สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 87: สีม่วง (1) ༻
ตอนที่ข้ามองเห็นร่างของนัมกุงบีอานอนอยู่บนพื้น ข้าก็นึกถึงราชินีกระบี่มารในอดีตขึ้นมาในทันที
สตรีผู้นั้น…ที่หลับตาลงอย่างเงียบงันในอ้อมแขนข้าท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย
‘ช่างประมาทยิ่งนัก’
ข้าเพิ่งรู้ตัวในตอนนี้ ว่าความประมาทนั้นคือความผิดของตนเอง ในโลกที่แม้เพียงการกระพือปีกของผีเสื้อก็สามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งได้
แต่ข้ากลับเลือกที่จะยืนอยู่นอกกระแสนั้น มองทุกสิ่งอย่างห่างไกล ราวกับไม่ข้องเกี่ยว
หากเพียงแค่ยืนอยู่เฉยๆ คงไม่มีวันเป็นเช่นนี้
แต่ข้า…กลับเลือกจะลงมือทำ ในขณะที่ใจลึกๆ ก็ไม่ต้องการจะทำสิ่งใดเลย
ผลลัพธ์ที่ได้จึงขัดแย้งและน่าขัน
ข้ากลัว… และเหนื่อยล้า
แม้จะเคยตายมาแล้ว แต่ข้าก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงเลยสักนิด
‘…ข้ากำลังทำอะไรอยู่กันแน่’
ผ่านการย้อนกลับมาเช่นนี้ ข้าเดินทางมาถึงตรงนี้เพื่ออะไรกัน?
ข้าต้องการจะฆ่ามารสวรรค์หรือ?
หากเป็นเช่นนั้นจริง ข้าควรยื่นกระบี่ให้วีซอลอาแทนที่จะมอบชุดคนรับใช้ให้ ในเมื่อรู้ว่านั่นคือวิธีที่ง่ายและเร็วที่สุด
แต่นี่ข้าทำอะไรลงไป?
ข้าเฝ้ามองวีซอลอาที่ยิ้มอย่างมีความสุข ในฐานะคนที่เชื่อมั่นในตัวผู้อาวุโสเซียนกระบี่
ในความเป็นจริงแล้ว ข้าเพียงแค่ไม่อยากให้นางจับกระบี่เท่านั้นเอง
แล้วเหตุผลอันน่าสะอิดสะเอียนเช่นนั้น…ให้อะไรกับข้าบ้าง?
บางทีสิ่งที่ข้าได้รับ ก็คงเป็นรอยยิ้มของวีซอลอา—รอยยิ้มที่ข้าไม่เคยเห็นในชาติที่แล้ว
มือที่ไม่เคยไขว่คว้าในอดีต…ตอนนี้กลับอยู่เคียงข้าง อยู่ใกล้เสียจนสามารถเอื้อมไปคว้าได้ทุกเมื่อราวกับเชื้อเชิญให้กอดไว้
แต่…ข้ามีคุณสมควรจะกอดนางไว้หรือไม่?
แม้แต่รอยยิ้มงดงามนั้น หากมารสวรรค์ปรากฏขึ้นเมื่อใด—ก็ต้องสูญเสียไปอีกอยู่ดี
ในเมื่อข้ารู้ดีถึงชะตากรรมเช่นนั้น แล้วเหตุใดจึงยังเอาแต่หลบหนี?
ข้ายังคงถามตัวเอง แม้จะรู้คำตอบอยู่แล้วก็ตาม
การถามซ้ำคือสัญญาณว่าข้ายังกลัว
‘ข้า… ไม่อาจต่อสู้กับมารสวรรค์ได้’
เพราะข้ายังกลัว ยังไม่อยากจะต่อสู้นั่นเอง
‘ไม่จำเป็นต้องเป็นข้าก็ได้มิใช่หรือ’
ข้ออ้างที่ผุดขึ้นเพียงเพราะข้าอยากจะหยุดพักเสียที ถึงแม้ชาติที่แล้วจะคร่าชีวิตนับไม่ถ้วน และก่อกรรมทำเข็ญไว้มากเพียงใด
แต่ข้าก็ยังคงยึดมั่นกับชีวิตในชาตินี้ เพียงเพราะข้ออ้างเล็กน้อยว่า—มันคือโอกาสที่ได้มาจากความตาย
ข้าเคยปลอบใจตัวเองว่า อย่างน้อยก็ขอให้มีความสุขในชีวิตนี้บ้าง
แต่ในทางกลับกัน…ข้าก็รู้ดีว่าคำตอบที่แท้จริงคืออะไร
และนั่นเองที่ทำให้ข้ายิ่งทรมาน
ดังนั้น…ข้าจึงเอาแต่หลบหนีมาตลอด
แม้จะลดเวลาพักผ่อนลงเพื่อมุ่งมั่นฝึกฝน แต่ความจริงแล้ว…ในใจกลับไม่มีเป้าหมายใดเลย
ทุกครั้งที่สถานการณ์เริ่มจะไหลไปตามกระแส หรือจะวกกลับเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้าก็เอาแต่คิดหาทางจะหลบหนี
ข้าพยายามเบี่ยงเบนความคิด
บอกตัวเองว่า…แค่นี้ก็มากพอแล้วมิใช่หรือ? ยังต้องทำอะไรมากไปกว่านี้อีกหรือ?
[แล้วเจ้าพอใจหรือยังล่ะ?]
เสียงไม่คุ้นเคยเอ่ยถามแผ่วเบา
[กับสิ่งที่เจ้าทำไปทั้งหมด…เจ้ายังจะบอกว่าพอใจอยู่อีกหรือ?]
‘…ไม่เลย’
ไม่มีอะไรสักอย่าง ข้าไม่เคยใส่ใจอะไรเลยแม้แต่น้อย
โลกใบนี้ยังคงเหมือนฝันครึ่งหนึ่ง เหมือนวันแรกที่ข้าย้อนกลับมา
ฝันที่พร่าเลือน…แต่น่าแปลกที่กลับชัดเจนเหลือเกิน
ถึงจะรู้สึกเช่นนั้น แต่การกระทำทุกอย่าง… ย่อมต้องรับผิดชอบ
เพื่อหลบหนีจากความเป็นจริงในวันนี้ ข้าต้องเมินหน้าหนีจากเรื่องราวนับร้อยที่รออยู่ข้างหน้า
แล้วในที่สุด… ข้าก็จะต้องชดใช้กับสิ่งที่หลีกเลี่ยงมาโดยตลอด
หากไม่ต้องการให้วีซอลอาจับกระบี่ล่ะก็ ย่อมต้องมีใครสักคนที่ต้องถือกระบี่นั้นแทน
หากข้าปฏิเสธความรู้สึกที่นัมกุงบีอามีต่อข้า ก็ต้องเป็นฝ่ายปล่อยมือจากนางเสียเอง
ข้ออ้างอย่างเช่นเราเป็นแค่คู่หมั้น หรือไม่มีทางเลือกก็มีอยู่นับไม่ถ้วน
แต่แม้จะรู้แบบนั้น…ข้ากลับยังเลือกที่จะไม่ปล่อย เพียงเพราะความเห็นแก่ตัวอันน่ารังเกียจ ที่ไม่อยากให้นางไปจากข้านั่นเอง
ทุกสิ่งที่กองพะเนินรอบตัวล้วนคือภาระ ที่ข้าต้องแบกไว้แต่เพียงลำพัง
ไม่มีทางจะหลบหนีและซ่อนตัวตลอดไปได้หรอก
ถ้าเช่นนั้น…
ในเมื่อข้ายังปล่อยไม่ได้ ยังไม่อยากสูญเสียสิ่งใด ก็ถึงเวลาแล้วที่ข้าต้องตื่นจากความฝันนี้เสียที
“…อา…”
เพดานแปลกตาเบื้องบนปรากฏอยู่ในสายตา
ไม่คุ้น…แต่ก็รู้สึกเหมือนเคยเห็นมาก่อน
“…ในที่สุดเจ้าก็ลืมตาแล้วสินะ”
ใบหน้าเหี่ยวย่นของชายชราผมขาวปรากฏเข้ามาแทนภาพในสายตา
หมอเทวดา…
ตั้งแต่ลืมตาขึ้นมาก็เจอหน้าเขาเลยงั้นหรือ…
ข้าพยายามจะลุกขึ้นนั่งทันทีด้วยความตกใจ
“…อ๊ากก!”
แต่กลับต้องร้องลั่นโดยไม่รู้ตัว ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วทั้งร่างจนแทบทนไม่ไหว เจ็บยิ่งกว่าที่คิด เจ็บจนต้องน้ำตาคลอ
“เจ้าเด็กนี่…ทำไมไม่รู้จักระวังตัวเลยหา?”
“นี่มัน…เกิดอะไรขึ้นกันแน่…”
เจ็บราวกับมีใครมางับข้าทุกข้อต่อในร่างกายก็ไม่ปาน
ข้านอนกัดฟันแน่น ร่างบิดเร้าเพราะความเจ็บแสบจนแทบทนไม่ไหว และในระหว่างนั้น… ข้าก็ค่อยๆนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหมดสติขึ้นมาได้ทีละน้อย
“ดูเหมือนทุกอย่างจะจัดการเรียบร้อยแล้ว อย่ากังวลให้มากนักเลย”
ดูเหมือนหมอเทวดาจะอ่านสีหน้าของข้าออก เขาจึงเอ่ยออกมาก่อน
แต่ข้ายังจำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากหมดสติไป…แล้วยาฮยอลจ็อกล่ะ?
…รวมถึงนัมกุงบีอาด้วย?
“นั่นคือ ผู้หญิงที่อยู่แถวนั้นน่ะ…”
“นางที่อยู่กับเจ้าก่อนหน้านั้นยังสบายดีไม่ต้องกังวลไปหรอก ส่วนเจ้าน่ะนอนพักให้เต็มที่ก่อนเถอะ”
“…เข้าใจแล้ว ขอบคุณมากขอรับ”
รู้สึกโล่งใจอยู่ไม่น้อย ที่นัมกุงบีอาไม่ได้รับบาดเจ็บร้ายแรง
ทว่าเรื่องของยาฮยอลจ็อก…ข้ายังไม่ได้เอ่ยถามแม้แต่น้อย
แต่ก่อนที่ข้าจะทันได้ปริปากถามอะไรเพิ่ม หมอเทวดาก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
“ร่างกายเจ้าไม่ได้มีอะไรสาหัสมากนัก หากความเจ็บปวดทุเลาลงเมื่อไร ก็คงลุกเดินได้ในทันที”
“ขอบคุณท่านจริงๆ …”
“ข้าบอกไปแล้วไม่ใช่หรือว่า พลังในร่างเจ้ามันก่อตัวกันยุ่งเหยิง หากฝืนใช้มั่วๆ อาจถึงตายได้ เจ้านี่ก็ช่างดึงมันออกมาใช้เอาๆ โดยไม่ฟังอะไรเลยนะ”
“…อา…”
“เฮอะ เด็กสมัยนี้นี่มันนึกว่าร่างกายตัวเองเป็นเหล็กกล้ารึไง พอโดนฟันหน่อยก็ตายเหมือนกันนั่นล่ะ แล้วจะทำตัวบ้าระห่ำไปถึงไหน”
ข้ายิ้มเจื่อนให้เขาอย่างจนคำพูด
เพราะเขาพูดตรงนักและข้าก็รู้ตัวดีว่าคราวนั้น…ข้าใช้พลังเกินตัวไปจริงๆ
‘…ตอนนั้น ข้าไม่ได้มีสติเท่าไรเลย’
ไม่ทันได้คิดถึงผลลัพธ์ใดๆ ด้วยซ้ำ แค่ดึงพลังทั้งหมดออกมาใช้โดยสัญชาตญาณเท่านั้น
แน่นอนว่าน่าจะมีวิธีอื่นอยู่บ้าง แต่ในตอนนั้นข้ามันไม่สามารถสงบสติได้เลย
แค่เห็นนัมกุงบีอานอนแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ข้าก็ทำใจให้นิ่งไม่ได้แล้วจริงๆ
‘ว่าแต่…ทำไมถึงหมดสติไปกันแน่?’
พลังภายในก็ยังพอมีเหลืออยู่ ร่างกายเองก็ยังไม่ถึงกับหมดแรง
…ก็จริงที่ท้ายที่สุดข้าอาจจะฝืนร่างจนเริ่มรู้สึกเจ็บภายใน แต่มันก็ไม่ถึงขั้นหมดสติ
เมื่อเทียบกับตอนก่อน ข้ายังรู้สึกว่าตัวเองควบคุมร่างกายได้ดีขึ้นมาก
และที่สำคัญคือ…
‘ตอนสุดท้าย…ข้าเหมือนจะได้ยินเสียงบางอย่าง’
แต่มันพร่าเลือนเหลือเกิน
เหมือนจะมีใครพูดอะไรบางอย่าง…แต่ข้ากลับจำไม่ได้เลย
ยิ่งพยายามจะนึกเท่าไร ความเจ็บจี๊ดในหัวก็ยิ่งแล่นพล่านมากขึ้นเท่านั้น
แท็ก!
ทันใดนั้นก็มีเสียงวางถ้วยเบาๆ ดังขึ้นอยู่ข้างกาย กลิ่นยาอันขมปร่าลอยฟุ้งเข้าจมูกทันที
ยาสมุนไพรหรือ?
ต่อจากนั้น ข้ารู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่ยื่นเข้ามาใกล้ริมฝีปาก
เมื่อหันไปมอง—ก็พบว่าจูกัดฮยอกกำลังใช้ช้อนป้อนยาข้าอยู่เงียบๆ
ข้ามองสีหน้าของเขาเล็กน้อยก่อนจะตัดใจอ้าปากรับยาเข้าไปหนึ่งคำ
รสขมรุนแรงเสียจนข้าสะดุ้งเฮือกโดยไม่ตั้งใจ
“เป็นเพียงยาช่วยบรรเทาความเจ็บเท่านั้น กินไว้จะได้ไม่ต้องทรมานนัก”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ข้าก็จำใจกลืนมันลงไปจนหมด
และเมื่อคิดว่าคนที่กำลังป้อนข้าอยู่คือนายหนุ่มจูกัดฮยอก มันก็ยิ่งรู้สึกแปลกพิกลชอบกลอยู่บ้าง
“อีกเดี๋ยวจะมีคนมาหาเจ้า ทั้งหมดต่างรอให้เจ้าฟื้นขึ้นมาทั้งนั้นแหละ”
“แล้ว…ข้าหมดสติไปนานแค่ไหนหรือขอรับ?”
“ผ่านมาแล้วสองวัน คืนนี้ก็จะเข้าสู่วันที่สามแล้วล่ะ”
“…ส-สองวันเชียวหรือขอรับ?”
ข้าหมดสติไปถึงสองวันเต็ม?
ทันใดนั้น ภาพของวีซอลอาซึ่งเคยกล่าวว่า “เดี๋ยวไปไม่นานนะ” ก็แล่นเข้ามาในหัว
นางจะต้องเป็นห่วงมากแน่ๆ
“ตอนนี้เจ้าได้ฟื้นขึ้นมาแล้ว พวกเด็กๆ เหล่านั้นก็คงจะโล่งอกเสียที”
เมื่อได้ยินดังนั้น ข้าก็ค่อยๆหันศีรษะตามสายตาของหมอเทวดา แม้จะยังรู้สึกปวดตุบอยู่ก็ตาม
“…อ่า…”
ที่มุมหนึ่งของห้อง มีสองคนกำลังนั่งหลับพิงกำแพงอยู่ด้วยกัน
วีซอลอาและนัมกุงบีอา
“เพราะมัวแต่รอเจ้าจนไม่ยอมหลับไม่นอน สุดท้ายพอใกล้ถึงเวลาที่เจ้าจะฟื้น พวกนางถึงได้หลับไปเสียเอง”
“…”
ไม่รู้ทำไม ข้ารู้สึกแปลกๆขึ้นมาในอก มันเหมือนจะอุ่นๆแต่ก็จั๊กจี้ในใจอย่างประหลาด
ข้ามองภาพตรงหน้านั้นอยู่เงียบๆ และในขณะที่กำลังเหม่อมองอยู่นั่นเอง หมอเทวดาก็พูดขึ้น
“ข้าอยากถามเจ้าเรื่องหนึ่ง”
“ขอรับ”
“เจ้าจำได้หรือไม่ว่าครั้งก่อน ข้าเคยกล่าวว่าเจ้ามันก็แค่ศพเดินได้”
“จำได้ขอรับ”
คำพูดที่ทำให้ข้าต้องรีบออกเดินทางไปหาศิลามารในทันที ไม่มีทางจะลืมได้หรอก
แต่สีหน้าของหมอเทวดาในตอนนี้กลับดูแปลกไปเล็กน้อย เหมือนกำลังมีบางอย่างที่คาใจ
“ข้าน่ะ เป็นคนที่ภาคภูมิใจในความเป็นหมอของตัวเองไม่น้อย”
แม้ประโยคนี้จะฟังดูโอหังในหูคนทั่วไป แต่หากพิจารณาจากตำแหน่งของเขาที่ได้รับสมญาว่าหมอเทวดาแล้ว มันก็ถือว่าไม่ผิดอะไรนัก
เขายังคงพูดต่อ
“ข้าใช้ชีวิตเป็นหมอมาตลอดอย่างภาคภูมิใจ…แต่กรณีของเจ้ามันไม่เหมือนใครจริงๆ ”
“…ท่านหมายความว่าอย่างไร? ร่างกายของข้ามีปัญหาอีกแล้วหรือขอรับ?”
อีกแล้วงั้นหรือ?
ร่างกายข้านี่มันเหมือนสนามรบไปแล้วหรือไร? ทำไมถึงมีปัญหาไม่จบสิ้นสักที
‘…หรือเพราะข้าทำตัวเหมือนระเบิดเวลาอยู่เรื่อยๆ กันนะ’
พอคิดแบบนั้น ก็รู้สึกเวียนหัวนิดๆ กับสภาพของตัวเองเหมือนกัน
หมอเทวดาเงียบไปพักหนึ่งก่อนตอบด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“…พลังในร่างเจ้าสงบนิ่งแล้ว”
“ขอรับ?”
“พลังสองสายที่ก่อนหน้านี้ต่างพยายามจะกลืนกินกันเอง ตอนนี้มันกลับเงียบสนิทราวกับหนูตายไปแล้ว”
…พลังของข้า สงบลงแล้วอย่างนั้นหรือ?
ทั้งที่ยังไม่ถึงสิบวันดีด้วยซ้ำ ตั้งแต่วันที่เขาบอกว่าพลังสองสายอาจปะทะกันจนระเบิดออกได้ทุกเมื่อ…
เมื่อได้ยินคำพูดของหมอเทวดา ข้าก็ตกใจจนเผลอพยายามจะเรียกลมปราณขึ้นมาไหลเวียนตรวจสอบภายในร่าง
ทว่า…หรือเพราะร่างกายยังอ่อนแรงอยู่กันแน่ ตันเถียนของข้าจึงทำได้เพียงสั่นระริก ไม่อาจควบคุมลมปราณได้ตามใจนึก
กลับกัน กลับมีพลังแปลกประหลาดสายหนึ่งไหลผ่านร่างข้าไปแทน
ความรู้สึกเยียบเย็นชวนขนลุกซู่ทำให้ข้าต้องหยุดเรียกลมปราณทันที
‘…พลังมาร?’
ใช่แล้ว ภายในร่างข้าขณะนี้มีพลังมารบางอย่างวนเวียนอยู่
มารพลังที่กระด้าง กระท่อนกระแท่นและไม่มั่นคง ราวกับพลังเดียวกันกับที่เคยไหลเวียนอยู่ในร่างของยาฮยอลจ็อกนั่นเอง…
◇◆
“ท่านมันคนโง่ค่ะ”
เสียงหนึ่งแว่วขึ้นมา
“โง่เง่า…แถมยังทึ่มบื้ออีกต่างหาก!”
“อือ…”
ยามเช้ามาถึงแล้วและข้ากำลังนั่งฟังวีซอลอาต่อว่าไม่หยุดปาก
ทันทีที่นางรู้ว่าข้าฟื้นขึ้นมา สิ่งแรกที่ทำก็คือรีบเข้ามาต่อว่าทั้งน้ำตา ข้าเลยต้องรีบปลอบนางแทบไม่ทัน
แม้ตอนนี้จะดูเหมือนสงบลงแล้ว แต่ดวงตาของนางก็ยังคงเปียกชื้นด้วยคราบน้ำตา
“ทำไม…ต้องบาดเจ็บตลอดตอนที่ข้าไม่อยู่ด้วย?”
คำถามนั้น ข้ากลับหาคำตอบให้ไม่ได้เลย
พูดก็พูดเถอะ มันก็จริงอย่างที่นางว่า
‘…ข้าแค่ไม่อยากให้นางไปเจอกับสถานการณ์อันตรายเหล่านั้นด้วยเท่านั้นเอง’
แม้นั่นจะเป็นเหตุผลหลัก แต่มันก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกผิดน้อยลงเลย
วีซอลอาเช็ดน้ำตาด้วยหลังมืออย่างเงียบๆ
ข้าคิดจะเอื้อมมือไปลูบศีรษะปลอบโยน แต่น่าเสียดายที่ร่างกายของข้ายังไม่หายดี การจะขยับตัวก็ยังลำบากนัก
“ท่านมัน…โง่ที่สุดเลย”
“ดะ…เดี๋ยวสิ!”
ในที่สุดน้ำตาของนางก็ร่วงลงมาเป็นสายอีกครั้ง เสียงสะอื้นปนกับเสียงหอบพลางตัวสั่นไปทั้งตัว นางดูเศร้าเสียจนแม้แต่นั่งอยู่เฉยๆ ข้ายังรู้สึกใจหาย
นัมกุงบีอาซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆ เอื้อมมือหยิบผ้าเช็ดหน้าส่งให้เงียบๆ
ข้าเพิ่งสังเกตเห็นว่าแขนของนางยังพันผ้าไว้แน่น
หมอเทวดาเคยบอกว่าบาดแผลของนางไม่รุนแรงมากนัก และหากพักรักษาสักสองสามวัน ด้วยสภาพร่างกายของผู้ฝึกยุทธก็คงหายเป็นปกติในไม่ช้า
วีซอลอารับผ้าเช็ดหน้าไปเช็ดน้ำตา แล้วพูดเสียงอู้อี้พร้อมน้ำมูกไหลน้อยๆ ว่า
“…พี่หญิง”
“หืม?”
“ข้าขอ…สั่งน้ำมูกได้ไหมคะ…”
เอ่อ…ถามแบบนั้นเลยเหรอ?
แม้จะเป็นคำถามที่ไม่คาดคิด แต่นัมกุงบีอาก็เพียงพยักหน้ารับเล็กน้อยโดยไม่ได้พูดอะไร
จากนั้น—ฟูดดดด!
เสียงสั่งน้ำมูกดังขึ้นเบาๆ อย่างพอเหมาะ
ข้าหันหน้าหนีอัตโนมัติ… เพราะรู้สึกว่านี่เป็นอีกหนึ่งฉากที่ไม่ควรมองตรงๆ เท่าไรนัก
“ขอบคุณค่ะ…”
วีซอลอายื่นผ้าเช็ดหน้าให้คืน นัมกุงบีอารับมาอย่างเก้ๆกังๆ พร้อมสีหน้าที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่รู้จะทำอย่างไรกับผืนผ้านี้ดี
…เห็นที ข้าคงต้องหาวิธีตอบแทนค่าผ้าให้นางทีหลังเสียแล้ว
ในระหว่างที่ทั้งสองยังอยู่ในห้องด้วยกัน หมอเทวดาก็เปิดประตูเดินเข้ามา สีหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิด
“ถึงเวลาเริ่มตรวจร่างกายแล้ว ออกไปให้หมด!”
“ข้าขอ…อยู่อีกสักหน่อยไม่ได้หรอคะ?”
“มีเจ้ามานั่งอยู่ข้างๆ แบบนี้ข้าจะตรวจให้ดีได้อย่างไร ไป! ออกไปให้หมด!”
แม้แต่วีซอลอาที่ปกติแล้วมักได้รับความเอ็นดูเพราะหน้าตาและบุคลิกน่าเอ็นดู ก็ยังไม่รอดพ้นเสียงดุของเขา
สุดท้ายนัมกุงบีอากับวีซอลอาก็ออกไปจากห้องด้วยสีหน้าเสียดาย
โดยเฉพาะแววตาของวีซอลอาที่เหลือบมามองข้าไม่วางตาจนประตูปิด…ทำเอาข้ารู้สึกกระอักกระอ่วนไม่น้อย
เมื่อสองสาวออกไปแล้ว หมอเทวดาก็เดินเข้ามาใกล้อย่างไม่รีรอ พร้อมจับแขนของข้าไว้แน่น
“ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง?”
“สบายกว่ามื้อวานมากขอรับ”
“ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ให้ลุกไปไหนทั้งนั้น นอนนิ่งๆ ไปก่อน”
“…ขอรับ”
ดูเหมือนเขาจะจับได้ว่าข้ากำลังคิดจะแอบลุกขึ้น
สายตาเหลือบมองรอบห้อง ดูแล้วไม่ใช่กระท่อมหลังเดิมที่เคยพักอยู่ก่อนหน้านี้ น่าจะเป็นเรือนพักภายในสำนักฮวาซานมากกว่า
ข้านอนนิ่งเงียบไม่ขยับ พลางปล่อยให้หมอเทวดาตรวจร่างกายไปตามขั้นตอน
ไม่นาน เขาก็พูดขึ้นเบาๆ
“ข้ายังไม่ได้พูดคำว่าขอบใจกับเจ้าสินะ”
คำพูดนั้นดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำเอาข้าผงะ
“หมายความว่า…อะไรหรือขอรับ?”
“ก็เพราะเจ้าลงมือสู้กับเจ้าพวกที่หมายตากระท่อมนั่นอย่างไรเล่า”
…กระท่อมนั่นงั้นหรือ?
หมายความว่าเป้าหมายของยาฮยอลจ็อกตั้งแต่ต้นคือที่นั่น?
พูดก็พูดเถอะ ในตอนนั้นข้าลงมือเพราะถูกยั่วยุ ไม่ใช่เพราะมีเหตุผลใหญ่โตอะไรแบบที่เขาคิด
“รายละเอียดรอให้แก่โทฮวาเป็นคนอธิบายจะดีกว่า…แต่คงต้องรออีกหน่อย เพราะตอนนี้สถานการณ์ยุ่งอยู่ไม่น้อย”
“สถานการณ์? มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือครับ?”
“ไม่ใช่เรื่องที่ข้าควรเป็นคนพูด รอให้เขามาแล้วกัน”
คำพูดของเขาแม้จะเรียบง่าย แต่สีหน้ากลับหม่นลงอย่างเห็นได้ชัด
ข้ารู้สึกได้ทันทีว่าคงมีบางสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นแน่…ทว่าข้าเองก็ยังไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง นั่นทำให้รู้สึกอึดอัดไม่น้อย
หลังจากคลึงต้นแขนข้าอยู่ครู่หนึ่ง หมอเทวดาก็หยัดกายลุกขึ้น สีหน้าดูเบาลงเล็กน้อย
“ดูแล้วคงฟื้นตัวได้เร็ว พรุ่งนี้น่าจะลุกเดินได้ แต่ขอให้พักผ่อนให้เต็มที่ในวันนี้ก่อน”
“เข้าใจแล้วขอรับ ขอบคุณท่านมาก”
เมื่อเขาเดินออกจากห้องไป ข้าก็หลับตาแน่นพลางสูดลมหายใจลึก
…ถึงเวลาที่ต้องหันกลับมาทบทวนเรื่องพลังภายในร่างกายของข้าเสียที
‘…หมอเทวดาไม่รู้สึกถึงพลังมารเลยงั้นหรือ’
ข้ายังจำได้ชัดว่าเมื่อครู่เขาเพิ่งจับชีพจรของข้าไปไม่นาน แต่กลับไม่มีคำพูดใดเกี่ยวกับพลังมาร หลุดออกมาจากปากเลยแม้แต่น้อย
แน่นอนอาจเป็นไปได้ว่าเขาจงใจไม่พูดถึง แต่โดยนิสัยของตาแก่นั่น ข้าว่าความเป็นไปได้ค่อนข้างน้อย
ถึงจะไม่รู้ว่าพลังมารเข้าไปในร่างกายข้าได้อย่างไร
แต่สิ่งที่นับว่าโชคดีก็คือมันค่อยๆ ถูกชำระล้างไปเองทีละนิด
สถานการณ์คล้ายกับตอนที่ข้าดูดกลืนพลังของศิลามาร ผ่านเคล็ดวิชา มารดูดกลืนสวรรค์ แล้วใช้เพลิงอัคคีเก้ากงล้อ กลืนกินมันต่ออีกชั้นเพื่อชำระให้บริสุทธิ์
ทว่าพลังมารในคราวนี้…ไม่ได้บริสุทธิ์เช่นเดียวกับพลังในศิลามาร หรือจากมารสวรรค์เลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม มันขุ่นมัวและคล้ายกับกลิ่นอายพลังของยาฮยอลจ็อกอย่างน่าประหลาด
ราวกับว่า…ข้าได้ช่วงชิงพลังของมันมาตอนที่สังหารมันลงอย่างนั้น
‘ไม่ใช่จากศิลามาร แต่เป็นพลังของผู้อื่นงั้นหรือ?’
ข้าไม่เคยได้ยินเลยว่ามีใครทำเช่นนี้ได้มาก่อน แม้แต่ข้าเองที่เคยดูดพลังจากศิลามาร ยังไม่แน่ใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ควรยินดีหรือควรกังวล
แต่ถ้าคิดตามที่หมอเทวดาบอกว่า “พลังภายในสงบนิ่งลงอย่างผิดสังเกต” มันก็คงเกี่ยวพันกับพลังมารชุดใหม่นี้แน่นอน
‘…จะว่าไป สุดท้ายก็ยังต้องใช้มารภายในจากเคล็ดวิชาของมารสวรรค์อยู่งั้นรึ’
น่าขันนัก…แม้จะเกิดใหม่ ข้าก็ยังไม่อาจหลุดพ้นจากพันธะเดิมได้อยู่ดี
กระนั้น…บางทีตอนนี้ อาจถึงเวลาที่ต้อง ตัดสินใจครั้งสำคัญเสียที
‘ว่าแต่…’
สิ่งหนึ่งที่ติดค้างอยู่ในใจของข้า ตั้งแต่ลืมตาตื่นขึ้นมาก็คือ…
‘ตาแก่ชิน…’
ข้าเรียกหาเขาผ่านจิตอย่างเคย
…ไม่มีคำตอบ
‘ตาแก่’
ข้าเรียกซ้ำอีกครั้ง
…ก็ยังไม่มีเสียงใดตอบกลับมา
ตั้งแต่คืนก่อนหลังจากที่ข้าฟื้นคืนสติ
ไม่ว่าจะพยายามตะโกนเรียกหรือเรียกภายในใจ
ข้าก็ไม่ได้ยินแม้แต่เสียงกระซิบของเขาอีกเลย
“…เจ้าแก่บ้านั่น หายหัวไปไหนเสียแล้ว?”
ดูเหมือนว่า ตาแก่นั่น… จะหายไปแล้วจริงๆ