สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 91 การรักษา (3) ༻
“เมื่อครู่…เจ้าว่าอะไรนะ!?”
ประตูถูกผลักเปิดออกอย่างแรงกู่หลิงฮวาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าอย่างไม่คาดคิด
ช่างเป็นเวลาอันเลวร้าย…ไม่น่าปรากฏตัวเอาตอนนี้เลยจริงๆ
“…”
…แย่แล้ว
หากเป็นไปได้ ข้าก็ไม่อยากให้นางมาเจออะไรแบบนี้ในวันนี้เลย
ทันทีที่สบตากับข้า สีหน้าของกู่หลิงฮวาก็แปรเปลี่ยน พร้อมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“เรื่องที่เจ้าพูด…เป็นเรื่องจริงหรือ!? เรื่องที่เจ้าบอกว่าสามารถรักษาท่านอาจารย์ได้!”
“…ข้ายังไม่อาจมั่นใจเต็มร้อย”
“เรื่องที่ถึงแม้แต่ท่านหมอเทวดายังยอมแพ้น่ะ เจ้าคิดว่าจะทำได้ยังไงกัน?”
แม้จะถามออกมาแบบนั้น แต่สายตาของนางก็แอบชำเลืองไปทางหมอเทวดาอย่างระแวดระวัง
เอาจริงๆ แล้ว…แม้ตัวข้าเองก็ยังไม่มีความมั่นใจเลยว่า การดูดกลืนพลังมารจะช่วยให้ร่างกายของราชินีกระบี่ฟื้นฟูกลับมาได้จริงหรือไม่
ขณะเอ่ยคำพูดเหล่านั้นออกไป ข้าก็ยังคงลังเลภายในใจไม่หยุด
การที่ข้าเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้…มันถูกต้องแล้วจริงๆ หรือ?
หากปล่อยไว้เช่นนี้ ราชินีกระบี่ก็จะต้องตายอย่างแน่นอน
หรือหากปาฏิหาริย์เกิดขึ้น นางรอดชีวิตขึ้นมาได้
นางก็คงจะหลบเร้นไปจากยุทธภพ…และใช้ชีวิตอย่างเงียบงันเฉกเช่นเดียวกับที่เคยเป็นในอดีตชาติ
แม้อนาคตที่ข้ากำลังเหยียบย่ำอยู่นี้จะถูกบิดเบือนไปหลายคราแล้วเพราะความเห็นแก่ตัวของข้า
แต่สิ่งที่ข้ากำลังจะทำ…มันเหนือกว่าคำว่าบิดเบือนไปมาก
เพราะคนที่เกี่ยวข้องคือ “ราชินีกระบี่”
บุคคลระดับนี้…หากเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจทำให้อนาคตทั้งผืนสะเทือน
ข้าควรจะทำเช่นนั้นจริงหรือ?
…แต่หากตอนนี้ ข้าสร้างบุญคุณไว้กับนางได้
ในวันข้างหน้า เมื่อเกิดเหตุการณ์มหันตภัยโลหิตขึ้นอีกครั้ง บางทีสิ่งนี้อาจกลายเป็นประโยชน์ก็เป็นได้
ความคิดสารพัดพุ่งเข้ามาในหัวข้าอย่างวุ่นวาย
‘แต่สุดท้าย ข้าก็แค่อยากหาข้ออ้างให้ตัวเอง…เพื่อช่วยนางเท่านั้น’
ใช่…ข้ากำลังพยายามสร้างเหตุผลเพื่อให้ตนเองเชื่อว่าสมควรช่วยชีวิตนาง ทำทุกทางเพื่อให้ตัวข้าเองยอมรับการตัดสินใจครั้งนี้ได้
‘แม้แต่ในตอนนี้ ข้ายังเป็นคนที่เห็นแก่ตัวอยู่เช่นเดิม’
หากต้องการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ข้าก็ควรจะแน่วแน่ไปแล้ว
แต่นี่ข้ายังลังเลอยู่ไม่เลิก…
ข้าหันไปมองกู่หลิงฮวาเด็กสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า แววตานางเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ สั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด
แม้จะรู้ว่าสถานการณ์มันไร้เหตุผลเพียงใด… แต่นางกลับแอบวาดหวังอยู่ลึกๆว่า มันอาจเป็นจริง
และในวินาทีนั้นเอง ข้าก็ได้ตระหนักอีกครั้งว่า
กู่หลิงฮวา…ก็ยังเป็นเพียงแค่เด็กสาวที่ยังอ่อนเยาว์คนหนึ่งเท่านั้นเอง
ข้าสบตากับนางอย่างแน่วแน่ แล้วจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ
“หากท่านอนุญาต…ข้าขอลองรักษาอาการป่วยของท่านราชินีกระบี่ดูสักครั้ง”
ถ้อยคำนั้นคงไม่เป็นที่พอใจนัก เพราะทันใดนั้นเองหมอเทวดาก็โพล่งขึ้นมาอย่างกราดเกรี้ยว
“…เจ้านี่มันชักจะเกินไปแล้ว! ยังไม่ได้ร่ำเรียนศาสตร์แพทย์ให้ถ่องแท้กลับกล้าพูดว่าจะรักษาโรคร้ายเรื้อรัง? เจ้ารู้หรือไม่ว่าการพูดล้อเล่นต่อหน้าผู้ป่วยที่ชะตาแขวนอยู่บนเส้นด้ายนั้น…มันเป็นบาปเพียงใด!?”
ข้าเข้าใจได้ดี…ว่านั่นเป็นปฏิกิริยาที่สมควรแล้ว
ในสายตาของผู้ที่มองจากภายนอก มันย่อมเป็นคำพูดที่อวดดีและไร้ความรับผิดชอบ
หากข้าอยู่ในสถานะเดียวกัน ก็คงตอบโต้ไม่ต่างกันเท่าใดนัก
ราชินีกระบี่ยังคงนิ่งสงบ มองลึกเข้ามาในดวงตาของข้า
แม้นางจะยังต่อสู้กับพลังมารภายในร่างอยู่ แต่ในแววตานั้นกลับไม่เห็นความเจ็บปวดหรืออ่อนแอ
กลับกัน…ข้ากลับสัมผัสได้ถึงพลังแห่งเต๋าที่แผ่วเบาแต่นิ่งแน่ว
นางเอ่ยขึ้นเบาๆ
“หากเจ้ามีคำอธิบาย…ข้าอยากฟังอย่างละเอียด”
“ราชินีกระบี่…!”
หมอเทวดาเรียกชื่อขึ้นด้วยความตกใจ
เพราะคำพูดนั้น…คือการ เปิดโอกาส ให้ข้าได้อธิบายสิ่งที่อยู่ในใจอย่างเต็มที่
ข้าถือว่านั่นคือ “การอนุญาต”
จึงเริ่มอธิบายตามที่ตนได้คิดเอาไว้
“เคล็ดวิชาของตระกูลกู่…สามารถใช้พลังร้อนเพื่อขับไล่พลังอัปมงคลได้ขอรับ”
ไม่มีใครขัดจังหวะ
ไม่มีคำพูดแทรก หมายความว่าพวกเขาตั้งใจจะฟังต่อจนจบ
“ข้ารู้สึกว่า…อาการของท่านราชินีกระบี่ ซึ่งค่อยๆกลืนกินอายุขัยของท่านนั้น น่าจะเกิดจากพลังประหลาดบางอย่างใช่หรือไม่ขอรับ?”
ข้าหันไปถามหมอเทวดาโดยตรง
สีหน้าของเขาเผยความตกใจ…แต่ไม่ปฏิเสธ
หากจะกล่าวให้ชัดสีหน้าของเขานั้นคือ การยอมรับโดยนัย
‘พลังมารที่อยู่ในร่างข้า ยังตรวจจับไม่ได้…แต่ของราชินีกระบี่กลับมองเห็นได้งั้นหรือ?’
คำถามผุดขึ้นในใจ แต่ข้ากลืนมันไว้ เพราะตอนนี้ไม่ใช่เวลามัวแต่สงสัย
“เมื่อครู่ข้าได้สัมผัสมือของท่านราชินีกระบี่ และพบว่าข้าสามารถขับพลังอัปมงคลนั้นออกจากร่างได้…”
ความจริงคือข้าดูดกลืนพลังมารนั้นเข้าไปในร่าง แต่หากพูดตรงเกินไป…เกรงว่าจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่ข้ารู้สึกได้ในตอนที่สัมผัสมือ ราชินีกระบี่ก็ดูเหมือนจะรับรู้บางสิ่งเช่นกัน
นางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งแสดงว่าคงรู้สึกถึงสิ่งเดียวกันตอนที่พลังมารเคลื่อนไหว
แม้จะไม่มีบันทึกว่าเคล็ดวิชาของตระกูลกู่มีสรรพคุณเช่นนี้ แต่หากไม่พูดออกมาเช่นนี้…ก็ยากที่จะโน้มน้าวพวกเขาได้
พลันข้ารู้สึกถึงแรงดึงบางอย่างตรงชายเสื้อ
เมื่อหันไปมองด้านข้างก็เห็นว่ากู่หลิงฮวากำลังบีบชายเสื้อของข้าแน่นด้วยมือที่สั่นระริก
“…ทะ-ท่านอาจารย์…ช่วยได้จริงๆ หรือ…?”
เสียงของนางสั่นไหว ดวงตาเต็มไปด้วยความหวังและความกลัวปะปนกัน
มือของนาง…เย็นเฉียบและสั่นระริกจนข้ารู้สึกได้ทันที
“ข้าเคยบอกไปแล้ว…ว่าข้ายังไม่มั่นใจนัก…”
“ช่วย…ช่วยนางทีเถอะ…”
“…”
“ท่านอาจารย์ของข้า…ได้โปรดช่วยชีวิตนางด้วยนะ พี่…”
เสียงร้องสะอื้นสั่นเครือของกู่หลิงฮวาทำให้ข้าถอนหายใจในใจเบาๆ เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่านางกำลังยึดมั่นกับอะไรอยู่
‘พอถึงคราวจำเป็น ก็กลับมาเรียกว่าพี่ทันทีเลยนะ…’
แม้ในใจจะบ่นแบบนั้น แต่ความลังเลและความสงสัยที่คอยฉุดรั้งข้าอยู่เมื่อครู่… ก็ดูจะเบาบางลงไปไม่น้อยเพราะคำพูดของนาง
หมอเทวดาหันมาถามข้าอีกครั้ง
“…ข้าไม่เคยได้ยินเลยว่าเคล็ดวิชาของตระกูลกู่จะมีสรรพคุณเช่นนั้น เจ้ากำลังจะบอกว่า เจ้าสามารถทำในสิ่งที่แม้แต่เซียนดอกเหมยและสำนักฮวาซานยังทำไม่ได้งั้นหรือ?”
คำถามของเขา…คือคำพูดที่ตรงไปตรงมาที่สุดแล้ว
เพราะแม้แต่เซียนดอกเหมยซึ่งเป็นยอดฝีมือแห่งเต๋า ยังไม่อาจขับไล่พลังอัปมงคลในร่างของราชินีกระบี่ได้ และนั่นคือเหตุผลที่หมอเทวดาถูกเรียกตัวมา
แล้วตอนนี้…ข้ากลับอ้างว่าตนสามารถรักษาได้แน่นอนว่าย่อมต้องถูกตั้งคำถาม
ในขณะที่ข้ายังไม่ทันหาคำตอบเสียงจากผู้ที่นิ่งเงียบมาตลอดก็ดังขึ้น
“ลองให้เขา…ดูแลข้าดูสักครั้ง จะได้หรือไม่”
“ท่าน…!”
หมอเทวดาหันขวับไปมองราชินีกระบี่ด้วยความตกใจ
นั่นคือถ้อยคำของผู้ที่ ตัดสินใจแล้ว
“อย่างน้อย…ข้าก็อยากลองยื่นมือคว้าแม้เพียงฟางเส้นเดียว”
นางกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ตอนที่เด็กคนนี้สัมผัสข้า…ข้ารู้สึกได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายจริงๆ ”
“ต่อให้เจ้าสามารถขับพลังอัปมงคลได้จริง แต่จะให้ข้ามอบร่างของเจ้าให้เขาแบบไม่รู้อะไรเลย มันก็…”
“และหากเกิดผิดพลาด…เวลาอันน้อยนิดที่เจ้ามีเหลืออยู่ก็อาจหมดไปในพริบตา”
หมอเทวดาพยายามจะห้ามปราม แต่ราชินีกระบี่เพียงยิ้มบางๆ อย่างสงบ
คล้ายจะบอกว่า…นางยอมรับได้
“ข้ารู้ตัวดี…ว่าเวลาที่เหลืออยู่นั้นมีน้อยเพียงใดและนั่นจึงยิ่งทำให้ข้าอยากลองเลือกด้วยตัวข้าเอง…”
คำพูดของนางสงบนิ่ง แต่หนักแน่นในทุกถ้อยคำ
หมอเทวดาถอนหายใจออกมาอย่างยาวนาน แม้เขาอยากจะห้าม แต่ก็รู้ดีว่านางได้ตัดสินใจแล้ว
…และเมื่อถึงจุดนี้ ก็ไม่มีสิทธิ์ไปโต้แย้งอีกต่อไป
“…เจ้าทำได้จริงหรือ?”
เขาหันมาถามข้าอีกครั้ง น้ำเสียงยังเจือความสงสัย
คำตอบของข้ายังคงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลง
“ข้าไม่รู้…แต่ข้าจะลอง”
“คำพูดนี้อาจฟังดูอวดดี…แต่สิ่งที่เจ้ากำลังเผชิญ ไม่ใช่แค่เรื่องของความสำเร็จหรือความล้มเหลว แต่มันคือชีวิตของใครคนหนึ่ง”
หมอเทวดากล่าว พลางจ้องข้าแน่วนิ่ง
“ก่อนที่เจ้าจะได้สัมผัสความปลาบปลื้มหรือซาบซึ้งใดๆ จากการช่วยเหลือผู้อื่น เจ้าจะต้องแบกรับความรู้สึกผิดและความรับผิดชอบที่มาพร้อมกับมันให้ได้เสียก่อน”
สิ่งที่เขาห่วง…ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์
แต่คือข้าจะรับผิดชอบไหวหรือไม่ หากล้มเหลว
เมื่อได้ยินเจตนาแท้จริงจากคำพูดที่ฟังดูรุนแรง ข้าก็อดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้
ไม่ว่าจะเป็นเซียนดอกเหมย…หรือหมอเทวดา…
ข้าไม่รู้ทำไม…แต่ภาพของผู้อาวุโสสองแห่งตระกูลกู่ ก็ผุดขึ้นมาในใจอย่างประหลาด
บางอย่างในถ้อยคำที่ดูแข็งกระด้างของเขา…มันคล้ายกับสิ่งที่ข้ากำลังเผชิญอยู่นี้
“แม้มันอาจจะเป็นสิ่งที่ข้าไม่แน่ใจนัก…แต่ข้าคงทนนิ่งดูดายไม่ได้”
คำพูดนี้ข้าไม่ได้พูดให้หมอเทวดาฟัง แต่พูดกับตัวข้าเอง พูดเพื่อเตือนว่า…อย่าได้ถอยหนีอีกครั้ง ทั้งที่มาถึงจุดนี้แล้ว
หมอเทวดาจ้องตาข้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนสายตาเล็กน้อย
“…หากเกิดอะไรขึ้น ข้าจะเข้าแทรกทันที”
สุดท้าย…เขาก็อนุญาต
ข้าผ่านด่านนี้มาได้อย่างเฉียดฉิว ด้วยคำพูดที่กึ่งจริงกึ่งโกหกแถมเกือบบังคับเสียด้วยซ้ำ
ข้าเงียบหายใจเข้าออกให้สม่ำเสมอ แล้วเสียงของราชินีกระบี่ก็ดังขึ้นข้างหลัง
“เจ้าต้องการให้ข้าอยู่ในท่าใดจึงจะสะดวกที่สุด?”
“ขอเพียงท่านนั่งให้สบายก็พอขอรับ”
กู่หลิงฮวารีบเข้ามาประคองอาจารย์ของตนให้นั่งลงอย่างระมัดระวัง
ข้าจึงค่อยๆ เดินไปนั่งที่ด้านหลังของราชินีกระบี่อย่างเงียบงัน
เบื้องหน้าของข้าคือ…แผ่นหลังบางโค้งงอของสตรีผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพ
ข้าค่อยๆ ยื่นมือออกไปแต่หัวใจก็ยังสั่นไหว ความกลัวและความไม่มั่นคงยังเกาะติดไม่ยอมหาย แม้อยากกลบมันให้หมด… แต่มนุษย์ย่อมยากจะชนะความรู้สึกในพริบตา
…แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ต้องลงมือ
หากมัวแต่ยืนอยู่เฉยๆ ท้ายที่สุดก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ตั้งแต่ชาติปางก่อน…จนถึงตอนนี้ ข้าก็ซ้ำเติมบทเรียนเดิมนี้มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
มือข้าสัมผัสลงบนแผ่นหลังของนางอย่างแผ่วเบา
ข้าคิดกังวลว่า…บางทีอาจต้องใช้ทักษะบางอย่างเพื่อให้การดูดซับสำเร็จแต่ไม่ทันข้าจะได้ทดลองอะไรพลังมารในร่างราชินีกระบี่ก็ไหลเข้ามาตามฝ่ามือทันที
และในวินาทีนั้นเองเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อก็เริ่มหมุนวนขึ้นเองโดยไม่รอคำสั่ง
‘บัดซบ…!’
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพลังมารมากเกินไป หรือไหลเข้ามาเร็วเกินไปกันแน่ แต่อาการที่เกิดขึ้นคือ… เจ็บปวดราวกับผิวหนังถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ
เสียงร้องเกือบหลุดจากปาก ข้าแทบกัดฟันแน่นสุดแรงเพื่อกลั้นมันเอาไว้
แต่ทันทีที่เริ่มดูดกลืน ข้าก็เข้าใจทันทีว่า
นี่คือการควบคุมที่ผิดพลาดแม้เพียงนิดเดียว… ก็จะจบเห่ทันที
‘ถ้าเผลอแม้แต่น้อย…พลังจะย้อนกลับแน่’
พลังมารที่ไหลเข้ามานั้นถูกดูดซับเข้าสู่เส้นทางหมุนเวียนของเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อภายในร่างข้า จากนั้นมันก็ไหลเวียนวนอยู่ภายในนั้นอย่างต่อเนื่อง ราวกับพายุขนาดใหญ่กำลังกวาดผ่านร่างกายภายในของข้า
พลังมาร…มันคือพลังที่บ้าคลั่งและไร้รูปแบบที่สุดในโลก การจะควบคุมมันอย่างละเอียดอ่อนย่อมเป็นเรื่องที่ไร้สาระโดยสิ้นเชิง
สิ่งเดียวที่ทำให้มันเป็นไปได้…คือผลรวมของสองสิ่ง
เคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อและพลังแห่งเต๋าที่ข้าได้รับจากสมบัติลับของฮวาซาน
พลังแห่งเต๋าช่วยเกลี่ยทิศทางของพลังมาร ให้ไม่ปั่นป่วนหรือทำลายเส้นชีพจร มันทำให้พลังนั้นไหลเวียนได้อย่างนุ่มนวล…แทนที่จะกวาดร่างข้าให้แหลก
แต่แม้จะควบคุมได้ความเจ็บปวดก็ยังไม่ลดลงแม้แต่น้อย
‘…บัดซบ’
แม้เทียบกับความเจ็บปวดในอดีต ตอนที่มารสวรรค์เคยยัดพลังมารใส่ข้าเพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็นมาร ครั้งนั้นยังไม่เจ็บปวดถึงเพียงนี้
ข้าแน่ใจว่า…ราชินีกระบี่เองก็คงต้องทนกับความเจ็บปวดไม่ต่างกัน
ทว่านางกลับไม่หลุดแม้แต่เสียงครางออกมาเลยสักนิด
‘ทั้งที่ร่างกายของนางก็อ่อนแอขนาดนี้…’
ตอนนี้ ร่างกายของนางแทบไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาที่ร่างกายอ่อนแอแต่ด้วยร่างนั้น นางกลับฝืนทนความเจ็บปวดมหาศาลนี้ได้อย่างไม่ปริปาก
เมื่อรู้ดังนั้น ข้าก็ไม่มีทางอ่อนแอได้เช่นกัน ข้าจึงกัดฟันแน่น หลับตาลง แล้วอดทนต่อความทรมานอย่างสุดกำลัง
ข้าไม่รู้ว่าได้ดูดกลืนพลังไปมากน้อยแค่ไหน รู้เพียงว่าเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ กลับรู้สึกราวกับผ่านไปเนิ่นนาน
พลังมารที่ไหลเข้ามา เริ่มถูกเพลิงอัคคีเก้ากงล้อเผาผลาญและแปรเปลี่ยน แต่เพราะมันหลั่งไหลเข้ามามากเกินไปตั้งแต่แรก ข้าจึงไม่อาจตามทันกระบวนการนั้นได้เลย
มันเกินไปแล้ว…เกินขีดจำกัดมากเกินไป
‘…นี่ข้าอยู่กับพลังมหาศาลแบบนี้ได้อย่างไรกัน?’
ในตอนนี้เอง ข้าก็เริ่มสัมผัสได้แล้วว่า…พลังปราณอันบริสุทธิ์และธรรมะ ของราชินีกระบี่ จะต้องลึกล้ำเพียงใด ถึงสามารถกดทับพลังมารนี้เอาไว้ได้ถึงเพียงนี้
คลื่นพลังมารไหลบ่าราวกับพายุซัดกระหน่ำ จนข้าเริ่มรู้สึกเหมือนกำลังจะสลบ
‘…ต้องอดทนไว้’
ไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว
หากปล่อยมือในตอนนี้ ไม่ใช่แค่ชีวิตของราชินีกระบี่เท่านั้น แม้แต่ข้าเองก็อาจไม่อาจรับมือกับ พลังมารที่คลุ้มคลั่งซึ่งจะย้อนกลับเข้าร่างได้
‘ทุกครั้งที่ข้าทำเรื่องบ้าๆแบบนี้…มันก็จบลงด้วยลมปราณตีกลับทุกที’
แม้แต่ผู้ฝึกยุทธที่ตั้งใจจะเข้าสู่สภาวะจิตแตกเพราะพลังตีกลับยังยากจะทำได้ แต่กับข้า…เพียงก้าวพลาดเพียงครั้งทุกอย่างก็พังครืน
‘นี่สินะ…ผลกรรมของข้า ช่างบัดซบเหลือเกิน’
ขณะที่พลังมารยังคงไหลเข้าร่างอย่างไม่หยุดหย่อน และข้ากำลังคืบคลานเข้าสู่ขีดจำกัด
[…อืม…]
ทันใดนั้นเอง ข้าก็ได้ยินเสียงแว่วขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่ง
‘…หือ?’
[…อื้ม…อื้อ…]
‘…เสียงนี่มัน…’
ในพริบตาเดียวข้าลืมความเจ็บปวดที่แล่นพล่านทั่วร่างไปหมด
เสียงนี้…ข้าเคยได้ยินมันมาก่อน
เสียงเดียวกันกับตอนที่ต่อสู้กับยาฮยอลจ็อก ในวินาทีสุดท้ายก่อนที่สติของข้าจะหลุดลอย เสียงนั้น…ที่เหมือนจะหลงลืมไปแล้ว กลับดังขึ้นมาในหัวอย่างชัดเจน
[…อิ่มจัง…แต่ว่า…แต่ว่า…]
เสียงที่เต็มไปด้วย เสียงซ่าแทรก คล้ายสิ่งใดกำลังแทรกแซง ฟังดูเหมือน เสียงคนชราที่ใกล้โรยรา ทว่า…
ยิ่งฟังต่อไป เสียงนั้นกลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นอย่างประหลาด
บางอย่างในใจเริ่มส่งสัญญาณอันตราย
‘…เจ้าคืออะไรกันแน่?’
[ครั้งนี้…อร่อยจริงๆ นะ?]
ไม่รู้ว่าเพราะอีกฝ่ายไม่ยินยอมตอบ หรือเพราะข้าไม่มีสิทธิ์ถาม
[นี่น่ะ…ช่างโอชะจริงๆ …]
เสียงนั้น…เจือรอยยิ้มแฝงอยู่ในถ้อยคำ และในวินาทีนั้นพลังมารก็พุ่งเข้ามาในร่างราวกับระเบิด
‘…เฮือก!’
พลังมหาศาลปะทุเข้าใส่ร่างข้าราวคลื่นระเบิด ไหลทะลวงไปทั่วร่างอย่างไร้การควบคุม พุ่งตรงเข้ากระแทกตันเถียนอย่างจัง
ความเจ็บปวดระดับเดิม…ถูกทิ้งห่างไปแล้ว
นี่ไม่ใช่แค่ “ความเจ็บ”
แต่มันคือ “ความตาย”
ราวกับชีวิตของข้ากำลังถูกกลืนหายไปต่อหน้าต่อตา
เลือดไหลอาบริมฝีปาก รินลงมาตามมุมปากจนเปื้อนอกเสื้อ
สติข้าพร้อมจะหลุดลอยได้ทุกเมื่อ แม้ร่างกายอยากจะผลักมือออกจากแผ่นหลังของราชินีกระบี่ แต่มันกลับไม่ขยับแม้แต่น้อย
ทั้งจิตใจและร่างกาย…ไม่เป็นของข้าอีกต่อไปแล้ว
‘นี่มัน…บัดซบเอ๊ย…อะไรกันแน่!’
ผัวะะ!
พลังมารพุ่งทะลวงเข้าเส้นชีพจร บ้าคลั่งจนแทบจะทำลายตันเถียนลงตรงนั้น
แล้วในจังหวะนั้นเอง…
[อา…]
เสียงสั้นๆ ดังขึ้น…แล้วทุกอย่างก็หยุดลง
[อร่อยดีจริงๆ …]
เสียงของมันฟังดูพอใจอย่างน่าขนลุก
และในวินาทีเดียวกันนั้น ข้าก็รู้สึกได้ว่าร่างกายไร้เรี่ยวแรง แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลง…
เมื่อข้าลืมตาอีกครั้ง แสงแดดยามเช้าสาดเข้ามา
ข้าสะดุ้งลุกขึ้นทันที ก่อนจะกวาดตามองไปรอบๆ สถานที่ยังคงเป็นกระท่อมหลังเดิม…ที่ข้าทำการรักษาราชินีกระบี่
โชคดี…ดูเหมือนข้ายังไม่ตาย และพลังในร่างก็ไม่ได้ย้อนกลับจนทำให้พิการ
‘…หรือว่า…เมื่อกี้แค่ฝัน?’
ข้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เพียงแค่ลองเพ่งจิตสังเกตภายในร่าง…
‘…ไม่ใช่ฝันแน่’
เพราะทันทีที่ตรวจสอบสภาพร่างกาย ข้าก็รู้สึกถึงพลังมารมากมายที่กำลังไหลวนอยู่ในร่าง
มันมากเสียจนข้าขนลุก
‘…โคตรเยอะเลย’
มารดามันเถอะ…มากจนข้าอยากจะอาเจียน
ปริมาณพลังมารที่วิ่งพล่านไปทั่วร่าง มากเสียยิ่งกว่าพลังปราณที่ข้าเคยมีในอดีตเสียอีก
ข้ากวาดตามองรอบๆ เพื่อตรวจดูสถานการณ์
ไม่เห็นแม้แต่เงาของหมอเทวดาหรือจูกัดฮยอก มีเพียงกู่หลิงฮวาที่นอนขดตัวใต้ผ้าห่มบางๆ ขยับกายเล็กน้อยเหมือนเพิ่งตื่นนอน
‘…เช้าแล้วสินะ?’
หรือว่า…ข้าสลบไปทั้งวันทั้งคืน?
ไม่น่าจะใช่…
แต่สิ่งที่ทำให้ข้ากังวลคือไม่เห็นทั้งราชินีกระบี่และหมอเทวดา
‘…เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?’
ข้าไม่รอช้า รีบลุกขึ้นเดินออกจากกระท่อม
ฟึ่บ! ฟั่บ!
ทันทีที่เปิดประตูออก แสงแดดก็ตกกระทบเต็มหน้า และตรงลานกว้างข้างนอกมีใครบางคนกำลังวาดกระบี่อย่างสง่างาม
ทันทีที่ข้าเห็น… ข้าก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก
แม้เพียงวาดกระบี่อย่างแผ่วเบา ทว่า…กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกเหมย กลับโชยมาแตะปลายจมูก
แม้ท่วงท่าฟาดกระบี่ดูอ่อนแรง ทว่าเส้นทางที่ปลายกระบี่ลากผ่านกลางอากาศนั้น แฝงไว้ด้วยศาสตร์แห่งวรยุทธที่ลึกซึ้ง…เกินกว่าจะมองข้ามได้
‘…ยอดเยี่ยมจริงๆ ’
แม้จะดูเผินๆ เหมือนเพียงท่วงท่าอ่อนช้อย แต่ไม่รู้ว่าเพราะสัญชาตญาณหรือแรงสะท้อนจากจิตใต้สำนึก ข้ากลับรู้สึกได้ถึงไอเย็นวาบวูบไล่ขึ้นตามหัวไหล่
ท่วงท่าฟาดกระบี่งดงามราวกลีบดอกเหมยลอยปลิวกลางลมเช้า
และแล้ว…กระบวนท่ากระบี่นั้นก็หยุดลง
แม้แสงแดดจะจ้าจนมองไม่เห็นใบหน้าของนางชัดเจน แต่ข้ารู้ได้ทันทีว่านาง…กำลังมองมาที่ข้า
“เจ้าพึ่งตื่นสินะ”
“…ขอรับ”
เส้นผมที่เคยขาวโพลนเพราะกาลเวลาราวกับบอกเล่าชีวิตที่ผ่านมาของนาง บัดนี้กลับคืนสู่สีดำขลับดังเดิม
สายลมยามเช้าพัดให้มันพลิ้วไหว เผยให้เห็นภาพที่ไม่อาจละสายตาได้
“เห็นเจ้าแบบนี้…ข้ารู้สึกแปลกไปอีกแบบเลยล่ะ”
…ต้องเป็นข้าต่างหากที่ควรพูดประโยคนี้
ภาพของนางที่ข้าเห็นก่อนหมดสติ กับภาพในตอนนี้…แตกต่างกันจนเกินจะเปรียบ
แม้ใบหน้าจะยังถูกแสงแดดกลบอยู่ แต่เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนี้ ก็รับรู้ได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
‘นี่มัน…การกลับคืนสู่ร่างเดิม? หรือแค่พลังมารที่ค้างอยู่ถูกขจัดออกไปเท่านั้น?’
ไม่สิ…จะเป็นแค่การขจัดมารก็ดูจะง่ายเกินไปแล้ว
แอ๊ดด…
เสียงประตูด้านหลังเปิดออก พร้อมกับใครบางคนเดินออกมา
“…อาจารย์…?”
แน่นอนเป็นกู่หลิงฮวา
ดวงตานางสั่นไหวไม่หยุด ก่อนที่หยดน้ำตาจะไหลออกมาโดยไม่อ้อมค้อม
เมื่อราชินีกระบี่เห็นเข้า ก็หัวเราะเบาๆอย่างขำขัน
“ถ้าร้องไห้แบบนี้อีก…เดี๋ยวหน้าสวยๆ ของเจ้าก็เสียหมดหรอกนะ”
ประโยคติดตลกนั้น ไม่ได้หยุดน้ำตาเลยแม้แต่น้อย
กู่หลิงฮวาพุ่งตัวเข้าไปกอดราชินีกระบี่ทันที แล้วเริ่มสะอึกสะอื้นอยู่ในอ้อมแขนนั้นโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ข้ารู้สึกเก้อเขินจึงเบือนหน้าหนี พลางยกมือขึ้นเกาศีรษะด้วยความกระอักกระอ่วน
‘บรรยากาศแบบนี้ ข้าไม่ชินเลยจริงๆ …’
ไม่ใช่เรื่องที่ข้าคุ้นเคยนัก
ถึงจะยังไม่รู้รายละเอียดทั้งหมด แต่เท่าที่ดูจากภาพตรงหน้า…ผลลัพธ์ดูจะเป็นไปในทางที่ข้าหวังไว้
อย่างน้อย…ดูเหมือนข้าจะช่วยชีวิตนางไว้ได้สำเร็จ
จากนี้ไปข้าต้องตรวจสอบสภาพร่างกายของตัวเองให้แน่ชัดอีกครั้งและยังต้องแจ้งข่าวนี้ให้เซียนดอกเหมยทราบด้วย
แต่กระนั้น…
‘…เหมือนข้าลืมอะไรบางอย่างที่สำคัญมากเลยนะ’
ความรู้สึกติดค้างบางอย่างแล่นวูบขึ้นในใจอย่างประหลาด และแล้ว…ข้าก็รู้ว่าสิ่งที่ลืมไปคืออะไรกันแน่ เมื่อกลับถึงที่พัก
ประตูเปิดออกแล้วสิ่งแรกที่ข้าเห็นก็คือ วีซอลอากับนัมกุงบีอายืนกอดอก จ้องมาทางข้าด้วยสายตาคมกริบ
ทันทีที่สายตาเราประสานกัน นัมกุงบีอาก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเฉียบ
“ไม่บอกให้กลับมากินข้าวก่อนเหรอคะ…? นี่คิดจะค้างคืนหรือไง?”
…อา…ซวยแล้ว.