สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 92 การรักษา (4) ༻
ยามเช้าเริ่มสว่างไสว ขณะเงาด้านหลังกำลังทอดยาว หมอเทวดาก็หอบหิ้วสมุนไพรกลับมา
ดูท่าเจ้าสำนักฮวาซานคงมอบยาให้โดยตรง
‘…แค่ร่างกายแบบนั้น ไปรับมาได้ยังไงกัน?’
คิดตามตรง แค่คนธรรมดาจะเดินทางไปกลับยังลำบาก แต่หมอเทวดากลับสามารถสัญจรไปมาได้ราวกับไม่รู้สึกอะไร ทั้งที่มีอายุขนาดนั้นแล้ว
หรือไม่ก็คงมีศิษย์ส่งของมาให้ล่ะมั้ง? ถ้าไม่อย่างนั้นคงลำบากไม่น้อย
“…แท้จริงแล้ว ลมปราณอัปมงคลหายไปหมดสิ้นเช่นนั้นหรือ”
หมอเทวดาเอ่ยขึ้นพลางตรวจอาการของราชินีกระบี่
โชคดีที่พลังมารในกายของนางดูเหมือนจะสลายหายไปหมดแล้ว
เมื่อวาน ขณะที่ข้ากำลังทำการรักษาอยู่นั้น พลันสติข้าก็ดับวูบลงกลางคัน พอรู้ตัวอีกทีราชินีกระบี่ก็ตามหลังข้าไปติดๆ ด้วยการหมดสติเช่นกัน
แต่เมื่อหมอเทวดารีบเข้ามาตรวจดูอย่างเร่งด่วน ก็พบว่าลมปราณอัปมงคลในร่างของนางนั้นหายไปหมดแล้ว
ส่วนในร่างกายของข้า…ก็ไม่พบอาการผิดปกติใดๆ เช่นกัน
สิ่งที่สามารถสรุปได้จากเรื่องนี้คือ…
‘ดูเหมือนหมอเทวดาจะไม่สามารถสัมผัสถึงพลังมารในร่างของข้าได้จริงๆ ’
จากที่ดูเหมือนเขารับรู้พลังมารของคนอื่นได้ ทว่าในระหว่างการตรวจ เขากลับไม่ได้กล่าวถึงพลังมารในร่างข้าแม้แต่น้อย แสดงว่ามีโอกาสสูงที่เขาจะยังไม่รู้ถึงมัน
‘ทำไมกันล่ะ?’
ไม่ใช่ว่าพลังมารมันไม่มีเสียหน่อย ตอนนี้มันยังคงหมุนวนอยู่ในตันเถียนของข้าอย่างชัดเจน
‘ดีแล้วล่ะ…ดูเหมือนจะถูกชำระล้างได้จริงๆ ’
พลังมารในร่างของข้ากำลังค่อยๆ ถูกเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อกลืนกินอย่างช้าๆ
เพียงแต่ปริมาณของมันมากเกินไปจนไม่สามารถสังเกตได้ชัดก็เท่านั้น
‘อย่างน้อยมันก็ไม่ได้คลุ้มคลั่งหรือทำให้ข้าทนทุกข์ใดๆ…’
นั่นถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่สุด
ข้ายังแอบกังวลอยู่เลยว่า หากพลังมารที่ดูดซับมาเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา…จะต้องรับมือยังไงดี
แต่ดูเหมือนว่าอย่างน้อย ตอนนี้ยังไม่มีปัญหาเช่นนั้นเกิดขึ้น
บางทีหมอเทวดาคงสังเกตเห็นจุดนี้เช่นกัน จึงบอกข้าว่าหากร่างกายไม่มีปัญหาอะไรก็กลับไปพักผ่อนได้เลย
เขายืนยันว่าสภาพร่างกายของข้าดูไม่มีปัญหาอะไรแล้ว แต่หากเกิดอะไรขึ้นก็ให้รีบเรียกเขาทันที
ข้ารู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่หมอเทวดาวันนี้ดูใจดีผิดปกติ
‘เขาขจัดลมปราณอัปมงคลออกไปได้จริงๆ งั้นรึ? ข้าต้องหาทางตรวจสอบให้แน่ชัด…! ถ้าจะผ่าร่างดูเองก็คงง่ายที่สุด แต่ทำไม่ได้อยู่แล้ว แบบนั้นก็ต้อง…’
‘…’
ฟังต่อไปอาจไม่ดีนัก ข้าจึงรีบหันหลังกลับมาโดยไม่ลังเล
ระหว่างกำลังจะเดินออกไป ราชินีกระบี่ก็บอกว่าจะไปพบข้าอีกทีในภายหลัง และจะกล่าวขอบคุณในตอนนั้น
ข้าเลยบอกไปว่า ไม่จำเป็นต้องมากล่าวอะไรนักหรอก แล้วก็กลับมาที่พัก
…และตอนนี้
“บอกให้กลับมาก่อนมื้อเช้า…แต่นี่ถึงขั้นค้างคืนนอกจวนเลยเหรอคะ?”
ดูเหมือนข้าคงจบเห่แล้วจริงๆ
แววตาเย็นเฉียบสองคู่กำลังจับจ้องมาที่ข้าอย่างเงียบงัน…
ความรู้สึกเย็นเฉียบวาบขึ้นตรงแผ่นหลัง…ไม่ต่างจากการยืนอยู่บนยอดหญ้าที่ถูกน้ำค้างกลั่นจนแข็งเป็นน้ำแข็ง
‘…จบเห่แน่ข้า’
วีซอลอาหันมามองข้าครู่หนึ่ง ก่อนจะเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
ส่วน นัมกุงบีอานั้น…นางไม่แม้แต่จะกะพริบตา ยังคงจ้องมาที่ข้าด้วยแววตานิ่งเฉียบเช่นเดิม
เดิมทีใบหน้าของนางก็ดูเย็นชาอยู่แล้ว ยิ่งมองด้วยสายตาเช่นนั้น…ทำเอาข้ารู้สึกราวกับรอบกายของนางมีหิมะโปรยปรายอยู่ตลอดเวลา
“คือว่า…ข้ามิได้ตั้งใจให้เป็นแบบนี้…”
ข้าเอ่ยเสียงเบา แต่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมตนถึงถูกดุอยู่แบบนี้
อยู่ดีๆ ก็นึกขึ้นได้ว่า…ทำไมกันนะ ข้าถึงกลายมาอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้?
‘…เดี๋ยวนะ แล้วข้าผิดอะไร?’
สถานการณ์มันดูแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก
เผลอๆ ข้าจะหลุดคำแก้ตัวออกไปแล้วด้วยซ้ำ
‘…นี่มันเรือนของข้าแท้ๆ แต่กลับโดนว่าเพราะค้างนอกแค่คืนเดียวเนี่ยนะ’
ก็จริงอยู่ที่ก่อนออกไป ข้าบอกว่าจะกลับมาก่อนมื้อเช้า แต่สุดท้ายก็ไม่ปรากฏตัวเลยทั้งคืน
แน่นอนว่าข้ามีเหตุจำเป็นของข้าเองอยู่แล้ว!
ทว่า…เรื่องที่น่าอึดอัดยิ่งกว่าก็คือ…
‘ทั้งที่พวกนางรู้อยู่แท้ๆ ว่าข้าไปทำอะไรมา…แต่ข้าไม่กล้าแม้แต่จะพูดอธิบายสักคำ!’
สัญชาตญาณกำลังกระซิบกับข้าว่า… ตอนนี้เงียบไว้ดีที่สุด
หากปากไวเกินไป รับรองว่าจะมีแต่เจ็บตัว
สุดท้าย ข้าก็ทำได้แค่เงียบแล้วส่งสายตาสบกับนัมกุงบีอาเงียบๆ และหลังจากที่นางจ้องข้าอยู่เนิ่นนาน…นัมกุงบีอาก็ค่อยๆ ลุกขึ้น
นางเหมือนกำลังจะไปฝึกยุทธ ทว่าก่อนจะเดินผ่าน ข้าได้ยินเสียงนางเอ่ยเบาๆ
“…คราวหน้า อย่างน้อยก็พูดอะไรไว้บ้างก็ยังดี…”
กล่าวจบ นางก็หันหลังเดินจากไปโดยไม่เหลียวมอง
นับจากนั้น มื้อนั้นก็กลายเป็นมื้ออาหารที่เงียบที่สุดนับตั้งแต่ข้ากลับมาในรอบนี้
ปกตินัมกุงบีอาไม่ค่อยพูดอยู่แล้ว แต่ที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าคือ…วีซอลอาเองก็ไม่พูดแม้แต่คำเดียว
จะว่าไป ตอนนั้นข้าแทบจะสำลักข้าวตายอยู่แล้ว…
เช่นนั้นแหละ—วันใหม่ก็ผ่านเข้ามา
โชคดีที่วีซอลอาเป็นคนที่ถึงจะงอนก็หายเร็ว วันต่อมานางก็กลับมาเป็นคนเดิม แถมยังเข้ามาคุยกับข้าอย่างร่าเริงเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ส่วนนัมกุงบีอา…แม้จะดูนิ่งเฉย แต่จากที่ข้าสังเกตแล้ว นางก็ดูไม่ได้ใส่ใจเรื่องเมื่อวานมากนัก
‘…ข้ารอดแล้วใช่ไหม?’
ข้าเพิ่งจะได้ถอนหายใจโล่งอกก็คราวนี้เอง
เมื่อสำรวจร่างกายอีกครั้ง พลังมารยังคงหมุนวนอยู่ภายใน แต่มันเงียบสงบดี และกระบวนการชำระล้างก็ยังดำเนินต่อไป
ข้าแอบปล่อยลมปราณออกมาตรวจสอบดูว่า พลังมารที่อยู่ในร่างจะเผยออกมาหรือไม่—โชคดีที่ลมปราณที่ไหลเวียนภายนอกเป็นเพียงลมปราณปกติ ไม่เกี่ยวข้องกับพลังมารในร่าง
มันให้ความรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างกำลังกดทับพลังมารนั้นไว้ ไม่ให้เผยตัวออกมา
‘…นี่ก็เกี่ยวข้องกับเสียงปริศนาที่ข้าได้ยินวันนั้นหรือเปล่านะ?’
เสียงอันน่าขนลุกที่ข้าได้ยินตอนดูดซับพลังมารจากราชินีกระบี่
น้ำเสียงนั้น ทั้งเยียบเย็นและอัปมงคล ยังคงหลงเหลืออยู่ในหัวของข้าไม่จางหาย
‘หรือว่า…การหายตัวไปของตาแก่ชินชิน ก็เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้…’
ข้าไม่อาจละทิ้งความคิดนั้นได้เลย
ตาแก่ชิน…หายไปไหนกัน?
หรือว่าสิ่งที่มันดูดกลืนทุกอย่างในตอนนั้น…ถึงขั้นจะกลืนตาแก่ชินเข้าไปด้วยงั้นหรือ?
ไม่ใช่ว่าข้าเริ่มคิดถึงเขา ทั้งที่ผ่านมาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น—เรื่องไร้สาระแบบนั้นข้ายังแยกแยะได้ดี
แม้ความผูกพันจะมีอยู่บ้าง แต่เหนือสิ่งอื่นใด…
‘เจ้าสิ่งนั้น…มันสามารถแผ่ขยายไปได้ไกลแค่ไหนกันแน่’
หากมีบางสิ่งแฝงอยู่ในเรื่องนี้—ข้าต้องรู้ให้ได้ว่ามันคืออะไร และต้องรู้ด้วยว่าสิ่งที่มันต้องการจริงๆ คืออะไรกันแน่
ที่หมอเทวดาเคยพูดว่าพลังของตาแก่ชินกำลังกดทับบางสิ่งไว้…นั่นจะเป็นสิ่งเดียวกับที่ข้าพบเมื่อวานหรือไม่?
ข้าไม่อาจมั่นใจได้ ทว่าก็ไม่มีสิ่งอื่นใดผุดขึ้นในใจอีกเลย
‘ทั้งหมดนี่…จะเป็นผลจากเคล็ดวิชามารหรือเปล่านะ’
เคล็ดวิชามารของมารสวรรค์ ที่ติดตามข้ามาตั้งแต่ตอนย้อนกลับมา…
พลังน่าขยะแขยงพวกนั้น มันทำให้ข้ามีโอกาสมากมายในชาติก่อนจริงก็เถอะ
…แต่หากมันจะพาข้ากลับไปสู่วังวนเดิมอีกครั้งในชาตินี้—ข้าก็ไม่ต้องการ
“…ช่างน่าหมดแรงใจเสียจริง”
เผลอแวบหนึ่งในหัวของข้าก็พลันดังเสียงใครบางคนขึ้นมา—เหมือนเสียงประชดว่า “ดีแค่ไหนแล้วที่เรื่องมันยังพอไปได้”
…แค่คิดก็ปวดหัวแล้ว
แต่ตาแก่ชินชิน…จะหายไปจริงๆ แล้วอย่างนั้นหรือ?
ไม่รู้สิ—แม้จะไม่มีเหตุผลอธิบาย แต่มันก็รู้สึกได้ว่า…เขายังไม่จากไปจริงๆ
ข้านั่งสมาธิในท่า เพื่อหมุนเวียนลมปราณภายใน ไม่นานก็สัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวภายนอก
คุณชาย ข้าฮงวา เองเจ้าค่ะ
ได้ยินเสียง ข้าก็หยุดการหมุนเวียนลมปราณทันที
อย่างไรเสีย สมาธิก็หลุดไปแล้ว ฝืนทำต่อก็ไร้ผล
“มีอะไรงั้นหรือ?”
เสียงข้าดังขึ้นก่อนประตูจะถูกเลื่อนเปิดอย่างระมัดระวัง
ฮงวาก้าวเข้ามา แล้วกล่าวเสียงเรียบ
“…มีแขกมาขอพบเจ้าค่ะ”
“แขกหรือ? ใครกัน?”
ข้านึกว่ายองพุง มาอีกแล้ว
ช่วงนี้นอกจากเซียนดอกเหมยกับเขา ก็ไม่มีใครแวะเวียนมาแบบไม่เลือกเวลาเช่นนั้นอีกแล้ว
เซียนดอกเหมยช่วงนี้ก็คงกำลังยุ่งอยู่พอดี เพราะสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย
ดังนั้นก็น่าจะเป็นยองพุง…
—แต่คำตอบจากฮงวากลับไม่ใช่ชื่อที่ข้าคิดไว้
“คุณหนูคนเล็กเจ้าค่ะ”
“หา…?”
กู่หลิงฮวา มาหาข้า
…แถมไม่ได้มาคนเดียวด้วย
ไม่นานนัก สองสตรีก็เดินเข้ามาในห้องตามคำเชิญของฮงวา
กู่หลิงฮวาทำหน้าเหมือนลังเลเล็กน้อย ขณะที่สตรีอีกผู้หนึ่งก้าวตามเข้ามาเงียบๆ
“มาขอพบอย่างกะทันหัน ข้าต้องขออภัยด้วยนะ”
“…ไม่…ไม่เป็นไรหรอกขอรับ”
ข้าตอบเสียงสั่นเครือ ทั้งที่ตัวเองยังไม่ทันตั้งตัว
หญิงสาวที่มากับกู่หลิงฮวาไม่ใช่ใครอื่น—ราชินีกระบี่
ปัญหาก็คือ กว่าจะจำได้ว่าเป็นนาง ข้าต้องจ้องอยู่นานเลยทีเดียว
เพราะภาพลักษณ์ของนาง…เปลี่ยนไปมากเสียจนแทบจำไม่ได้
‘ข้านึกว่าจะเปลี่ยนแค่ดูอ่อนเยาว์ขึ้นเล็กน้อยเท่านั้นเอง…’
แต่เส้นผมที่เคยขาวโพลน กลับกลายเป็นดำสนิท รอยเหี่ยวย่นที่เคยมีบนใบหน้าซึ่งดูมีอายุยิ่งกว่าเซียนดอกเหมยหายไปหมดสิ้น
แม้จะประเมินมากที่สุด ก็ยังดูไม่เกินสตรีวัยสี่สิบต้นๆ เสียด้วยซ้ำ
‘แค่ดูดซับพลังมาร…มันถึงเปลี่ยนได้ขนาดนี้เลยหรือ?’
พลังภายในของนางที่เคยใช้เพื่อกดพลังมารไว้ในร่าง…คงกลับมาไหลเวียนได้ปกติหลังจากที่พลังมารในร่างสลายหายไปแล้ว
พลังลมปราณของราชินีกระบี่ ที่เปี่ยมด้วยความสงบนิ่งและบริสุทธิ์นั้น ข้าได้สัมผัสโดยตรงไปแล้วเมื่อวาน จึงรู้ดีว่ามันล้ำลึกเพียงใด
…แต่ข้าก็ไม่คิดว่าจะถึงระดับนี้
“…ท่านดูสุขภาพแข็งแรง ข้าก็โล่งใจแล้วขอรับ”
“สีหน้าเจ้าดูตกใจมากเลยนะ”
—ขอรับ ตกใจมากจริงๆ
หญิงชราที่ถูกกาลเวลาไหลพัดจนโรยราไปทีละน้อย…ตอนนี้กลับกลายเป็นสตรีผู้สง่างามที่แฝงไว้ด้วยบรรยากาศสงบเยือกเย็น
และนางก็ดูอ่อนวัยลงกว่าวันวานเสียอีก
ดูเหมือนนางจะรู้ตัวว่าสายตาข้ากำลังจับจ้องอยู่ จึงยิ้มจางๆ ออกมา
“ข้าเองก็ตกใจอยู่ไม่น้อย ไม่คิดเลยว่าจะสามารถกลับคืนสภาพเดิมได้…แล้วยิ่งเกิดขึ้นรวดเร็วขนาดนี้ ยิ่งน่าประหลาดใจเข้าไปใหญ่”
‘ไม่ใช่การปั้นโฉมใหม่จากรากฐานแน่นอน…’
จากที่ได้ยินว่านี่คือรูปลักษณ์เดิมของนาง ดูท่าว่าสิ่งที่เปลี่ยนไป…คือเพียงการฟื้นคืนสภาพให้กลับเป็นอย่างเดิมเท่านั้น
จะว่าไป การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในพริบตา มันก็ฟังดูเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
“หมอเทวดาเองก็ตกใจไม่น้อย บอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นภายในวันเดียวเช่นนี้เป็นไปไม่ได้ ถึงขั้นจะรีบมาหาเจ้า ข้าจึงต้องรีบบอกให้เขาใจเย็นลงก่อน”
“อ้อ…ต้องขอบคุณมากจริงๆ ครับ”
ทันใดนั้น ภาพใบหน้าหมอเทวดาที่เคยทอแววคล้ายคนเสียสติผุดขึ้นมาในหัว
แววตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น…ถึงขั้นทำให้ข้าใจคอไม่ดีนัก
‘ดูท่า ข้าคงต้องหลบหน้าเขาไปสักพักแล้วล่ะ…’
ข้าแอบรู้สึกกลัวเล็กน้อยจริงๆ
“ข้าที่มาวันนี้ ก็เพื่อจะขอบคุณเจ้าให้เรียบร้อยนั่นแหละ”
“เอ่อ…ไม่ต้องลำบากถึงขนาดนั้นก็ได้หรอกครับ”
“จะไม่ทำได้อย่างไรกัน ในเมื่อสิ่งที่เจ้าทำไว้เกี่ยวพันถึงชีวิตข้าโดยตรง”
กล่าวจบ ราชินีกระบี่ ก็ย่อตัวลงอย่างนอบน้อม
ข้ารีบยกมือจะห้าม แต่ยังไม่ทันได้พูดจบ นางก็กล่าวออกมาก่อนแล้ว
“ขอบใจเจ้ามาก ที่ช่วยชีวิตสตรีโง่งมผู้นี้ไว้…”
“ท่านอย่าพูดเช่นนั้นเลยขอรับ ราชินีกระบี่…”
“เพราะเจ้า ข้าจึงได้มีโอกาสเห็นวันพรุ่งนี้ต่อไปเรื่อยๆ ข้าจึงไม่ต้องปล่อยศิษย์ไว้เพียงลำพังอีกต่อไป เช่นนี้แล้ว ข้าจะไม่เอ่ยคำขอบคุณได้อย่างไรกัน”
“สิ่งที่ข้าทำ…ก็เป็นเพียงสิ่งที่พอทำได้เท่านั้นเอง”
“แต่นั่นแหละคือสิ่งที่ยากที่สุด—ข้าย่อมรู้ดี”
…อาจจะจริงอย่างที่นางว่า
ข้าเชื่อว่าคำพูดของนางเต็มไปด้วยความจริงใจ แต่สำหรับข้าแล้ว กลับไม่อาจเข้าใจมันอย่างถ่องแท้
สิ่งที่ข้าทำ ไม่ได้เกิดจากความบริสุทธิ์ใจใดๆเลยด้วยซ้ำ
ในใจข้า…มีเพียงความรู้สึกอยากชดใช้บาปเท่านั้น
แม้นางจะไม่รู้ความจริงเบื้องหลังนั้นก็ตาม แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังเอ่ยออกมาเช่นนี้
“หากเจ้ามีสิ่งใดปรารถนา บอกมาเถิดเถอะ…ชีวิตที่ได้รับจากเจ้าครานั้น ข้าย่อมพร้อมตอบแทนเมื่อใดก็ได้ตามที่เจ้าต้องการ”
“ท่านอาจารย์!”
กู่หลิงฮวาอุทานขึ้นด้วยความตกใจ
แต่สายตาของราชินีกระบี่ยังคงแน่วแน่ ไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย
ข้าได้แต่นั่งนิ่ง มองภาพตรงหน้า แล้วหลุดหัวเราะเบาๆ ออกมา
“ข้าพยายามช่วยชีวิตท่านมาแทบตาย ท่านจะยกชีวิตมอบให้ข้าเลยแบบนี้ไม่ได้หรอกนะขอรับ”
ผ่านความยากลำบากขนาดนั้นมาวานนี้ แต่พอรอดชีวิตได้…สิ่งแรกที่ราชินีกระบี่คิดจะมอบให้คือชีวิตของตนเสียอย่างนั้น
ข้ารับรู้ได้ถึงความรู้สึกขอบคุณที่นางมีต่อข้า
‘เหนือสิ่งอื่นใด…’
ข้าหันไปมองกู่หลิงฮวาเล็กน้อย
และนางก็เหมือนจะรู้ตัว พอสบตากับข้าเข้าก็รีบกระแอมไอเบาๆ แล้วเบือนหน้าหนี
‘แต่ในสายตาข้า…กลับรู้สึกว่าข้าต่างหากที่เป็นหนี้บุญคุณพวกท่าน’
ความคิดฟุ้งซ่านช่างไร้สาระนัก ข้ารีบสลัดหัวไล่มันออกไป
“ไม่ต้องถึงขั้นมอบชีวิตหรอกครับ…แต่ดูเหมือนข้าอาจต้องขอความช่วยเหลือจากท่านอยู่บ้าง”
“ว่ามาเถิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ข้าพร้อมช่วยเต็มที่”
“เดี๋ยวนะครับ ท่านจะตอบรับทุกเรื่องโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าจะขออะไรเนี่ยนะ?”
ถ้าหากอยู่ๆ ข้าขอให้ท่านทรยศต่อ สำนักฮวาซาน หรือสังหารใครสักคนขึ้นมาล่ะ?
…คิดแค่นั้นก็อดรู้สึกหวั่นไม่ได้
ดูเหมือนราชินีกระบี่จะเดาใจข้าออก ถึงได้หัวเราะเบาๆ พลางกล่าวว่า
“ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าจะขอสิ่งใดที่เป็นภัยต่อผู้อื่น หรือทำเพื่อผลประโยชน์ตนเองเพียงลำพัง”
ข้าไม่รู้ว่าท่านมองข้าแบบนั้นจากตรงไหน
ความไว้วางใจอันหนักอึ้งของนาง ทำให้ครั้งนี้ข้ากลับเป็นฝ่ายหลบสายตาเสียเอง
‘ข้านี่แหละ…คือคนที่เคยเผาสำนักฮวาซานจนวอดวายมาแล้ว’
เพราะข้าตัดสินใจจะไม่หลบเลี่ยงอดีตอีก มันจึงยิ่งรู้สึกน่าหวั่นกว่าเดิม
ข้ายังคงจำภาพวันนั้นได้อย่างชัดเจน
วันที่ทุกศิษย์ของฮวาซานล้มตาย… วันที่ภูเขาอันสง่างามราวเทพพำนัก แหลกสลายกลายเป็นกองขี้เถ้า
ข้า…คือคนที่มองดูภาพทั้งหมดนั้น ด้วยดวงตาคู่นี้เอง
“…ยังไม่ใช่ตอนนี้ แต่ข้าจะไปหาท่านแน่นอน”
ข้ากล่าวพลางมองสบตานาง
ราชินีกระบี่เพียงแค่ยิ้มบางๆ ตอบรับ
“ว่าแต่…ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากถามเจ้า”
“…กับข้าหรือขอรับ?”
“ใช่ เป็นเรื่องที่ข้าอยากถามมานานแล้ว…แต่ก็ลังเลจะพูดมาตลอด”
กล่าวพลางหันไปหากู่หลิงฮวา แล้วเอ่ยเบาๆ
“ออกไปรอข้างนอกสักครู่เถอะ”
กู่หลิงฮวาดูจะไม่อยากออกไปนัก แต่เมื่อเห็นสีหน้าของอาจารย์ที่แน่วแน่ นางก็ได้แต่พยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ
“…เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
สุดท้ายนางก็เดินออกไปด้วยใบหน้าเหมือนคนกำลังน้อยใจ
เมื่อประตูปิดลง รอยยิ้มของราชินีกระบี่ก็จางหายไป กลับกลายเป็นแววตาจริงจังที่ดูไม่เหมือนก่อนหน้านี้
ข้าเริ่มรู้สึกหวั่น…นางกำลังจะถามอะไรข้าอย่างนั้นหรือ?
และไม่นาน หลังจากข้าพยักหน้าให้นางเอ่ยออกมาได้เลย นางก็เปิดปากพูดด้วยน้ำเสียงที่แฝงความหนักแน่นปนลมหายใจอันลึกยาว
“เจ้า…พอจะรู้บ้างไหมว่าชอนฮีอยู่ที่ใด”
สิ่งที่นางอยากรู้
…คือเรื่องของ แม่ของข้า