สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 83 ปีศาจทำลายล้าง (2) ༻
แซ่ก…
แซ่ก…
ยาฮยอลจ็อกเปิดอ่านจดหมายที่แบชงยื่นให้ทีละแผ่น
แน่นอนว่าพวกมันรู้ดีว่าเขาเป็นพวกเกลียดการอ่านตัวหนังสือเพราะฉะนั้นบทสรุปย่อย่อคงจะถูกรวมไว้ที่หน้าสุดท้ายแล้ว
ยาฮยอลจ็อกเองก็รู้อยู่เต็มอก เขาเลยทำแค่ไล่สายตาผ่านหน้าแรกๆ อย่างขอไปที ก่อนจะจ้องไปยังหน้าท้ายสุดทันที
“สรุปแล้ว…”
เอ่ยพร้อมปาแผ่นจดหมายไปตรงหน้าแบชง
“เป็นลูกหมาของตระกูลกู่สินะ”
“ขอรับ…”
“ตระกูลกู่? พวกตระกูลสูงศักดิ์นั่นไม่ใช่หรือ?”
“ถูกต้องแล้วขอรับ เป็นตระกูลกู่แห่งซานซี ที่มีนักรบพยัคฆ์อยู่ด้วยนั่นแหละขอรับ”
“นักรบพยัคฆ์เรอะ… ไอ้ห่าเอ๊ย”
ก็ว่าทำไมเมื่อไม่กี่วันก่อนลูกน้องของเขาถึงได้ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าธุลี ที่แท้ก็เป็นสายเลือดของตระกูลกู่
ถึงว่าทำไมถึงใช้เพลิงได้แปลกตานัก พอรู้ว่าเป็นลูกหลานของมันก็ไม่แปลกใจนัก
‘กู่ชอลอึน…’
ยาฮยอลจ็อกระบายยิ้มเหี้ยมขณะนึกถึงชื่อ
ในฝั่งธรรมะ พวกมันเรียกกู่ชอลอึนว่า ‘นักรบพยัคฆ์’ แต่ในฝั่งอธรรมกลับเรียกกันต่างออกไป
อัคคีอสุรา… อสูรเพลิง…
จอมยุทธ์ผู้แผดเผาคนเป็นเป็นทั้งเป็นพริบตา ด้วยเปลวเพลิงที่ลุกโชนดั่งนรก
หากกองศพที่ถูกเผาตายด้วยน้ำมือของมันถูกรวมไว้ที่เดียวกัน คงพอกลายเป็นเนินเขาเล็กๆ ได้เลยทีเดียว
“แน่ใจใช่ไหม?”
“…ขอรับ ขณะนี้ยืนยันได้ว่าเขาพักอยู่ที่สำนักฮวาซานในฐานะแขก”
“สำนักฮวาซานงั้นรึ? แล้วตระกูลกู่ส่งคนมาถึงที่นี่ทำไม?”
ระยะทางจากซานซีมาถึงที่นี่ก็ใช่ใกล้ๆ ไฉนบุตรชายของกู่ชอลอึนจึงต้องลำบากมาถึงถิ่นแบบนี้?
“ได้ยินมาว่า หนึ่งในศิษย์ของฮวาซานมีสายเลือดของตระกูลกู่ เลยคาดว่าน่าจะเป็นเหตุผลนั้น”
ฟังดูคลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยได้ยินอยู่ แต่คงเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญนักจึงถูกลืมเลือนไปแล้ว
“แล้วมีแผนจะจับตัวหรือยัง?”
เมื่อได้ยินคำถามของยาฮยอลจ็อก แบชงกลับไม่กล้าตอบ
เพราะถ้าถึงขั้นเป็นสายเลือดโดยตรงของตระกูลกู่ ต่อให้เป็นพวกมันก็ไม่อาจแตะต้องได้ตามอำเภอใจ
การจับศิษย์ของสำนักฮวาซานมาครั้งก่อนยังต้องใช้แผนการที่ซับซ้อนและรัดกุมยิ่งนักเลยทีเดียว…
เจ้าหนูนั่นตอนนี้อยู่ในสำนักฮวาซาน ยังไงก็ไม่สามารถลงมือได้ในตอนนี้
‘…ให้ตายสิ ทำไมต้องเป็นหนึ่งในตระกูลสูงศักดิ์ด้วยวะ’
เพราะเป็นตระกูลสูงศักดิ์นั่นแหละ การหาข้อมูลถึงง่ายดาย แต่พอจะจัดการกลับกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้นมา
หากบังเอิญไปแตะต้องบุตรชายคนเดียวของหัวหน้าตระกูลเข้าโดยไม่มีแผนการรัดกุม แล้วเรื่องดันผิดพลาดขึ้นมา…
‘…บางที กู่ชอลอึนอาจลงมือเอง’
นี่แหละคือเหตุผลที่การลักพาตัวศิษย์สำนักฮวาซานครั้งก่อน พวกมันถึงได้ป้องกันร่องรอยอย่างแน่นหนา
ในกรณีนั้นเป็นคำสั่งโดยตรงจากเบื้องบนของ “ตำหนักหลัก” จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่กรณีของตระกูลกู่ มันต่างออกไป
‘จะทำยังไงดีวะ…?’
เสียงกลืนน้ำลายแห้งๆ ดังขึ้น
ต้องหาวิธีให้ได้
ไม่อย่างนั้นคอเขาเองก็มีสิทธิ์ถูกเชือดโดยไอ้หมูบ้านั่นได้ทุกเมื่อ
ยาฮยอลจ็อกที่เห็นแบชงทำหน้าเคร่งเครียดก็หัวเราะจนเสียงสะท้อนก้องไปทั่วถ้ำ
“ไอ้ลูกหมา อย่าทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ขนาดนั้น ข้าล้อเล่นโว้ย”
พูดพลางหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ
แบชงกำหมัดแน่นด้วยแขนข้างที่เหลืออยู่ โดยให้พ้นจากสายตาของยาฮยอลจ็อก
ไอ้สัด…
“แล้วไอ้เรื่องตระกูลกู่นั่นช่างมันก่อนก็ได้ แล้วหมอเทวดาล่ะ?”
“…คือว่า…”
“ที่เขียนอยู่ในรายงานนี่ก็ไม่แน่นอนเลยนี่หว่า บอกว่า ‘คาดว่าน่าจะอยู่ในค่ายกลลวงตา’ แค่นั้นเองไม่ใช่เหรอ แบชง?”
“เราเชื่อว่าเมื่อดูจากข่าวที่ว่าหมอเทวดาเดินทางมาถึงส่านซีแล้ว และเมื่อรวมกับร่องรอยบางอย่าง ก็คิดว่าสำนักฮวาซานน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องแน่นอน”
“แล้วไงต่อ?”
“เมื่อดูจากตำแหน่งสุดท้ายที่สามารถระบุได้ รวมถึงร่องรอยที่เหมือนจงใจลบไป… ทำให้เราคาดว่าเขาน่าจะถูกขังอยู่ใน ‘ค่ายกลลวงตา’ ที่เซียนดอกเหมยเป็นคนวาง”
ข้อมูลที่ได้จากตำหนักหลักคือ หมอเทวดาอยู่ในส่านซีตอนนี้ และให้จับตัวเขาไปขังไว้ในใต้ดิน
พอแบชงวิ่งวุ่นรวบรวมข้อมูลจากทุกทิศทุกทางเข้าด้วยกัน สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปว่า สถานที่ที่หมอเทวดาน่าจะอยู่ได้ มีเพียงค่ายกลลวงตา ตรงที่พวกเขาเคยปะทะกับบุตรชายสายตรงของตระกูลกู่
“แต่ทั้งหมดนั่นมันก็ยังแค่การคาดเดาใช่มั้ยล่ะ แบชง?”
แบชงเงียบ ไม่ตอบคำ
ก็เพราะอย่างที่ยาฮยอลจ็อกพูด มันไม่ใช่เรื่องที่สามารถมั่นใจได้เต็มร้อย
“แล้วแน่ใจรึว่า ‘ค่ายกลลวงตา’ นั่นเป็นฝีมือของเซียนดอกเหมย?”
“…ในซานซีตอนนี้ มีเพียงเซียนดอกเหมยคนเดียวเท่านั้นที่สามารถสร้างค่ายกลลวงตาระดับนั้นได้ขอรับ”
“งั้นก็เดาอีกนั่นแหละ ไอ้ขยะเอ๊ย…”
เวลาผ่านไปแค่วันเดียว ยังถือว่าสั้นเกินไปที่จะหาความจริงจากข้อมูลน้อยนิดที่มี
อย่างไรก็ตาม บริเวณใกล้ๆ กับค่ายกลลวงตานั่นคือที่พำนักของเจ้าสำนักฮวาซานคนก่อนซึ่งลาวงการไปแล้ว
และในสถานที่แบบนั้น จะมีใครอีกเล่านอกจากเซียนดอกเหมย ที่จะกล้าสร้างกับดักวิชาในระดับนั้นได้?
“แบชง”
“ขอรับ… หัวหน้าสาขา…”
“ถ้าข้อมูลนี้ผิดอีกล่ะก็… เจ้าตายแน่ เข้าใจไหม?”
“…ขอรับ ข้ารู้ดี”
ยังไงซะ ต่อให้ไม่ถึงกำหนดสามวัน เขาก็อาจตายอยู่ดี
แบชงรู้จักนิสัยโคตรชั่วของยาฮยอลจ็อกดีเกินพอ
“อืม… ส่งพวกคนอื่นไปก็คงเปล่าประโยชน์ ข้าคงต้องไปเองใช่ไหม?”
“…”
“ยังไม่เข้าใจอีกหรือไง… รอบนั้นไม่มีใครจับตาดูเลยใช่ไหม?”
“จากที่ข้าสืบได้… ไม่มีใครคอยเฝ้าระวังอยู่บริเวณนั้นเลยขอรับ”
วิชาระดับนั้น ถ้าหมอเทวดาอยู่ด้านในจริงๆ ปกติก็น่าจะมีจอมยุทธ์อย่างน้อยสองสามคนคอยเฝ้าระวังอยู่
นี่เป็นความโอหังของเซียนดอกเหมยหรืออย่างไร?
เพราะคิดว่าหากมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้น เขาจะสามารถมาถึงได้ทันที?
หรือเพราะมั่นใจว่ากับดักวิชานั้นไม่มีวันถูกทำลายลงได้?
แน่นอนว่า ถ้าระดับแค่พวกแบชง ต่อให้รวมตัวกันหลายคนก็ไม่มีทางทำลายค่ายกลลวงตานั้นได้
สุดท้าย… คนเดียวที่พอจะทำได้ก็คือ ยาฮยอลจ็อก
เขาค่อยๆ ลุกขึ้น ก่อนจะกำด้ามดาบใหญ่ไว้แน่น จิตรสังหารอันเย็นยะเยือกพลันแผ่กระจายออกไปทั่วถ้ำ
แต่ใบหน้าของยาฮยอลจ็อกยังคงเรียบนิ่ง ไม่ต่างจากคนหมดอารมณ์
เขาไม่ชอบเรื่องซับซ้อนนัก
ถ้าไม่รู้… งั้นก็แค่ทำลายมันซะ
นิสัยเขาก็เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร
แบชงเห็นท่าทีเช่นนั้นจึงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงระวัง
“ทันทีที่ค่ายกลลวงตาถูกทำลาย… เซียนดอกเหมยอาจจะปรากฏตัวทันทีนะขอรับ ท่านหัวหน้า”
คำพูดนั้นทำให้สีหน้าของยาฮยอลจ็อกบิดเบี้ยว
“ไอ้ลูกหมา จะพูดอธิบายอะไรนักหนา ก็แค่ทำลายแล้วจับตัวตาแก่มาก็พอใช่ไหม? คิดว่าข้าไม่เข้าใจเหรอ? หรือว่าอยากจะสั่งข้าอีกที?”
“ไม่ใช่ขอรับ…!”
ยาฮยอลจ็อกเคี้ยวแมงป่องที่เหลืออยู่แล้วกลืนลงคอ ก่อนจะพูดต่อ
“ส่วนเจ้าลูกหมาจากตระกูลกู่นั่น… ก็ให้คอยจับตาดูไว้ห่างๆ ก็พอ”
“ขอรับ…? แล้วท่านจะทำอย่างไร?”
“ถ้าแค่ไอ้อัคคีอสุราบัดซบคนเดียวก็กลัว ข้าคงไม่เหมาะจะอยู่ที่นี่หรอก”
เขาหัวเราะคิกคักเหมือนคิดอะไรสนุกในหัว
ยาฮยอลจ็อกใช้ฝ่ามือปิดหน้า หัวเราะพึมพำอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง หันมามองแบชงตรงๆ
ในแววตานั้นคล้ายมีหมอกมืดครึ้มลอยอยู่ ทำให้แบชงถึงกับสะดุ้งเล็กน้อย
“ถ้าข้าอุตส่าห์ไปถึงที่นั่นแล้ว กลับไม่เจออะไรเลยล่ะก็… แบชง เจ้าเข้าใจใช่ไหม?”
“…เข้าใจขอรับ ท่านหัวหน้า”
ยาฮยอลจ็อกตบไหล่แบชงเบาๆ ด้วยฝ่ามือข้างใหญ่ แล้วลากดาบใหญ่ไปตามพื้นหิน มุ่งหน้าสู่ออกทางของถ้ำ
แบชงเห็นดังนั้น พลันเรี่ยวแรงทั้งตัวก็พลันหมดลง ทรุดตัวนั่งลงตรงนั้น
เขาต้องหาวิธีรอดให้ได้ ไม่เช่นนั้น…
จะไม่มีพรุ่งนี้อีกแล้ว
◇◆
กู่หลิงฮวาลืมตาขึ้นในยามเช้า หลังหลับไปเพราะฝึกดาบจนถึงรุ่งสาง
ร่างกายที่เหนื่อยล้าบ่งบอกว่านางคงได้นอนเพียงไม่กี่ชั่วยาม แต่กระนั้นก็ยังลุกขึ้นโดยไม่ลังเล
“…อึก!”
ทันทีที่ยันมือกับพื้นเพื่อลุก ความเจ็บแล่นวาบขึ้นมาจากฝ่ามือจนนางเซเล็กน้อย
แผลจากเมื่อคืนที่พยายามฝึกดาบอย่างหนัก ทั้งที่มือยังเจ็บอยู่ ทำให้เลือดแห้งเกาะเป็นคราบหนา
นางล้างแผลอย่างระมัดระวัง แล้วเปลี่ยนผ้าพันแผลด้วยความเงียบ
แม้กระบวนการจะเจ็บปวด แต่กู่หลิงฮวาก็เพียงเม้มปากแน่นและอดทนต่อไป
หลังจากเปลี่ยนผ้าพันแผลเสร็จ นางก็เปลี่ยนเสื้อผ้า
โชคดีที่กระท่อมหลังนี้เคยเป็นที่พักของอาจารย์ ก่อนจะยกให้หมอเทวดาใช้พักผ่อน จึงยังมีเสื้อผ้าเหลืออยู่บ้าง
เมื่อชำระล้างร่างกายและแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว กู่หลิงฮวาก็เปิดประตูออกมา
วันนี้เป็นวันที่นางเฝ้ารออยู่ครึ่งใจ จึงสามารถออกจากเรือนด้วยความรู้สึกดีได้
เมื่อเดินลงเขา ก็เห็นศิษย์หลายคนกำลังฝึกพร้อมกันอย่างเป็นระเบียบ
กู่หลิงฮวาเพียงมองดูอยู่ห่างๆ แล้วเบี่ยงทางเดินเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ใครเห็น
นางเองก็ไม่อยากเจอใครเท่าไรนัก และพวกเขาก็คงไม่อยากเจอนางเช่นกัน
เดินต่อไปอีกหน่อยก็เห็นที่พักของกู่หยางชอนอยู่ลิบๆ
นางอดนึกถึงนัมกุงบีอาไม่ได้
ลังเลว่าจะเข้าไปหาอีกสักครั้งดีไหม แต่สุดท้ายก็เลือกจะไม่ทำ
แม้จะรู้สึกขอบคุณในความช่วยเหลือ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างพวกนาง… คงยังไม่ถึงขั้นนั้น
แค่ปรายตามองเล็กน้อย กู่หลิงฮวาก็หมุนตัวเดินต่อไป
◇◆
การเดินลงไปถึงตัวเมืองใช้เวลาไม่นานนัก
ถนนหนทางพลุกพล่านเพราะการเตรียมงานพิธีประลองดอกเหมย กลิ่นอาหารหอมกรุ่นลอยมาแต่ละทิศทาง ทำให้นางเผลอหยุดเดินอยู่หลายครั้ง
คงเพราะหลายวันมานี้แทบไม่ได้กินอะไร มัวแต่ใช้ข้ออ้างเรื่องฝึกฝนจนละเลยมื้ออาหารมาตลอด สุดท้ายก็ทนไม่ไหว
นางหยุดที่แผงขายของริมทาง แล้วซื้อไม้เสียบเนื้อสองสามไม้ห่อใส่ถุง
มันทำให้นึกถึงช่วงเวลาที่เคยนั่งกินกับอาจารย์
‘…ท่านจะกินได้ไหมนะ?’
แม้จะซื้อมาด้วยความหิว แต่พอได้นึกถึงท่านอาจารย์ กู่หลิงฮวาก็เกิดลังเลใจขึ้นมาทันที…
เขาคงกำลังทำโจ๊กอยู่แน่ๆ…
หากนางหอบของกินแบบนี้ไปให้ อาจจะกลายเป็นโทษมากกว่าประโยชน์เสียอีก
ถ้าคิดได้ก่อนซื้อก็คงจะดีกว่านี้…
กู่หลิงฮวารู้สึกว่าตัวเองยังไร้เดียงสาเกินไป
อาจเพราะความคิดหลายอย่างแล่นผ่านเข้ามาในหัวพร้อมกัน ทั้งที่หิวแท้ๆ กลับรู้สึกหมดความอยากอาหารไปเสียเฉยๆ
สุดท้าย นางก็ยื่นไม้เสียบเนื้อพวกนั้นให้กับเด็กที่เดินผ่านแถวนั้นแบบลวกๆ
แม้จะเสียดายเงินเล็กน้อย… แต่จะกินก็ไม่ลง จะทิ้งก็เสียดาย อย่างน้อยแบบนี้ก็ดีกว่า
‘…กินด้วยกันมันดีกว่าอยู่คนเดียว’
แทนที่จะกินของอร่อยตามลำพัง หากได้นั่งกินโจ๊กกับอาจารย์ แม้จะเรียบง่ายแค่ไหน ก็ยังรู้สึกสุขใจกว่า
ด้วยความคิดเช่นนั้น กู่หลิงฮวาจึงออกวิ่งอีกครั้ง
ร่างกายแม้จะอ่อนล้า แต่แค่คิดว่าจะได้พบอาจารย์ ใจนางก็ฮึกเหิมขึ้นอย่างน่าประหลาด
ความอึดอัดในอกที่เคยแน่นราวกับถูกบีบรัด ก็ค่อยๆ คลายออกทุกย่างก้าวที่เข้าใกล้เป้าหมาย
‘อีกนิดเดียวเท่านั้น!’
แค่ไม่กี่วัน แต่เรื่องที่อยากเล่าให้อาจารย์ฟังกลับกองพะเนินเต็มอกไปหมด ทั้งเรื่องที่ประลองกับนัมกุงบีอา
ทั้งเรื่องที่นางช่วยเหลือในรูปแบบของการประลอง หรือแม้แต่… เรื่องที่กู่หยางชอนโผล่มาช่วยไว้ในตอนท้าย
หากได้เล่าออกไปทีละเรื่อง นางมั่นใจว่าอาจารย์ต้องมีเรื่องให้หัวเราะแน่
ในที่สุด เมื่อตะลุยฝ่ามาได้ระยะหนึ่ง นางก็เห็นกระท่อมที่อยู่ไกลลิบ
กลุ่มควันบางเบาลอยออกมาจากทางนั้น คงเป็นหลานชายของหมอเทวดากำลังทำกับข้าวอยู่เป็นแน่
กู่หลิงฮวายิ้มสดใส เตรียมจะวิ่งเข้าไปหาอย่างดีใจ ทว่า…
จู่ๆ ก็มีใครบางคนคว้าหัวไหล่นางแล้วกระชากกลับสุดแรง
“กรี๊ด!”
เสียงกรีดร้องหลุดออกมาในขณะที่ร่างของนางเสียหลัก
ในขณะเดียวกัน บางสิ่งก็พุ่งเฉียดผ่านเส้นผมของนางไปอย่างฉิวเฉียด
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
เส้นผมด้านหนึ่งของนางขาดสะบั้น ปลิวว่อนกลางอากาศ
ร่างของกู่หลิงฮวาทรุดฮวบลงกับพื้น ข้างกายคือบุคคลที่ช่วยคว้าตัวนางไว้เมื่อครู่
“…พี่?”
คนที่นั่งแนบข้างอย่างเงียบงัน สีหน้าแข็งขึงและดวงตาแน่วแน่คือ… นัมกุงบีอา
“ทำไมพี่ถึง…”
“…เงียบก่อน”
“หือ…?”
ความสับสนแล่นผ่านใบหน้าของกู่หลิงฮวา
ทว่าดวงตาที่สั่นไหว และเม็ดเหงื่อที่ไหลลงมาตามข้างแก้มของนัมกุงบีอา… ทำให้นางเริ่มรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างประหลาด
พี่มองไปที่ไหนกัน?
สายตาของนัมกุงบีอาจับจ้องแน่วแน่ไปยังแนวป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้หนาทึบ
กู่หลิงฮวาหันมองไปในทิศทางเดียวกัน แล้วพลันรู้สึกได้ถึงไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้ากระดูกสันหลัง
นางสะดุ้งเฮือกโดยไม่รู้ตัว…
“โอ้… หลบได้ยังไงกัน?”
เสียงหนึ่งดังมาจากอีกฟากของป่า
แฝงไว้ด้วยเจตนาฆ่าฟุ้งเฟะและสกปรกเสียจนกู่หลิงฮวารู้สึกตัวสั่นไปทั้งร่าง
“…หึ แบบนี้ไม่อยู่ในแผนนี่นา”
เสียงพงหญ้าแห้งๆ ถูกเหยียบย่ำดังขึ้นเรื่อยๆ
กู่หลิงฮวารู้สึกได้ว่าร่างกายถูกแรงกดดันประหลาดบางอย่างรัดแน่นขึ้นทุกที จนแม้แต่การหายใจก็เริ่มจะลำบาก
ขณะที่นางใกล้จะหมดแรงลงทุกที นัมกุงบีอาซึ่งยังคงจับไหล่นางไว้ก็ชักกระบี่ออกมาในพริบตา แล้วเหวี่ยงฟาดใส่อากาศเบื้องหน้า!
ฟ้าวววว—!
เสียงกระแทกดังสนั่นกลางอากาศ
…เสียงนี้…
นั่นมัน…เสียงของปราณกระบี่ปะทะกันไม่ใช่หรือ!?
“พี่…!”
กู่หลิงฮวาตั้งใจจะตะโกนเรียก แต่น้ำเสียงนั้นกลับสะดุดกลางคัน
นางเห็นมือที่นัมกุงบีอาใช้จับกระบี่ กำลังสั่นระริก
ครืด… ครืด… ครืดกึง…!
เสียงน่าพิศวงบางอย่างดังขึ้นตามแนวพงหญ้า เหมือนมีบางสิ่งหนักอึ้งกำลังถูกลากผ่านมา
จากในพุ่มไม้ เงาร่างหนึ่งค่อยๆ ปรากฏตัวออกมา
เป็นบุรุษร่างยักษ์ สูงเกินแปดฉื่อ รูปร่างมหึมาราวกับยักษ์ในตำนาน
ในมือของเขาคืออาวุธบางอย่างที่ยากจะเรียกว่ากระบี่ด้วยซ้ำ มันใหญ่เทอะทะและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตาย
พลังปราณที่แผ่ออกมาจากเขากดทับบรรยากาศโดยรอบราวกับจะบดขยี้ผู้คนให้แหลกเป็นผุยผง
สีหน้าของกู่หลิงฮวาเริ่มซีดเผือด
“ไม่เพียงแค่หลบได้… ยังกล้ารับมือด้วยรึ?”
เสียงของบุรุษผู้นั้นเปล่งออกมาด้วยน้ำเสียงรื่นรมย์ประหนึ่งกำลังชมเชย
แต่ในแววตาและรอยยิ้มของเขากลับเต็มไปด้วยความมืดมิด และราคะอันโสมมที่กำลังปะทุขึ้นทีละนิด…