สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 57 ไม่ว่าเมื่อใด เจ้าก็ไม่เคยปกติเลย! (1) ༻
- Home
- สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า
- ༺ บทที่ 57 ไม่ว่าเมื่อใด เจ้าก็ไม่เคยปกติเลย! (1) ༻
‘นี่มันอะไรกันอีกล่ะ…?’
ข้าได้แต่ยืนอึ้งอยู่กับที่
ยัยบ้านั่นมาทำอะไรที่นี่!?
ที่นี่ไม่ใช่ซานซี และก็ไม่ใช่ส่านซี
มันเป็นเพียงแค่เทือกเขาที่ไม่มีแม้แต่ชื่อ
แล้วการที่ข้าได้พบกับนัมกุงบีอาที่นี่… มันเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลตรงไหนกัน!?
“นี่มัน….”
ข้ากำลังจะถามออกไปว่ามันเป็นเรื่องบ้าบออะไรกันแน่ แต่ก็ยังมีบางอย่างที่ต้องให้ความสำคัญก่อน
พลังปราณที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ทำให้ข้ารู้ได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ศิษย์ของสำนักฮวาซานที่เห็นยองพุงถูกซัดกระเด็นไป ต่างก็ชักกระบี่ของตนออกมาทันที
พวกเขาตัดสินใจมองนัมกุงบีอาเป็นศัตรู และกำลังจะลงมือควบคุมหรือสังหารนาง!
ข้ายังไม่มีเวลาพอจะคิดหาวิธีจัดการกับสถานการณ์นี้ แต่ที่แน่ๆคือ ข้าไม่มีทางพุ่งเข้าไปขวางพวกเขาได้แน่นอน
ดังนั้นสิ่งเดียวที่ข้าทำได้ในตอนนี้คือ
“โอ๊ะ! ไม่เจอกันนานเลยนะ!”
“…?”
คำทักทายที่จู่ๆ ก็หลุดออกไป ดูเหมือนจะได้ผลดีเกินคาด
ศิษย์ของฮวาซานที่กำลังจะจ้วงแทงหยุดชะงักกลางคัน ก่อนที่ปลายกระบี่จะทันได้แตะต้องตัวนัมกุงบีอา
“พี่หญิง!”
ในจังหวะนั้น วีซอลอาก็พุ่งเข้าไปกอดนัมกุงบีอาอย่างไม่ลังเล
แม้ว่าจะดูเหมือนนัมกุงบีอาจะตกใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่นางก็วางมือลงบนศีรษะของวีซอลอา และลูบเบาๆ อย่างอ่อนโยน
ด้วยความที่รูปร่างของนัมกุงบีอาค่อนข้างสูง วีซอลอาจึงสามารถซุกเข้าไปในอ้อมแขนของนางได้อย่างพอดี
“สหายน้อยกู่ ท่านรู้จักนางหรือ?”
ชินฮยอนเดินเข้ามาถามข้าด้วยสีหน้าสงสัย
ข้าควรตอบเขาอย่างไรดี?
บอกไปแค่ว่าเป็นคนรู้จักธรรมดาดีหรือไม่?
‘ยัยนี่โผล่มาได้ยังไงกันแน่…’
หลังจากที่เราแยกจากกัน ข้าก็คิดว่าไม่น่าจะได้เจอนางอีกในเร็วๆนี้
อย่างมากก็อาจจะได้พบกันอีกครั้งตอนที่มีเรื่องเกี่ยวกับ พันธะสัญญาหมั้นหมายเท่านั้น
แต่ใครจะไปคิดว่า
ข้าจะมาเจอนางในที่แบบนี้!?
ในหุบเขารกร้างห่างไกลผู้คนแบบนี้!?
‘…นางตั้งใจมาตามหาข้าหรือ?’
ไม่น่าจะใช่
นัมกุงบีอาเป็นพวกหลงทิศตัวฉกาจ!
บอกให้ไปทางตะวันออก นางก็คงเดินไปทางตะวันตก
ถ้าหากเราได้พบกันโดยบังเอิญ ยังถือว่าน่าเชื่อมากกว่า
แต่นางไม่มีทางที่จะสามารตามหาใครสักคนได้แน่นอน เพราะนางไม่ใช่คนที่สามารถ หาทางไปที่ไหนเองได้เลย!
“สหายน้อย?”
“อ่า…”
ข้าที่มัวแต่จมอยู่กับความคิดของตัวเอง จนลืมตอบคำถามของชินฮยอน
ก่อนอื่น ข้าควรหาทางบ่ายเบี่ยงไปก่อน
แล้วค่อยถามนัมกุงบีอาว่า นางมาทำอะไรที่นี่กันแน่!?
“ก็แค่คนรู้จักนิดหน่อย…”
“คู่หมั้น”
“…หืม?”
[เจ้าว่าอะไรนะ?]
เสียงของนัมกุงบีอา ที่แทรกขึ้นมากลางคันทำให้บรรยากาศที่เคยวุ่นวายรอบข้างเงียบกริบลงในทันที
“…เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
ข้ามั่นใจว่าตนเองคงฟังผิดไป จึงหันไปถามนางอีกครั้ง
นัมกุงบีอาเอียงศีรษะเล็กน้อยเหมือนไม่เข้าใจว่าข้าถามทำไม
ข้าคงฟังผิดไปสินะ? เมื่อกี้คงเป็นแค่เรื่องไร้สาระเท่านั้น
“ข้าบอกว่า เป็นคู่หมั้น”
…ชัดเจนเลยว่า ข้าไม่ได้ฟังผิด
ไม่ใช่แค่ข้าคนเดียวที่ตกตะลึง ศิษย์ฮวาซานที่อยู่รอบๆ ต่างก็อ้าปากค้างกันหมด
โดยเฉพาะสายตาของพวกบุรุษที่จ้องมองข้านั้น… แหลมคมราวกับกระบี่!
‘…อย่าหลงใหลในรูปลักษณ์ของนางนักเลย พวกเจ้า’
ถึงข้าจะคิดเช่นนั้น แต่ข้าก็ต้องยอมรับว่าความงามของนัมกุงบีอาเป็นเรื่องจริง
แม้ข้าจะเห็นรูปลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบของนางจนเบื่อในชาติก่อน แต่มันก็เป็นสิ่งที่ไม่น่าเบื่อจริงๆ
หากเป็นข้าในชาติก่อน ตอนที่ได้ยินคำว่าคู่หมั้นจากปากของนัมกุงบีอา บางทีข้าอาจน้ำลายไหลก็เป็นได้
แม้ว่าตอนนี้นางจะอยู่ในสภาพที่เต็มไปด้วยฝุ่น ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงหรือแม้แต่ชุดยุทธที่ฉีกขาดและสกปรกราวกับเศษผ้า แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความงามของนางลดลงเลยแม้แต่น้อย
ดวงตาสีฟ้าสุกใสราวกับอัญมณี จับจ้องมาที่ข้าโดยตรง
ถึงแม้ว่าตอนนี้นางจะไม่ได้ยิ้ม แต่ข้าก็ยังจำรอยยิ้มของนางเมื่อครู่ได้อย่างชัดเจน
‘…นางก็มีมุมที่ยิ้มได้เหมือนกันสินะ’
ในชาติที่แล้ว ข้าไม่เคยเห็นนางยิ้มเลย
ข้าจำได้เพียงภาพของนางที่มีใบหน้าราบเรียบไร้อารมณ์ ขณะที่กำลังกวาดล้างศัตรูด้วยกระบี่
แม้จะทำให้ข้าหงุดหงิด แต่นางในตอนที่ยิ้ม ก็งดงามไม่น้อย
“พี่หญิง!”
วีซอลอาซึ่งเอาใบหน้าไปซุกอยู่กับอกของนัมกุงบีอามาได้สักพัก เงยหน้าขึ้นมาถาม
“อืม?”
“ท่านมาได้อย่างไร?”
“ข้ามาตามหา…”
“ตามหาใครหรือ?”
นัมกุงบีอาค่อยๆ ยกมือขึ้น และชี้มาทางข้า
…นางมาตามหาข้าจริงๆ อย่างนั้นหรือ?
‘นางหาทางมาที่นี่ได้ยังไงกัน!?’
ปกติแล้ว หากต้องข้ามแม่น้ำ นางคงจะเลือกปีนเขาแทน และหากต้องข้ามภูเขา นางก็คงจะเลือกกระโดดลงแม่น้ำ นางเป็นมนุษย์ที่หลงทิศหนักที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบ!
มนุษย์ที่ไม่สามารถแยกแยะทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก ตะวันตกได้… นางหาทางมาหาข้าจริงๆ อย่างนั้นหรือ?
[ไอ้เด็กเวรเอ๊ย…]
ตาแก่ชินที่เงียบมานาน จู่ๆ ก็สบถออกมา
‘…ท่านจะหาเรื่องข้าไปทำไมกัน?’
[เจ้าเห็นนางแล้วยังไม่มีความคิดอะไรขึ้นมาเลยหรือ? ถ้าเช่นนั้น แสดงว่าเจ้าไม่ได้ไม่ตัด(จุ๊ดจู๋)ออกไป แต่เจ้ามันไม่มีมันตั้งแต่แรกเลยต่างหาก!]
‘ท่านจะลามกเกินไปแล้วนะ!’
[ไปลงนรกซะเถอะ ไอ้เด็กเวร!]
ข้าตัดสินใจเมินคำพูดของตาแก่ชินไปโดยสิ้นเชิง
…ทำไมอยู่ๆ ตาแก่นี่ถึงหาเรื่องข้าได้นะ?
ข้าเดินเข้าไปหานัมกุงบีอา แล้วเอ่ยถามตรงๆ
“คุณหนูแห่งตระกูลนัมกุง ท่านมาหาข้าจริงๆ หรือ?”
“อืม”
“ทำไม?”
“เพราะข้าอยากพบเจ้า”
…หา?
เมื่อครู่… นางพูดว่าอะไรนะ?
[เจ้ามันสมควรถูกฟ้าผ่าตายจริงๆ ไอ้เด็กเวรเอ๊ย!]
‘ข้าอ้อนวอนท่านแล้ว ได้โปรดเงียบสักครู่เถอะ!’
[เวรกรรมจริงๆ ! พวกวิญญาณหายไปไหนหมด? ทำไมถึงไม่มีใครมาลากเจ้าไปซะที… อ่า ข้าก็เป็นวิญญาณนี่นา!]
ข้าแทบจะสติแตกไปชั่วขณะกับคำพูดของนัมกุงบีอา
นางเป็นบ้าไปแล้วหรือ?
จู่ๆ ก็โผล่มาพูดอะไรไร้สาระแบบนี้ได้อย่างไรกัน?
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ”
“คุณชาย”
ก่อนที่ข้าจะพูดจบ วีซอลอาก็เดินออกจากอ้อมแขนของนัมกุงบีอา และเข้ามาหาข้า
เพราะนางเอาใบหน้าไปซุกอยู่กับเสื้อนัมกุงบีอานานเกินไป รอยฝุ่นจึงเปื้อนใบหน้าของนางเล็กน้อย
“อะไร?”
“คู่หมั้นคืออะไรหรือเจ้าคะ?”
“…หา?”
คำถามของนางทำให้ข้าชะงักไป
คู่หมั้นคืออะไรหรือ?
ข้าก็ไม่รู้จะตอบยังไงเหมือนกัน…
ดวงตาของวีซอลอาเป็นประกายใสซื่ออย่างแท้จริง ดูเหมือนว่านางไม่เข้าใจความหมายของคำนี้เลยจริงๆ
แล้วข้าควรตอบนางว่าอย่างไรดี?
“คู่หมั้นก็คือ…”
เหตุใดแค่จะตอบคำถามง่ายๆ ถึงได้รู้สึกเหมือนกำลังก่ออาชญากรรมกันนะ?
ข้ารู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ และในขณะที่ข้ากำลังหาคำตอบให้กับคำถามนั้น
เสียงพุ่มไม้ไหวก็ดังขึ้น ก่อนจะมีเงาของใครบางคนโผล่ออกมา
“…โอ้ย… ข้าเมื่อยหลังไปหมด”
เจ้าคนนั้นที่ปรากฏตัวออกมาคือยองพุง ที่พึ่งกระเด็นปลิวไปเมื่อตะกี้!
ยองพุงเดินออกมาพร้อมกับลูบหลังตัวเองเบาๆ ก่อนจะชะงักไปเมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แปลกประหลาดรอบตัว
“…เอ่อ นี่มันสถานการณ์อะไรกัน?”
เขากวาดตามองไปรอบๆ จนสายตาหยุดลงที่ นัมกุงบีอา
ทันทีที่ดวงตาอันว่างเปล่าของนางจับจ้องมาที่เขา ยองพุงก็สะดุ้งสุดตัว ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งกับพื้นทันที
ข้าหรี่ตามองเขาอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติอย่างมาก
“…หืม?”
ใบหน้าของยองพุงแดงก่ำ ตั้งแต่แก้มจนถึงใบหู
สายตาของเขาสั่นระริกอย่างรุนแรง เหมือนพยายามไม่มองอะไรบางอย่าง
…ข้าคุ้นเคยกับสีหน้าท่าทางแบบนี้
‘อา!’
ข้าพอจะเข้าใจแล้ว
มันเป็นสีหน้าเดียวกันกับที่กู่จอลยอบ เคยทำตอนที่เห็นวีซอลอา แล้วน้ำลายไหลนั่นเอง
…อย่าบอกนะว่า?
ข้าหรี่ตาลงมองยองพุงอย่างจับผิด
ในขณะที่ข้ายังประมวลผลเรื่องนี้ไม่ทันจบ ศิษย์คนอื่นๆ ของฮวาซานก็รีบกรูกันเข้ามาหายองพุง
“ศิษย์น้องยองพุง! รีบได้สติเร็วเข้า!”
“เดี๋ยวนะ ทำไมจู่ๆท่านถึงเป็นแบบนี้ล่ะ ศิษย์พี่?”
“หรือว่าหัวเจ้าฟาดอะไรเข้าตอนที่กระเด็นไปเมื่อครู่นี้?”
“เจ้าบ้าเรอะ? คนที่โดนค้อนเหล็กทุบยังไม่เป็นอะไรเลย เจ้านี่จะเป็นอะไรเพราะชนต้นไม้ได้ยังไง?”
“บางทีร่างกายอาจอ่อนแอเกินไป เราฆ่าไก่แล้วยกให้กินดีไหม?”
…การสนทนาของพวกเขาฟังดูแปลกๆ
ข้าเริ่มสงสัยว่านี่เป็นการรักษา หรือเป็นแค่ข้ออ้างในการกินไก่กันแน่
ในระหว่างนั้น ตาแก่ชินก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงแฝงแววสมเพช
[จบเห่แล้ว เจ้าหมอนั่นไม่มีทางรอดแล้ว]
‘หา?’
[ดูสายตาของมันสิ เจ้าหมอนี่หมดสิ้นแล้ว! แถมยังได้เห็นหญิงงามเช่นนี้อีก คราวนี้มาตรฐานของมันสูงเกินกว่าจะแก้ไขได้แล้วล่ะ]
…น่าสงสารจริงๆ
ข้าปล่อยให้พวกเขาวุ่นวายกันต่อไป ก่อนจะพูดขึ้นอย่างแผ่วเบา
“…แล้วตกลงเราจะประลองกันไหม?”
แน่นอนว่าไม่มีใครตอบข้า
…เวรเอ๊ย
◇◆
ตกกลางคืน
แต่ละวันผ่านไปเร็วเหลือเกิน
แต่เหตุใดหนทางไปส่านซี กลับดูไกลขึ้นเรื่อยๆ ข้าหาคำตอบให้เรื่องนี้ไม่ได้เลยจริงๆ
หลังจากที่ข้าไปล้างตัวคร่าวๆ ข้าก็เดินกลับไปที่จุดพักแรม
แม้ว่าการเปียกน้ำจะทำให้รู้สึกอึดอัด แต่โชคดีที่กระบวนท่าในวิชาของข้าสามารถช่วยให้ร่างกายแห้งเร็วขึ้น
ระหว่างที่เดินกลับ ข้าได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอยู่ใกล้ๆ
“…จะดีหรือไม่?”
“…ข้าว่ามันแปลกไปนะ”
ตรงบริเวณที่ข้ากำลังจะผ่านไป ดูเหมือนจะมีกลุ่มบุรุษมารวมตัวกันอย่างลับๆ…
ตอนแรกข้านึกว่าพวกนั้นเป็นศิษย์ของสำนักฮวาซาน
แต่เมื่อสังเกตให้ดี ข้ากลับพบว่ามีองครักษ์ของตระกูลกู่ปะปนอยู่ด้วย
พวกเขากำลังทำอะไรกัน?
ข้ามองตามสายตาของพวกเขาไป และสิ่งที่ปรากฏตรงหน้านั้นคือ…
นัมกุงบีอา
[พวกเจ้ามันบ้ากันหมดแล้ว…]
“เวรเอ๊ย!?”
จู่ๆ ตาแก่ชินที่เงียบไปนานก็ตะโกนลั่น
[บ้าไปแล้ว พวกมันบ้าไปกันหมดแล้ว!]
‘อะไรของท่าน?’
[เจ้าบื้อ! เจ้าเห็นนางแล้วไม่มีความคิดอะไรเลยจริงๆ หรือ!?]
ข้าเริ่มสงสัยว่าเขาหมายถึงอะไร แต่จริงๆแล้วข้ารู้คำตอบดีอยู่แล้ว
นัมกุงบีอา กำลังนั่งอยู่หน้าแคมป์ไฟ สนทนากับวีซอลอาอย่างสงบ
หลังจากอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า นางก็กลับมามีสภาพที่ดูเรียบร้อยขึ้นเพราะไม่มีเสื้อผ้าอื่นให้เปลี่ยน นางจึงต้องใส่ชุดของเหล่าข้ารับใช้
แต่เหตุใดกัน…
แม้ว่าจะเป็นเพียงชุดธรรมดา กลับดูหรูหราขึ้นมาทันทีเมื่อนางสวมใส่?
เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับข้ารับใช้คนอื่น นางกลับดูโดดเด่นราวกับเป็นคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์
นางที่งามอยู่แล้ว ยิ่งงามขึ้นไปอีกเมื่อสะอาดสะอ้าน
โดยเฉพาะเมื่อนั่งอยู่ข้างๆวีซอลอา ภาพนั้นช่างดูเหมือนภาพวาดอันวิจิตรจากพู่กันชั้นเอก
ข้าเริ่มเข้าใจว่าทำไมพวกบุรุษที่อยู่รอบๆ ถึงได้เอาแต่แอบมอง
‘…แต่ทำแบบนี้มันเหมือนพวกโรคจิตไปหน่อยนะ’
ข้าแอบคิดว่ามันดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่
“…ศิษย์พี่ ข้าไม่เคยเห็นสตรีที่งามขนาดนี้มาก่อนเลย พวกสตรีจากมณฑลอื่นก็งามกันเช่นนี้หรือ?”
“ตระกูลนัมกุงเป็นชนชั้นสูงของมณฑลอันฮุย… ศิษย์พี่หญิงแห่งวัดเส้าหลินก็มาจากอันฮุยมิใช่หรือ?”
“เช่นนั้นก็แปลว่า นางผู้นี้งามเป็นพิเศษน่ะสิ”
“…ศิษย์น้อง ข้าจะนำคำพูดนี้ไปบอกศิษย์พี่หญิงของเจ้าด้วยตัวเอง”
“หา? เดี๋ยวสิ ศิษย์พี่! ศิษย์พี่!?”
พวกเจ้าทำบ้าอะไรกันอยู่เนี่ย!?
“คุณชาย!”
เสียงหวานดังขึ้นก่อนที่ข้าจะทันได้ถอนหายใจ
วีซอลอาโบกมือให้ข้าพลางส่งยิ้มสดใส
ส่วนนัมกุงบีอา นางจับจ้องมาที่ข้า ตั้งแต่ตอนที่ข้ามองพวกบุรุษพวกนั้นแล้ว
ข้ากะจะเข้านอนแท้ๆ…
แต่บรรยากาศเช่นนี้ทำให้ข้ารู้ว่า ข้าไม่สามารถเมินเฉยแล้วจากไปได้
สุดท้ายข้าก็เดินเข้าไปหา
“กำลังทำอะไรกันอยู่?”
“ข้าคุยกับพี่หญิงอยู่น่ะค่ะ”
“คุยเรื่องอะไร?”
“เรื่องกบ!”
“…กบ?”
ความอยากรู้ของข้าสลายไปทันที…
ก็แค่เรื่องเกี่ยวกับกบว่ามันน่ากินหรือไม่น่ากิน ปริมาณมากหรือน้อย เท่านั้นเอง…
“ข้าเห็นกบที่ลำธารระหว่างเดินทาง สีมันสวยมากเลยเจ้าค่ะ!”
“อ่า… เรื่องสีสินะ”
…ขอโทษที ข้านึกว่ากำลังพูดถึงเรื่องกินซะอีก นี่แหละที่เขาว่าความคิดอคติเป็นอันตราย
นัมกุงบีอาที่ยังเงียบอยู่ยื่นบางอย่างมาให้ข้า มันคือซาลาเปา
“นี่อะไร?”
ข้ารับมันมาโดยอัตโนมัติ แล้วจึงถามขึ้น
“ซาลาเปา…”
“ข้ากำลังย่างปลาอยู่ตรงนั้น แล้วเหตุใดเจ้าถึงให้ซาลาเปาข้าแทน?”
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าชอบ”
“…อ่า เอ่อ ขอบใจ”
เดี๋ยวนะ นี่มันซาลาเปามาจากไหนกัน?
ข้าเดินทางมาตั้งหลายสิบวันแล้ว ทำไมจู่ๆถึงมีซาลาเปาโผล่มาได้?
ข้าลองกัดดูหนึ่งคำ
ดีที่มันยังไม่เสียหายและรสชาติยังโอเค
แม้ข้าจะซาบซึ้งกับน้ำใจของนัมกุงบีอา แต่ข้าก็ยังมีเรื่องที่ต้องถาม
“คุณหนูแห่งตระกูลนัมกุง”
“อืม?”
“ตอนนี้ท่านจะทำอย่างไรต่อไป?”
“หมายถึงอะไร?”
“พวกเรากำลังเดินทางไปสำนักฮวาซาน และทางกลับตระกูลของท่านยังอีกยาวไกล ข้าไม่รู้ว่าท่านตามหาข้ามาได้อย่างไร แต่นี่มันเป็นการเดินทางที่ไร้จุดหมายเกินไปหรือไม่?”
“ข้าอยากเจอ ”
“เก็บคำนั้นไว้เถอะ”
[เจ้าเวรเอ๊ย ข้าหวังว่าเจ้าจะถูกเผาตายซะจริงๆ !]
ข้าเพิกเฉยต่อคำสาปแช่งของตาแก่ชิน
นัมกุงบีอามองข้าด้วยสายตาว่างเปล่าเหมือนเคย
…นี่นางกำลังคิดอะไรอยู่นะ?
เพียงพริบตา นางก็พยักหน้าเบาๆและกล่าวออกมา
“ข้าจะเดินทางไปด้วย”
“…เดินทางไปไหน?”
ได้โปรดเถอะ เลิกพูดไม่ครบประโยคเสียที!
นางเป็นพวกชอบคิดอะไรเองในหัว แล้วก็ตัดสินใจพูดออกมาโดยไม่อธิบายอะไรให้คนอื่นเข้าใจ
ข้ารู้จักนิสัยเสียของนางดี ข้าจึงเลือกจะตีความเอาเองแทนที่จะเสียเวลาถามซ้ำ
“หมายถึงเดินทางไปสำนักฮวาซาน ใช่หรือไม่?”
“ไม่”
“…งั้นหมายถึงที่ไหนกัน?”
“ไปด้วยกันตลอด”
“…หา?”
“ข้าจะเดินทางไปกับเจ้าตลอด”
“…นี่เจ้าตัดสินใจเองหรือ?”
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
หัวข้าขาวโพลนไปชั่วขณะ
เดินทางไปด้วยกันตลอด ?
ไปกับใคร?
ไปกับข้า?
…แล้วข้าต้องตอบว่าอะไรล่ะเนี่ย!?
“ทำไมคุณหนูถึงต้องเดินทางไปกับข้าด้วย?”
“เพราะเจ้าเป็น คู่หมั้นของข้า”
“…นี่มันคำพูดบ้าอะไรของเจ้า?”
นางคิดว่า “คู่หมั้น” เป็นคำศักดิ์สิทธิ์หรือไร?
ข้ายังปวดหัวกับเรื่องนี้ไม่พอ พอเจ้าตัวมาป่วนตรงหน้าแบบนี้ มันยิ่งปั่นป่วนเข้าไปใหญ่
[เจ้าก็แค่รับๆไปสิ จะเรื่องมากไปทำไม? เจ้ามองหน้าตัวเองในกระจกบ้างหรือเปล่า? คิดว่าเจ้ามีสิทธิ์ปฏิเสธหญิงงามเช่นนี้หรือไง?]
‘ทำไมท่านต้องมาโจมตีข้าด้วยเรื่องหน้าตาเล่า!? ข้าก็ดูดีใช้ได้อยู่นะ!’
[ดูดี? เจ้ามันหน้าตาเหมือนตั๊กแตนตำข้าวไม่พอ ยังพูดจาไม่เข้าหูเอาอีก]
‘…ตั๊กแตนเรอะ?’
ให้ตายสิ ข้าคงต้องหาทางกำจัดเจ้าผีเฒ่านี่สักวัน
ข้าพยายามเมินคำพูดของตาแก่ชิน ก่อนจะถอนหายใจแล้วถาม
“แล้วเจ้าบอกทางตระกูลแล้วหรือยัง?”
“….”
“คุณหนู?”
“…บอกแล้ว”
โกหก
นางไม่ได้บอกใครแน่ๆ
ช่วงเงียบที่เกิดขึ้นก่อนตอบ มันบ่งบอกชัดเจน
คุณหนูจากตระกูลใหญ่ หนีออกจากบ้านงั้นหรือ?
นี่มัน… พฤติกรรมของเผิงอูจินชัดๆ !
“เจ้าบอกว่ามาเพื่อพบข้า”
“อืม”
“ทำไม? เจ้าต้องการอะไรจากข้าหรือ?”
[ถามอะไรของเจ้า!? เจ้าจะไม่รู้จริงๆน่ะหรือ?]
ทำไมเจ้าตาแก่ชินถึงได้หงุดหงิดนัก?
เสียงโวยวายในหัวข้าดังจนเริ่มจะปวดหัว
นัมกุงบีอาเงียบไปพักหนึ่ง แม้จะไม่ได้พูดอะไร ดวงตาของนางก็ยังคงจ้องมองมาที่ข้าไม่ละไปไหน นางกำลังครุ่นคิดอะไรอีกแล้วสินะ?
“…ข้าคือ ”
นางอ้าปากพูดออกมาแล้ว แต่ก่อนที่ข้าจะได้ฟังคำตอบ
“สหายน้อยกู่!”
เสียงตะโกนดังขัดขึ้นมา
ยองพุง โผล่มาพร้อมสีหน้าตื่นเต้น
“การประลองของพวกเราเมื่อครู่ยังไม่จบ! มาสู้กันต่อเถอะ!”
สีหน้าของเขาไม่ได้สดใสเหมือนก่อนหน้านี้ แต่ดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างในใจ
“…ไอ้นี่เป็นบ้าอะไรอีกล่ะเนี่ย?”
ข้าถอนหายใจ
เจ้าหมอนี่ก็ไม่ได้ปกติสินะ
ในตอนนี้ข้ามีความคิดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ข้าอยากกลับบ้านแล้ว…