สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 86: ปีศาจทำลายล้าง (5) ༻
เสียงระเบิดดังลั่นจากแรงปะทะส่งร่างของยาฮยอลจ็อก กระเด็นถอยไปด้านหลัง
“เวรเอ๊ย…!”
เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางสะบัดดาบใหญ่หมายจะยืนอีกครั้ง
ฟึ่บ!
คลื่นดาบซึ่งอัดแน่นไปด้วยแรงลมปราณฟาดออกไปรอบทิศอย่างบ้าคลั่ง แต่ผู้ที่ควรจะถูกฟาดโดนกลับหลบออกไปด้วยการเคลื่อนไหวที่เบาดุจสายลม
ก้าวถอยหลังเพียงนิด แล้วทะยานเข้าใส่ในทันที
ดาบใหญ่ของยาฮยอลจ็อก ยังคงผ่าทะลุอากาศไม่หยุดหย่อน
ด้วยร่างกายอันทรงพลังของผู้ที่อยู่ในระดับยอดฝีมือ ทุกการฟาดฟันจึงเปี่ยมด้วยอานุภาพและความเร็ว ทว่าก็ยังคงเฉียดเปล่า ไม่อาจแตะต้องร่างของอีกฝ่ายได้
อีกฝ่ายพุ่งเข้าหาในชั่วพริบตา กำปั้นนั้นซัดตรงเข้าใส่หน้าท้องของยาฮยอลจ็อก อย่างแม่นยำอีกครั้ง
“อึก…!”
แม้จะเป็นกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่ง แต่มันกลับไร้ความหมาย เพราะเพียงเสี้ยววินาทีต่อมา เปลวเพลิงพลันปะทุขึ้นจากหมัดนั้น
ฟวู้มมม!
“อ๊ากกกกก!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนหลุดออกมาจากปากของยาฮยอลจ็อก ด้วยความเจ็บปวดราวร่างจะถูกฉีกเป็นชิ้น เขาตวัดแขนหมายจะผลักอีกฝ่ายออกไป ทว่าอีกฝ่ายถอยห่างออกไปก่อนเสียแล้ว
“แฮ่ก… แฮ่ก…”
ยาฮยอลจ็อก เริ่มหอบหนัก เหงื่อไหลอาบแผ่นหลัง
“…เจ้าสวะนี่…”
มือหนาๆ รีบกดลงบนท้องราวกับต้องการจะลดความเจ็บปวด แสดงให้เห็นชัดว่าเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อย
“ข้าได้ยินว่าเจ้ามาจากตระกูลกู่ แล้วเหตุใดถึงมาขวางข้า?”
เสียงถามแฝงแววเดือดดาล แต่เขาไม่ได้รับคำตอบใดตอบกลับมาเลย
ตู้มมม!
เพลิงอัคคีเก้ากงล้อปะทุขึ้นอีกครั้ง เปลวไฟร้อนแรงแผดเผาทุกทิศทางราวกับจะไม่ยอมให้แม้แต่เถ้าถ่านหลงเหลืออยู่
แม้ยาฮยอลจ็อกจะสะบัดดาบใหญ่เพื่อปัดป้อง แต่ก็ไม่อาจสกัดเปลวไฟทั้งหมดไว้ได้
เปลวเพลิงที่แทรกตัวเข้ามาราวกับคลุ้มคลั่ง และในจังหวะที่ช่องว่างเพียงน้อยนิดเปิดออก ก็มีมือหนึ่งแหวกผ่านทะลุเปลวเพลิงเข้ามา
มือนั้นคว้าคอของยาฮยอลจ็อกเอาไว้แน่น ก่อนจะมีเปลวเพลิงปะทุขึ้นห่อหุ้มฝ่ามือราวกับหมายจะเผาศีรษะของเขาให้มอดไหม้
ในวินาทีนั้นยาฮยอลจ็อก ปลดปล่อยพลังภายในออกมาอย่างฉับพลัน
และดีดตัวหนีถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็ว
มือหนารีบป้องลำคอไว้แน่นจากไอร้อนที่ยังคงหลงเหลืออยู่
ไอควันลอยกรุ่นจากร่างที่เพิ่งก้าวออกมาจากเปลวเพลิง
‘…พลาดไปแล้ว’
[ใจเย็นไว้ก่อนเถอะ…!]
เสียงของตาแก่ชิน ตะโกนดังก้องซ้ำไปซ้ำมาในหัว
‘ข้าก็ใจเย็นอยู่นี่ไง’
[…เจ้าบอกข้าว่าเจ้าใจเย็น ทั้งที่ข้าเองก็ยังรู้สึกได้ชัดเจนว่ามีบางสิ่งพลุ่งพล่านอยู่ภายในกายเจ้าแบบนี้เนี่ยนะ!?]
คำพูดนั้นช่างแปลกนัก
ข้าเองก็รู้ตัวดีว่าตอนนี้ใจเย็นอยู่จริงๆ
เพียงแค่…เสียดายเท่านั้น
ในมือนี้ยังคงมีความรู้สึกจากการคว้าคอของมันอยู่ หากตอนนั้นเผาให้มอดไหม้ไปเลยก็คงดี
มันดูเหมือนมีอะไรบางอย่างมากกว่าที่ข้าคิด
ยาฮยอลจ็อก—ชื่อของบุรุษที่กำลังถือดาบใหญ่เผชิญหน้ากับข้า
ข้ารู้จักเขาอยู่ก่อนแล้ว
เขาเป็นหัวหน้าหน่วยแห่งหน่วยหมาป่าสวรรค์ทมิฬซึ่งขึ้นตรงต่อมาร สวรรค์ โดยตรง
บุรุษจากลัทธิมารที่สวมผ้าปิดปาก และปิดตาข้างหนึ่งไว้ด้วยผ้าดำ ในชาติก่อน เขาไม่ใช่คนที่ดูจะตะโกนคำหยาบคายหรือเหี้ยมเกรียมนัก
หากแต่เป็นเพียงคนที่เชื่อฟังคำสั่งของผู้นำอย่างเงียบงัน…ราวกับศพเดินได้ก็ไม่ปาน
ซึ่งต่างจากตอนนี้โดยสิ้นเชิง
‘เขามาจากตำหนักรัตติกาล สินะ…’
อดีตของพวกมารย่อมมีมากมาย ข้าไม่เคยใส่ใจนักหรอก ในเมื่อข้ายังต้องดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่ จะให้ไปห่วงชีวิตใครได้อย่างไร?
ข้าสะบัดมือเบาๆ ไล่ความรู้สึกที่ยังค้างอยู่ในฝ่ามือ
‘นัมกุงบีอา…’
เมื่อกวาดตามองไปยังจุดที่นางเคยนอนอยู่เมื่อครู่
นางหายไปแล้ว—คงเคลื่อนย้ายตัวเองไปที่อื่นเรียบร้อย
เมื่อตอนข้ามาถึงที่นี่เป็นครั้งแรกนัมกุงบีอานอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ภาพนั้นทำให้ข้านึกถึงวาระสุดท้ายของราชินีกระบี่มาร ตอนที่นางสิ้นลมหายใจในอ้อมแขนของข้าอย่างเงียบงัน
หากข้ามาช้ากว่านี้เพียงนิดเดียว…บางที ข้าอาจต้องเห็นภาพนั้นซ้ำอีกครั้งก็เป็นได้
ฟวู้มม!
เปลวเพลิงที่โอบล้อมร่างข้าสะบัดไหวอย่างรุนแรง ราวกับสะท้อนอารมณ์ที่ปั่นป่วนจากภายใน
[…เจ้าเด็กโง่เอ๊ย!]
ข้าก้าวพุ่งเข้าไปหาศัตรูโดยไม่ลังเล
พร้อมกันนั้น เพลิงอัคคีเก้ากงล้อก็เริ่มหมุนควงด้วยความเร็วสูง
ข้าถีบพื้นทะยานออกไป เปลวไฟกระเซ็นฟุ้งกระจายรอบตัว
ยาฮยอลจ็อก แกว่งดาบใหญ่หมายจะสกัดไว้เต็มแรง
ด้วยร่างกายอันทรงพลังในระดับยอดฝีมือ แม้ดาบจะใหญ่เพียงใด เขาก็ยังสามารถเหวี่ยงมันออกไปได้ด้วยความเร็วราวสายฟ้าฟาด
ข้าอัดพลังลมปราณลงในร่าง ยกระดับความเร็วและใช้เปลวเพลิงบดบังการมองเห็นของมัน
ดาบใหญ่ของมันกวาดฟาดอย่างบ้าคลั่ง เหมือนจะไม่ใส่ใจเปลวไฟที่ขวางทางเลยแม้แต่น้อย หากแต่ท่วงท่านั้นยังคงวุ่นวายไม่มั่นคง
ซึ่งนั่นแหละ…คือช่องว่าง
ต่อให้ไม่มี ข้าก็สามารถบีบให้เกิดขึ้นได้อยู่ดี
คมดาบของมันเฉียดผ่านต้นแขนข้า—รู้สึกเจ็บแปลบเล็กน้อย
…แต่แค่นั้นข้าไม่ถือสา
กร๊อบ!
“อึ่ก…!”
ร่างกายของมันแข็งแกร่งเกินกว่าจะดึงแขนหลุดหรือหักกระดูกได้ง่ายๆ
ดังนั้นข้าจึงเล็งแค่จุดเดียวเท่านั้น
[…ตั้งสติให้ได้ก่อนเถอะ…!]
ปลายดาบของมันสะบัดเฉียดชายเสื้อข้า ข้าตอบโต้ทันควันด้วยการฟาดเปลวเพลิงไปยังสีข้างที่เปิดโล่งของมัน
ผัวะ!
ท่วงท่าของยาฮยอลจ็อก ถึงกับโงนเงนไปด้านข้างอย่างแรง
ข้าไม่ปล่อยโอกาสให้หลุดมือ ฟาดเท้าลงบนข้อต่อขาของมันอย่างแม่นยำ
ตุบ!
เข่าข้างหนึ่งของมันทรุดฮวบลงกับพื้น มันพยายามจะปัดข้าออกด้วยแขน แต่กำปั้นของข้ากลับพุ่งเข้าหาก่อน
ผัวะ!
ศีรษะหนาทึบของมันสะบัดไปด้านข้างเต็มแรง
ข้าไม่รอช้า ฟาดหมัดที่สองตามไปทันที
ผัวะ!
หลังถูกซัดเข้าหน้าติดกันถึงสองครั้ง ดวงตาของยาฮยอลจ็อก ก็แดงฉานด้วยความโกรธ
แล้วพลังภายในก็ค่อยๆก่อตัวขึ้นทั่วทั้งร่าง ดูเหมือนว่ามันพยายามจะถอยออกไปเพื่อเว้นระยะ
“เจ้าสวะเอ๊ย…!”
ตู้มมม!
พลังภายในพลุ่งพล่านออกจากร่างของมันรุนแรงจนดันข้ากระเด็นถอยออกมา
แรงปะทะนั้นไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายข้า แต่เป็นเพียงเพื่อเปิดระยะห่างเท่านั้น
ข้าปัดฝุ่นบนตัวเบาๆ ไม่ได้บาดเจ็บอันใด ก่อนจะหันกลับไปจ้องตากับยาฮยอลจ็อกอีกครั้ง
‘…พลังข้าตอนนี้…เหลืออยู่เท่าไรกันแน่’
คำถามนั้นไม่ได้พูดออกไป แต่ข้าหวังว่าตาแก่ชินจะตอบกลับมาทางจิต
…ทว่าไม่มีคำใดตอบกลับ
ข้ารู้ตัวดีว่าตอนนี้ลมปราณภายในเหลือไม่มากแล้ว เพราะฝืนใช้ออกเกินขอบเขตด้วยเคล็ดวิชาอย่างไม่บันยะบันยัง
ยาฮยอลจ็อก ยืดตัวลุกขึ้น
แล้วก็ถ่มเลือดสีคล้ำออกจากปาก
ของที่กลิ้งลงบนพื้น—คือฟันกรามของมันเอง
เมื่อเห็นดังนั้น ใบหน้าของมันก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นปีศาจชัดๆ
ทั้งที่เคยสร้างความหวาดกลัวให้กับศัตรูด้วยเพียงแค่บรรยากาศ แต่กลับถูกเด็กเมื่อวานซืนอย่างข้าไล่ต้อนจนเป็นฝ่ายถูกอัด
ทั้งที่มันคือปีศาจทำลายล้าง ยาฮยอลจ็อก เชียวนะ
‘…เรื่องบัดซบเช่นนี้มันอะไรกัน…!’
กร๊อบ…
เสียงขบฟันของมันดังลั่นชัดเจน มันกัดแน่นจนราวกับจะทำลายฟันทั้งปากด้วยตัวเอง
มือของมันกำด้ามดาบแน่นด้วยแรงอาฆาต เวลาของมันกำลังจะหมดลง… แต่มันก็ยังอยากจะสังหารข้าให้ได้ก่อน
ตอนนี้ไม่ว่าจะหมอเทวดาหรือสตรีตระกูลนัมกุง ก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้วสำหรับมัน
พลังภายในไหลเวียนลงสู่ฝ่าเท้า ยาฮยอลจ็อกถีบพื้นพุ่งเข้าหาข้าอีกครั้งด้วยจังหวะรุนแรงและรวดเร็ว
ข้าตอบรับด้วยการห่อหุ้มร่างด้วยเปลวไฟเช่นเคย
ทันใดนั้น ความเจ็บปวดแล่นวาบขึ้นจากบริเวณตันเถียน
แต่ข้าก็เลือกที่จะเพิกเฉย
จู่ๆ สมองของข้าก็รู้สึกพร่ามัว ราวกับถูกม่านหมอกหนาทึบบดบังความคิดทั้งหมด
ตอนนี้ ข้าทำได้เพียงจดจ่ออยู่กับการทำลายเท่านั้น
ข้าเบี่ยงทางดาบที่พุ่งเข้ามาหมายจะฟันศีรษะ ด้วยเปลวเพลิงที่พวยพุ่งขึ้น
และในจังหวะที่ท่าทางของยาฮยอลจ็อกเสียศูนย์ ข้าก็ซัดหมัดตรงเข้าใส่บริเวณลิ้นปี่ของมันอย่างรุนแรง
ดูเหมือนหมัดจะลึกเข้าไปมากจนรู้สึกถึงกระดูกที่แตกร้าว
ยาฮยอลจ็อก กระอักเลือดออกมาในทันที
เมื่อมันพยายามจะใช้มือใหญ่โตคว้าจับข้า ข้าก็ซัดอีกรอบแล้วถอยออกมาทันที
เปลวเพลิงที่หมุนวนรอบตัวข้าราวกับกงล้อ ยิ่งหมุนก็ยิ่งเร็วขึ้นเรื่อยๆ
พร้อมกันนั้น ความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านออกจากตันเถียนก็มากขึ้นตามไปด้วย
ความเจ็บที่เริ่มต้นจากภายใน แล้วไล่ขึ้นสู่ทั่วทั้งร่าง เป็นความรู้สึกเดียวกับที่ข้าเคยสัมผัสเมื่อครั้งเดินทางมาฮวาซาน
ในตอนนั้น…ข้าแทบหายใจไม่ออกจนถึงขั้นหมดสติไป แต่ตอนนี้ข้ากลับยังสามารถเคลื่อนไหวได้ตามปกติ
มันต่างกันตรงไหน?
ข้าไม่อาจเข้าใจได้ ทว่า…ก็รู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก เพราะนั่นแปลว่าข้ายังสู้ต่อได้
[…เอ่อ…]
ในจังหวะหนึ่ง เสียงใครบางคนแว่วเข้ามาในหัวของข้า ข้าขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเบิกตาขึ้นช้าๆ
‘ตาแก่ชิน?’
ข้าคิดว่าเป็นเสียงของตาแก่ชินที่หายไปพักใหญ่ เพราะในสถานการณ์แบบนี้ ไม่มีใครนอกจากเขาที่จะสามารถพูดกับข้าได้
[…กินซะ…]
ทว่าเสียงนั้นไม่ใช่ของตาแก่ชิน
มันฟังดูเหมือนเสียงของเด็ก แต่ก็แฝงความเหนื่อยล้าราวกับผ่านกาลเวลายาวนานมาแล้ว
ขณะที่เสียงนั้นเอ่ยขึ้น ความเจ็บปวดที่พวยพุ่งจากตันเถียนไปถึงศีรษะ…พลันจางหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่
[…ข้าหิว…]
เสียงที่เอ่ยตามมาอ่อนแรงนัก
‘เจ้า…’
ข้าพยายามจะเอ่ยถามว่า “เจ้าเป็นใคร”
แต่ก็ไม่มีโอกาสจะได้พูดคำใดออกไป
เพราะจู่ๆ สติของข้าก็ขาดสะบั้นลงในชั่วพริบตา
◇◆
ณ มุมหนึ่งของป่า
นัมกุงบีอา พิงต้นไม้อย่างอ่อนแรง พลางหอบหายใจถี่
นางแทบไม่มีแรงหลงเหลืออยู่เลย ไม่ว่าจะเป็นเพราะเส้นชีพจรที่เพิ่งถูกคลายจากจุดชีพจร แขนที่หักหรือพลังภายในที่หมดไปกับการป้องกันตัวเมื่อตะกี้
‘…ข้าควรจะไปช่วยเขา…’
ในความทรงจำของนัมกุงบีอา —กู่หยางชอน เป็นคนที่แข็งแกร่ง
นางเคยเห็นเขาจัดการน้องชายของตนได้อย่างง่ายดาย เคยเห็นเขาเอาชนะยอดฝีมือที่ชื่อยองพุงหรือมังกรกระบี่ได้อย่างไร้ข้อกังขา
ดังนั้นนางจึงมั่นใจ อย่างไม่ลังเล
ว่าเขาแข็งแกร่งกว่านางแน่นอน
‘…แต่นี่มันไม่เหมือนเดิม’
ทว่าคราวนี้…มันไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขได้ด้วยความแข็งแกร่งเพียงอย่างเดียว
กลิ่นเหม็นเน่าที่โชยมาจากร่างของบุรุษร่างใหญ่ซึ่งนางเคยประมือด้วย
หรือแม้แต่พลังอันปั่นป่วนที่แผ่ออกมา… ต่างบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า
นี่ไม่ใช่ศัตรูที่สามารถรับมือได้โดยลำพัง
ตอนนั้นนางคิดว่า หากไม่รอจนคนจากสำนักฮวาซานมาถึง ก็ต้องร่วมมือกับใครสักคนเข้าโจมตีพร้อมกันเท่านั้น
ตูม! ตูมมม!
เสียงปะทะอันดุดันดังกึกก้องไม่หยุด ดูเหมือนว่าการต่อสู้อย่างรุนแรงยังดำเนินอยู่ไม่ขาดช่วง
แม้ช่วงเวลานั้นอาจดูสั้นสำหรับคนทั่วไป แต่สำหรับนัมกุงบีอา มันกลับยาวนานราวกับผ่านไปเป็นพันปี
นางกัดฟันลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก แล้วค่อยๆ เดินตามเสียงการต่อสู้นั้นไป
“อึก…”
ทันทีที่ไปถึง นางถึงกับต้องยกแขนขึ้นปิดจมูก กลิ่นเหม็นชวนคลื่นไส้กระแทกเข้าใส่จนร่างโงนเงนไปมา
กลิ่นทั้งหมดนี่…มาจากร่างของยาฮยอลจ็อก อย่างนั้นหรือ?
ก่อนหน้านี้มันไม่รุนแรงถึงเพียงนี้
‘…กลิ่นมันแรงเกินไป’
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้กลิ่นที่ทำให้โลกทั้งใบหมุนเคว้ง ราวกับร่างกายกำลังจะปล่อยทิ้งสติไปในวินาทีนั้น
ผัวะ!
นางกัดฟันฝืนร่างกายจนในที่สุดก็มาถึงที่หมาย ต้นตอของเสียงการปะทะ
“…!”
และภาพที่ปรากฏเบื้องหน้า…ทำให้นางแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง
นางไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นมาก่อนหน้านี้ แต่พื้นที่โดยรอบกลับพังพินาศยับเยิน ราวกับมีสัตว์อสูรคลุ้มคลั่งอาละวาด
และตรงศูนย์กลางของความพินาศนั้น…
กู่หยางชอน กำลังกระหน่ำหมัดลงบนร่างของยาฮยอลจ็อก อย่างไม่หยุดยั้ง
ผัวะ!
เลือดสาดกระเซ็นทุกครั้งที่หมัดกระทบร่าง
ใบหน้าของมัน…แทบไม่เหลือเค้าเดิมอีกต่อไป
‘กลิ่น…กลิ่นเหม็นนี่มัน…’
กลิ่นเหม็นเน่าที่เคยลอยมาจากร่างของยาฮยอลจ็อกหายไปนานแล้วเพราะร่างที่สิ้นลมหายใจ… ย่อมไม่ส่งกลิ่นใดอีก
ถ้าเช่นนั้น กลิ่นอันเลวร้ายที่ยังคงคละคลุ้งอยู่รอบบริเวณนี้คือ…
“…มะ…ไม่ได้!”
เสียงร้องของนัมกุงบีอา สะท้อนผ่านเปลวเพลิงและเศษหิน
กู่หยางชอนซึ่งกำลังฟาดหมัดลงอย่างไม่หยุดนิ่ง พลันชะงักมือทันทีเมื่อได้ยินเสียงของนาง
จากนั้นเขาก็ค่อยๆ หันศีรษะกลับมามองทางนาง
“…!”
เมื่อสายตาทั้งสองสบกัน ร่างของนัมกุงบีอาก็สั่นสะท้าน ราวกับมีอะไรบางอย่างกรีดแทงเข้าไปในจิตใจ
ดวงตาของกู่หยางชอน ในตอนนี้…
ถูกย้อมเป็นสีม่วงเข้ม
เป็นสีม่วงที่งดงามยิ่งนักแต่เมื่อนางจ้องมองเข้าไปในนั้น กลับรู้สึกถึงความหนาวเหน็บที่ไล่ขึ้นมาจากกลางหลัง จนขนทั่วร่างลุกชันอย่างควบคุมไม่ได้
…ดวงตาคู่นั้น ช่างน่ากลัวและน่าขนลุก
สายตาของกู่หยางชอนมองมาทางนัมกุงบีอาเพียงแวบเดียว ก่อนจะหันกลับไปเงื้อหมัดขึ้นอีกครั้ง
เขายังคงฟาดลงไปบนร่างที่ไร้ลมหายใจอย่างไม่หยุดยั้ง
นัมกุงบีอาจ้องภาพตรงหน้า พลางยกมือกุมไหล่ทั้งสองข้างที่สั่นเทาของตนเองไว้แน่น นางพยายามควบคุมความหวาดกลัวที่ก่อตัวขึ้นอย่างไร้เหตุผล
นางไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงรู้สึกกลัวขนาดนี้
ในหูมีแต่เสียงน่าหวาดหวั่น เสียงกระดูกแตก เสียงเนื้อกระแทก
และท่ามกลางกลิ่นเหม็นคลุ้งที่ชวนให้คลื่นไส้ยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
นัมกุงบีอากัดฟันฝืนขาอันไร้เรี่ยวแรง วิ่งเข้าไปกอดร่างของกู่หยางชอนจากทางด้านหลัง
เพราะนางรู้…ว่าถ้าไม่ทำแบบนี้ จะต้องสายเกินไปแน่
นางไม่เพียงแค่โอบแผ่นหลังของเขาไว้ แต่ยังกุมแขนของเขาแน่น เพื่อหยุดหมัดนั้นไว้ให้ได้
ทว่าร่างของกู่หยางชอน กลับยังคงยกหมัดขึ้นหมายจะฟาดลงอีก
ราวกับเป็นหุ่นกลที่พังแล้ว ไม่รับรู้คำพูดหรือสัญญาณใดๆ
“พอเถอะ…! เขา…ตายไปแล้วนะ!”
เสียงของนัมกุงบีอา สั่นเครือไปด้วยความรู้สึกมากมายปะปนกัน
บางที…เขาอาจจะได้ยิน
หมัดที่เคลื่อนไหวอย่างไร้สติพลันหยุดนิ่ง
จากนั้น…
ร่างของกู่หยางชอนก็ทรุดลงไปอย่างช้าๆ ราวกับหุนเชิดที่เชือกขาด
นัมกุงบีอารีบประคองร่างของเขาด้วยสองมืออันสั่นไหว โอบกอดเขาไว้แนบแน่นในอ้อมอก
“แฮ่ก… แฮ่ก…”
…
…หรือว่านี่จะเป็นจุดเปลี่ยน?
กลิ่นเหม็นคลุ้งที่หนาหนักอยู่ก่อนหน้านี้ ค่อยๆจางหายลงราวกับถูกชะล้าง
นางต้องกลั้นอาการคลื่นไส้เมื่อเห็นร่างของบุรุษร่างใหญ่ซึ่งถูกทำลายจนไม่เหลือเค้าเดิม
ยากจะเชื่อว่ามนุษย์ธรรมดาเพียงคนเดียว จะสามารถทำให้ร่างกายนั้นกลายเป็นแบบนั้นได้
นัมกุงบีอา ค่อยๆเอื้อมมือไปจับมือของกู่หยางชอน
แม้จะเปื้อนเลือดและเปียกชุ่มไปด้วยของเหลวที่น่าขยะแขยง แต่นางก็ไม่สนใจ เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ นางก็คงไม่อาจยับยั้งอารมณ์ของตนเองไว้ได้
และในช่วงเวลาอันแสนเปราะบางนั้น—เหล่าศิษย์ของสำนักฮวาซาน ก็มาถึง
◇◆
ณ ถ้ำแห่งหนึ่งของสาขาสำนักรัตติกาลประจำมณฑลส่านซี
ชายคนหนึ่งชื่อแบชง กำลังนั่งอยู่ท่ามกลางความมืด
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความร้อนรนและกระวนกระวาย
ขณะเฝ้ารอการกลับมาของยาฮยอลจ็อก อย่างไม่แน่ใจ
…ไม่ใช่เพราะคิดถึง หรือเป็นห่วง
‘อีกไม่นาน…ถึงเวลาที่ข้าต้องกินยานั่นแล้ว’
ยาที่จะกดอาการบางอย่างที่กำลังปั่นป่วนอยู่ในร่างของเขา
…และมีเพียงหัวหน้าสาขาเท่านั้นที่ถือมันไว้
ตอนนี้เป็นช่วงที่ยาในสามวันกำลังจะหมดฤทธิ์พอดี
สำหรับแบชงแล้ว ความร้อนรนในใจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
อีกไม่นาน…พระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า
หากภายในเวลานั้นยาฮยอลจ็อกยังไม่กลับมา แบชงก็จะต้องตายอย่างทรมาน เพราะอวัยวะภายในของเขาจะละลายจนสิ้น
เขาจึงได้แต่นั่งกระสับกระส่าย รออยู่ตรงนั้นอย่างไร้หนทาง
ในขณะที่กำลังร้อนรนไม่หยุด จู่ๆก็มีความเคลื่อนไหวแผ่วเบาดังขึ้นจากทางปากถ้ำ
แบชง ผวาลุกขึ้นแทบจะทันที
ก่อนจะรีบวิ่งตรงไปยังต้นเสียง
ฝึบ…
เสียงฝีเท้าแผ่วเบากว่าปกติอย่างน่าประหลาด แต่ตอนนั้นเขาไม่มีเวลาจะมาสนใจความผิดแปลกนั้น
ทันทีที่ประตูถ้ำเปิดออก
ใครบางคนก็เดินเข้ามาอย่างช้าๆ
“ท่านหัวหน้าสาขา…!”
แบชง รีบเรียกเสียงดังพร้อมกับชักดาบออกมาในจังหวะเดียวกัน
แต่คนที่ปรากฏตัวตรงหน้านั้น…ไม่ใช่หัวหน้าสาขา
‘คนแก่…?’
คนที่ยืนอยู่ตรงหน้าคือชายชราร่างผอมบาง ผู้มีรูปร่างเล็กกว่าคนทั่วไป
ชายชราไม่ตอบอะไร แค่ใช้สายตากวาดมองภายในถ้ำอย่างเชื่องช้า
“…เจ้าเป็นใครกันแน่?”
“…ดูท่าจะมาถูกที่แล้วสินะ”
“ข้าถามว่าเจ้าเป็นใค—”
เขาไม่มีโอกาสได้พูดให้จบประโยค
เพราะร่างของแบชงก็ทรุดฮวบลงไปในทันที ศีรษะของเขาขาดสะบั้นและกลิ้งไกลออกไปตามพื้น คงอยู่ในท่าทางที่กำลังตะโกนเรียกอย่างหวาดกลัว
ชายชราไม่ได้ถือดาบแม้แต่น้อย
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่—ก็คือฝีมือของดาบที่ชายชราคนนั้นฟันออกไป
นามของเขาคือ…วีฮโยกุน
จักรพรรดิกระบี่สวรรค์ ผู้ได้รับคำขอจากเซียนดอกเหมย ให้มาปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้
และบัดนี้…จักรพรรดิกระบี่สวรรค์ได้เหยียบเข้าสู่รังของศัตรูแล้ว