สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 89 การรักษา (1) ༻
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยามหลังจากข้าขังตัวเองอยู่ในห้อง
จนกระทั่งถึงเวลานั้น ข้าจึงค่อยยอมออกมาข้างนอก
ร่างกายที่ยังรู้สึกเหนื่อยล้าเป็นส่วนหนึ่ง…แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ มีเรื่องให้คิดอยู่มาก
หลังจากพอจะจัดการความคิดในหัวให้เข้าที่แล้ว ข้าก็เดินออกมาข้างนอก และพบว่าวีซอลอานั่งอยู่ตรงชานเรือน
น่าแปลกใจไม่น้อย ที่นางนั่งนิ่งเงียบอยู่ตรงนั้น ข้าจึงเดินเข้าไปนั่งเคียงข้างเงียบๆ
“ทำอะไรอยู่น่ะ…หืม? เดี๋ยวก่อน เจ้าทำหน้าแบบนั้นทำไม?”
ข้ายังพูดไม่ทันจบ ก็พลันสังเกตได้ถึงสีหน้าของนางที่ดูไม่ปกติ
ดวงตาของวีซอลอาดูแดงช้ำเล็กน้อยราวกับเพิ่งร้องไห้มา สีหน้าเต็มไปด้วยความหม่นหมองและเศร้าสร้อย
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
“…ไม่มีอะไรหรอกค่ะ”
“แต่ถ้าจะพูดแบบนั้น…อย่างน้อยเจ้าก็ควรทำหน้าตาให้มันดูไม่เหมือนคนมีเรื่องก่อนสิ?”
นางเงียบไป
ด้วยดวงตาเรียวยาวที่มักจะดูหม่นอยู่แล้ว พอไร้อารมณ์ยิ่งดูเศร้าหนักเข้าไปอีก
ไหนจะมุมปากที่ตกลงเล็กน้อยอีก ใบหน้าของวีซอลอาในตอนนี้ ดูราวกับกำลังแบกรับความเศร้าของทั้งโลกไว้ในใจเดียว
ในที่สุด นางก็กระซิบออกมาด้วยเสียงแผ่วเบา
“…ข้าทะเลาะกับท่านปู่ค่ะ”
“…กับท่านปู่วีน่ะเหรอ?”
พูดตามตรง ข้าไม่คิดเลยว่าจะได้ยินเรื่องแบบนี้
เพราะเท่าที่เห็นมา ไม่ว่าวีซอลอาจะทำอะไรผู้อาวุโสเซียนกระบี่ก็ดูจะเป็นประเภท “โอ๊ย หลานข้า…ช่างน่ารักเสียจริง!” อยู่ตลอดเวลา
แม้แต่ตอนที่เจ้าตัวแอบตามข้ามาถึงเสฉวน ก็ยังไม่เห็นโดนตำหนิอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
แต่คราวนี้ ถึงกับทำให้วีซอลอาหม่นหมองขนาดนี้?
มันต้องมีเรื่องใหญ่อยู่เบื้องหลังแน่
ข้าถามกลับด้วยน้ำเสียงเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เจ้าไม่เป็นไรใช่ไหม?”
“…ไม่เป็นไรค่ะ”
…แต่สีหน้าของเจ้าก็บอกทุกอย่างว่าไม่ใช่เลยสักนิด
วีซอลอาเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องหน้าข้าอย่างนิ่งงัน ดูเหมือนว่านางอยากพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่พูด
ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างเงียบๆ
นางบอกว่ามีงานที่ฮงวาสั่งให้ทำ จึงต้องรีบไป
“คุณชาย…”
“หืม?”
“ข้าจะพยายามให้เต็มที่นะคะ”
“เอ๋? อา…งั้นก็…สู้ๆ ล่ะกัน”
ข้าไม่รู้ว่าหมายถึงเรื่องอะไร แต่ในเมื่อเจ้าว่าจะพยายาม ข้าก็ให้กำลังใจไว้ก่อน
หลังจากพูดจบ วีซอลอาก็วิ่งจากไปทันที
…แต่ข้านี่สิ ยังสงสัยไม่หายเลยว่า นางหมายถึงจะตั้งใจทำอะไรกันแน่
หรือว่าวีซอลอาตั้งใจจะไปหาฮงวา…แล้วคำว่า “จะพยายามให้เต็มที่” ของนางก็คือหมายถึงเรื่องงาน?
ยังไงก็ตาม…สีหน้าเศร้าหมองแบบนั้นก็ชวนให้เป็นห่วง ข้าอาจต้องหาขนมยักกวาไปให้นางทีหลังสักชิ้น
เมื่อคิดได้เช่นนั้น ข้าก็ตัดสินใจออกจากเรือนพัก
แม้ภายในร่างยังคงเจ็บแปลบเล็กน้อยอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าเคลื่อนไหวได้ดีพอสมควร
ข้าเดินทอดน่องผ่านทางเดินกลางเขาในสำนักฮวาซาน เส้นทางที่เริ่มคุ้นตาอยู่บ้างในช่วงหลังมานี้
จุดหมายแรกที่มุ่งไปก็คือ “ลานฝึกยุทธ์” ทว่าไม่พบใครที่ต้องการเจออยู่ที่นั่น
◇◆
ไม่นานนัก ข้าก็พบเขาจนได้
โชคดีที่ไม่ต้องเสียเวลาเดินเขานานนัก ข้าก็เหลือบไปเห็นร่างหนึ่งที่กำลังปีนหน้าผาอยู่ไกลๆ
“เจ้าหมอนั่น!”
ข้าตะโกนเรียกไป ร่างนั้นที่กำลังปีนผาหยุดชะงักแล้วหันกลับมามอง
เป็นยองพุงไม่ผิดแน่
เมื่อเห็นข้า เขาก็กระโดดลงจากหน้าผาโดยไม่ลังเล แล้วตรงมาหาข้า
“คุณชายกู่”
…สีหน้าเจ้าหมอนี่ก็ดูไม่ดีเลยแฮะ
เมื่อมองใกล้ๆ ยิ่งเห็นได้ชัดว่า ยองพุงในวันนี้ดูอิดโรยกว่าปกติ
ปกติแม้จะฝึกยุทธ์ทั้งวันก็ยังดูไม่เหนื่อยเท่าไร แต่ตอนนี้ แค่ยังไม่ถึงช่วงเที่ยงวันด้วยซ้ำ กลับเหงื่อโชกไปทั้งตัวแล้ว
แสดงว่า…การฝึกของเขาวันนี้คงหนักเป็นพิเศษ
เพื่อยืนยันความคิด ข้าสังเกตเห็นว่าทั้งขาและแขนของเขาแบกถุงทรายที่ดูหนักกว่าปกติไว้อีกด้วย
“มีเรื่องอะไรหรือเปล่าขอรับ?”
ข้าถามขึ้น และยองพุงก็ยิ้มฝืดๆ ตอบกลับ
หลังจากที่ข้าฟื้นขึ้นมา ข้าก็สังเกตว่า เหล่าศิษย์ฮวาซานที่พบเจอล้วนทำสีหน้าแบบเดียวกันกับเขา เหมือนกำลังเก็บอะไรไว้ในใจ
หากเป็นปกติ ข้าคงไม่อยากยุ่งเรื่องคนอื่น แต่คราวนี้…ตัดสินใจฝืนความรู้สึกไว้ก่อนแล้วถามต่อ
“ข้าอยากไปถามเซียนดอกเหมยดู…แต่สีหน้าของเขาน่ะมืดครึ้มเกินกว่าจะเข้าไปถามได้เลย”
“…”
“หากเป็นเรื่องที่คนนอกไม่ควรรู้ ข้าก็จะไม่เซ้าซี้อีก”
ถ้าขนาดพิธีประลองดอกเหมยยังถูกเลื่อนออกไป เรื่องที่เกิดขึ้นคงไม่ใช่เรื่องเล็กแน่
ยิ่งเมื่อมองดูอารมณ์ของศิษย์ในสำนัก รวมถึงเจ้าสำนักด้วยแล้ว ก็ชัดเจนว่า…สถานการณ์ไม่สู้ดีเลยแม้แต่น้อย
ยองพุงเงียบไปพักใหญ่หลังได้ยินคำถาม ก่อนจะค่อยๆเปิดปากด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง
“…ท่านยังจำเรื่องที่เคยบอกว่า ศิษย์ของสำนักบางคนหายตัวไปได้หรือไม่ขอรับ?”
“อืม จำได้สิ”
“…เมื่อไม่กี่วันก่อน พวกเราเพิ่งพบร่างของผู้ที่หายตัวไปเหล่านั้นขอรับ”
‘ว่าแล้วเชียว…’
สิ่งที่ข้าคิดว่าเป็นไปได้มากที่สุด กลายเป็นความจริงจนได้
ในที่สุดการค้นหาก็ประสบความสำเร็จงั้นหรือ?
ตอนที่พวกเซียนกระบี่หมุนเวียนกันออกค้นหา ก็ยังไม่พบอะไรเลยแท้ๆ แล้วพวกเขาไปเจอเข้าจนได้ยังไงกัน…
แม้จะเป็นเรื่องดีที่พบร่างพวกเขาแล้ว แต่จากสีหน้าหม่นหมองของยองพุง ข้าก็เดาได้ทันทีว่าผลลัพธ์คงไม่ได้ดีอย่างที่หวัง
และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ
“…ตอนที่พบท่านอาจารย์อาหญิงทั้งหลาย พวกท่านสิ้นใจไปหมดแล้วขอรับ”
“เจ้าก็อยู่ในทีมค้นหานั้นด้วย?”
“ใช่ขอรับ เนื่องจากในตอนนั้นแทบไม่มียอดกระบี่ดอกเหมยเหลืออยู่ที่สำนักเลย”
ถ้าถึงขั้นต้องเรียกระดับชั้นยอดขั้นปลายอย่างยองพุงไปด้วย แสดงว่าสถานการณ์คงเร่งด่วนจริงๆ
…แต่ในเมื่อพบศพทั้งหมดแล้ว ก็แปลว่าทุกคนเสียชีวิตไปเรียบร้อยแล้ว
นั่นหมายความว่า มีคนจงใจทำร้ายฮวาซานอย่างชัดเจน
หากเจาะจงลงมือกับยอดกระบี่ดอกเหมยโดยเฉพาะ…ก็อาจเป็นการหวังผลในการลดทอนกำลังของสำนักโดยตรง
‘ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม…นี่มันเป็นเหตุการณ์ที่ถูกปกปิดไว้แน่นอน’
“แล้วยังไงต่อ?”
ดูเหมือนว่ายองพุงยังมีเรื่องจะพูดต่อ แต่ก็ลังเลอยู่นานก่อนจะค่อยๆ เอ่ยออกมาหลังถอนหายใจหนักๆ
“…ตอนที่พบศพ เลือดในร่างของพวกเขาถูกดูดออกไปจนหมดสิ้นขอรับ”
“…!”
คำพูดของเขาทำเอาข้าตาเบิกโพลง
ศพไม่มีเลือดเลยแม้แต่หยดเดียวงั้นหรือ?
ทั้งหมดเลย?
แค่จินตนาการถึงภาพนั้นก็พอจะรู้ว่ามันสยดสยองแค่ไหนแล้ว
การที่เหล่าศิษย์ของสำนักต้องมาตายอย่างไร้ความปรานีก็ว่าเศร้าแล้ว…แต่สภาพศพยังถูกกระทำถึงเพียงนี้อีก
ไม่แปลกเลยที่บรรยากาศของสำนักจะตกอยู่ในความเศร้าสะเทือนใจ
ถึงกระนั้น ข้าก็ยังอดสงสัยไม่ได้
ไม่ใช่ศพแค่ร่างเดียว…แต่มากกว่าหนึ่ง แล้วยังเลือกเป้าหมายเป็นยอดกระบี่ดอกเหมยโดยเฉพาะ แถมยังดูดเลือดของพวกเขาไปอย่างเป็นระบบ…
‘แบบนี้มันต้องมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างแน่’
“เจ้า…”
“ขอรับ?”
ข้าลองถามยองพุงด้วยความคาดเดาในใจ
“สถานที่ที่พวกเจ้าไปพบศพนั่น…มันอยู่ในเขตที่พวกตำหนักรัตติกาลควบคุมอยู่หรือเปล่า?”
คำถามของข้าทำให้ยองพุงสะอึก ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง
“ท่านรู้ได้อย่างไร…ว่าเป็นพวกตำหนักรัตติกาล?”
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของยองพุง ข้าก็มั่นใจแล้วว่า มันเป็นฝีมือของพวกตำหนักรัตติกาลจริงๆ
ในใจก็แอบสงสัยอยู่แล้ว หลังจากได้ปะทะกับพวกมันไม่นานมานี้
“ข้าแค่ถามไว้ก่อน เพราะคนของลัทธิอธรรมที่เจอคราวก่อนก็สังกัดตำหนักรัตติกาลเหมือนกัน”
“อ้อ…”
ดูจากท่าทาง ยองพุงเองก็คงรู้ว่าข้าเคยปะทะกับปีศาจทำลายล้างมาก่อน
ทั้งการเคลื่อนไหวของปีศาจทำลายล้าง ทั้งบรรยากาศแปลกประหลาดที่รายล้อมรอบตัวมัน ทุกอย่างชวนให้รู้สึกสกปรกและชั่วช้าอย่างบอกไม่ถูก
‘…พวกตำหนักรัตติกาล คิดจะทำอะไรกันแน่?’
แต่เดิม ข้าคิดว่าตำหนักนี้ก็เป็นแค่หนึ่งในฝ่ายอธรรมที่จะถูกกวาดล้างไปในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าโดยสหพันธ์ยุทธภพ
แม้แต่ตอนที่ได้สู้กับปีศาจทำลายล้าง ข้าก็ยังคิดแบบนั้นอยู่
แต่นั่นกลับเป็นความคิดที่ผิดถนัด
เพราะพวกมันมี “พลังมาร” ติดตัวอยู่แล้วตั้งแต่ตอนนี้
‘หรือว่าพวกมัน…มีความเกี่ยวข้องกับลัทธิมาร?’
ถ้าใช่ แล้วความเกี่ยวข้องนั้นเป็นแบบไหนกันแน่?
ปีศาจทำลายล้างที่ข้าเจอ ดูเหมือนมีเป้าหมายชัดเจนคือหมอเทวดาที่ซ่อนตัวอยู่ในกระท่อมนั้น
แต่พวกตำหนักรัตติกาลกลับลักพาตัวยอดกระบี่ดอกเหมยไปสังหารและดูดเลือดจนหมด
หมายความว่า…พวกมันไม่ต้องการตัวประกัน แต่จงใจฆ่าเพื่อเป้าหมายบางอย่าง
‘มันเป็นแผนอะไรกันแน่…’
เพียงแค่คิดตามก็มากพอจะบอกได้ว่า เรื่องนี้ทั้งสลับซับซ้อนและอันตรายเกินกว่าที่ใครจะปล่อยผ่าน
แม้ในใจข้าจะอยากทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ปล่อยให้เรื่องมันคลี่คลายไปเอง
แต่ในตอนนี้ ข้ากลับรู้ดีว่า…ข้าไม่มีสิทธิ์จะหันหลังหนีอีกต่อไปแล้ว
‘ห้ามหนี’
เรื่องที่ข้าต้องลงมือด้วยตนเอง…เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเรื่องแล้วสินะ
“เพราะแบบนั้น เจ้าเลยปรับการฝึกของตัวเองให้หนักขึ้นใช่ไหม?”
ข้าถามพลางเหลือบมองถุงทรายหนักที่ติดอยู่ตามร่างกายของเขา
เมื่อรู้ว่าข้าสังเกตเห็น ยองพุงก็ถอนหายใจแล้วตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“…ข้าเห็นศิษย์อาจารย์อาหญิงผู้เคยแข็งแกร่ง ต้องมาจบชีวิตอย่างน่าเวทนา…ข้านอนไม่หลับเลยขอรับ”
แม้จะเหนื่อยล้า เหงื่อท่วมตัว ยองพุงกลับยังคงยืดเส้นยืดสาย ราวกับยังไม่คิดจะหยุดฝึก
“ที่ผ่านมาข้าเหมือนใช้ชีวิตตามคำสรรเสริญ ว่าข้าเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์…นั่นคงทำให้ข้ามองไม่เห็นสิ่งสำคัญ”
“…”
“ข้า…ประมาทเกินไปจริงๆ หากข้าแข็งแกร่งขึ้นอีกสักนิด บางทีเหตุการณ์แบบนี้อาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงเรียบสงบแต่แน่วแน่
ข้าได้แต่นิ่งเงียบ มองยองพุงโดยไม่เอ่ยคำใด
เพราะในใจจริง…ข้าคิดว่าความเชื่อแบบนั้น มันก็ไม่ต่างอะไรจากความดื้อดึงไร้เหตุผล
ในอดีตชาติ วีซอลอาเคยสังหารมารสวรรค์และช่วยกู้โลกจากภัยพิบัติ
…แต่ถึงอย่างนั้น นางก็ไม่อาจช่วยทุกคนไว้ได้
แม้ยองพุงจะเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งฮวาซาน แต่เมื่อถึงวันที่ลัทธิมารปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ข้าก็รู้ดีว่า…จำนวนผู้ที่เขาช่วยได้คงน้อยกว่าผู้ที่ต้องสูญเสียไป
ถึงอย่างนั้น ข้าก็ไม่มีสิทธิ์ไปเอ่ยสิ่งเหล่านี้กับเขา
เพราะไม่ว่าอย่างไร นั่นก็เป็นเส้นทางที่ข้าไม่เคยเดิน และไม่อาจพูดอะไรในฐานะคนนอก
ถ้าหากตอนนี้ตาแก่ชินอยู่ด้วย เขาจะพูดอะไรเมื่อต้องเห็นยองพุงในสภาพนี้กันนะ…
บางทีเขาอาจจะพูดว่า “แค่ศิษย์รุ่นสาม จะไปแบกรับอะไรนักหนา?”
หรือไม่ก็ชมว่า “เจ้าเข้าใจก็ดีแล้ว”
แต่หากเป็นข้า…ข้ากลับคิดว่าเขาคงไม่พูดอะไรเลย เขาคงทำได้แค่ถอนหายใจอย่างหงุดหงิดไปเงียบๆ เท่านั้น
นั่นคือสิ่งที่ข้าเชื่อ
ยองพุงหันมามองข้าแล้วยิ้มอย่างเขินๆ ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าระบายอะไรออกไปมากเกินไป
…ข้ากำลังทำหน้าแปลกอยู่อีกแล้วรึเปล่านะ?
“ปีนี้ข้าได้เรียนรู้อะไรมากมายเลยขอรับ”
เขาพูดด้วยน้ำเสียงกลั้นอารมณ์ไว้ พร้อมกับบอกว่าจะกลับไปฝึกต่อ
ข้าจึงเอ่ยเพียง “ขอให้ฝึกให้ดี” ไว้เป็นกำลังใจ แล้วหมุนตัวเดินจากมา
เป้าหมายต่อไปของข้าอยู่บน “ยอดเขาเยียนฮวา”
จะให้ข้าปีนเขาสูงขนาดนี้ขึ้นไปถึงยอดเนี่ยนะ? นี่มันใช่เรื่องหรือเปล่า…
‘…บางทีไปกระท่อมเก่าข้างนอกสำนักยังจะง่ายกว่าอีก’
ข้าบ่นพึมพำกับตัวเองพลางก้าวเท้าอย่างต่อเนื่อง
ปลายทางคราวนี้คือเรือนพักของราชินีกระบี่ ที่บาดเจ็บอยู่
จากที่ถามเซียนดอกเหมยมา ท่านบอกว่า “นางไม่ได้พักฟื้นอยู่ที่กระท่อมหลังเดิม…แต่ย้ายไปรักษาตัวที่เรือนที่พักเดิมของนาง”
‘แล้วทำไมที่พักเดิมถึงต้องอยู่สูงขนาดนี้ด้วยเล่า…’
ในเมื่อกำลังรักษาตัวอยู่แบบนี้ หมอเทวดาก็คงต้องขึ้นลงภูเขาบ่อยพอควร
แล้วข้าไม่อยากนึกเลยว่า คนอย่างหมอเทวดาที่ไม่ใช่ยอดฝีมือในด้านวรยุทธ์ จะเดินขึ้นเขาสูงขนาดนี้ได้อย่างไร
…หรือว่าแท้จริงแล้ว หมอเทวดาก็เป็นยอดฝีมือที่ซ่อนฝีมือไว้?
ดูจากภายนอกไม่น่าจะใช่ แต่ใครจะไปรู้ล่ะ…
หลังจากปีนป่ายจนแทบหมดแรง ในที่สุดข้าก็มาถึงสถานที่เป้าหมายจนได้
ที่พักตรงหน้า ดูใหญ่กว่ากระท่อมที่หมอเทวดาเคยใช้พักก่อนหน้านี้
ข้าก้าวเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง แล้วเคาะประตูเบาๆ
แอ๊ด…
ประตูค่อยๆ เปิดออก และใบหน้าที่โผล่มาให้เห็นเป็นคนแรกก็คือ… “จูกัดฮยอก” หลานชายของหมอเทวดา
ทันทีที่เห็นหน้าข้า จูกัดฮยอกก็โน้มศีรษะลงเล็กน้อย คล้ายเป็นการทักทาย
ข้าคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะเริ่มพูดยังไงดี แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเข้าเรื่องเลย
“ข้ามาเยี่ยมราชินีกระบี่…แล้วหมอเทวดาล่ะ อยู่หรือเปล่า?”
จูกัดฮยอกไม่ตอบด้วยคำพูด แต่ทำมือส่งสัญญาณบางอย่าง ซึ่งข้าเดาว่า…เขาหมายถึง “ไม่อยู่”
จากนั้น เขาก็ผายมือส่งสัญญาณให้เข้าไปข้างใน
ข้าเห็นร่างของราชินีกระบี่นอนนิ่งอยู่บนเตียง ดูเหมือนจะยังหลับอยู่ ข้าจึงก้าวเข้าไปในห้องอย่างระมัดระวัง
แต่แล้วก็ต้องชะงักไปในทันที
‘…หือ?’
มีบางอย่างปรากฏอยู่รอบกายของราชินีกระบี่ บางสิ่งที่เมื่อก่อนข้าไม่เคยเห็นมาก่อน
ทว่าตอนนี้กลับมองเห็นได้ชัดเจนจนขนลุก
และทันทีที่ข้าเห็นสิ่งนั้น เปลือกตาข้าก็กระตุกขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
พลังมาร!
รอบตัวของราชินีกระบี่…แผ่ซ่านไปด้วยพลังมารที่กำลังดิ้นพล่านอย่างน่าหวาดหวั่น และมันก็ไม่ใช่พลังมารมัวหมองแบบที่พบในร่างของพวกตำหนักรัตติกาล
แต่มันคือพลังมารบริสุทธิ์ ชนิดเดียวกับที่มารสวรรค์เคยมี!
◇◆
ในขณะเดียวกันนั้นเอง ที่บริเวณรอบต้นไม้ใหญ่ในฮวาซาน หมอเทวดากำลังยืนพิงลำต้นขนาดมหึมาอย่างเหม่อลอย
“ในฮวาซาน…เคยมีต้นไม้สูงแบบนี้ด้วยรึ?”
เขาคิดอย่างไม่จริงจังนัก มือทั้งสองไพล่ไว้ด้านหลัง
ดูท่าทางเขาจะไม่ได้มานั่งชมต้นไม้ แต่รอใครบางคนอยู่
แล้วเสียงของบุรุษคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากข้างหลัง
“หมอเทวดา”
เมื่อได้ยินเสียงนั้น หมอเทวดาก็หันกลับไปช้าๆ
“…หลบหน้าข้านานทีเดียวเลยนะ ท่านหมอ”
“จริงอย่างที่เจ้าพูด ข้าก็ตั้งใจหลบหน้าตั้งหลายรอบ แต่เจ้ากลับตามตัวข้าจนเจอจนได้”
ผู้ที่มาปรากฏตัวต่อหน้าเขาในตอนนั้น…ก็คือจักรพรรดิกระบี่สวรรค์
สีหน้าของหมอเทวดาเปลี่ยนไปเล็กน้อยเมื่อเห็นผู้มาเยือน
“นานแล้วนะ…อดีตเจ้าสหพันธ์”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จักรพรรดิกระบี่สวรรค์ก็ส่ายหน้าเบาๆ
“ตอนนี้ข้าไม่ใช่เจ้าสหพันธ์ยุทธภพแล้ว”
เขาสละตำแหน่งและออกจากสหพันธ์ยุทธภพไปนานหลายปีแล้ว
แต่คำพูดของจักรพรรดิกระบี่สวรรค์ กลับไม่ได้ทำให้หมอเทวดาเปลี่ยนความคิด เพราะเขาตอบกลับอย่างหนักแน่น
“สำหรับข้า…ท่านยังคงเป็นเจ้าสหพันธ์อยู่เสมอ”
“และนั่นก็หมายความว่า ข้าไม่เคยลืมสิ่งที่เจ้าสหพันธ์ในอดีตคนนั้นเคยทำลงไป”
เมื่อได้ยินเสียงเด็ดขาดของหมอเทวดา จักรพรรดิกระบี่สวรรค์ก็ไม่อาจเอ่ยสิ่งใดตอบกลับได้
“ข้าได้แต่หวัง…ว่าท่านจะไม่ใช่คนที่มาตามหาข้าเสียเอง”
ได้ยินเช่นนั้น จักรพรรดิกระบี่สวรรค์ก็อ้าปากขึ้นเหมือนจะพูดบางอย่าง แต่สุดท้ายก็ปิดปากลงอีกครั้ง
ไม่มีคำใดที่เหมาะจะพูดออกมาในยามนี้จริงๆ
หมอเทวดามองเขาอย่างสงบ แล้วก็ถอนหายใจเบาๆ
…ชายผู้นี้ยังเป็นคนเดียวกับ “เขาในอดีต” อยู่หรือไม่ ข้ายังไม่อาจมั่นใจได้
ผู้ที่เคยเป็นดั่งฟ้าเหนือแห่งฝ่ายธรรมะ ผู้ที่เคยเป็นยอดคนในยุทธภพ เวลานี้กลับตกอยู่ในวังวนของจิตมาร ยืนโงนเงนอยู่ในหุบเหวของความพ่ายแพ้
‘…ที่เจ้าหมอนั่นพูดไว้ก็ดูจะไม่ผิดนัก’
คืนก่อนโทฮวาได้มาเยือนข้า
ข้าด่ากลับไปทันทีว่า “นี่เจ้าจะให้ข้าไปพบคนอย่างเขางั้นหรือ?”
ถึงจะถูกกระแทกด้วยถ้อยคำรุนแรง โทฮวาก็ยังคงเอ่ยวิงวอน ขอเพียงให้ข้าพบท่านสักครั้ง
เขาบอกว่า “อย่างน้อย…ก็ให้โอกาสเขาได้ไถ่โทษบ้างเถอะ”
แต่ในสายตาของข้า เวลามันล่วงเลยมานานเกินไปแล้ว ทั้งความคับแค้นและความเกลียดชังที่ข้าเคยมี ก็เจือจางไปจนแทบไม่เหลือ
มันกลายเป็นเรื่องที่ผ่านไปนานจนไม่รู้จะให้นิยามว่าให้อภัยหรือ ยังเคืองดีเสียแล้ว
…ไม่ถึงกับให้อภัย
…แต่ก็ไม่ถึงกับโกรธแค้นอีก
และเพราะเป็นเช่นนั้น การได้เห็นชายผู้นี้ที่เคยยืนเหนือฟ้า กำลังพังทลายลงอย่างช้าๆ ต่อหน้าต่อตา กลับทำให้ข้าไม่อาจรู้สึกยินดีได้เลย
ทั้งที่ในอดีต ข้าเคยภาวนาให้เขาล้มลงมานักต่อนักแท้ๆ
หมอเทวดาจ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วถามขึ้นตรงๆ
“มาหาข้าทำไม?”
คำถามนั้นทำให้เซียนกระบี่นิ่งอึ้งไปเล็กน้อย ดูเหมือนเขาไม่คิดว่าข้าจะเอ่ยถามขึ้นง่ายๆ แบบนี้
เมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจ หมอเทวดาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางเอ่ยเสริมด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“…ข้าถามไปเฉยๆ ไม่ได้หมายความว่าข้าจะสนใจคำตอบของท่านหรอกนะ”
“…ขอบใจมาก”
เซียนกระบี่กล่าวคำขอบคุณด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
แล้วจากนั้น ถ้อยคำที่เขากดเก็บไว้เนิ่นนาน ก็ค่อยๆ ถูกคลี่คลายออกมาทีละน้อย