สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 90 การรักษา (2) ༻
เมื่อข้านั่งลงอย่างสงบและรอคอยอยู่เงียบๆ ไม่นาน ราชินีกระบี่ก็ลืมตาขึ้น
“ได้ยินมาว่าเจ้าบาดเจ็บ…แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรมาก นับว่าโชคดีแล้ว”
เสียงของนางแหบแห้งและอ่อนแรง
ข้าเพียงพยักหน้ารับคำด้วยความรู้สึกอึดอัดที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยเป็นคำพูด
จะเอ่ยอะไร…ด้วยน้ำเสียงเช่นไร…ข้าเองก็ยังไม่แน่ใจ
ข้าทำได้เพียงเก็บซ่อนความรู้สึกปั่นป่วนในใจขณะมองพลังมารที่ซ่อนอยู่ภายในร่างของนาง
“ถ้าเจ้าได้รับบาดเจ็บหนักจริงๆ หัวใจข้าคงเจ็บปวดมากกว่านี้…นับว่าโชคดีเหลือเกิน…”
“…ขอบคุณที่เป็นห่วงขอรับ”
“ไม่หรอก…กลับกัน ข้าต่างหากที่ควรจะขอโทษที่รบกวนเจ้าทั้งที่เจ้ายังไม่หายดี…”
“ไม่เป็นไรขอรับ ตอนนี้ข้าเคลื่อนไหวได้ตามปกติแล้ว ท่านหมอเทวดาเป็นคนยืนยันด้วยตนเอง”
ข้าตอบเช่นนั้น ขณะสายตายังคงจับจ้องไปยังทิศทางอื่นที่ไม่ใช่นาง
‘พลังมารในตัวนาง…เข้มข้นเกินไป’
มันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับพลังอันไร้ค่าน่าขันของปีศาจทำลายล้าง
ไม่สิ…มันกลับคล้ายกับพลังของมารสวรรค์อย่างน่าประหลาด
ไม่ใช่แค่คล้าย แต่ถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นสิ่งเดียวกัน
ข้าไม่มีทางเข้าใจผิดในเรื่องนี้เป็นอันขาด
‘อาการป่วยลึกลับที่ค่อยๆ คร่าชีวิตราชินีกระบี่…หรือว่าเจ้านั่นเป็นต้นเหตุ?’
หากพลังมารคือสาเหตุที่แท้จริง เช่นนั้นแล้วเหตุใดราชินีกระบี่จึงยอมแบกรับสิ่งชั่วร้ายนั้นไว้ในร่าง?
หลังจากข้าย้อนคืนความทรงจำในชาติก่อน สิ่งที่เคยไม่เข้าใจเริ่มปรากฏขึ้นทีละอย่าง
…หรือว่านาง เคยเผชิญหน้ากับมารสวรรค์มาก่อนแล้วในชาตินี้?
แต่การมีพลังมาร มิได้แปลว่าทุกคนจะกลายเป็นมารโดยสมบูรณ์
ตัวอย่างก็มีอยู่ตรงหน้า ทั้งปีศาจทำลายล้าง และพวกตำหนักรัตติกาล
รวมถึงราชินีกระบี่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าข้าในเวลานี้
ความแตกต่างเพียงหนึ่งเดียว…คือปีศาจทำลายล้างนั้นยอมรับมันอย่างช้าๆ และค่อยๆ แปรเปลี่ยนกลายเป็นมาร
สิ่งที่แตกต่างออกไป…ก็คือ ราชินีกระบี่กำลังต้านทานพลังมารที่กำลังคลุ้มคลั่งอยู่ภายในร่าง
‘ทั้งที่มันดิ้นพล่านขนาดนั้น แต่นางกลับไม่แสดงอาการออกมาเลยแม้แต่น้อย’
ราชินีกระบี่เคยเป็นยอดฝีมือแห่งฝ่ายเต๋า พลังภายในที่นางบ่มเพาะไว้ย่อมบริสุทธิ์อย่างแน่นอน
แต่กระนั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าพลังมาร กลับดูไร้หนทางต่อต้าน ราวกับกำลังถูกกลืนกินทีละน้อย
แค่เพียงมองจากภายนอกก็รู้ได้ชัดเจน
ร่างกายของราชินีกระบี่อ่อนแอลงเพราะพลังมาร กระทั่งระดับอย่างข้ายังสามารถสัมผัสถึงระดับพลังของนางได้ในตอนนี้
พลังภายในของราชินีกระบี่…เหลืออยู่ไม่มากแล้ว
แต่ถึงอย่างนั้น ข้าก็สัมผัสได้ว่านางยังคงพยายามต้านทานพลังมารอันปั่นป่วนนี้ไว้
แม้ในยามที่ต้องอดทนต่อความทรมาน นางกลับไม่แสดงสีหน้าเจ็บปวดออกมาเลยแม้แต่น้อย
แม้แต่ตอนนี้…นางก็คงกำลังเจ็บปวดอยู่
ราชินีกระบี่กล่าว พลางมองมาทางข้าด้วยน้ำเสียงเจือแววเสียดาย
“หากข้าได้พบเจ้าตั้งแต่ก่อนหน้านี้…ก็คงดีไม่น้อย เสียแต่ว่าข้ายังไม่เคยมีโอกาสได้เลี้ยงข้าวเจ้าสักมื้อ…ข้าขอโทษจริงๆ ”
“…ไม่เป็นไรขอรับ”
ราชินีกระบี่ยังคงเอ่ยขอโทษข้า
…แต่ข้าไม่เข้าใจ ว่าทำไมนางจึงรู้สึกผิดนัก
แม้นางจะสนิทกับมารดาของข้าเพียงใด ท้ายที่สุด…ข้ากับนางก็เป็นเพียงคนแปลกหน้า
ถึงกระนั้น ในสถานการณ์เช่นนั้น นางก็ยังยืนยันที่จะรับกู่หลิงฮวาไปด้วยตัวเองและรับผิดชอบนางด้วยตนเอง
ในมุมมองของข้าแค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
ที่เหลือ ข้าจัดการตัวเองได้อยู่แล้ว
‘แม้ว่า…ความจริงจะไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่คิดก็เถอะ’
ราชินีกระบี่มองข้าพลางชะงักเล็กน้อย จากนั้นเอ่ยคำขออย่างระมัดระวัง
“…ข้าขอ…จับมือเจ้า…สักครั้งได้หรือไม่”
“จับมือหรือขอรับ?”
แม้จะรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง แต่คำขอนั้นก็ไม่ได้เกินเลยอะไร
ข้าจึงค่อยๆ ยื่นมือไปหาราชินีกระบี่
ตรงหน้าคือมือที่เหี่ยวย่นของนาง…เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลา
“ขอโทษนะ…ที่มือของข้าดูเหี่ยวย่นเช่นนี้…”
‘…ถึงขนาดนี้ก็ยังจะขอโทษอีกงั้นหรือ’
บางที…สิ่งที่นางอยากบอกข้า อาจมีเพียงแค่คำว่าขอโทษก็เป็นได้
ข้าคิดพลางยื่นมือเข้าไปกอบกุมมือนั้นไว้ด้วยความระมัดระวัง
เมื่อมือของเราสัมผัสกัน ราชินีกระบี่ก็ยิ้มบางๆออกมา พลางเอ่ยเสียงแผ่ว
“หากข้า…ยังคงมีสุขภาพแข็งแรง…ก็คงจะดีไม่น้อยเลยนะ…”
จะเรียกว่าอย่างไรดี…นางดูราวกับคนที่ยืนอยู่ ณ ปลายทางแห่งชีวิต และกำลังค่อยๆปล่อยวางความรู้สึกต่างๆ ทีละนิด
ในสถานการณ์เช่นนี้ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าควรพูดอะไรออกไป
หรือว่าควรเงียบไว้…แค่เฝ้ามองนางโดยไม่เอ่ยคำใด?
หรืออย่างน้อย ควรพูดคำปลอบโยนอะไรสักอย่าง แม้จะเป็นคำโกหกเพียงเพื่อให้นางรู้สึกดีขึ้นก็ตาม?
เมื่อลองไตร่ตรองดูครู่หนึ่ง ข้าก็ได้ข้อสรุปว่า…การเงียบไว้เฉยๆ คงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก ข้าควรพูดอะไรบางอย่าง…ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็ตาม
ข้าพยายามเรียบเรียงถ้อยคำในหัวและกำลังจะเอ่ยมันออกมา
แต่แล้ว
ซึ่กกกกกก !
“…!”
“อึก…!”
จู่ๆ ทั้งข้าและราชินีกระบี่ต่างก็สะบัดมือออกจากกันในเวลาเดียวกัน
ราชินีกระบี่มองมาที่มือของนาง แล้วหันกลับมามองมือของข้าสลับไปมา
ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตกใจ
และนั่นก็ไม่ใช่เรื่องแปลก…
เมื่อครู่ พลังมารที่สิงอยู่ในร่างของนางไหลทะลักเข้ามาในร่างของข้า
‘…นี่มัน…’
เมื่อข้ารวบรวมสติกลับมาได้ และเพ่งพินิจมองพลังมารที่อยู่ภายในร่างของตนเอง
ข้าก็ได้รู้ว่าความคิดครึ่งๆกลางๆ ที่เคยผุดขึ้นในหัวก่อนหน้านี้ ไม่ผิดเลย
พลังมารในร่างของข้า…มีลักษณะเหมือนกับสิ่งที่เคยพบในตัวของปีศาจทำลายล้างอย่างน่าประหลาด
แต่ตอนนี้ เมื่อมองอีกครั้ง ข้าก็มั่นใจได้ทันที…
มันไม่ได้คล้าย …แต่มันเป็นพลังมารของปีศาจทำลายล้างจริงๆ
‘…ข้าดูดกลืนมันเข้ามาจริงๆ งั้นหรือ?’
ไม่ใช่แค่ศิลามารเท่านั้น แต่ถึงขั้นดูดกลืนพลังมารของผู้อื่นได้ด้วยงั้นหรือ?
‘…นี่ก็เป็นผลของเคล็ดวิชามารดูดกลืนสวรรค์งั้นหรือ?’
ข้าอดคิดไม่ได้ว่าจะใช่อย่างนั้นจริงหรือ?
เพราะในชาติก่อน ข้าไม่เคยเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อนเลย
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้…แสดงให้เห็นชัดว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไป
พลังมารเพียงเล็กน้อยที่ไหลมาจากราชินีกระบี่ ข้าสามารถใช้เคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อเผามันให้มอดไหม้จนหมดสิ้นได้อย่างง่ายดาย
และดูเหมือนว่า…พลังมารที่ข้าดูดกลืนมาจากปีศาจทำลายล้างก่อนหน้านี้ก็ได้รับการชำระล้างอย่างสมบูรณ์แล้วเช่นกัน
“…นี่มัน…”
ราชินีกระบี่เอ่ยเสียงเบา สีหน้าของนางยังคงเต็มไปด้วยความงุนงง
ดูเหมือนว่านางยังไม่อาจเข้าใจสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นได้ในทันที
ข้าจ้องมองมือของตนเอง พลางครุ่นคิด…
หากข้าสามารถดูดกลืนพลังมารในตัวราชินีกระบี่ได้ล่ะก็
‘บางที…’
ข้าอาจจะสามารถช่วยชีวิตนางไว้ได้
ในขณะที่ความคิดนั้นผุดขึ้นมา เสียงประตูไม้ของกระท่อมก็เปิดออกอย่างแรง
แกร๊ก!
“เจ้าทั้งสองกำลังทำอะไรกันอยู่?”
เสียงทุ้มต่ำดังขึ้น พร้อมกับร่างของหมอเทวดาที่ก้าวเข้ามา
ฟึ่บ! ฟึ่บ!
เสียงไม้เรียวยาวที่นางใช้แทนดาบพุ่งฝ่าอากาศ ดังกรีดเฉียบคม
เดิมทีเสียงฟาดนั้นเคยฟังดูทื่อๆ และเบา…แต่ในตอนนี้กลับแฝงไปด้วยความเฉียบคมอย่างประหลาด
กู่หลิงฮวาก็สัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงนั้นเช่นกัน แต่นางกลับรู้สึกว่า…สิ่งเหล่านี้มันไร้ความหมาย
‘อีกเพียงครึ่งก้าว…ปลายดาบต้องตั้งสูงขึ้นอีกนิด’
ฟึ่บ!
ปลายดาบที่แทงออกไปเบาๆ แฝงไว้ด้วยพลังภายในระดับต่ำ
ไม่ใช่การใช้พลังภายในอย่างจงใจ แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากท่วงท่าที่ถูกต้องและสมบูรณ์ต่างหาก
แม้ผลลัพธ์จะน่าพึงพอใจ…แต่ใบหน้าของกู่หลิงฮวากลับยังเต็มไปด้วยความไม่พอใจ
‘…แค่นี้ มันจะไปทำอะไรได้’
แม้นับตั้งแต่วันนั้น นางจะฝึกฝนหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า แต่หัวใจของนางกลับยังไม่เข้มแข็งพอจะก้าวข้ามความกลัวนั้นได้
ภาพในวันนั้นยังตามหลอกหลอน…
ภาพของตัวเองที่ยืนตัวสั่นเผชิญหน้ากับศัตรู ทั้งที่รู้ตัวว่าไม่มีทางเอาชนะได้
นางเข้าใจดีว่านั่นคือความพ่ายแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม
แต่สิ่งนั้น…ก็เป็นเรื่องคนละประเด็น
สิ่งที่หล่อหลอมนางในยามนี้ ไม่ใช่แค่แพ้หรือชนะ แต่คือความละอายที่นางได้หลบหนีจากความภาคภูมิและความรับผิดชอบที่อาจารย์ของนางมักพร่ำสอน
นัมกุงบีอา หญิงสาวผู้ยืนขวางหน้านางในวันนั้น ผู้ที่ลั่นวาจาว่าจะปกป้องนางด้วยตนเอง พร้อมชักกระบี่เผชิญหน้าศัตรู
แม้นางเองก็คงรู้ดีว่า…โอกาสชนะนั้นไม่มีเลย
และแม้นางจะรู้เช่นนั้น นางก็ยังยืนหยัดอยู่เบื้องหน้า
แม้ความตายอยู่ตรงหน้า แม้ความหวาดกลัวจะกัดกินจิตใจ
แม้ความกลัวจะอยู่ตรงหน้า แต่นัมกุงบีอาก็ไม่เคยลังเลเลยแม้แต่น้อย
‘…ข้า…ข้า…’
กู่หลิงฮวาหลับตาแน่น
ภาพแผ่นหลังของหญิงสาวผู้ยืนหยัดถือกระบี่เพื่อปกป้องตนยังคงชัดเจนอยู่ในห้วงความคิด
ความรู้สึกผิดตีตื้นขึ้นมาจนถึงลำคอ ความละอายที่ถาโถมเข้ามาแทบกลืนกินจิตใจของนางจนไม่อาจหายใจได้
‘ทั้งที่เอาแต่หนี…เจ้าคิดจะบานสะพรั่งเช่นดอกเหมยงั้นหรือ?’
ไม่ต้องพูดถึงการเบ่งบาน…หากยังเป็นเช่นนี้ ต่อให้อยากเป็นยอดยุทธ์เพียงใด ก็คงไม่มีวันเป็นได้
จู่ๆ นางก็นึกถึงกู่หยางชอน
บุรุษที่เคยเอาแต่เอาใจตัวเอง ไม่แยแสโลก ไม่สนใครแม้แต่น้อย
แต่นางก็ได้ยินข่าวว่า เขาสามารถรับมือกับยอดฝีมือผู้ที่แม้แต่นัมกุงบีอายังไม่อาจรับมือได้
‘…เขาทำได้ยังไงกัน ทั้งที่เคยเป็นคนแบบนั้น…’
เมื่อครั้งสุดท้ายที่เห็นเขา ก็คือช่วงนี้ของปีก่อนโน้น
ในความทรงจำของกู่หลิงฮวา ภาพของกู่หยางชอนในวันนั้นยังชัดเจนชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม แผ่รังสีอันเย็นชาและไม่เอาอะไรกับใคร
เขาไม่เคยทำอะไรเลย นอกจากผลักทุกสิ่งทุกอย่างออกไปจากตัวเอง
สุดท้ายนางก็เป็นฝ่ายปล่อยเขาไปในวันนั้นเอง…
‘…คนแบบนั้น…เปลี่ยนไปได้ยังไงกัน’
ความรู้สึกที่ตีตื้นขึ้นมา…ไม่รู้ว่าคือความสงสัยหรือความริษยากันแน่
กู่หลิงฮวาเงื้อกระบี่ขึ้นอีกครั้ง ฟาดฟันลงมาอย่างแรง
ครั้งนี้นางพยายามใส่พลังเข้าไปมากกว่าครั้งก่อน หากยังยอมรับความอ่อนแอของตัวเองไม่ได้ ก็ต้องทุ่มสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้หมด
และนางก็ฝึกไปเรื่อยๆ …เรื่อยๆ จนแทบจะทรุดลงกับพื้น
จนกระทั่งร่างกายถึงขีดจำกัด ถึงขั้นไม่สามารถขยับต่อได้อีกแม้แต่นิดเดียว
แขนทั้งสองข้างสั่นระริก…เหงื่อหยดจากปลายคางทีละหยด
จนถึงตอนนั้นเอง นางจึงยอมหยุดการฝึกลง
ช่วงหลายวันที่ผ่านมา กู่หลิงฮวาไม่ยอมหลับไม่นอน ฝืนร่างกายของตนเองจนถึงขีดสุด
“ตอนนี้…ได้เวลาไปพบท่านอาจารย์แล้ว”
นางพึมพำกับตัวเอง
ขณะที่ภาพของอาจารย์หญิงซึ่งกลับมายังสำนักเพื่อความปลอดภัยปรากฏขึ้นในใจ…
เมื่อคราวที่นางรอดชีวิตกลับมา และรายงานให้ท่านอาจารย์รับรู้ว่า ตนปลอดภัยแล้ว…
อาจารย์หญิงแห่งฮวาซานถึงกับน้ำตาคลอเบ้า
“อาจารย์คนนี้…ช่างไร้ความสามารถนัก ข้าขอโทษ…”
แต่นางต่างหาก ที่ไม่คู่ควรกับคำว่า ‘ศิษย์’
ไม่ใช่อาจารย์ที่ไร้ความสามารถ…แต่เป็นตัวนางเองที่ยังอ่อนแอเกินไป
หลังจากนั้น กู่หลิงฮวาเดินไปชำระล้างร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้า เตรียมตัวให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทาง
แต่ทันทีที่เลี้ยวหัวมุม สายตาของนางก็สบเข้ากับใครบางคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
“อ๊ะ…”
“…”
คนผู้นั้นคือยองพุง
หนึ่งในบุคคลที่กู่หลิงฮวารู้สึกไม่สบายใจด้วยมากที่สุด…ด้วยหลายเหตุผล
ยองพุงรีบค้อมศีรษะเคารพนางโดยไม่ลังเล ด้วยเพราะฐานะของนางคือศิษย์รุ่นที่สองของสำนักฮวาซาน
“ท่านอาจารย์อาหญิงน้อย…ข้าคิดว่าท่านกำลังฝึกอยู่ จึงไม่ได้รบกวน”
เมื่อได้ยินถ้อยคำของยองพุง กู่หลิงฮวาก็ไม่ได้ตอบอะไร
เพียงพยักหน้าเล็กน้อย แล้วเดินผ่านเขาไปเงียบๆ
“การฝึกที่หนักเกินไป…บางทีก็อาจเป็นผลเสียได้นะ…”
“…ไม่ต้องมายุ่ง”
นางแค่ตั้งใจจะเดินผ่านไป แต่สุดท้ายกลับเอ่ยคำพูดเย็นชาออกมา
แม้ตัวนางเองก็รู้…ว่านี่เป็นเพราะจิตใจยังตึงเครียดและอ่อนไหวเกินไป
“ขออภัยด้วยครับ ข้าล่วงเกินเกินไปแล้ว…”
ยองพุงรีบโค้งขอโทษทันทีโดยไม่ลังเล
กู่หลิงฮวาไม่ได้ตอบกลับ เพียงแต่เร่งฝีเท้าเดินจากมา
นางไม่อยากสบตากับเขา…
เพราะแม้จะเป็นศิษย์รุ่นที่สองเช่นกัน แต่นางยังไม่ได้รับยศ “ยอดกระบี่ดอกเหมย” อย่างเป็นทางการ
ในขณะที่ยองพุง…คือยอดกระบี่ดอกเหมยที่อายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ของสำนัก
‘…ถ้าเป็นเขา…ในวันนั้น คงไม่หนีเหมือนข้าแน่’
เขาคงไม่ยืนตัวสั่นด้วยความกลัว…เหมือนอย่างที่ข้าเคยเป็น
เมื่อนึกถึงเรื่องนั้น ความรู้สึกต่ำต้อยและผิดบาปก็พวยพุ่งขึ้นมา
กู่หลิงฮวาเร่งฝีเท้าออกไปโดยไม่รู้ตัว
นางหลบไปยังจุดที่ไม่มีใครอยู่ รีบชำระล้างร่างกาย และเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว
ความคิดหนักอึ้งเมื่อครู่นี้… คลายลงเล็กน้อยเมื่อคิดถึงเป้าหมายถัดไปของตน
“ตอนนี้…ข้าจะได้พบท่านอาจารย์แล้ว”
แม้ร่างกายจะอ่อนล้า…แต่ฝีเท้ากลับรู้สึกเบาสบายอย่างประหลาด
นางปีนขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จนในที่สุด กระท่อมไม้หลังเล็กก็ปรากฏขึ้นในสายตา
กู่หลิงฮวากลัวว่าจะให้คนอื่นเห็นความเหนื่อยล้าของตน จึงพยายามควบคุมลมหายใจให้สงบ แล้วค่อยๆเดินเข้าไปใกล้กระท่อมอย่างเงียบงัน
“เมื่อครู่เจ้าว่าอะไรนะ?”
เสียงของหมอเทวดาดังลอดออกมาจากด้านใน
จากระดับเสียงที่ได้ยิน…ดูเหมือนราชินีกระบี่จะยังไม่หลับ
นางยกมือขึ้นเตรียมจะเคาะประตู
“ข้ามีวิธี…ขอรับ”
เสียงนั้น…คือเสียงของกู่หยางชอน
มือนางชะงักกลางอากาศทันที
นางไม่อยากให้เขาเห็นหน้า…เพราะถ้อยคำที่พูดในเช้าวันนั้นยังค้างอยู่ในใจ
นางยังไม่พร้อมจะเผชิญหน้า โดยเฉพาะตอนนี้
‘ทำไมต้องเป็นตอนนี้ด้วย…’
จะถอยหลังก็ไม่ได้ จะเข้าไปก็ลังเล กู่หลิงฮวาได้แต่ยืนนิ่ง คิดไม่ตกว่าจะทำหน้าอย่างไรเมื่อต้องก้าวเข้าไป
‘แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องแล้วเดินเข้าไปก็พอ…’
นางปลอบใจตัวเอง พลางตัดสินใจเปิดประตู…
“เจ้ารู้ตัวหรือไม่ ว่าสิ่งที่เจ้าพูดมันไม่เหมาะจะเอามาพูดล้อเล่น!”
เสียงตะคอกของหมอเทวดาดังทะลุกำแพงไม้ขึ้นมาอีกครั้ง
เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่…?
“ข้าไม่ได้ล้อเล่นขอรับ”
“ไม่ล้อเล่น? เช่นนั้นเจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าตนเองพูดอะไรออกมา?”
“ข้ารู้ดีขอรับ”
แม้จะถูกกดดันจากเสียงดุกร้าวของหมอเทวดา แต่กู่หยางชอนกลับตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง มั่นคงและไม่สั่นไหว
และแล้ว…
คำพูดที่เขาเอ่ยตามมา โดยไม่แม้แต่จะลังเล
“บางที…ข้าอาจสามารถรักษาราชินีกระบี่ได้”
ในวินาทีนั้น กู่หลิงฮวาผลักประตูเข้าไปอย่างแรงโดยไม่ทันคิด