สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 85 ปีศาจทำลายล้าง (4) ༻
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ
ชิ๊ง! เคร้ง!
ทุกครั้งที่คมกระบี่กระทบกัน ก็มีประกายไฟสาดกระจายออกมา
กระบี่ที่อัดแน่นด้วยลมปราณกรีดเฉียดกลางอากาศ ทิ้งรอยเส้นไว้เบื้องหลัง เส้นแสงที่ลากตามทางของกระบี่นั้น คล้ายกับสายน้ำที่คดเคี้ยวไหลริน
กระบวนท่าก้าวเท้ายิ่งแปรเปลี่ยนว่องไวและหลากหลายขึ้น เพื่อถ่ายทอดเจตจำนงแห่งกระบี่สายฟ้าและกระบี่พริบตา
นางจึงใช้ท่าก้าวมังกรคราม อันเป็นวิชาก้าวเท้าของตระกูลนัมกุง ที่ฝึกฝนมาเพื่อเสริมพลังในกระบวนท่า
ท่วงท่าดังกล่าวงดงามราวกับร่างของอสรพิษมังกรที่เลื้อยพลิ้ว
นัมกุงบีอายังคงรักษารูปแบบของ “กระบวนท่ากระบี่ราชันย์” ซึ่งเป็นสุดยอดกระบวนท่าของตระกูล และสะบัดกระบี่ไม่หยุด
แม้ลมปราณในตันเถียนจะเริ่มเหือดแห้งลงเรื่อยๆ แต่นางก็ไม่มีทางเลือกอื่น
ไม่รู้ว่านางฟาดกระบี่ไปกี่ครั้งแล้ว แต่ถึงจะมากแค่ไหน เวลาก็ผ่านไปเพียงไม่กี่นาทีเท่านั้น
ถึงกระนั้น นัมกุงบีอากลับรู้สึกว่าร่างกายของตนใกล้จะถึงขีดจำกัดความรู้สึกคล้ายกับการฝึกกระบี่ทั้งวันทั้งคืนโดยไม่หยุดพัก
แขนที่เคยได้รับแรงกระแทกจนแทบหัก เมื่อขยับขึ้นมาก็ปวดแปลบอย่างรุนแรง ร่างกายที่ยังไม่ชินกับสนามรบจริง ไม่ยอมขยับพลิ้วตามใจราวกับสายลมเช่นเคย
‘แตะตัวเขา…ไม่ได้เลย…!’
ความห่างชั้นระหว่างเรามันมากถึงเพียงนี้เลยหรือ?
ยาฮยอลจ็อกไม่ได้แม้แต่จะชักอาวุธของตนออกมา เขาเพียงแค่หลบหลีกไปมาเท่านั้น
เพื่อเรียกสติกลับคืน นัมกุงบีอากัดริมฝีปากแน่น แรงกัดนั้นมากพอจนเลือดไหลซึมออกมาเป็นสาย
ทว่าขณะที่นางเร่งเร้าก้าวเท้า ลมปราณก็เริ่มจางลง กระบี่ที่เคยอัดแน่นด้วยพลังแห่งปราณ กระบวนท่าก็เริ่มไร้เรี่ยวแรง
ร่องแสงของกระบี่ที่เคยพุ่งเฉียบคม บัดนี้กลับค่อยๆ จางหายไปทีละน้อย
กระบี่ในมือที่ตอบสนองต่อความเหนื่อยล้าของร่างกายช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
ยาฮยอลจ็อกเห็นจังหวะนั้น จึงเหวี่ยงแขนเข้าใส่นัมกุงบีอา
“อึก!”
เพียงการตวัดเบาๆ นางก็ปลิวกระเด็น ตุบ! กลิ้งไปกับพื้น
“นังหนูนี่…ยังไม่เคยฆ่าคนเลยสินะ?”
นัมกุงบีอาหอบหายใจแรงอย่างยากลำบากเมื่อได้ยินคำพูดของเขา
ขณะมองดูนาง ยาฮยอลจ็อกคิดขึ้นมาในใจ
นางน่าจะผ่านวัยเยาว์มาแล้วกระมัง?
ผิวพรรณยังดูเปล่งปลั่งสดใส อาจจะใช่ หรืออาจจะไม่ก็ได้
แต่จะอย่างไร…ก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะใส่ใจนัก
หากหน้าตาเป็นเยี่ยงนั้น แล้วยังมีฝีมือระดับนี้อีก ร่างกายก็คง…กระชับแน่นไม่ต่างกัน
ยาฮยอลจ็อกไม่ได้รู้สึกอะไรมากไปกว่าความประหลาดใจเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อครู่มีคนเรียกนางว่า ‘มังกรสายฟ้า’ ใช่หรือไม่นะ?
คนที่ว่ากันว่าเป็นทายาทคนต่อไปของตระกูลนัมกุงอย่างแน่นอน
นามสกุลนัมกุงแท้ๆ แต่ไม่ใช่มังกรกระบี่ ทว่ายังถูกขนานนามว่าเป็นมังกรสายฟ้าเสียได้
แค่ได้ยินก็ขำจนเกือบหลุดเสียง
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเฒ่าที่ได้ฉายาว่าปราชญ์สวรรค์ หรือแม้แต่หัวหน้าตระกูลในปัจจุบัน ต่างก็เป็นพวกที่ทำให้ตระกูลนัมกุงต้องหดหัวอยู่ในเงามืดของยุทธภพมาเนิ่นนาน
แต่เมื่อเห็นสตรีนางนี้ ความคิดของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป
เมื่อครู่นางใช้กระบวนท่าที่เรียกว่า ‘กระบวนท่ากระบี่ราชันย์’ งั้นหรือ?
เป็นกระบวนท่าที่มีรูปแบบชัดเจน เปล่งประกายพลังออกมากดทับรอบข้างได้อย่างทรงอำนาจ
ลมปราณของนางคงจะไหลออกมาไม่หยุดเหมือนเขื่อนแตกเป็นแน่ ต่อให้นางพยายามฝืนใช้กระบวนท่านั้น ก็ย่อมต้องแลกกับแรงกดดันมหาศาลในการประคองรูปแบบไว้
และถึงอย่างนั้น สตรีนางนั้นก็ยังสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างพลิ้วไหว
‘เด็กยุคนี้มันแข็งแกร่งกันหมดเลยรึไงวะ?’
เขาเคยคิดว่าสายเลือดรุ่นใหม่ของตระกูลใหญ่อย่างกระบี่ฟีนิกซ์ หรือผู้สืบทอดของสำนักใหญ่อย่างกระบี่มังกรดอกเหมย ก็แค่พวกอาศัยชื่อเสียงเก่าเท่านั้น
แต่พอได้เห็นกับตา ก็อดเปลี่ยนความคิดไม่ได้
หากปล่อยไว้เช่นนี้ อีกไม่นาน ยุทธภพคงเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดพวกนี้แน่
‘แต่เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ’
ยาฮยอลจ็อกก้าวเข้าไปใกล้นัมกุงบีอา
‘เสียเวลาไปเปล่าๆ เลยสิ’
เขาเสียเวลาไปมากเพื่อไม่ให้ใบหน้าและลำตัวของนางได้รับบาดเจ็บ
จะว่าไป หากสับนางให้ขาดตั้งแต่แรกก็คงจบไปแล้ว แต่ด้วยรูปลักษณ์เช่นนั้น มันน่าเสียดายเกินกว่าจะปลิดชีพทิ้ง
ด้วยระดับพลังเช่นนี้ นางคงไม่แก่ชราง่ายๆ เป็นแน่
อย่างน้อยอยู่ดูแลให้ชมเป็นสิบๆ ปีก็ยังไม่เบื่อ
“เพราะฉะนั้น ข้าควรจะดูแลให้นางอยู่อย่างดีสินะ”
เขาแอบคิดว่า ถ้ามีโอกาสก็คงอยากจะสนุกกับนางสักหน่อย แต่หญิงสาวที่หลบหนีไปเมื่อครู่กลับยังติดค้างอยู่ในใจ
จะต้องใช้เวลานานเท่าใด กว่าข่าวนี้จะไปถึงฮวาซานกันแน่?
หากคิดว่าอีกฝ่ายต้องใช้เวลาเดินทางมาที่นี่หลังได้ยินข่าวแล้วละก็ อย่างน้อยคงต้องใช้เวลาครึ่งชั่วยาม
“หึม…ถ้าต้องลบทุกอย่างให้เกลี้ยงด้วยล่ะก็ คงจะลำบากไม่น้อย”
ขณะพูดเช่นนั้น ยาฮยอลจ็อกก็เอื้อมมือไปแตะที่ลำคอของนัมกุงบีอา แล้วกดจุดสำคัญเพื่อสะกดพลังนางไว้
“…!”
“ใจเย็นๆ ก่อนนะ คนดีของพี่”
แม้เขาจะคิดว่านางคงไม่มีเรี่ยวแรงจะหนีไปไหนได้อยู่แล้ว แต่เพื่อความแน่ใจ เขาก็ลงมือป้องกันเอาไว้ก่อน
ยาฮยอลจ็อกก้าวเข้าไปยังทิศที่เขาสัมผัสได้ว่ามีค่ายกลลวงตาซ่อนอยู่
และทันทีที่เขาเดินเข้าไปเกินระยะหนึ่ง ก็พบกับม่านพลังใสที่สกัดร่างเขาไม่ให้ล่วงล้ำเข้าไปได้
เมื่อเห็นเช่นนั้น มุมปากของเขาก็ยกขึ้นช้าๆ
จากม่านนั้น เขาสัมผัสได้ชัดเจนถึงแรงกดดันของพลังลึกล้ำ
พอได้เห็นกับตา ก็ยิ่งมั่นใจ
นี่คือค่ายกลที่ถูกวางไว้โดยเซียนดอกเหมยอย่างแน่นอน
ตามที่แบชงเคยพูดไว้ คนที่สามารถใช้ค่ายกลระดับนี้ในแถบส่านซี…คงมีเพียงเซียนดอกเหมยเท่านั้น
“ถึงกับวางของระดับนี้ไว้ แล้วยังไม่มีใครคอยเฝ้าเลยงั้นหรือ…คิดจะเล่นอะไรอยู่กันแน่?”
แม้เขาจะใช้ลมปราณตรวจตรารอบด้านอย่างรอบคอบ แต่ก็ไม่พบร่องรอยของใครเลยแม้แต่น้อย
ถ้าขนาดสัมผัสของเขายังจับไม่ได้ ก็ถือว่าไม่มีใครอยู่จริงก็ไม่ผิด
เขาไม่รู้ว่าทำไมพรรคฮวาซานถึงได้เปิดเผยช่องโหว่ขนาดนี้ แต่สำหรับเขาแล้ว… ถือเป็นโอกาสอันดีอย่างยิ่ง
หากไม่มีหมอเทวดาอยู่ในนั้นจริงๆ
“เอาเถอะ…ลองพังมันดูสักตั้งก็รู้เองแหละ”
จะมีใครอยู่ภายในหรือไม่ ก็แค่เปิดออกมาก็รู้เอง
เขากระชับด้ามดาบใหญ่แน่น แล้วเริ่มถ่ายลมปราณเข้าสู่คมดาบทีละน้อย
เมื่อพลังปราณดาบค่อยๆ ทับถมจนถึงจุดหนึ่ง บรรยากาศรอบตัวก็เริ่มเปลี่ยนแปลง
นัมกุงบีอามองภาพเบื้องหน้าแล้วพลันกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว
ปริมาณลมปราณที่เขาใช้…ช่างเหลือเชื่อ
ยิ่งกว่านั้น เขายังสามารถควบแน่นมันไว้ในจุดเดียวได้อย่างแม่นยำ
นางส่งเสียงออกมาไม่ได้ เพราะถูกจุดเอาไว้ที่ลำคอ
หากยังมีลมปราณเหลืออยู่สักนิด ก็คงพอพยายามคลายพลังนั้นได้ แต่กับสภาพของนางในตอนนี้…เป็นไปไม่ได้เลย
แม้นางจะช่วยให้กู่หลิงฮวารอดออกไปได้ แต่ก็ไม่รู้เลยว่าเมื่อใดจะมีผู้มาช่วยเหลือ
หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไป ก็ถึงจุดจบแน่นอน
ผู้ชายผู้นี้ต้องการตัวนาง
แม้จะไม่มีความรู้ลึกซึ้งมากนัก แต่นัมกุงบีอาก็พอคาดเดาได้ว่า หากถูกจับตัวไป ผลลัพธ์คงไม่มีทางดีอย่างแน่นอน
‘จะทำยังไงดี…’
นางไม่ต้องการถูกลากตัวไป
ภาพในหัวผุดขึ้นมาอย่างชัดเจน มือของยาฮยอลจ็อกที่เคยเอื้อมมาสัมผัสแก้มของนางในตอนที่นางอ่อนแรงลงก่อนหน้านั้น
ทั้งน่าขยะแขยง ทั้งสกปรก
แค่คิดขึ้นมาใหม่ ร่างทั้งร่างก็แทบขนลุกไปหมด
การสัมผัสจากชายผู้นั้น…สำหรับนางแล้ว มันช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก
ไม่เหมือนกับ…เขาคนนั้นเลย
เมื่อนึกถึงความคิดที่ผุดขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน นัมกุงบีอาก็รู้สึกอับจนเสียจนอยากจะหัวเราะเยาะตัวเองด้วยซ้ำ
‘…ตอนนี้ยังจะคิดถึงเขาอีกหรือ’
ในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่ผุดขึ้นมาในหัวได้…กลับเป็นเรื่องแบบนั้นอย่างนั้นหรือ?
ทั้งที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่ภาพที่แล่นเข้ามาในความคิดของนาง…กลับเป็นใบหน้าของใครคนหนึ่ง
‘ได้โปรดเถอะ…’
นัมกุงบีอาพยายามดิ้นรนสุดกำลังเพื่อคลายพลังที่ผนึกอยู่ แต่ร่างกายที่สิ้นพลังลมปราณเช่นนี้ จะหลุดพ้นได้อย่างไรกัน
ถึงอย่างนั้น นางก็ยังพยายามอย่างไม่ลดละ
แม้จะรู้ว่าหากฝืนมากไป อาจส่งผลต่อจุดชีพจรจนถึงขั้นได้รับบาดเจ็บถาวร แต่นั่นก็ไม่สำคัญอีกแล้ว
ความคิดเพียงอย่างเดียวที่กดทับในอก… คือหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ นางจะไม่มีวันได้พบเขาอีก
ความเจ็บปวดแล่นขึ้นมาจุกอก แต่ก็ยังคงฝืนกดพลังลงไปอีกครั้ง
ทว่า—
“…อย่าฝืนมันนักเลย”
เสียงหนึ่งแทรกผ่านเข้ามาข้างหู ทำให้นัมกุงบีอาชะงัก
สัมผัสอ่อนโยนแตะลงมาบริเวณหลังคอ ก่อนที่แรงตึงเครียดทั่วร่างของนางจะคลายออก
“อะ…!”
เสียงของนางยังออกมาได้ไม่ชัดนัก ดูเหมือนพลังผนึกจะยังคลายออกไม่หมด
เพราะเช่นนั้น…แม้จะอยากพูดมากเพียงใด ก็เอ่ยอะไรออกมาไม่ได้เลยสักคำ
เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้าเอ่ยขึ้นขณะมองมาที่นาง
“อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย ตอนนี้เจ้าคงไม่ยอมหนีอยู่ดีใช่ไหมล่ะ ถ้าอย่างนั้นก็ซ่อนตัวไว้เงียบๆ ก็พอ”
เขาว่าพลางยื่นมือไปลูบศีรษะนางอย่างเบามือ
ไม่หยาบกระด้างแม้แต่น้อย ราวกับกลัวว่าสิ่งที่สัมผัสจะเปราะบางเกินไป
“…ข้าโล่งใจแล้ว”
น้ำเสียงนั้นคล้ายกับคำที่กลั้นไว้มานาน ก่อนจะหลุดออกมาพร้อมลมหายใจที่แผ่วเบา
จากนั้น เด็กหนุ่มก็หันหลัง แล้วมุ่งหน้าตรงไปหายาฮยอลจ็อกทันที
นัมกุงบีอาตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น รีบยื่นมือออกหมายจะรั้งเขาไว้ แต่ในชั่วพริบตานั้น ร่างของเขาก็พุ่งออกไปดั่งเปลวเพลิงที่ระเบิดตัว
ยาฮยอลจ็อกสัมผัสถึงลางสังหรณ์เย็นเยียบไล่ขึ้นสันหลัง รีบปล่อยลมปราณออกแล้วบิดร่างหลบในทันที
กึก…!
เขาหลบตามสัญชาตญาณได้ทัน แต่ดูเหมือนจะหลบได้ไม่หมด เพราะความเจ็บปวดแหลมลึกก็แล่นเข้าสู่ช่องท้อง
เขารีบปล่อยลมปราณห่อหุ้มจุดนั้น แต่พลังที่อีกฝ่ายปล่อยออกมายังคงทะลวงเข้ามาไม่หยุด จนท้ายที่สุดเขาต้องล่าถอยเพื่อหลุดจากวิถีโจมตี
แรงกระแทกที่ปะทะกับท้องผลักให้ยาฮยอลจ็อกถอยกรูดไปด้านหลังทันที
ครืดดด–กึก!
เสียงฝ่าเท้าลากไปกับพื้นหญ้าดังขึ้นขณะพยายามยันตัวไม่ให้ล้ม
“แค่ก…!”
เขาหยุดร่างไว้ได้อย่างยากลำบาก ก่อนจะบ้วนเลือดลงบนพื้นเล็กน้อย
แม้จะรีบโคจรลมปราณห่อหุ้มไว้ภายหลังทันที แต่บริเวณท้องที่ถูกโจมตูก็ยังคงสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้
กลิ่นไหม้ลอยขึ้นมาจากหน้าท้องของเขาเอง
ยาฮยอลจ็อกจ้องไปยังผู้ที่โจมตีตนด้วยแววตาคมกริบ
ริมฝีปากที่สั่นเล็กน้อยคล้ายกับหน้าท้องที่ได้รับบาดเจ็บ ค่อยๆยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นยะเยือก
“…แกนี่มัน…ตัวอะไรของแกวะ?”
ฟู่วววววว—!
ไอร้อนพวยพุ่งปกคลุมพื้นที่โดยรอบ กลิ่นควันไฟอวลตลบ
เพียงแค่นั้น ยาฮยอลจ็อกก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
“…ข้าว่าจะไปหาเจ้าด้วยตัวเองอยู่พอดีเชียว ไม่นึกว่าเจ้าจะเป็นฝ่ายมาเยือนก่อนแบบนี้นะ?”
เดิมทีเขาคิดจะส่งคนออกไปหาข่าวและจับตำแหน่งของอีกฝ่าย แต่ตัวต้นเรื่องกลับปรากฏตัวตรงหน้าเขาเอง
พร้อมเพลิงที่ลุกโชนห่อหุ้มทั้งร่าง
“นี่เจ้ากำลังแนะนำตัวอยู่หรือไง?”
เหมือนกับจะประกาศออกมาชัดๆ ว่า
ข้า—คือสายเลือดของตระกูลกู่
น่ารำคาญนัก… ราวกับเห็นภาพของอสูรเพลิงแห่งสนามรบในอดีตซ้อนทับอยู่บนร่างของเด็กหนุ่มตรงหน้า
‘สายเลือดก็คือสายเลือดสินะ…’
ยาฮยอลจ็อกคิดพลางเรียกสติกลับมา
ภายนอกนั้นดูอ่อนเยาว์ยิ่งนัก รูปลักษณ์ยังคงเป็นเพียงเด็กหนุ่มผู้เพิ่งเริ่มย่างก้าวเข้าสู่เส้นทางของจอมยุทธ์เท่านั้น
แต่—
การโจมตีเมื่อครู่…เป็นของจริง
แม้ตอนนั้นเขาจะมัวแต่รวบรวมลมปราณอยู่ แต่ก็ไม่ควรพลาดการจับสัมผัสเช่นนั้นไปได้
ซึ่งหมายความว่า—เด็กนั่นตั้งใจปิดพรางลมหายใจทั้งหมด ก่อนเข้าประชิด
ปิดจนแนบสนิทถึงขนาดที่แม้แต่เขา…ยังจับไม่ได้
‘ยุคนี้มีแต่พวกประหลาดเต็มไปหมดเลยรึไงกันนะ?’
แม้แต่เด็กสาวที่เขาเหวี่ยงลงกับพื้นก่อนหน้า ก็ยังไม่ใช่คนธรรมดา
และเจ้าเด็กที่ยืนอยู่เบื้องหน้านี้… กลับยิ่งเหนือชั้นกว่านั้นอีก
แม้ดูแล้วคงยังไม่ถึงระดับ ‘จุดสูงสุด’
แต่คงอีกไม่นานนักหรอก
ในขณะที่ยาฮยอลจ็อกยังย่ำอยู่ระดับนี้มานานกว่าสิบปี อีกฝ่ายกลับไล่ตามมาในระยะเวลาเพียงสั้นๆ เท่านั้น
“…ข้าไม่ชอบเจ้าสักนิดเลยจริงๆ ”
ไอ้พวกหน่อไม้ไฟที่เพิ่งแตะพลังได้แต่แรก ยังไม่ทันเติบโตก็เริ่มฉายแววและหากปล่อยเวลาให้ผ่านไป อีกไม่นานมันก็จะเหยียบผ่านคนอย่างเขาไปโดยง่าย
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ยาฮยอลจ็อกชอบเหยียบย่ำ พวกต้นกล้าให้จมดินเสียตั้งแต่แรก
ยิ่งพวกที่เปล่งแสงเจิดจ้านัก ก็ยิ่งต้องเหยียบให้ลึกกว่าเดิม
แต่ปัญหาคือ…ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะจะทำเช่นนั้น
‘ข้าแค่อยากรีบจบให้ไวเท่านั้นเองแท้ๆ …’
ชิ…
แต่ในเมื่อเป็นพวกตระกูลกู่ ต่อให้จับได้ ก็มีแต่จะใช้มันเป็นของเล่นในการระบายอารมณ์เท่านั้น
ทว่า หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ก็คงได้แค่สังหารให้จบสิ้นโดยง่ายเท่านั้นเอง
แม้จะเสียดาย แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น
ยาฮยอลจ็อกกระชับดาบใหญ่ในมือแน่น ก่อนจะตั้งท่าอย่างมั่นคง
แม้จะโดนโจมตีเพราะประมาทเมื่อครู่ แต่ระดับของอีกฝ่ายก็เป็นเพียงผู้ฝึกยุทธระดับปลายเท่านั้น
ตราบใดที่ไม่ประมาทอีก ย่อมไม่มีทางเสียท่าแน่นอน—
‘…อะไรน่ะ? หายไปไหนแล้ว…?’
ลูกไฟที่เคยลุกโชนอยู่ตรงหน้า หายไปจากสายตาในชั่วพริบตา เป็นไปไม่ได้ที่การปรากฏตัวที่ทรงพลังเช่นนั้นจะสลายไปในทันทีเช่นนี้
ยาฮยอลจ็อกรีบกระจายสัมผัสพลังออกโดยรอบ เพื่อค้นหาตำแหน่งอีกฝ่าย
และทันทีที่เขารับรู้ถึงร่องรอยของมัน—
ยาฮยอลจ็อกก็เหวี่ยงดาบใหญ่ไปยังเบื้องหลังทันที เพราะตำแหน่งที่สัมผัสได้…คือหลังของเขาเอง
ตูม!
คมดาบผ่าอากาศด้วยเสียงคำราม แต่ไม่มีสิ่งใดเลยที่ปลายดาบสัมผัสได้
ในขณะเดียวกัน ร่างของเขาก็ถูกกระแทกอย่างแรงจากทางด้านข้าง
“อั่ก…!”
ความเจ็บปวดแล่นผ่านสีข้างราวกับโดนชนเข้าเต็มแรง
ร่างอันใหญ่โตของยาฮยอลจ็อกกลิ้งไปบนพื้นดิน และด้วยพลังของเปลวเพลิงที่ติดตามมาด้วย ฝุ่นควันก็พลันพวยพุ่งขึ้นบดบังทัศนวิสัยทั่วบริเวณ
“ไอ้เด็กเวรนี่…!”
เพราะรู้ว่าตนพลาดอีกครั้ง ยาฮยอลจ็อกร้องด้วยโทสะแล้วสะบัดดาบใหญ่ ตัดผ่านฝุ่นหนาแน่นด้วยแรงลมอันหนักหน่วง
ฟุ่ววว—!
เพียงพริบตา เปลวไฟที่เคยปกคลุมทั่วบริเวณก็จางหายไปหมดสิ้น เหลือเพียงเด็กหนุ่มผู้หนึ่งยืนอยู่ในท่าทีสงบนิ่งกลางพื้นที่อันว่างเปล่า
เปลวเพลิงที่เคยโหมกระหน่ำรอบกายเขาเหมือนไม่เคยมีอยู่ หลงเหลือเพียงไอร้อนเล็กน้อยที่ล่องลอยอยู่เบาบาง
“ข้านึกออกแล้ว”
เสียงของกู่หยางชอนเอ่ยขึ้นชัดถ้อยชัดคำ
ยาฮยอลจ็อกคำรามต่ำในลำคอทันที
เขาอดกลั้นความคั่งแค้นไว้ไม่อยู่ ถูกเด็กที่ยังไม่แตะระดับจุดสูงสุดโจมตีถึงสองครั้งติดกันเช่นนี้—
มันกระทบศักดิ์ศรีของเขาโดยตรง
ทว่า…ในขณะที่เขากำลังจ้องเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยแววตาเดือดดาล
กู่หยางชอนกลับเอ่ยขึ้นอีกครั้งด้วยท่าทางเยือกเย็น
แววตาสีแดงเข้มข้นราวกับโลหิตที่กำลังลุกไหม้ เรือนผมที่แม้จะเปลี่ยนสีเพียงเล็กน้อย แต่ก็ค่อยๆ ถูกแต่งแต้มด้วยเฉดสีแดง
ทั้งหมดนั้น ทำให้ยาฮยอลจ็อกรู้สึกถึงบางสิ่ง… บางสิ่งที่เขาไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจน
ทั้งที่เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเด็กตรงหน้ายังคงอยู่ในระดับปลายของชั้นยอด
“ยาฮยอลจ็อก… ใช่ชื่อนั้นสินะ?”
กู่หยางชอนเอ่ยชื่อของอีกฝ่ายออกมาชัดถ้อยชัดคำ
“ไอ้เด็กเวรเอ๊ย…คิดจะเรียกชื่อผู้อาวุโสเฉยๆ รึไง หา?”
ยาฮยอลจ็อกสบถกลับในทันที
เขาไม่เข้าใจว่าเด็กนี่รู้ชื่อเขาได้อย่างไร แม้ฉายาปีศาจทำลายล้างจะไม่ได้เป็นความลับในยุทธภพ แต่ชื่อจริงของเขานั้น ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเอ่ยขึ้นลอยๆ ได้ง่ายนัก
และเหนือสิ่งอื่นใด—
‘บัดซบ…นี่มันความรู้สึกบ้าอะไรกันแน่วะ?’
ตั้งแต่กู่หยางชอนเอ่ยชื่อของเขาออกมาเมื่อครู่ จู่ๆก็มีความรู้สึกหนาวเยือกวิ่งไล่ขึ้นสันหลัง
เขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่สัมผัสนั้น ทำให้จิตใจของเขาสั่นไหวอย่างที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย…