สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 82 ปีศาจทำลายล้าง(1) ༻
เสียงลือเรื่องจำนวนอสูรมารที่ลดลงไม่ได้มีแค่ร้านเดียวพูดถึง ข้าเลยตระเวนไปรอบเมืองเขตฮวาอึมแทบทั่ว แต่สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปเพียงหนึ่งเดียว—การจะหาซื้อ “ศิลามาร” ในตอนนี้ เปรียบได้กับการไขว่คว้าดาวบนฟ้า
ไม่ว่าจะร้านไหน คำตอบก็เหมือนกันหมด
อสูรมารที่ถูกล่ามีน้อยลงกว่าก่อนมาก แถมพ่อค้าเองก็ไม่อยากยุ่งกับศิลามาร เพราะมันไม่มีมูลค่า ไม่มีคนซื้อ
สุดท้าย ข้าก็ไม่ได้อะไรกลับมานอกจาก…
“ได้แค่ไม้เสียบไก่เหรอ…”
“อร่อยใช่ไหมล่ะ?”
“นั่นสิ อร่อยกว่าที่คิดอีก”
และขอย้ำว่าไม้เสียบไก่ที่ว่าก็เป็นของที่มูยอนจ่ายให้
ทันทีที่กลับถึงจวน ข้าก็คืนเงินให้เขา
ตอนเขารับเงิน สีหน้ามันออกแนว ‘เอ๊ะ จริงดิ?’ จนข้าชะงักไปนิด คิดอยู่ครู่ว่าจะไม่คืนดีไหม
นี่ข้าโดนมองว่าเป็นพวกไม่คืนเงินไปตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ…
ให้ตาย คราวหน้าไม่คืนแล้วจริงๆ ด้วย
‘เรื่องศิลามาร คงยังยืนยันอะไรตอนนี้ไม่ได้สินะ’
ยังดีที่เส้นทางผ่านเขาในมณฑลส่านซียังเหลืออีกมาก วันข้างหน้าอาจเจออสูรมารที่ยังไม่มีใครแตะต้องก็ได้ ถ้าไม่เหลือทางเลือกจริงๆ คงต้องไปตามหาด้วยตัวเอง
เมื่อเดินสำรวจรอบๆ จวน ข้าก็รู้สึกถึงความว่างเปล่าแปลกๆ เลยเอ่ยถาม
“นางนั่นยังไม่กลับมาอีกเหรอ?”
ข้าหมายถึง นัมกุงบีอา
พอถามผู้คนในจวน ก็มีแต่คำตอบว่า ‘ยังไม่กลับ’
ข้ารู้ว่านางออกไปตั้งแต่เช้ามืด แต่ตอนนี้ก็ปาเข้าไปจะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว ดูยังไงก็ช้ากว่าปกติ
[เจ้ากังวลหรือไง?]
‘…ไม่มีทางหรอก’
ใครจะไปกล้ากังวลให้นางกัน…
[คนที่ถามว่านางกลับหรือยัง คนที่สงสัยว่านางกินข้าวหรือยัง ปกติเรียกว่ากังวลนะ]
‘คะ…แค่ก!’
คำของตาแก่ชินแทงใจจนข้าต้องแสร้งกระแอมกลบเกลื่อน
ไม่น่าเชื่อว่าข้าจะปฏิเสธตรงๆ ไม่ได้
ข้านั่งพักอยู่บนชานเรือนสักพัก วีซอลอาก็เดินเข้ามาหา
เห็นเสื้อผ้าขยับเปลี่ยนไปนิดหน่อย คงแอบไปช่วยฮงวาเตรียมอาหารเย็นมาสินะ
“มีอะไรรึ?”
“พี่ฮงวาบอกให้มาถามค่ะ ว่าเย็นนี้ท่านอยากกินอะไรเป็นพิเศษ!”
“อาหารที่อยากกินเหรอ…”
ในหัวข้าผุดขึ้นมาทันทีว่าอยากกินเกี๊ยว แต่จะสั่งแล้วโผล่มาเลยคงไม่ใช่ของง่ายนัก เลยตอบกลับไปว่า “อาหารตามปกติก็พอแล้ว”
“มีปลาด้วยนะคะ!”
“อ้อ งั้นเอานั่นแหละ”
“เดี๋ยวไปบอกเลย!”
วีซอลอายิ้มแฉ่งก่อนวิ่งแจ้นกลับไป
พอเห็นนางจากไป ข้าก็ลุกขึ้นยืนช้า ๆ
[เจ้าจะไปไหนรึไง]
เสียงตาแก่ชินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงคล้ายรู้ทัน มีความนัยแปลกประหลาดแฝงอยู่
ข้าทำเป็นไม่สนใจ ตอบกลับด้วยการกระแอมหลายทีติดกันแทน
ข้าแค่อยากไปดูว่านางกินข้าวหรือยัง ก็มื้อเย็นแล้วนี่นา!
[พูดให้ดูดีไปก็เท่านั้น เห็นชัดว่าเจ้าไม่อยากให้นางอดข้าวเลยจะไปตามกลับมาใช่หรือไม่]
‘…’
ข้าก็แค่จะไปตามกลับมากินข้าวก็เท่านั้น แต่ไม่รู้ทำไมคำพูดของตาแก่ถึงทำให้ข้าไม่อยากยอมรับเลยสักนิด
คงเพราะเป็นเขาพูดนั่นแหละ
ข้าปัดฝุ่นเสื้อแล้วเดินมุ่งหน้าไปทางภูเขาด้านหลัง
เป้าหมายคือนัมกุงบีอาแน่นอน
ยังพอมีเวลาอีกหน่อยก่อนพระอาทิตย์จะลับฟ้า
หากคิดว่าอาหารเย็นคงใกล้เสร็จในอีกไม่นาน การไปตามกลับมาก่อนน่าจะดีกว่า
‘ถึงขั้นต้องใส่ใจเรื่องแบบนี้แล้วรึ’
ทั้งที่ควรจะปล่อยให้นางอยู่ของนางตามใจ จะไปกินหญ้าหรืออะไรก็แล้วแต่
แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพในอดีต…
เมื่อนึกถึงนางในชาติก่อนที่หากไม่มีคนคอยยัดอาหารให้ จะสามารถอดไปได้จนเกือบตาย
ถึงจะพูดแบบนั้น แต่มันก็เป็นแค่ข้ออ้างดี ๆ สำหรับตัวเองเท่านั้นแหละเพราะความจริง…ข้ารู้ตัวดีว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องนั้น
ข้าเดินขึ้นเขาภายใต้แสงสีทองของยามเย็น ไม่นานก็มาถึงลานราบที่นัมกุงบีอาใช้ฝึกกระบี่
เสียงฝึกฟันกระบี่ดัง ฟึ่บ! ฟึ่บ! มาให้ได้ยินตั้งแต่ระยะไกล
แน่นอน ข้าตั้งใจตามร่องรอยของนางมา จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่
แต่ไม่ใช่แค่นางคนเดียวที่อยู่ตรงนั้น
ยังมีใครอีกคนและเป็นคนที่ข้ารู้จักดี
ก็เหมือนเมื่อวาน พวกนางดูจะตัวติดกันมากเป็นพิเศษ
ฟึ่บ!
– อ๊าก…!
เสียงฟาดอากาศของกระบี่ไม้ดังพร้อมเสียงร้องปนเจ็บใจ
– ข้า…ข้าก้าวพลาดอีกแล้ว…
– ฮ้า…ขออีกครั้งเดียวเถอะค่ะ
– อืม
ได้ยินเสียงสนทนาชัดเจน ข้าจึงผลักพงหญ้าออกและเดินเข้าไป
มันดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก
กู่หลิงฮวาถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นดินเหมือนคนที่กลิ้งไปทั่วพื้นมา ส่วนอีกคน นัมกุงบีอา กลับดูเรียบร้อยไร้ร่องรอยเปรอะเปื้อน
เมื่อข้าเดินเข้าไปใกล้ เสียงฝีเท้าทำให้กู่หลิงฮวาหันมามอง
พอเห็นหน้าข้าเท่านั้น สีหน้าก็พลันบูดเบี้ยว
“…อะไรของเจ้า?”
ดูคำทักทายของนางสิ!
“ก็แค่เดินผ่านมา”
“งั้นก็เดินผ่านไปสิ”
“แต่เห็นคนคุ้นหน้าก็เลยหยุดนิดหน่อย”
ข้าหันไปส่งสายตาให้นัมกุงบีอา ราวกับถามว่า
‘ขนาดนี้แล้วยังไม่กลับอีกเรอะ?’
นางหลบสายตาทันที
อะไรเนี่ย?
พอเห็นว่าสื่อสารด้วยสายตาไม่เข้าใจ ข้าจึงพูดออกมาตรง ๆ
“เจ้ายังอยู่ที่นี่อีกเหรอ กินข้าวหรือยัง?”
พอพยายามสบตาก็ยังหลบอีก
“นี่เจ้า—”
“อย่าพูดอะไรกับพี่เขาแบบนั้นนะ”
“หา?”
ข้าหันไปมองกู่หลิงฮวาด้วยความงุนงง แต่ยิ่งงงกว่าเดิมก็คือคำที่นางเพิ่งพูดเมื่อครู่…
“พี่…?”
…พี่งั้นเหรอ?
เจ้ากลายไปเป็นน้องสาวนางตอนไหนกัน?
ข้ามองนางด้วยสายตาเคลือบแคลงเต็มที่
เห็นอย่างนั้นกู่หลิงฮวาก็หน้าแดงเล็กน้อยเหมือนเริ่มรู้สึกเขินอาย
“…ก็แค่ ตอนเช้านางมาหาข้า ข้าเลยขอให้สอนน่ะ”
“ตอนเช้า? เจ้าลงไปหาน้องสาวข้าเหรอ?”
นัมกุงบีอาพยักหน้าเบาๆ
แต่ก่อนที่นางจะได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม กู่หลิงฮวาก็แทรกขึ้นอีกครั้ง
“ใครเป็นน้องสาวของใครกัน”
“ก็น้องสาวข้าสิ หรือเจ้าจะบอกว่าเจ้าเป็นพี่?”
“…!”
อะไรกัน ฟังดูเหมือนเด็กทะเลาะกันเลยแฮะ
นัมกุงบีอายังไม่พูดอะไร และคอยหลบสายตาข้าอยู่ตลอดเวลา
“พวกเจ้าฝึกมาตั้งแต่เช้าเลยหรือ?”
นางก็พยักหน้าอีกครั้ง
ฟังดูแล้ว เท่ากับว่าสองคนนี้ออกมาตั้งแต่เช้าโดยไม่แตะต้องอาหารเลยสักนิด
ข้าเผลอถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะพูดขึ้น
“อีกเดี๋ยวตะวันก็จะตกแล้ว หยุดก่อนแล้วลงไปกินข้าวกันเถอะ”
“…อืม”
นัมกุงบีอาตอบรับอย่างว่าง่าย พร้อมเริ่มเก็บกระบี่ไม้ของนาง
กู่หลิงฮวาดูไม่ค่อยเต็มใจนัก แต่พอเห็นนัมกุงบีอาเป็นฝ่ายพยักหน้าก่อน นางก็เลยไม่มีทางเลือก
พอเก็บของเสร็จ กู่หลิงฮวาก็หันไปโค้งให้ นัมกุงบีอา
“พี่… ขอบคุณมากนะคะสำหรับวันนี้”
“ไม่หรอก… ข้าเองก็สนุกเหมือนกัน”
ว่าจบ กู่หลิงฮวาก็สะบัดฝุ่นตามตัวเบา ๆ แล้วหันหลังจะเดินจากไป ข้าเลยเอื้อมมือไปคว้าไว้
“จะไปไหน”
“อย่ายุ่ง”
“เจ้าก็ยังไม่ได้กินข้าวใช่ไหม ข้าวเย็น—”
ข้าพยายามจะชวนให้นางไปกินข้าวด้วยกัน แต่ยังพูดไม่ทันจบก็ต้องหยุดชะงัก เพราะจู่ๆ ไหล่ของกู่หลิงฮวาที่ข้ากำลังจับไว้กลับสั่นระริกอย่างเห็นได้ชัด
ผัวะ!
กู่หลิงฮวาปัดมือข้าออกอย่างแรง
“อย่า… อย่าแตะข้า!”
นางมองข้าด้วยสายตาสั่นระรัว ก่อนจะหันหลังวิ่งหนีหายเข้าไปในพงไม้
ข้ายืนมองแผ่นหลังนางที่ลับหายไปอย่างเงียบงัน ไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้แม้แต่คำเดียว
‘…ข้าอาจจะเข้าหาเร็วเกินไปหน่อย’
เวลาที่กู่หลิงฮวาใช้แบกรับสิ่งต่างๆ มันไม่เท่ากับข้า
ข้าเลยจับจังหวะระหว่างกันไม่ถูก
ข้าถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะหันไปพูดกับ นัมกุงบีอา
“กลับกันเถอะ”
แม้สายตานางยังจับจ้องไปทางที่กู่หลิงฮวาวิ่งหนีไป แต่นางก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา แค่พยักหน้าแล้วเดินตามข้าลงจากเขา
เมื่อกลับถึงเรือน อาหารเย็นก็เตรียมไว้เรียบร้อย
วีซอลอา ยืนอยู่ด้วยสีหน้าภูมิใจเต็มเปี่ยม
นางบอกว่าวันนี้ย่างปลาเอง
“เพราะแบบนี้สินะ ถึงได้ไหม้ดำขนาดนี้…”
“แต่เขาบอกว่าส่วนนั้นอร่อยสุดเลยนะคะ!”
ไม่รู้สิ… ถึงจะบอกว่าอร่อย แต่ข้าเห็นแล้วยังรู้สึกไม่มั่นใจเลย
ด้วยความไม่สบายใจ ข้าจึงลองคีบเนื้อปลานิดหน่อยมาชิมดู
น่าแปลก แม้รูปลักษณ์จะดูคล้ายอสูรมารสิงสถิตอยู่ แต่รสชาติก็ไม่เลวเลย
ข้าเผลอทำหน้าตกใจ วีซอลอาก็ยืดอกอย่างภูมิใจทันที
ท่าทางนั้นมันชวนให้อยากแกล้งขึ้นมาชะมัด
ระหว่างกินอยู่ ข้าก็หันไปถามนัมกุงบีอา ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเย็นนี้
“ตกลงเมื่อกี้มันเรื่องอะไรน่ะ?”
“ก็แค่…”
คำตอบของนางเรียบง่าย
นางบอกว่าเมื่อเช้าไปหากู่หลิงฮวาเพราะรู้สึกผิดเรื่องเมื่อวาน
จากนั้นกู่หลิงฮวาก็ขอให้นางฝึกกระบี่ด้วยกัน นางเลยอยู่ฝึกให้
ตั้งแต่เช้ายันเย็นเลยนะ
ถ้าเป็นกู่หลิงฮวาคงไม่น่าแปลกใจ
แต่คนที่ยอมฝึกให้อย่างต่อเนื่องแบบนั้น อย่างนัมกุงบีอานี่สิ ทำให้ข้ารู้สึกแปลกใจมากกว่า
ในชาติก่อน นอกจากกระบี่อันแกร่งกล้าแล้ว นางไม่เคยสนใจใครเลยด้วยซ้ำ
“…พรุ่งนี้ก็…”
“หืม?”
“พรุ่งนี้…ข้าไปหานางอีกได้ไหม?”
นัมกุงบีอาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
นางหมายถึง กู่หลิงฮวาแน่นอน
เพราะเหตุใดกันนะ?
ไม่น่าจะใช่เพราะเห็นว่าสนุกหรอก เพราะในระดับของกู่หลิงฮวา ยังห่างชั้นเกินกว่าจะทำให้นัมกุงบีอาสนุกได้ ถ้าจะสมน้ำสมเนื้อกันจริงๆ อย่างน้อยต้องเป็นระดับของยองพุงหรือมูยอน
หากนางยังอยากไป นั่นก็แปลว่านางตั้งใจจะทำต่อจากที่ค้างไว้ในวันนี้
“…ตามใจ”
“อื้อ!”
พอได้ยินข้าตอบตกลง นัมกุงบีอาก็ดูโล่งใจขึ้นทันทีแล้วดื่มน้ำต่อ
เห็นดังนั้น ข้าก็พูดขึ้นเบาๆ เหมือนเป็นแค่คำพึมพำ
“ฝากนางด้วย”
สิ้นคำ นัมกุงบีอาชะงักไป ดวงตาเบิกกว้างราวกับได้ยินสิ่งที่ไม่คาดคิด
แค่คำพูดลอยๆ ที่หลุดออกมาเพราะข้าอยากให้นางช่วยดูแลในจุดที่ข้าไม่อาจทำได้ แต่ดูเหมือนนัมกุงบีอาจะรับคำขอนั้นอย่างจริงจังเสียเหลือเกิน
“ฝาก…เหรอ?”
“อืม…ก็…”
“เจ้าขอให้ข้าช่วย…?”
“ก็แค่ ไหนๆ ก็ทำแล้วก็…”
“ข้าจะตั้งใจ”
“…ถึงขนาดนั้นก็ไม่ต้องก็ได้มั้ง”
ข้าเริ่มรู้สึกกระดากขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
มือที่คีบกับข้าวอยู่นั้นชะงักไปกลางอากาศ
แล้วนัมกุงบีอาก็ยิ้มออกมา
ข้าเคยเห็นรอยยิ้มของนางอยู่ครั้งหนึ่งแล้ว
แต่พอนางยิ้มอีกทีแบบนี้…มันช่างรุนแรงเกินไปจริง ๆ
“แค่ก…!”
อาจเพราะรู้สึกตื่นเต้นเกินไป ข้าถึงกับสำลัก
ข้ารีบคว้าแก้วน้ำมาดื่มรวดเดียวจนหมด
ความรู้สึกเย็นวาบไล่จากต้นคอจนถึงกลางหลัง
แสดงให้รู้ว่ารอยยิ้มนั้น…อันตรายถึงเพียงใด
‘คิดว่าเริ่มชินกับรอยยิ้มของวีซอลอา แล้วแท้ ๆ…’
แต่กับคนนี้ ดูเหมือนข้าจะยังต้องใช้เวลาอีกนาน
เมื่อดวงตะวันลับขอบฟ้า กู่หลิงฮวาก็ยังไม่กลับเรือน
นางยังคงยืนฝึกกระบี่อยู่กลางลานฝึกเพียงลำพัง
ฉัวะ! ฉัวะ!
นางเหวี่ยงกระบี่ไม้อย่างต่อเนื่อง
แม้ลมยามค่ำจะเริ่มหนาวเย็นแล้วก็ตาม
“อึก…!”
ในที่สุดกู่หลิงฮวาก็ครางเบาๆ แล้วปล่อยกระบี่ตกลงบนพื้น
เมื่อนางหันไปมองมือของตนเอง
ก็พบว่าฝ่ามือที่กุมกระบี่อยู่นั้นถลอกจนเลือดซึม
“…เจ็บจัง”
หลายวันที่ผ่านมานี้ นางฝึกฝนอย่างไม่ลดละ แม้แต่เวลานอนก็ยังยอมลด
ร่างกายของนางดูเหมือนจะถึงขีดจำกัด
ถึงอย่างนั้น กู่หลิงฮวาก็แค่หยุดพักไปเพียงครู่
ก่อนจะโน้มตัวเก็บกระบี่ขึ้นมาอีกครั้ง…
กู่หลิงฮวาหยิบผ้าผืนหนึ่งที่เตรียมไว้ขึ้นมาพันมือ
แม้ยังเจ็บอยู่บ้าง แต่ก็ช่วยให้ดีขึ้นได้เล็กน้อย
นางหลับตาแล้วนึกถึงท่วงท่าที่นัมกุงบีอาเคยสอนในวันนี้
จังหวะก้าวอย่ากว้างเกินไป อย่าใส่แรงจากร่างกายมากเกินจำเป็น แต่ในจุดที่ต้องออกแรง ก็จงลงน้ำหนักอย่างมั่นคง
ฟังดูเหมือนเป็นสิ่งพื้นฐานที่สุด แต่กลับเป็นหลักที่สำคัญที่สุดเช่นกัน
บางทีเพราะนางได้สัมผัสด้วยตนเองผ่านการประมือ จึงค่อยๆ เข้าใจความหมายเหล่านั้น
ตอนที่นัมกุงบีอาปรากฏตัวในตอนเช้า ใบหน้านางดูร้อนรนเหมือนไม่สบายใจ ในตอนนั้นกู่หลิงฮวายังไม่เข้าใจนักว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่พอนึกถึงท่าทีที่นางยอมฝึกซ้อมให้นางอย่างเต็มที่ ทั้งยังยอมฝึกให้ตามคำขออย่างไม่มีปริปากบ่น
นั่นย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า นัมกุงบีอานั้น อยากเป็นคนดีในสายตานาง
‘แต่…ทำไมกัน?’
หญิงสาวที่ทั้งเก่ง ทั้งงามอย่างนัมกุงบีอา ทำไมจึงต้องพยายามขนาดนั้นกับตน?
คำตอบที่พอจะเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว
ก็คือ กู่หยางชอน
ถึงกู่หลิงฮวาจะไม่เข้าใจนัก แต่นัมกุงบีอาดูเหมือนจะรู้สึกบางอย่างกับพี่ชายของตน นั่นอาจเป็นสาเหตุที่นัมกุงบีอายอมฝึกให้อย่างจริงจัง
แต่ต่อให้อย่างนั้น…
ทั้งหน้าตา ทั้งฝีมือ ทั้งท่วงท่าและบุคลิก
คนที่สมบูรณ์แบบขนาดนั้น กลับเลือกกู่หยางชอน…?
‘ข้า…ไม่เข้าใจเลยจริง ๆ’
หากเป็นกู่หยางชอนในอดีต
บางที นางอาจจะยังพอเข้าใจได้อยู่บ้าง
ทว่าตอนนี้…
– อย่าเดินไปไหนในสภาพนั้นเลย เห็นแค่หน้าก็รำคาญพอแล้ว
– ข้าบอกแล้วใช่ไหม อย่าเรียกข้าว่าพี่!
– เงียบ ๆ แล้วใช้ชีวิตอย่างคนไร้ตัวตนไปเถอะ อย่าให้ใครเห็นหน้าเข้า
“…ฮึก…”
แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี แต่คำพูดและสายตาในวันนั้นยังคงเหมือนเข็มทิ่มแทงกลางอก
แค่นึกถึงขึ้นมา ร่างกายก็ยังสั่นเทิ้มด้วยความหวาดกลัว
นางฝืนกลั้นหยาดน้ำตาที่ไหลเอ่อ แล้วเหวี่ยงกระบี่อีกครั้ง
‘แล้วอยู่ดี ๆ…มาทำเป็นห่วงกันทำไม’
– เจ้าไปหาน้องสาวข้าตั้งแต่เช้าเลยเหรอ?
– ก็เป็นน้องสาวข้าอยู่แล้ว เจ้าอยากเป็นพี่รึไง?
กู่หลิงฮวากัดฟันแน่น เพิกเฉยต่อความเจ็บแปลบที่ฝ่ามือ แล้วออกแรงเหวี่ยงกระบี่อีกครา…!
นางยังคงเหวี่ยงกระบี่ภายใต้แสงจันทร์ เพื่อกลบเสียงของกู่หยางชอนที่ก้องอยู่ในหัว เสียงที่ยังไหลเวียนอยู่ข้างหูไม่เลือนหาย เป็นเสียงที่นางอยากจะลืมเสียให้สิ้น
น่ารำคาญนัก
ทั้งที่เหนื่อย ทั้งที่เจ็บ ทั้งที่หนีมาอย่างตัดขาดแล้วแท้ๆ แต่กลับมาหวั่นไหวเพียงเพราะคำว่า “น้องสาว” คำเดียว
นางเกลียดตัวเองที่เผลอมีความหวัง
แค่เพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น กลับคิดไปว่าบางที…อาจย้อนกลับไปยังวันวานได้อีกครั้ง
นั่นช่างน่าสมเพชสิ้นดี
‘อย่าลืมนะ…หลิงฮวา’
‘เจ้าต้องเบ่งบานดั่งดอกเหมย’
เพื่อท่านอาจารย์ผู้เคยมอบที่พักพิงให้กับนาง ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสุดท้ายของท่านก็ตาม
อย่างน้อยที่สุด— ให้นางได้มอบ ‘บุปผาของศิษย์’ ให้ท่านอย่างสง่างาม
กู่หลิงฮวากัดฟันแน่น
เตือนใจตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แล้ววาดกระบี่ลงบนฟากฟ้า
ภายใต้แสงจันทร์ที่เงียบงันและอ้างว้างนั้น…