สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 63 นี่ไม่ใช่ของเจ้า (2) ༻
ข้าคิดว่าหลังจากมาถึงอำเภอฮวาอึม ซึ่งเป็นที่ตั้งของสำนักฮวาซาน พวกเราคงจะขึ้นไปบนเขาทันที
แต่เมื่อมาถึง ก็พบว่าฟ้าเริ่มมืดแล้ว พวกเราจึงต้องหาที่พักก่อน
เพราะที่นี่เป็นเขตที่สำนักฮวาซาน มีอิทธิพลโดยตรง พอเห็นเหล่าศิษย์ในชุดชุดดอกเหมย ปรากฏตัว เจ้าของโรงเตี๊ยมรวมถึงคนงานต่างก็ออกมาต้อนรับอย่างแข็งขัน
ด้วยเหตุนี้ พวกเราจึงหาที่พักได้โดยง่าย
ชินฮยอน และพรรคพวกของเขาหาที่พักที่เหมาะสมให้ จากนั้นบอกว่าพรุ่งนี้จะลงมารับข้าขึ้นเขา พร้อมกับทิ้งศิษย์รุ่นที่สองบางคนไว้เป็นเพื่อนข้า ก่อนที่พวกเขาจะมุ่งหน้าไปยังฮวาซาน
ข้าถามไปว่า “เพราะเรื่องของวัตถุวิเศษไม่ใช่หรือ? ควรขึ้นไปตอนนี้เลยจะดีกว่าไหม?”
แต่คำตอบที่ได้รับคือ “ทำแบบนี้ปลอดภัยกว่า”
…ข้าไม่เข้าใจนักว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่ไหนๆ พวกเขาก็ยืนกราน ข้าจึงพยักหน้าตกลง
ความจริงแล้ว ข้าก็เหนื่อยพอดี และไม่มีความคิดจะปีนขึ้นเขาสูงลิบลิ่วในตอนนี้อยู่แล้ว
“ซาลาเปามาแล้ว~!”
พอได้นั่งลงที่โต๊ะ อาหารที่สั่งไว้ก็เริ่มทยอยมา
ข้าไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษนอกจากเติมกระเพาะให้เต็มก่อน ข้าหยิบซาลาเปาสองลูกมากัดอย่างเอร็ดอร่อย ขณะเดียวกันวีซอลอาก็ยื่นแก้วน้ำมาให้
พักนี้ดูเหมือนนางจะพยายามทำอะไรบางอย่างมากเป็นพิเศษ
“ขอบใจนะ แต่เจ้าก็กินบ้างสิ”
“ขะ…ข้าอิ่มแล้วค่ะ”
“…?”
ข้ามองนางด้วยสายตาที่ชัดเจนว่าโกหกกันชัดๆ
วีซอลอาพองแก้มขึ้นมาเล็กน้อยเหมือนเด็กดื้อ ข้าอดขำไม่ได้ จึงใช้มือกดแก้มทั้งสองข้างของนางลง
ปู๊วว !
เสียงออกมาจากปากนางอย่างขบขัน ข้าหัวเราะออกมาเสียงดัง ขณะที่วีซอลอาทำหน้ามุ่ยและเริ่มงอนขึ้นมาทันที
“หึ…ชิ!”
“ก็ได้ ขอโทษๆ ข้าจะไม่ทำอีกแล้ว”
…โกหกแน่นอน
ของแบบนี้ สนุกขนาดนี้ ใครจะปล่อยให้หลุดมือไปได้?
ขณะที่ข้ากำลังแกล้งวีซอลอาอยู่ยองพุง ก็ปรากฏตัวพร้อมถ้วยบะหมี่ ก่อนจะนั่งลงข้างๆ ข้า
“…น่าเสียดายจริงๆ ข้าน่าจะพาเจ้ามากินร้านที่อร่อยกว่านี้”
…หมายถึงร้านที่เขาเคยบอกว่าซาลาเปาอร่อยที่สุดในมณฑลส่านซีสินะ?
แม้ว่าข้าจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ข้าแค่ต้องการให้เรื่องทุกอย่างจบไวๆ จะได้รีบกลับไปที่ตระกูลกู่เสียที
“เจ้าไม่ขึ้นเขาพร้อมคนอื่นหรือ?” ข้าถามออกไป
ตอนที่ชินฮยอน และคนอื่นๆขึ้นไปบนฮวาซาน ยองพุงกลับเลือกที่จะอยู่ข้างล่างกับข้า
ทีแรกข้าคิดว่าเขาคงอยู่เพราะเรื่องของศิลาเมิ่งฮวา แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่แบบนั้น
“ไม่เป็นไรหรอก…”
ในแววตาของยองพุง มีบางสิ่งที่ดูไม่สบายใจ อย่างประหลาด
ข้าตัดสินใจว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรถามให้ลึกซึ้งนัก จึงแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไปก่อน
หลังจากกินไปได้สักพัก ข้าหันไปมองวีซอลอา นางยังคงตั้งใจเคี้ยวอาหารอยู่ ดูเหมือนจะพยายามกินให้มากกว่าปกติ
ขณะที่นางเพลินอยู่กับการกินนัมกุงบีอา ก็เลื่อนจานใส่อาหารบางอย่างให้นางเบาๆ
วีซอลอา”หึ!” ออกมาทันที
…พักนี้นางเป็นแบบนี้เสมอ
แต่ปัญหาคือ หลังจากแสดงท่าทางไม่พอใจออกไปแล้ว นางก็มักจะแอบเหลือบมองนัมกุงบีอาอย่างลังเล คล้ายกับว่าสำนึกผิด
…ถ้าจะเป็นแบบนั้นแต่แรก แล้วจะทำไปทำไมกัน?
แม้นางจะแสดงออกว่ารังเกียจ แต่มือนางก็ยังหยิบอาหารจากจานขึ้นมากินอย่างช้าๆ
…ดูเหมือนนางจะยังสับสนกับตัวเองอยู่
นางคงไม่พอใจอะไรบางอย่าง และพยายามแสดงออกว่าต่อต้าน แต่เพราะนิสัยที่อ่อนโยนของนาง ทำให้ทำแบบนั้นได้ไม่เต็มที่
[แบบนี้ก็น่ารักดีออก นิสัยแสดงออกมาชัดเจนขนาดนี้]
‘…หืม’
ข้าเผลอยกมือขึ้นลูบศีรษะของวีซอลอาโดยไม่รู้ตัว
พูดให้ถูกคือ ข้าแค่อยากลูบหัวนางเท่านั้น ไม่ได้มีเหตุผลอะไรเป็นพิเศษ
วีซอลอาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อข้าสัมผัสนาง ข้ากำลังจะชักมือกลับเพราะกลัวว่านางจะไม่ชอบ
หมับ!
…แต่วีซอลอากลับจับมือของข้าไว้แน่น ไม่ให้ดึงออก
‘…หมายความว่าอยากให้ข้าทำต่อสินะ?’
ข้าจึงค่อยๆ ลูบศีรษะของนางอย่างอ่อนโยน
พอสัมผัสได้ถึงเส้นผมที่นุ่มสลวย รอยยิ้มเล็กๆ ก็เริ่มปรากฏบนใบหน้าของนาง
[อย่างน้อยเจ้าก็ยังเป็นบุรุษจริงๆ นั่นแหละ]
‘จู่ๆ พูดอะไรออกมาเนี่ย?’
[เจ้าจะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้หรอก ร่างกายของเจ้ามันซื่อตรงกว่าที่คิดนะ]
หลังจากฟังคำพูดของตาแก่ชิน ข้าก็ตั้งใจฟังจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง
…มันเต้นแรงกว่าปกติจริงๆ
สมองของข้าอาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่ร่างกายดูเหมือนจะรับรู้สิ่งนี้ในแบบของมันเอง ข้าพยายามไม่สนใจและลูบศีรษะนางต่อไปอย่างแผ่วเบา
…แต่แล้ว ข้าก็รู้สึกได้ถึงสายตาของใครบางคน
“…หืม?”
ข้าหันไปมองที่ข้างๆวีซอลอา
นัมกุงบีอา กำลังยื่นหน้ามองมาด้วยดวงตาเบลอๆอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
หรือให้พูดให้ถูก
นางไม่ได้จ้องมองข้าโดยตรง แต่กำลังจ้องมองมือของข้า ที่กำลังลูบหัววีซอลอาอยู่
“มองข้าทำไม?”
ข้าถามออกไปอย่างงุนงง
นางไม่ได้ตอบอะไร…
เพียงแค่จ้องมองอยู่เงียบๆจนเริ่มรู้สึกกดดัน
นัมกุงบีอาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนที่นางจะค่อยๆ ลดสายตาลงช้าๆ
…
และนั่นทำให้ข้ามองเห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้านางได้ชัดเจน กลุ่มเส้นผมสีดำสนิทที่โค้งลงมาจนเผยให้เห็นกระหม่อมของนาง
[…โอ้โห]
ตาแก่ชิน อยู่ๆ ก็อุทานออกมาเหมือนกำลังทึ่งอะไรบางอย่าง
“อะไรของท่าน…?”
ข้าขมวดคิ้ว แต่แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า…หรือว่านางกำลังรอให้ข้าลูบหัว?
…ไม่น่าจะใช่กระมัง?
แต่ถ้าไม่ใช่ แล้วนางจะลดศีรษะลงแบบนั้นทำไม?
‘…ไม่น่าเป็นไปได้’
แม้จะยังไม่มั่นใจ ข้าก็ค่อยๆเลื่อนมือออกจากศีรษะของวีซอลอา แล้วเอื้อมไปทางนัมกุงบีอา
ข้าชะงักไปชั่วครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจลองดู
“…อ๊ะ”
วีซอลอาส่งเสียงออกมาคล้ายกับเสียดาย มือของข้าเกือบจะสัมผัสเส้นผมของนัมกุงบีอาแล้ว
แต่ทันใดนั้น…
“ชั้นสองมีใครอยู่รึ?”
เสียงหนึ่งดังขึ้น พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆเดินขึ้นบันไดมา
“เสียงนี้มัน…”
ยองพุงที่นั่งอยู่ข้างๆ ข้าสะดุ้งเฮือก
ข้าหยุดมือกลางคัน แล้วหันไปมองต้นเสียง นัมกุงบีอาเองก็หันไปมองทางบันไดเช่นกัน
จากปฏิกิริยาของยองพุง… ดูเหมือนว่าเขาจะรู้จักคนที่กำลังขึ้นมา
เมื่อข้าเห็นเครื่องแต่งกายของพวกเขา ข้าก็จำได้ในทันที พวกเขาสวมชุดเดียวกับยองพุง
‘…ศิษย์ของสำนักฮวาซานงั้นหรือ?’
นี่มันดึกมากแล้ว คนของสำนักฮวาซานมีเหตุผลอะไรถึงได้ลงจากเขาในเวลานี้?
ข้าไม่แน่ใจเรื่องกฎเกณฑ์ของพวกเขา แต่การลงมาเช่นนี้… อาจจะเป็นปัญหาก็ได้?
“…เอ๊ะ? นอกจากพวกเราแล้ว ยังมีใคร…”
ชายหนุ่มที่เดินนำหน้ามาหยุดชะงักทันทีเมื่อเห็นพวกเรา
หรือจะพูดให้ถูก เขาหยุดชะงักเมื่อเห็นยองพุงที่นั่งอยู่ข้างข้า
ยองพุงเองก็ลุกขึ้นทันทีเมื่อเห็นชายหนุ่มคนนั้น
“…ศิษย์พี่”
‘หืม’
ยองพุงเรียกเขาว่าศิษย์พี่ แสดงว่าชายหนุ่มคนนี้ก็คงเป็นศิษย์รุ่นที่สามของสำนักฮวาซานเหมือนกัน และนี่คงเป็นครั้งแรกที่ข้าได้เจอศิษย์รุ่นเดียวกับยองพุง
เมื่อเทียบกับศิษย์รุ่นที่สอง คนผู้นี้ดูอายุน้อยกว่าเล็กน้อย
“…ยองพุง”
ชายหนุ่มเอ่ยชื่อยองพุงออกมาด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความตกใจ
ข้าไม่เข้าใจ
การพบเจอศิษย์ร่วมสำนักมันเป็นเรื่องน่าประหลาดใจขนาดนั้นเลยหรือ?
“ศิษย์พี่ เป็นอะไรหรือ?”
ยองพุงถามกลับไปด้วยความสงสัย
“…ใครอยู่ที่นี่กันแน่?”
ไม่นาน ศิษย์ของสำนักฮวาซานที่เดินตามหลังมาก็ปรากฏตัว
แต่ทันทีที่พวกเขาเห็นยองพุง พวกเขาก็หยุดชะงักไปเหมือนกัน
‘…อะไรของพวกเขากัน?’
บรรยากาศรอบตัวเริ่มรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ก่อนที่ชายหนุ่มคนนั้นจะเอ่ยปากถามยองพุงอีกครั้ง
“…เจ้าจัดการเรื่องที่ได้รับมอบหมายเรียบร้อยแล้วหรือ?”
“ขอรับ…”
“แล้วอาจารย์อาท่านอื่นๆ อยู่ที่ไหน?”
“พวกท่านมีธุระจึงขึ้นไปก่อนแล้ว ส่วนอาจารย์อาชินบยอก และอาจารย์อาชินซอก อยู่ที่ชั้นอื่นขอรับ”
“อย่างนั้นหรือ…”
“…”
“…”
บทสนทนาหยุดลงโดยไม่มีใครพูดอะไรต่อ
แม้ว่าข้าจะไม่ใช่คนที่อ่านบรรยากาศเก่งนัก แต่ก็รู้ได้ว่าบรรยากาศตอนนี้มันอึดอัดชอบกล
[…ไม่น่าเชื่อเลย เจ้ายังมีความสามารถในการอ่านบรรยากาศกับเขาด้วยหรือ?]
‘…ตาแก่ชิน’
ยองพุงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบเรียกสติกลับมา แล้วหันมาทางข้า
“อ้อ! ท่านผู้นี้คือคุณชายกู่หยางชอน แห่งตระกูลกู่ ท่านเป็นแขกสำคัญของสำนักฮวาซานขอรับ”
เมื่อยองพุงแนะนำตัวข้า ชายหนุ่มตรงหน้าก็หันมามองข้าในที่สุด
หรือให้ถูกต้องกว่านั้น
เขามองนัมกุงบีอาก่อน แล้วมองวีซอลอา แล้วค่อยมองมาที่ข้า
…ไอ้พวกหมอนี่มัน…?
“อะ…ขอรับ ข้าเป็นศิษย์รุ่นที่สามของสำนักฮวาซาน…ยองซอง ขอรับ”
น้ำเสียงของเขาสั่นไหวชัดเจน
โดยเฉพาะดวงตาที่ลอบมองไปทางนัมกุงบีอาเป็นระยะ มันทำให้ข้ารู้สึกคุ้นๆ กับภาพนี้…
เหมือนกับตอนที่ยองพุงแอบมองนางเลยไม่ผิดเพี้ยน
[เลิกสนใจเด็กคนนั้นได้แล้ว สนใจคู่หมั้นของเจ้าจะดีกว่า]
‘หา?’
คำพูดของตาแก่ชินทำให้ข้าหันไปมองนัมกุงบีอาโดยอัตโนมัติ
และทันใดนั้น ข้าก็เห็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ นัมกุงบีอากำลังจ้องยองซองเขม็ง
…นางกำลังจ้องเขม็งอยู่จริงๆ หรือ?
หญิงสาวผู้ไร้ชีวิตชีวาคนนั้น กำลังใช้สายตาคมกริบแบบนี้มองใครบางคนงั้นหรือ?
แม้จะเป็นการแสดงออกที่เล็กมาก หากไม่สังเกตให้ดีคงไม่มีทางเห็น
แต่ข้าที่อยู่กับนางมาระยะหนึ่งแล้ว มั่นใจได้เลยว่านางกำลังจ้องเขาอยู่แน่ๆ
แต่มองแบบนั้นทำไมกัน…?
ดูเหมือนยองซองเองก็เริ่มรู้สึกตัวว่าเขากำลังทำตัวน่าขัน
เขาไอแห้งๆ ออกมาเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ
“ศิษย์อาจารย์คงมีเหตุผลที่มอบหมายแขกให้เจ้าดูแล เอาล่ะ พวกเราก็ต้องไปคารวะอาจารย์อาท่านอื่นเช่นกัน”
“ขอรับ…”
“เช่นนั้นขอตัวก่อน ขอให้ท่านพักผ่อนตามสบาย”
ยองซองทำความเคารพ ข้าก็พยักหน้ารับและตอบกลับตามมารยาท
ทันทีที่พิธีรีตองจบลง พวกเขาก็รีบออกจากที่นี่ไปทันที
ในแววตาของยองพุงที่ยืนข้างข้า ข้าสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่บรรยายออกมาได้ยาก และนั่นทำให้ข้านึกถึงคำพูดของเขาที่เคยบอกกับข้ามาก่อนหน้านี้
“ศิษย์คนอื่นๆ ไม่ได้ชื่นชอบการประลองกับข้านัก”
ข้าจำได้ว่าตอนที่เขาพูดประโยคนั้น ใบหน้าของเขาดูหดหู่อย่างเห็นได้ชัด
…เขาถูกกีดกันหรืออย่างไร?
“มังกรกระบี่ดอกเหมย” ของสำนักฮวาซาน…ถูกมองเช่นนี้?
ราวกับรู้ว่าข้ากำลังคิดอะไรอยู่ เสียงของตาแก่ชินก็ดังขึ้นมาในหัว
[…ก็เพราะพรสวรรค์ของเขามันสูงเกินไปไงล่ะ]
‘…อะไรนะ?’
[หากมีมังกรตัวหนึ่งโผล่มาในบึงที่มีเพียงฝูงปลาคาร์ฟ เจ้าคิดว่ามันจะสามารถกลมกลืนเข้ากับฝูงปลาเหล่านั้นได้ง่ายๆ งั้นหรือ?]
…ข้าเข้าใจความหมายของตาแก่ชิน
ยองพุงเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์เหนือกว่าคนอื่นมาก
หากเทียบกับอายุของเขา เขาน่าจะเป็นศิษย์ที่อายุน้อยที่สุดของรุ่น แต่กลับสามารถคว้าตำแหน่งกระบี่ดอกเหมย ของสำนักฮวาซานมาได้
สำหรับศิษย์ที่อยู่มาก่อน การที่มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งก้าวข้ามพวกเขาไปแบบนั้น คงเป็นเรื่องที่ทั้งกดดัน น่าหมั่นไส้ หรือกระทั่งน่ารำคาญ
ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มกีดกันเขาออกไปอย่างแนบเนียน
เสียงชิ! ชิ! ของตาแก่ชินดังขึ้นอีกครั้ง
[แต่ถึงอย่างนั้น… การที่ปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ แสดงว่าคนที่อยู่เหนือพวกเขาก็ไม่ได้ทำอะไรเลยสินะ สำนักนี้มันอะไรกัน… สมัยข้านี่ไม่เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น!]
‘แล้วทำไมท่านต้องวกกลับมาพูดเรื่องสมัยของท่านอีกล่ะเนี่ย?’
[เอ้อ! ไร้สาระ!]
แม้จะบ่นแบบนั้น แต่ข้าก็สัมผัสได้ถึงความผิดหวังและความเวทนา ในคำพูดของเขา
ข้าหลุบตาลงมองยองพุงเงียบๆ
เขากำลังยิ้ม แต่เป็นรอยยิ้มที่ดู…ฝืนเต็มที
ดูเหมือนเขาจะรู้ว่าข้ากำลังมองเขาอยู่ จึงรีบเปลี่ยนอารมณ์และพูดขึ้นด้วยเสียงสดใส
“มาทานต่อกันเถอะขอรับ!”
แม้จะพยายามพูดอย่างร่าเริง แต่หลังจากนั้นไม่นานบรรยากาศมื้ออาหารก็จบลงอย่างรวดเร็ว
ข้าเองก็อิ่มแล้ว นัมกุงบีอาก็เป็นคนกินน้อยอยู่แล้ว
ส่วนวีซอลอาแม้จะอยากกินต่อ แต่นางก็อ่านบรรยากาศออก เลยตัดสินใจวางตะเกียบลง
หลังจากจบมื้ออาหาร ยองพุงก็ขอตัวกลับไปหาศิษย์รุ่นที่สองที่พักอยู่ที่อื่น
ข้าเองก็กำลังจะลุกขึ้นกลับห้อง
แต่ทันใดนั้นนัมกุงบีอาก็เดินมาขวางข้าไว้
“คุณหนูนัมกุง?”
ข้าขมวดคิ้ว นางต้องการอะไร?
นางจ้องมาที่ข้า… คล้ายกับมีเรื่องจะพูด แต่ก็ลังเลไม่ยอมเอ่ยปากออกมา
[ไอ้หนู… แค่ยื่นมือออกไปก็พอแล้ว]
‘อะไรนะ?’
[อย่ามัวใช้สมองคิดให้วุ่นวาย เอื้อมมือออกไปก็พอ]
เสียงของตาแก่ชินฟังดูเหมือนหงุดหงิดขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
…ข้ารู้สึกว่าถ้าข้าไม่ทำตาม เขาคงจะบ่นใส่ข้ายาวแน่
ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจยื่นมือออกไปตามที่เขาว่า เมื่อข้ายกมือขึ้นนัมกุงบีอาก็เบิกตากว้าง แต่แทนที่จะหลบ นางกลับค่อยๆก้มศีรษะลงเล็กน้อย…เหมือนกับกำลังเตรียมรับสัมผัสจากมือของข้า
ข้าค่อยๆ ขยับมือเข้าไปใกล้ และตอนที่มือของข้าเกือบจะสัมผัสนางได้อยู่แล้ว…
“ปุ๊ง!”
มือของใครบางคนแทรกเข้ามาก่อน และลูบศีรษะของนัมกุงบีอาแทน
ข้ามองอย่างตกตะลึง
มันคือมือของวีซอลอา
“…?”
วีซอลอาขยี้ศีรษะของนัมกุงบีอาอย่างแรงจนนางดูตกใจไปชั่วขณะ
แต่เมื่อเห็นว่าเป็นวีซอลอา นางกลับย่อตัวลง เพื่อให้วีซอลอาสามารถลูบศีรษะได้สะดวกขึ้น
อาจเป็นเพราะว่านัมกุงบีอานั้นสูงกว่าผู้หญิงทั่วไป ส่วนวีซอลอายังตัวเล็กอยู่การที่นางต้องเขย่งเท้าเพื่อจะลูบศีรษะอีกฝ่ายดูน่าสงสารเกินไป
หลังจากลูบอยู่พักหนึ่ง วีซอลอาก็ปล่อยมือและถอยออกมา นัมกุงบีอาเองก็เงยหน้าขึ้นเช่นกัน
วีซอลอายิ้มกว้างด้วยความภาคภูมิใจ “ข้าทำให้แล้วนะ!”
เมื่อเห็นแบบนั้น นัมกุงบีอาก็ยื่นมือไปลูบแก้มของวีซอลอาเบาๆ จากนั้นนางก็หันมามองข้าอีกครั้งด้วยสีหน้าว่างเปล่าเช่นเคย
…ที่นางขวางข้าก่อนหน้านี้ก็เพื่อสิ่งนี้หรือ?
“ครั้งหน้า…”
นางเอ่ยขึ้นราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เงียบไป
จากนั้นก็เดินเข้าห้องไปโดยไม่พูดอะไรอีก
ข้ายืนนิ่ง…ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
[เจ้าเห็นหูของนางหรือไม่?]
‘หู?’
[หูของคู่หมั้นเจ้ามันแดงก่ำไปหมด]
“…หูของนัมกุงบีอา?”
ข้ามัวแต่ตกใจกับพฤติกรรมของนางจนไม่ได้สังเกตเลย
นางต้องการอะไรกันแน่?
ข้ากำลังคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่
“พี่สาวดีนะ…แต่…”
“หืม?”
ข้ายังไม่ทันคิดอะไรต่อ จู่ๆ วีซอลอาก็พึมพำอะไรบางอย่างออกมา
“แต่ว่า…ข้าไม่ให้พี่สาวหรอก”
เสียงของนางฟังดูหนักแน่นกว่าปกติ ข้ายังไม่ทันได้ถามว่านางหมายถึงอะไร
“ฝันดีนะเจ้าคะ!”
วีซอลอารีบกล่าวลา แล้ววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ดูเหมือนนางจะตรงไปห้องที่เหล่าหญิงรับใช้พักอยู่
“…อะไรกัน?”
ข้ายืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพัง
ตั้งแต่มาถึงที่นี่… พวกนางทำตัวแปลกขึ้นเรื่อยๆ
ข้าคิดทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเข้าห้องตัวเอง
ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางทำให้ข้าไม่อยากคิดอะไรอีกแล้ว
ทันทีที่เห็นเตียง ข้าก็ล้มตัวลงทันที ฝังใบหน้าลงกับหมอนนุ่มๆ
ในที่สุด ข้าก็มาถึงจุดนี้แล้ว…
เหลือเพียงทำธุระที่เหลือให้เสร็จ แล้วข้าก็จะได้กลับไปสักที
ข้าต้องส่งคืน “วัตถุวิเศษ” และต้องไปพบกับน้องสาวของข้า
แต่เรื่องพวกนั้น พรุ่งนี้ค่อยคิดก็แล้วกัน
ก่อนอื่น…ข้าขอนอนพักให้เต็มอิ่มก่อน
[เฮ้อ…]
ข้าได้ยินเสียงถอนหายใจของตาแก่ชิน แต่ข้าก็ไม่มีแรงจะถามอะไรอีกแล้ว
พรุ่งนี้เช้าค่อยว่ากัน
ข้าหลับไปโดยไม่ทันได้คิดอะไรต่อ
◇◆
เสียงนกร้อง และแสงแดดยามเช้า ที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้ข้าค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ข้าขยับตัวอย่างช้าๆ
เมื่อคืน… เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ข้าไม่ฝันร้าย
ข้าหลับสนิท และเมื่อตื่นขึ้นมา ร่างกายก็รู้สึกสดชื่นผิดปกติ
“…”
บางที
อาจเพราะข้ามาถึง ‘ที่แห่งนี้’ แล้วจริงๆ
นี่เป็นครั้งแรกในรอบนานเท่าไหร่แล้ว ที่ข้าได้นอนหลับสนิทขนาดนี้…
ข้าค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นก่อนจะหมุนไหล่และขยับแขนขา ส่งเสียงกรอบแกรบเบาๆ จากข้อต่อที่ติดขัด
“…อา สดชื่นจริงๆ ”
“ตื่นแล้วหรือ?”
เสียงหนึ่งดังขึ้น ข้าคิดว่าเป็นเสียงของตาแก่ชินตามปกติ จึงตอบกลับไปโดยไม่คิดอะไร
“ขอรับ ท่านเองก็นอนหลับสบายดีหรือไม่?”
“แน่นอน อยู่มานานจนแก่เฒ่าเช่นนี้ คงเพราะแก่แล้วกระมัง ข้านอนหลับได้ง่ายเสมอ”
“นั่นหมายความว่าอย่างไร… ผีที่ไหนจะไปต้องนอนกันเล่า…?”
ข้าพูดไปตามปกติ ก่อนจะชะงักกึก
เดี๋ยวก่อน… มันแปลกไป
เสียงของตาแก่ชิน… ปกติมันจะดังขึ้นในหัวของข้า แต่วันนี้กลับฟังดูชัดเจนราวกับมีใครนั่งอยู่ตรงนี้จริงๆ
‘…อะไรกัน?’
ข้ายังคงงัวเงีย จึงไม่ได้ตระหนักถึงความผิดปกติในทันที
แต่แล้ว
[…ไม่ใช่ข้านะ]
เสียงของตาแก่ชินดังขึ้นในหัวของข้า
ไม่ใช่เขา?
ข้ารู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว
ใครบางคนกำลังอยู่ในห้องของข้า…
ข้าเหลียวหลังไปยังต้นเสียง
มีชายชราผู้หนึ่ง… นั่งอยู่ในห้องของข้า พร้อมรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้า
“…ท่านเป็นใคร?”
ข้าถามเสียงต่ำ ชายชรายิ้มพลางหัวเราะเบาๆ
“ข้าอาศัยอยู่มานานพอสมควร แต่ก็ไม่เคยมีใครเข้าใจผิดว่าเป็นผีมาก่อนเลยนะ”
ขณะที่ชายชรากล่าว พลังลมปราณในตันเถียนของข้ากลับตื่นตัวขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ
นี่มัน…!
[…เจ้าเด็กนี่… เรื่องยุ่งยากใหญ่แล้ว]
เสียงของตาแก่ชินเต็มไปด้วยความตกตะลึงพลังลึกลับบางอย่างกำลังค่อยๆ แผ่ซ่านออกมา
กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกเหมย… ปะปนมากับแสงแดดยามเช้าที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา
หรือว่าข้าคิดไปเอง?
ไม่นะ
กลิ่นหอมนี้… ไม่ได้มาจากภายนอก แต่เป็นกลิ่นที่แผ่ออกมาจากตัวของชายชราคนนั้นเอง
ชายชรายังคงลูบเคราของตนเองอย่างสงบ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ข้าได้ยินว่ากู่รยอนส่งเจ้ามาที่นี่”
ข้ากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง
‘…เขารู้จักผู้อาวุโสสอง?’
ข้าแอบเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ชายชรายิ้มบางๆ ขณะค่อยๆปลดมือออกจากเคราของตน เมื่อเขาทำเช่นนั้นข้าก็ได้เห็นสัญลักษณ์บนอกเสื้อของเขาอย่างชัดเจน
ตราดอกเหมยของสำนักฮวาซาน
ดวงตาของข้าเบิกกว้างทันที
ข้าพยายามควบคุมสีหน้าไม่ให้แสดงความตกใจออกมา… แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสับสน
ชายชราเอ่ยนามของตนออกมาอย่างเรียบง่าย
“ยินดีที่ได้พบเจ้า ข้าคือตั๋วฮวา เจ้าสำนักฮวาซาน”
…เฮือก!
ข้าหายใจสะดุดทันที
…แล้วท่านจ้าวสำนักมาทำอะไรที่ห้องของข้า?!