกะทันหัน พอหันไปมองก็เห็นว่ากู่หลิงฮวากำลังจ้องมาทางนี้ด้วยดวงตากลมโต
“มานานแล้วรึ?”
“เพิ่งมาถึง…”
“มาส่งข้าเรอะ?”
“เปล่า แค่เดินผ่านมาน่ะ”
ขอเสริมหน่อย… ที่นี่ห่างจากเรือนพักของนางพอสมควรเลย
“จะออกเดินทางแล้วเหรอ?”
“ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น”
“แล้วเมื่อไหร่จะกลับมา…”
น้ำเสียงของนางแผ่วลงจนแทบกลายเป็นเสียงกระซิบ ข้าได้แต่หันไปมองหลิงฮวาด้วยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
ดูเหมือนกู่หลิงฮวาเองก็รู้สึกได้ว่าคำพูดของตนแปลกประหลาด เพราะใบหน้าของนางแดงก่ำขึ้นมาทันที และทำได้เพียงจ้องมองพื้น
ข้าเกือบหลุดหัวเราะออกมา แต่ก็พยายามกลั้นไว้พลางตอบกลับไป
“ก็ไม่รู้สิ… ไม่น่าจะนานนักหรอก”
อย่างน้อยก็คงไม่กินเวลานานเท่าตอนที่ไปสำนักฮวาซานแน่ แต่ระหว่างนั้นกู่หลิงฮวาจะยังอยู่ในตระกูลหรือเปล่านะ?
‘ถ้ากลับมาก็คงยังเจออยู่ละมั้ง’
ก็เคยบอกว่าจะอยู่ที่นี่อย่างน้อยครึ่งปีนี่นา
ระหว่างที่ข้ากำลังครุ่นคิดอยู่ หลิงฮวาก็พูดต่อด้วยเสียงแผ่วเบา
“…ฮยอกีคงจะถามถึงพี่บ่อยแน่เลย”
“หา?”
เมื่อกี้ว่าไงนะ?
“ฮยอกีคือใครนะ?”
“หืม? ทำไมเหรอ?”
“ข้าแค่อยากรู้ว่าทำไมถึงเรียกกันสนิทขนาดนั้นน่ะ”
“อยู่ๆ จะถามทำไมเนี่ย?”
ฮยอกี… เดี๋ยวก่อนนะ อย่าบอกนะว่าเป็นคนนั้นที่ข้ารู้จัก!?
“นี่เจ้าสนิทกับหมอนั่นมากรึ?”
“ก็ไม่ได้สนิทอะไรหรอก แต่เพิ่งเจอกันเมื่อวานนี้น่ะ”
“ว่าไงนะ?”
“อาจารย์ข้ากับหมอเทวดาเขานัดกันไปกินข้าวน่ะ”
“…แล้ว?”
“แล้วอะไรล่ะ ก็แค่นั่งกินข้าวด้วยกันแค่นั้นเอง…”
ไม่สนิทแล้วกินข้าวด้วยกันเนี่ยนะ? ข้าเหลือบตามองหลิงฮวาด้วยสายตาเย็นเฉียบ แต่นางก็แค่จ้องกลับมาเหมือนกับว่า “แล้วมันแปลกตรงไหน?”
“ดูท่าข้าคงต้องไปเจอหน้าฮยอกีสักหน่อยแล้วล่ะ”
“ไปทำไม?”
“จะเริ่มสนิทกับเขาซะหน่อยไงล่ะ”
“แต่ฮยอกีบอกว่าเขาก็สนิทกับพี่อยู่นะ”
“ใช่เลย เพราะงั้นถึงต้องสนิทให้มากกว่าเดิม”
ฮยอกีของข้า…
วันนี้ไม่ได้เจอหน้า เจ็บใจนักเชียว
ในตอนที่หัวใจข้ากำลังปั่นป่วนอยู่นั้น มูยอนก็เดินเข้ามาหา
“คุณชาย ข้าจะไปขนของต่อแล้วนะขอรับ”
“ยังเหลืออีกเยอะหรือ?”
“เหลือแค่ของกินแล้วก็เสร็จแล้วขอรับ”
พอดีเป็นของหนักเลยสินะ
ข้าหันไปมองกู่จอลยอบที่ยังยืนอึ้งไม่หาย
“เฮ้”
“ขะ…ขอรับ?”
“มัวทำอะไรอยู่”
“เอ๊ะ? ทะ…ท่านหมายถึงอะไรหรือขอรับ?”
“เจ้าจะยืนเอ้อระเหยอยู่ทำไมล่ะ ไปช่วยเขาขนของสิ”
ไม่ว่าคำสั่งนี้จะมาจากท่านอาวุโสหนึ่งหรือแม้แต่บิดาของข้าก็ตาม ข้าไม่สนหรอก
ไหนๆ ก็ส่งมาหาข้าแล้ว ข้าก็จะใช้ให้คุ้ม
เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว… บอกได้เลยว่ากู่จอลยอบจะต้องถูกข้าขูดรีดอย่างหนักตลอดการเดินทางครั้งนี้แน่
พลางคิดพลางลูบศีรษะวีซอลอาที่ยืนอยู่ข้างกายข้าอย่างไร้เดียงสา
ข้าสงสัยเหลือเกินว่า…กู่จอลยอบจะรู้ไหมนะ… ว่าข้าน่ะเป็นคนที่แค้นฝังใจไม่รู้ลืมเลยทีเดียว