สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 76 ช่องว่างแห่งหิมะฤดูร้อน (2) ༻
“กลิ่นเหม็น” คืออะไรกันแน่?”
นี่เป็นคำถามที่นัมกุงบีอาครุ่นคิดมาตลอดตั้งแต่ยังเด็ก เหตุใดนางถึงสามารถรับรู้กลิ่นที่ไม่มีใครสัมผัสได้?
เพราะเหตุนี้ นางจึงรู้ดีว่าชีวิตของตนนั้นไม่ต่างอะไรจากขุมนรก
การกินข้าวอย่างสบายใจเป็นเรื่องยาก การพูดคุยกับผู้อื่นกลายเป็นภาระ แม้กระทั่งการหลับตาลงเพื่อพักผ่อนก็ยังเป็นความทรมาน
นางเคยถามตัวเองมาตลอดว่า
“ข้าจะหลุดพ้นจากสิ่งนี้ได้อย่างไร?”
ภายในสายหมอกหนาทึบที่บดบังหนทาง นัมกุงบีอาหลงทางอยู่เสมอ
แต่ถึงกระนั้น ยังมีช่วงเวลาหนึ่งที่ทำให้นางสามารถก้าวข้ามกลิ่นเหม็นเหล่านั้นได้
ช่วงเวลาที่นางกวัดแกว่งกระบี่
ในช่วงเวลานั้นเพียงช่วงเดียว โลกทั้งใบก็จะมอบอิสรภาพให้นาง
ด้วยเหตุนี้ นางจึงยึดติดกับกระบี่
ในชั่วขณะที่ร่ายรำกระบี่ นางสามารถลืมความทุกข์ทรมานและความเจ็บปวดได้ แม้จะเป็นเพียงภาพลวงตาก็ตาม
ดังนั้น นางจึงกวัดแกว่งกระบี่อยู่ทุกวัน
แม้ว่าทันทีที่กระบวนท่าของนางสิ้นสุดลง กลิ่นเหม็นจะกลับมาเหมือนเดิม หรือบางครั้งอาจรุนแรงขึ้นเพราะผู้คนที่เฝ้ามองนางก็ล้วนแฝงไปด้วยกลิ่นนั้นก็ตาม
แต่หากการก้าวไปถึง “สุดปลายกระบี่” ที่นางเฝ้าฝันถึงสามารถช่วยให้นางหลุดพ้นจากสิ่งนี้ได้
นางก็จะไปให้ถึงมัน
นางท้าประลองกับจอมยุทธ์ที่แข็งแกร่งกว่าตนเองเสมอ เมื่อมีโอกาส นางจะใช้เวลาทั้งหมดไปกับการฝึกฝน
ทว่ากลิ่นเหม็นที่แผ่ซ่านจากคฤหาสน์ตระกูลนัมกุงกลับทวีความรุนแรงขึ้นทุกวันตามวัยของนาง
นางเริ่มหลีกเลี่ยงการพูดคุยกับผู้คน คำพูดของพวกเขากลายเป็นสิ่งที่นางรังเกียจ
ความทะเยอทะยาน ความโลภ การชื่นชม และความอิจฉาริษยา ทั้งหมดล้วนถูกผสานเข้ากับกลิ่นเหม็นเหล่านั้น
บางที กลิ่นที่นางสัมผัสอาจมีที่มาจากสิ่งเหล่านี้กระมัง?
แต่กระนั้น นัมกุงบีอาเองก็ไม่อาจแน่ใจได้
บางอย่าง… บางอย่างที่มากกว่านั้นกำลังกัดกินนางอยู่
วันเวลาผ่านไป ใบหน้าของนางค่อย ๆ สูญเสียอารมณ์ความรู้สึกไป
นางจำไม่ได้แล้วว่า”ครั้งสุดท้ายที่หัวเราะ”คือเมื่อไหร่
บางที… มันอาจเป็นวันที่มารดาของนางจากไป
แม้จะปิดจมูก แต่กลิ่นเหม็นนั้นยังคงคืบคลานเข้ามา
นางเริ่มเหนื่อยล้ากับสิ่งนี้
นางเคยคิดว่าหากได้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษอยู่กลางขุนเขา อาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด
แต่… ตระกูลนัมกุงไม่เคยยินยอมให้นางจากไป
ในขณะที่กลิ่นเหม็นของผู้คนทั่วโลกยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น สิ่งเดียวที่ทำให้นางรู้สึกหนักใจกลับเป็นน้องชายของตนเอง
ท่าทีที่เปลี่ยนไปทุกวัน ดวงตาที่เต็มไปด้วยอารมณ์หลากหลาย
และคำพูดของเขา… นางเข้าใจมันยากขึ้นเรื่อย ๆ
ปลายทางของกระบี่ที่นางแสวงหา มันจะนำพาความสงบสุขมาให้นางได้หรือไม่?
และชีวิตที่นางยังคงยืนหยัดต่อไปจนถึงวาระสุดท้าย จะมีสิ่งที่เรียกว่าความสงบรออยู่จริง ๆ หรือ?
หรือว่าสิ่งที่นางกำลังทำอยู่ เป็นเพียงการฝืนทนอย่างโง่เขลากันแน่?
ในทุกๆ วันที่ยืนอยู่ตรงขอบหน้าผา พลางครุ่นคิดว่าสิ่งที่ตนเองเผชิญอยู่นั้นมีความหมายหรือไม่
นางก็ได้พบกับเขา
เป็นครั้งแรกที่นางรับรู้ว่า…
“มีอยู่จริง” คนที่ไม่มีกลิ่นเหม็นติดตัว
ราวกับหมอกที่ปกคลุมทั่วทั้งโลกของนาง ถูกพัดหายไป ข้างกายของเขา มีเพียงความเงียบสงบเท่านั้น
ดวงตาของเขาคมปลาบ ท่าทางแข็งกระด้าง น้ำเสียงห้วนจัด และระยะห่างที่บ่งบอกอย่างชัดเจนว่า “อย่ามายุ่งกับข้า”
แต่ในช่องว่างนั้นเอง นัมกุงบีอากลับพบกับความสบายใจ
ไม่มีความปรารถนา ไม่มีความโลภ ไม่มีกลิ่นเหม็นที่นางรังเกียจมาตลอด
สิ่งที่นางสัมผัสได้จากเขา มีเพียงความร้อนรนบางอย่าง… และความรู้สึกผิดที่ยากจะเข้าใจ
บางครั้ง เวลาที่เขามองนาง นางรู้สึกเหมือนเขากำลังนึกถึงใครบางคน
นางอยากจะถามเขาเหลือเกิน
“เจ้ากำลังมองหาใครกันแน่?”
“เจ้ามีคำพูดใดที่อยากเอ่ยออกมาจนต้องใช้สายตาแบบนั้นมองข้าหรือ?”
แต่สุดท้าย นางก็ไม่เคยถาม
…และถึงตอนนี้ นางก็ยังไม่รู้คำตอบ
เมื่อไม่นานมานี้ นางมักจะนึกถึงคำถามของถังโซยอลอยู่บ่อยครั้ง
“ท่านชอบเขาหรือ?”
ในตอนนั้น นัมกุงบีอาแน่ใจว่า “ไม่ใช่”
ความรู้สึกที่มีให้เขาในตอนนั้น ไม่ใช่ความรักแน่นอน
‘แล้วตอนนี้ล่ะ?’
แล้วตอนนี้ล่ะ… มันเปลี่ยนไปแล้วหรือยัง?
นางถามตัวเอง แต่คำตอบที่ได้รับคือ “ความเงียบงัน”
มันยากกว่าการหาคำตอบเกี่ยวกับกลิ่นเหม็นที่นางสัมผัสเสียอีก
◇◆
ขณะ นางสะบัดกระบี่กลางอากาศบนภูเขาหลังสำนัก สายตาของนางเผลอสบเข้ากับเขา
สิ่งแรกที่นางมองเห็น คือบาดแผลบนหลังมือของเขา หัวใจของนางกระตุกวูบ นางรีบก้าวเข้าไปหาเขา
และในจังหวะเดียวกันนั้นเอง กลิ่นบางอย่างลอยมาแตะจมูกของนาง
มันบางเบา… แต่แน่นอนว่ามันคือกลิ่นเหม็น
หัวใจของนางบีบรัดแน่น ราวกับโลกทั้งใบกำลังพังทลายลง
‘ไม่ใช่… ต้องไม่ใช่’
นางทวนคำพูดนี้ในใจซ้ำๆ
มือของนางคว้าจับชายเสื้อของเขาไว้แน่น นางซุกใบหน้าเข้าหาเขา สูดดมกลิ่นของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ขอให้มันเป็นแค่ภาพลวงตา… ขอให้มันไม่เป็นจริง เพราะเขาเป็นที่พักพิงเดียวของนาง
เขาคือเหตุผลที่ทำให้นางสามารถกินข้าวได้อย่างสบายใจ สามารถนอนหลับได้โดยไม่ต้องพบกับฝันร้าย สามารถอยู่ท่ามกลางผู้คนได้โดยไม่ต้องทนทุกข์กับกลิ่นเหม็นรอบตัว
นี่เป็นสิ่งเดียวที่นางมี และเพิ่งเริ่มทำความเข้าใจมัน
นางจะเสียมันไปไม่ได้
โชคดีที่มันเป็นเพียงภาพลวงตา กลิ่นเหม็นจางหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่
ความเงียบสงบหวนคืนมา ร่างกายของนางคลายแรงตึงเครียดลง และนางก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นโดยไม่รู้ตัว
หยาดเหงื่อเย็นไหลซึมออกมาไม่หยุด
แต่แล้ว…
เขากลับเดินเข้ามา ใช้ชายเสื้อค่อยๆ ซับเหงื่อให้นาง
นางเอื้อมมือไปคว้าข้อมือของเขา ดึงมันเข้ามาหาตัว ก่อนจะใช้ปลายจมูกแตะลงไปเบาๆ
เป็นการกระทำที่นางเผลอทำไปเองโดยไม่ทันรู้ตัว
เพราะกลัวว่า… หากปล่อยมือ เขาอาจหายไป
‘…นี่สินะ’
นี่สินะ… ความรู้สึกที่เรียกว่า “สิ้นหวัง”
หรือตอนที่นางยังไม่รู้จะดีกว่า?
ความสงบนั้นกลับทำให้นางตระหนักถึงความกลัว
กลัวการสูญเสีย
‘อย่างนี้นี่เอง…’
‘ข้าคงปล่อยมือจากเขาไม่ได้อีกแล้ว’
ช่วงนี้มีความคิดหนึ่งวนเวียนอยู่ในหัวของนาง
บางที คำว่า “คู่หมั้น” ที่ดูไร้ความหมายสำหรับเขา อาจเป็นพรสำหรับนาง
นางลองจินตนาการถึงชีวิตที่ไม่มีเขา กลับไปใช้ชีวิตท่ามกลางกลิ่นเหม็นรอบตัว นางจะสามารถทนอยู่ในโลกใบนั้นได้อีกหรือไม่?
เพียงแค่คิด นางก็ไม่อยากจินตนาการต่ออีกแล้ว
มือของนางเผลอกระชับมือของเขาแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
◇◆
ข้ารู้สึกว่านัมกุงบีอาดูแปลกไป จึงพานางกลับไปที่ที่พัก
ทำไมนางถึงเหงื่อออกมากขนาดนี้?
เป็นไข้รึเปล่า?
ข้าเคยได้ยินว่าแม้แต่สุนัขก็ไม่เป็นหวัดในหน้าร้อน แต่นางกลับดูเหมือนคนที่กำลังป่วยไข้
‘เป็นไปได้หรือ? จอมยุทธ์เนี่ยนะจะเป็นไข้?’
สำหรับคนที่มีลมปราณในตันเถียน การจะล้มป่วยจนถึงขั้นเป็นไข้นั้นถือว่ายากมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับจอมยุทธ์ระดับของนัมกุงบีอา
หรือบางที อาจมีปัญหาอื่นที่ร้ายแรงกว่านั้น?
ข้าจึงแนะนำให้นางไปพบหมอ ทว่านางเพียงส่ายหัวแล้วเดินเข้าไปล้างตัวเงียบๆ
◇◆
เมื่อถึงช่วงเย็นวีซอลอาก็เข้ามาเกาะติดข้าไม่ยอมห่าง
ก่อนหน้านี้ พอนางเห็นบาดแผลที่หลังมือของข้า ก็แทบจะร้องไห้ออกมา ข้าจึงต้องปลอบนางอยู่นาน
ช่วงนี้ดูเหมือนนางจะสนใจเรื่องการทำอาหารเป็นพิเศษ นางมักจะทำอะไรบางอย่างแล้วนำมาให้ข้าเสมอ
ทั้งที่สำนักฮวาซานก็มีมื้ออาหารให้ครบทุกมื้ออยู่แล้ว แม้ว่าจะไม่ได้หรูหรา แต่ก็เพียงพอให้อิ่มท้อง
‘ว่าไป ข้ารู้สึกว่าไม่ได้กินเกี๊ยวมาหลายวันแล้ว’
ดูเหมือนข้าจะไม่ได้กินมันมาสักพักแล้ว ถ้ามีโอกาสออกไปที่เมือง ข้าคงต้องไปหาเกี๊ยวกินให้ได้
…แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีโอกาสก็ตาม
การเดินทางจากสำนักฮวาซานลงไปในเมืองไม่ใช่เรื่องง่าย
ข้าหยิบขนมที่วีซอลอาทำมาให้ขึ้นมากิน สายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังของนางทำให้ข้ารู้สึกกดดันอย่างประหลาด
ข้าจึงเอ่ยออกไป
“เค็มไปหน่อย”
“…จ-จริงหรือ?”
ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นทันที ทำเอาข้าหัวเราะเบา ๆ
ข้ารู้ดีว่านางคงพยายามอย่างมาก ข้าจึงยื่นมือไปลูบหัวนางเบา ๆ
“ข้าล้อเล่น รสชาติดี”
“ฮึ่ม… แกล้งข้าอีกแล้ว…!”
“ก็เจ้าน่ารักเวลาทำหน้าแบบนี้นี่”
ตอนนี้ดูเหมือนข้าจะชินกับการลูบหัวนางไปเสียแล้ว…
หรือบางที ข้าอาจเริ่มลังเลน้อยลงแล้ว?
วีซอลอาปล่อยให้ข้าลูบหัวอย่างว่าง่าย นางจ้องข้าด้วยดวงตากลมใส ราวกับลูกสุนัขตัวน้อย
ข้ารู้สึกอะไรบางอย่าง จึงใช้มือทั้งสองข้างจับแก้มของนางแล้วดึงออกเบา ๆ
“อื๊อออ~!”
“…โอ้โห นี่มันยืดได้จริง ๆ นะ?”
สัมผัสของมันแปลกกว่าที่คิด ข้าถึงกับนึกถึงตอนที่กู่ฮุยบีเคยจับแก้มของข้าเล่น
‘ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง’
“อื้อออ…”
“อา ขอโทษที”
ข้าปล่อยมือออก เพราะดูเหมือนข้าจะดึงแรงไปหน่อย นางลูบแก้มของตัวเองพลางมองข้าตาขวาง
ข้าเห็นดังนั้นจึงเปลี่ยนเรื่องถามนาง
“ว่าแต่วีซอลอา เจ้าไม่ได้มาคนเดียวใช่หรือไม่?”
ข้าไม่คิดว่านางจะเดินทางกลับมาที่สำนักฮวาซานคนเดียว ผู้อาวุโสเซียนกระบี่น่าจะมาด้วย แต่จนถึงตอนนี้ ข้ายังไม่เห็นเขาเลย
วีซอลอาลูบแก้มที่ยังแดงอยู่เล็กน้อย ก่อนจะตอบ
“ท่านปู่บอกว่ามีธุระ จึงออกไปข้างนอกขอรับ!”
“…ธุระ?”
ผู้อาวุโสเซียนกระบี่มีธุระอะไรถึงต้องทิ้งหลานสาวไว้ที่นี่?
ข้าไม่เคยคิดจะกังวลเรื่องของเขา แต่นี่เป็นเรื่องที่น่าสงสัยอยู่ไม่น้อย
เหตุใดเขาถึงต้องมาที่มณฑลส่านซี?
เหตุใด “หมอเทวดา” จึงบังเอิญอยู่ที่นี่?
และเหตุใดหลานชายของเขาจึงเป็น “จูกัดฮยอก” ด้วย?
“…ทำไมมีแต่เรื่องปะติดปะต่อกันเยอะขนาดนี้?”
การหายตัวไปของศิษย์สำนักฮวาซาน… อาการของราชินีกระบี่…
แม้แค่เรื่องเดียวก็เป็นปัญหาใหญ่แล้ว แต่กลับมีหลายเรื่องซ้อนทับกันอยู่อย่างผิดปกติ
มันเหมือนมีบางสิ่งที่เชื่อมโยงพวกมันทั้งหมดเข้าด้วยกัน
“คุณชาย”
“หืม?”
“หน้าของท่านดู… ขี้เหร่ขึ้นอีกแล้วนะเจ้าคะ”
“…ว่าไงนะ?”
นี่เป็นครั้งแรกในรอบนานที่ข้าโดนวิจารณ์เรื่องหน้าตา
ข้าผ่านคำพูดถากถางมามากมาย แม้กระทั่งคำว่า “หน้าเหมือนตั๊กแตนตำข้าว” ก็เคยได้ยินมาแล้ว ดังนั้นคำพูดของนางจึงไม่ได้กระทบข้ามากนัก
“เจ้าอย่าไปพูดแบบนี้ที่ไหนสุ่มสี่สุ่มห้านะ”
“เพราะอะไรหรือเจ้าคะ?”
“…ก็เพราะคนที่หน้าตาขี้เหร่จริงๆ จะเจ็บปวดไงล่ะ”
“แต่ถ้าท่านทำหน้าแบบนั้น ท่านก็ดูขี้เหร่จริงๆ นี่คะ…”
“…เออ”
ข้ารู้สึกเหมือนโดนแทงเข้าที่ใจเต็ม ๆ
‘นี่แหละ ปัญหาของคนหน้าตาดี…’
นางคงหมายถึงสีหน้าข้าตอนที่กำลังคิดหนัก แต่ดูท่าแล้ว คงต้องหาเวลาสอนนางเรื่องการพูดจาสักหน่อยแล้ว…
[…ข้ามองว่าเจ้าขี้เหร่จริง ๆ ถึงได้พูดแบบนั้น…]
‘ท่านน่ะเงียบไปเลย’
ข้ายังเจ็บปวดไม่พอหรือไง? ยังจะมาซ้ำเติมอีก…
ข้าหยิบผักสองสามคำใส่ปาก ก่อนจะถือว่ามื้อเย็นนี้จบลง
ดูเหมือนนัมกุงบีอาจะยังไม่หายดี นางไม่ได้ออกมาทานอาหาร ข้าจึงบอกให้วีซอลอาเอาอะไรไปให้นางกินบ้าง
จากนั้นข้าก็ออกมาเดินเล่นสักหน่อย
-ฮึบ!
-ระวังขา!
-แขนเจ้ายังว่างอยู่หรือไร!?
เสียงตะโกนของเหล่าศิษย์สำนักฮวาซานดังขึ้นจากสนามฝึก ดูเหมือนพวกเขาจะกำลังฝึกกันอย่างเข้มข้น
คงเป็นเพราะใกล้ถึงเวลาพิธีประลองดอกเหมย
มันเป็นการประลองภายในของเหล่าศิษย์สำนักฮวาซาน คล้ายกับศึกประลองยุทธ
และเมื่อการแข่งขันนี้จบลง ข้าก็คงต้องกลับไปที่ตระกูล
จากที่ยองพุงเคยบอก ข้าได้ยินว่าการประลองจะใช้เวลาแค่วันหรือสองวัน ดังนั้นคงไม่เหลือเวลาอีกมากแล้ว
ข้าหวังว่า… อย่างน้อยช่วงเวลานี้ จะไม่มีเรื่องยุ่งยากเกิดขึ้นอีก
แต่ถ้ามีปัญหา ก็ต้องเป็นเรื่องที่ข้าเห็นเมื่อกลางวันแน่
พลังมารของพวกตำหนักรัตติกาล
กลุ่มคนที่ข้าปะทะในตอนกลางวัน มีบางอย่างที่ทำให้ข้ารู้สึกผิดปกติ
พลังมารของพวกมันดูขุ่นมัวผิดปกติ
หากเปรียบเทียบกับพลังมารของเหล่าจอมยุทธ์แห่งลัทธิมารแล้ว พลังของพวกนี้ดูหยาบกระด้าง ไร้คุณภาพ และไม่สมบูรณ์
ข้าจึงคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับมารสวรรค์
[เจ้ากำลังคิดถึงพวกมันอยู่งั้นหรือ?]
“…ขอรับ มีบางอย่างที่ข้ายังรู้สึกขัดใจอยู่”
[พวกมันเป็นที่รู้จักดีหรือไม่?]
“ไม่ถึงกับโด่งดัง แต่ก็ไม่ได้เป็นพวกที่ซ่อนตัวอยู่”
ตำหนักรัตติกาลเองก็ไม่ได้เป็นกลุ่มลับอะไรอดีตเจ้าตำหนักของมันยังเป็นจอมยุทธ์สำนักอธรรมที่มีชื่อเสียง
แม้แต่กระบี่มังกรดำ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นยอดฝีมือสำนักอธรรม ยังถูกผู้อาวุโสเซียนกระบี่สังหารต่อหน้าต่อตาผู้คน แต่ตำหนักรัตติกาลกลับยังคงอยู่
บางที… ข้าอาจประเมินพวกมันต่ำเกินไป
ข้าคิดมาตลอดว่าตำหนักรัตติกาลเป็นเพียงกลุ่มที่ล้มเหลวและถูกสหพันธ์ยุทธภพกดดันจนไม่มีทางสู้
แต่การที่พวกมันมีพลังมารที่ข้าคิดว่าเกี่ยวข้องกับมารสวรรค์ได้นั้น ทำให้ข้ารู้สึกสับสน
“พวกมันปล่อยให้หนึ่งในพวกมันหนีไปได้ ข้าคิดว่ามันคงไม่จบแค่นี้”
[แต่อาณาเขตนี้เป็นของสำนักฮวาซานและเรื่องนี้ก็ไปถึงหูเจ้าสำนักแล้ว พวกมันคงไม่กล้าขยับตัวง่าย ๆ]
ข้ายอมรับว่าข้าลงมือกับพวกมันแบบไม่คิดมาก เพราะคาดว่าพวกมันจะไม่กล้ากลับมาหาเรื่องอีก
แต่ไม่รู้ทำไม ข้ากลับไม่คิดว่าพวกมันจะยอมอยู่เฉย ๆ …
‘อย่างน้อยเรื่องที่เหลือ เซียนดอกเหมยคงจัดการได้ดีเอง’
ข้ามีเรื่องให้คิดมากพอแล้ว ต่อให้พยายามสืบเรื่องตำหนักรัตติกาลต่อไป ที่มณฑลส่านซีก็คงทำอะไรไม่ได้มากนัก
ข้าสะบัดความคิดเหล่านั้นออกจากหัว ก่อนจะเดินกลับที่พัก
แต่ทันใดนั้น ใครบางคนก็วิ่งตรงเข้ามาหาข้า
“คุณชายกู่!”
ร่างของยองพุงปรากฏขึ้นต่อหน้าข้า ทั้งตัวของเขาเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ
“ท่านยองพุง…?”
“คุณชายกำลังจะไปฝึกในช่วงค่ำใช่หรือไม่?”
“หา? เปล่านี่?”
“อากาศในคืนนี้เหมาะกับการฝึกฝนมากขอรับ! หากฝึกตอนนี้ ท่านจะได้รับพลังที่ดี!”
“…อ่า เอ่อ ขอบใจ”
‘อย่าบอกนะว่า… เจ้านี่ฝึกมาตั้งแต่เช้า?’
[ในหมู่คนรุ่นหลัง เจ้าหนูนี่เป็นคนที่ข้าพอใจที่สุด หากเขามีทั้งพรสวรรค์และความพยายามเช่นนี้ อีกไม่นานเขาจะต้องเป็นกระบี่อันดับหนึ่งของฮวาซานแน่]
ข้าพยักหน้าตามคำพูดของตาแก่ชิน
หากไม่มีใครบ้าพอจะมากวาดล้างสำนักฮวาซานจนพินาศเสียก่อน
“…บัดซบ”
“หา? คุณชายว่าอะไรนะขอรับ?”
“เปล่าๆ ไม่มีอะไร”
“อ้อ… เช่นนั้น หากท่านสนใจ ข้ามีข้อเสนอให้ท่านฝึกด้วยกันในช่วงค่ำนี้”
ยองพุงยังคงชักชวนข้าอย่างกระตือรือร้น ทั้งที่ข้าพึ่งเห็นเขาฝึกแทบเป็นแทบตายในตอนกลางวัน
บอกตรงๆ ว่าหลังจากผ่านเรื่องวุ่นวายมาทั้งวัน ข้าก็อยากกลับไปล้มตัวลงนอนทันที
แต่พอเห็นเขาทุ่มเทถึงเพียงนี้ ข้ากลับรู้สึกอยากลองท้าทายตัวเองขึ้นมา
“…ไปก็ได้”
ข้าตอบตกลงไป
ถึงอย่างไรพอฝึกเสร็จก็กลับไปนอนได้อยู่ดี
◇◆
…และไม่กี่นาทีให้หลัง ข้าก็เสียใจที่ตัดสินใจแบบนั้น
“นี่มันสำนักบ้าบออะไรกัน!?”
การฝึกช่วงค่ำของสำนักฮวาซานไม่ใช่แค่ฝึกปกติ แต่มันเป็นนรกบนดิน
ข้าไม่สามารถทนมันได้แม้แต่ครึ่งเดียว
ใครกันที่เป็นคนคิดว่า “การแบกหินขึ้นหน้าผา” เป็นส่วนหนึ่งของการฝึก!?!
และยังมีอีกหลายอย่างที่โหดร้ายเกินไป กล้ามเนื้อของข้ากำลังส่งเสียงกรีดร้อง แต่ยองพุงกลับยังคงดูสนุกอยู่
‘ทำไมคนที่บ้าฝึกแบบนี้ ถึงได้หยุดพัฒนาในอนาคตกัน?’
‘หรือมีเหตุผลอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาติดกำแพง?’
[หรือว่าเจ้าคิดบ้างหรือไม่ ว่าอาจเป็นเพราะเจ้าทำให้เขาเปลี่ยนแปลงไป?]
“นี่ ข้าจะไปมีอิทธิพลต่อเขาได้อย่างไรกัน? แค่ประลองกันครั้งเดียวจะเปลี่ยนคนได้ขนาดนั้นเชียวหรือ?”
[นั่นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครรู้ได้]
“การประลองกับข้าในตอนนั้น ส่งผลกระทบต่อเขามากถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”
ถ้าหากเป็นเช่นนั้น ก็นับว่าโชคดีที่ทำให้เขาพบเป้าหมายของตนเอง
แต่หากเป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงชั่ววูบ ก็ถือเป็นเรื่องที่น่ากลัวเช่นกัน
◇◆
สุดท้าย ข้าก็ทนการฝึกบ้าคลั่งนั้นไม่ไหว และบอกลายองพุงก่อน
สีหน้าของเขาดูเสียดายนิดหน่อย แต่เขากลับบอกว่าจะฝึกต่ออีกหน่อย
ข้าไม่รอให้เขาพูดจบ รีบเดินออกมาอย่างรวดเร็ว
วันนี้ข้าผ่านเรื่องวุ่นวายมาทั้งวัน ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ แถมยังต้องมาฝึกซ้อมจนร่างกายแทบพังอีก ข้ารู้สึกหมดแรงถึงขีดสุดแล้ว
เมื่อกลับถึงที่พัก ข้าก็ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตัวเพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย ก่อนจะเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่
ตอนนี้ ข้าต้องการแค่การนอนหลับสนิทเท่านั้น
เมื่อคืนข้าแทบไม่ได้นอนดีๆ เลย คืนนี้ต้องหลับสนิทแน่
ข้าคิดเช่นนั้นขณะกำลังเปิดประตูห้องพัก
ครืด
“คุณชา- !”
ปัง!
ข้าปิดประตูแทบจะทันทีที่เปิดมันออก
‘…ข้าคงตาฝาดไปสินะ?’
เมื่อครู่ ข้าเห็นนัมกุงบีอาและวีซอลอาอยู่ในห้องของข้า…
‘ข้าแค่เห็นผิดไป… ใช่หรือไม่?’