สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 94 การเตรียมการ (2) ༻
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร เวลากว่าสิบวันที่ข้าใช้ชีวิตอยู่ในมณฑลส่านซีก็ผ่านไปแล้ว
เป็นช่วงเวลาที่นานเกินกว่าที่ข้าคาดไว้มากนักสำหรับการมาเยือนสำนักฮวาซานครั้งนี้
คงเป็นเพราะเรื่องโน้นเรื่องนี้ถาโถมเข้ามาไม่หยุดไม่หย่อนกระมัง
‘พอกลับไปก็คงเป็นฤดูใบไม้ร่วงแล้วสินะ’
ระยะทางก็ใช่ว่าจะใกล้ พอเดินทางกลับไปถึงจริงๆ ก็ต้องเป็นฤดูใบไม้ร่วงแน่
ข้ารู้สึกว่าเวลาเดินผ่านไปไวเหลือเกิน อีกไม่นานก็จะครบหนึ่งปีนับตั้งแต่ข้าย้อนเวลากลับมาแล้ว
ทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเท่าไร แต่เวลากลับล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว
‘เหมือนจะเปลี่ยนไปเยอะ…แต่บางทีก็เหมือนไม่ใช่’
ในเวลาไม่ถึงปี ข้าก็สามารถฝึกเคล็ดเพลิงอัคคีเก้ากงล้อจนทะลวงถึงระดับเจ็ดดารา
แม้จะเป็นการเดินบนเส้นทางเดิมที่เคยผ่านมาในชาติก่อนก็เถอะ แต่ไม่ว่าจะคิดยังไงก็ดูเร็วเกินไปจริงๆ
คงเป็นเพราะวาสนาเหนือคาดที่ข้าได้กลืนกินมาหลายครั้ง
แม้จะยังห่างไกลจากระดับแปดดาราอยู่มาก แต่กลับไม่รู้สึกว่ามันอยู่ไกลเกินเอื้อม
หากเมื่อใดที่สามารถไปถึงระดับนั้นได้จริงๆ เมื่อนั้นข้าคงต้องกำหนดเป้าหมายให้แน่ชัดเสียที
ถึงแม้ว่าต่อให้ยังไปไม่ถึงแปดดารา เป้าหมายในใจก็เริ่มชัดเจนขึ้นทุกทีอยู่แล้ว
ฟึ่บ—!
ตู้ม!
“แค่ก!”
ในขณะที่เปลวเพลิงยังล้อมรอบ ข้าก็เห็นยองพุงพุ่งทะลุเปลวไฟออกมาแล้วกลิ้งไปบนพื้นอย่างแรง
พร้อมกันนั้น ข้าก็สลายเพลิงที่โหมกระหน่ำอยู่ลงจนหมดสิ้น
ข้าผ่อนลมหายใจที่อดกลั้นไว้ แล้วไอร้อนที่คั่งค้างก็พลันแผ่ออกมากับลมหายใจนั้น
“…น่าทึ่งจริงๆ ”
ข้าพูดกับยองพุงด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความจริงใจล้วนๆนั่นเป็นคำพูดที่หลอมรวมมาจากความรู้สึกจริงทั้งหมดของข้า
หลังจากการประลองกับยองพุงระหว่างการเดินทางไปยังสำนักฮวาซาน มันผ่านมาหลายวันแล้วกระมัง?
มากสุดก็คงไม่เกินไม่กี่สิบวัน
แต่ภายในช่วงเวลานั้นยองพุงเปลี่ยนแปลงไปอย่างเห็นได้ชัด กระบี่ดอกเหมยที่เคยเบาหวิวกลับกลายเป็นทั้งเร็วและหนักแน่นยิ่งขึ้น ร่างกายที่แบกรับกระบี่นั้นก็แข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย
หากใครมาเห็นการเติบโตเช่นนี้ คงนึกว่าเขาฝึกฝนมานับปี
“ถึงว่ากันว่าพรสวรรค์คือพรสวรรค์เถอะ…”
เมื่อข้าได้เห็นกับตาว่าพรสวรรค์ของยองพุงยิ่งใหญ่เพียงใด ก็อดหัวเราะบางๆ ออกมาไม่ได้
ถึงร่างกายจะพัฒนาได้ด้วยความพยายามมากกว่าพรสวรรค์ก็จริง
แต่การแกว่งกระบี่ของเขากลับมีอะไรบางอย่างที่เปลี่ยนไปอย่างแผ่วเบา ทว่าลึกซึ้งนัก
ไม่ใช่แค่เร็วขึ้นและคมกริบขึ้นเท่านั้น แต่ยองพุงยังเรียนรู้ที่จะโจมตีจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ และลดช่องว่างที่เปิดไว้ในการรุกเพื่อทำให้การตอบโต้กลายเป็นเรื่องยาก
นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ แม้จะมีคนคอยสอนอยู่ข้างๆก็ตาม ต้องใช้เวลานานมากจึงจะสั่งสมความเข้าใจเหล่านี้ได้
แต่ยองพุงกลับสามารถเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ด้วยตัวเองผ่านการฝึกซ้ำแล้วซ้ำเล่า
‘แน่นอนว่าคงมีอาจารย์อยู่บ้างล่ะนะ’
เพียงแต่ว่าอาจารย์คนนั้นก็ไม่ได้สอนแค่เขาคนเดียว
ยองพุงที่นอนราบกับพื้นหอบหายใจพลางไอเสียงดัง เงยหน้าขึ้นมามองข้าด้วยสีหน้าปั้นยาก
“…ตอนนี้ใครกันแน่ที่เรียกใครว่าอัจฉริยะ?”
สีหน้าของเขาราวกับจะพูดว่าเจ้ากล้ามาเรียกข้าว่าอัจฉริยะ ทั้งที่เจ้าเพิ่งจะกระหน่ำซัดข้าเละไปเมื่อครู่เนี่ยนะ?
จะว่าไปก็พอเข้าใจได้อยู่หรอก ในเมื่อข้าที่ดูอายุน้อยกว่าเขายังเอาชนะเขาได้ง่ายดาย แถมยังเอ่ยปากชมด้วยความจริงใจแบบไม่มีท่าทีล้อเลียนเลยแม้แต่น้อย
‘ถ้าเทียบกับข้า…มันก็ไม่ยุติธรรมเท่าไรแฮะ’
ถ้าเจ้ากลับชาติมาเกิดใหม่ได้เหมือนกัน เจ้าก็คงเข้าใจล่ะนะ
‘แต่ก็ใช่ว่าจะพูดออกไปได้ง่ายๆ ’
บางทีอาจเป็นเพราะได้ประสบกับแรงกระตุ้นครั้งใหญ่ ยองพุงจึงยิ่งเติบโตอย่างรวดเร็ว
‘ดูท่า…คงไม่ต้องห่วงเรื่องกำแพงขอบเขตเหมือนในอดีตแล้วล่ะ’
ข้านึกถึงยองพุงในชาติก่อนที่เคยหยุดอยู่กับที่เพราะชนเข้ากับกำแพงพลัง แล้วก็รู้สึกว่าคราวนี้เขาน่าจะผ่านไปได้
อย่างน้อยในมุมมองของข้า เขาดูจะไม่มีปัญหาอีก
แต่ยองพุงกลับหัวเราะอย่างหมดแรง
“ข้าคิดว่าตัวเองพยายามอย่างเต็มที่แล้วแท้ๆ แต่ก็ยังสู้สหายน้อยกู่ไม่ได้อยู่ดี”
ข้าเองก็เกือบจะเอ่ยปากพูดบางอย่างออกไปแล้ว ทว่าในที่สุดก็เลือกที่จะเงียบ
คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะพูดในตอนนี้
“ข้าคงต้องพยายามให้มากกว่านี้แล้วล่ะ”
แม้ข้าจะไม่พูดอะไรเลย แต่ไฟในใจของเขาก็ลุกโชนขึ้นมาเอง
‘น่ากลัวชะมัด’
เขาทั้งมีพรสวรรค์ล้นเหลือ ทั้งมีแรงผลักดันที่ไม่เคยถอย
อายุของเขาก็ยังน้อย เวลาในอนาคตยังอีกยาวไกล
หากไม่มีอุปสรรคใดๆมาขวาง เขาคนนี้จะต้องก้าวขึ้นเป็นยอดยุทธ์ระดับสามจอมปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพได้แน่
อย่างน้อยจากที่ข้าเห็น ก็น่าจะเป็นเช่นนั้น
‘…ถ้าไม่มีลัทธิมารล่ะก็นะ’
กรอด…
ข้ากำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว
พอรู้สึกตัวก็รีบคลายมืออย่างรวดเร็ว
ข้าเก็บสีหน้าและถามเขาด้วยน้ำเสียงปกติ
“จะสู้ต่ออีกหน่อยไหม?”
“อ๊ะ-ไม่ขอรับ! ถ้าเลยจากนี้คงรบกวนสหายน้อยเปล่าๆ ข้าว่าจะไปฝึกต่อเองดีกว่า”
ที่จริงวันนี้ข้ามาเพราะยองพุงเคยเอ่ยปากขอให้ช่วยซ้อมมือกันไว้ก่อนแล้ว
แต่ความจริงคือ ข้าเป็นฝ่ายไปหาเขาก่อนและเสนอตัวว่าจะมาประลองด้วยเสียเอง
จำได้ว่าตอนที่ข้าเปิดปากพูดก่อน สีหน้าเขายังดูเหมือนซาบซึ้งจนยิ้มออกมาอย่างสดใสเลยด้วยซ้ำ
การประลองมันดีขนาดนั้นเลยหรือ…?
หลังจากเก็บกวาดเรียบร้อย ข้าก็หันไปถามยองพุง
“ยองพุง”
“ขอรับ?”
“ได้ยินว่าพิธีประลองดอกเหมยจะจัดขึ้นในอีกสองวัน ข้าเข้าใจถูกไหม?”
“อ้อ ใช่ครับ เจ้าสำนักออกมาจากห้องเม่าฮวาตงเมื่อวันก่อน แล้วก็ประกาศด้วยตนเองครับ”
เม่าฮวาตง… เป็นสถานที่ที่ใช้ปลอบประโลมดวงวิญญาณของผู้ที่สละชีพเพื่อสำนักฮวาซาน
ข้าเองไม่ได้สังกัดสำนักนี้ จึงไม่รู้รายละเอียดลึกนัก แต่เท่าที่เคยได้ยินมา สถานที่แห่งนั้นเป็นที่ที่มีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นที่เข้าไปได้
‘ในที่สุดก็ออกมาแล้วสินะ’
ได้ยินว่าหลังจากพูดคุยกับข้าในครั้งสุดท้ายเซียนดอกเหมยก็เข้าไปในเม่าฮวาตง ซึ่งหมายความว่าเขาคงใช้เวลาอยู่ในนั้นหลายวันทีเดียว
‘ถึงว่าทำไมบรรยากาศถึงได้คึกคักผิดปกติ’
เสียงซุบซิบของผู้คนที่ข้าได้ยินระหว่างเดินทางมา คงเกี่ยวข้องกับพิธีประลองดอกเหมยนี่แหละ
ที่จริงข้าเองก็พอได้ยินมาบ้างระหว่างเดินทางมา จึงตั้งใจจะถามยองพุงให้แน่ใจ
หากพิธีประลองดอกเหมยกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วัน ข้าก็คงต้องเตรียมตัวเดินทางกลับตระกูลกู่ได้แล้วเช่นกัน
“สหายน้อยวางแผนไว้ว่าหลังจากนี้จะทำสิ่งใดหรือไม่ขอรับ? หากยังไม่มีอะไรเป็นพิเศษ จะร่วมฝึกกับข้าก็ได้นะขอรับ…”
“อา…หลังจากนี้ข้ามีเรื่องต้องจัดการ คงไม่สะดวกเท่าไร”
“…เสียดายจังเลยครับ”
สีหน้าของเขานั้น ดูเสียดายอย่างจริงใจ
ข้าเองก็เพิ่มปริมาณการฝึกฝนขึ้นในช่วงหลังอยู่เหมือนกัน จึงรู้สึกว่ายังฝึกได้ไม่พอด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้ข้าจำเป็นต้องกลับไปยังที่พักก่อน
หลังแยกกับยองพุง ข้าก็กลับมาที่เรือนพักทันที
ข้าเหลือบมองไปรอบๆเล็กน้อย แต่วันนี้ก็เช่นเคย…ไม่เห็นเงาของวีซอลอาเลยสักนิด
‘ช่วงนี้นางมัวไปทำอะไรอยู่กันแน่ ถึงได้ไม่เห็นหน้าเลย?’
ข้านึกไม่ออกจริงๆ
ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาวีซอลอาปรากฏตัวให้เห็นเพียงแค่ตอนรับประทานอาหารเท่านั้น นอกนั้นแทบไม่มีโอกาสเห็นหน้านางเลย
พอไปถามฮงวาดู นางก็บอกว่าวีซอลอายังจัดการงานตามปกติ
หรือว่านางกำลังหลบหน้าข้าอยู่?
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก
ถึงขั้นแอบคิดว่า วันหนึ่งข้าคงต้องลากนางมาถามให้รู้เรื่องกันเสียที
‘หรือจะไปซื้อขนมยักกวามาล่อก่อนดี?’
ดูจะได้ผลดีกว่าการซักไซ้เสียอีก
ระหว่างที่ข้ากำลังคิดอะไรเหลวไหลแบบนั้นไปเรื่อยๆ พลางเปิดประตูเรือนพัก ก็พบว่านัมกุงบีอายืนอยู่ตรงนั้น
“นี่นางมานอนกลางวันในห้องข้าอีกแล้วเรอะ?”
นัมกุงบีอาปูนผ้านอนลงบนพื้นแล้วเอนตัวหลับอย่างไม่แยแสใดๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ผืนผ้านั่นก็เป็นของข้า ไม่ใช่ของนางด้วยซ้ำ
ข้าเคยได้ยินมาว่านัมกุงบีอามักจะแวะมางีบหลับในห้องข้าอยู่บ่อยๆ แต่ถึงรู้แบบนั้น ก็ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า…ทำไมไม่มีใครห้ามเลยสักคน?
“…จะปลุกดีไหมนะ?”
ถึงอย่างไรห้องนี้ก็เป็นห้องของข้า ต่อให้ปลุกก็คงไม่มีใครว่าอะไร
แต่พอเห็นว่านางกำลังหลับอย่างสบายเกินไป ก็ทำให้ข้าลังเลอยู่เหมือนกัน
สุดท้าย ข้าก็เลือกที่จะปล่อยให้นางนอนต่อแล้วค่อยๆ ปิดประตูห้องกลับเข้าไป
เดิมทีข้าตั้งใจจะเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ก็เปลี่ยนใจเรียกให้คนรับใช้เอาชุดมาให้แทน แล้วจึงนั่งลงบนระเบียงเงียบๆ
แสงแดดอ่อนๆ สาดลงมา ข้าหลับตาพริ้มพลางเปรยขึ้นเบาๆ
“มาอีกแล้วรึ”
“…อึ่ก”
ข้าพูดกับกู่หลิงฮวาที่แอบโผล่หน้าออกมามองจากหลังผนังเงียบๆ
ที่จริง ข้าก็รู้มาก่อนแล้วว่านางมา เพราะฮงวาเป็นคนบอกไว้
“อาจารย์ของเจ้ามีอะไรจะบอกข้ารึเปล่า?”
“…ไม่หรอก”
“แล้วมาทำไมล่ะ?”
“……”
กู่หลิงฮวาไม่ตอบอะไร นางเพียงจ้องมองดวงตาของข้า ก่อนจะขยับริมฝีปากเหมือนกำลังลังเลจะพูดบางอย่าง
ข้าเห็นท่าทางแบบนั้น ก็เลยรอฟังเงียบๆ
“…ข้าไม่ได้มาหาท่านพี่…แค่จะมาหาพี่สาว…อะ…ไม่สิ ข้ามาหาท่านพี่นั่นแหละ”
อะไรกันเนี่ย…?
ปฏิกิริยานั่นเหมือนนางกำลังสู้กับตัวเองอยู่เลย
“แปลกแฮะ คราวนี้เรียกข้าว่าท่านพี่เฉยเลย?”
“…หรือท่านอยากให้ข้าเรียกว่าพี่สาวล่ะ?”
คำพูดของกู่หลิงฮวาที่กล่าวออกมาอย่างหงุดหงิดฟังดูคล้ายกับที่ข้าเคยพูดแหย่นางไว้คราวก่อนเป๊ะ ไม่นึกเลยว่านางจะเอามาใช้สวนกลับในจังหวะแบบนี้
“ว่าแต่…เจ้าบอกว่ามาหาข้าเนี่ยนะ?”
เป็นคำพูดที่ข้ารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย
ข้านึกว่ากู่หลิงฮวารู้สึกอึดอัดใจเวลาอยู่กับข้าเสียอีก แล้วเหตุใดถึงจงใจมาหาข้ากัน?
“…ข-ขอบคุณนะ”
คำพูดของนางทำให้ข้าถึงกับหันควับไปมองด้วยความตกใจ
อยู่ๆ ก็โผล่มาพูดคำว่าขอบคุณแบบนี้ แล้วคนที่พูดก็เป็นกู่หลิงฮวาเสียด้วย
จะไม่ให้ข้าตกใจได้อย่างไร?
หรือว่าถูกราชินีกระบี่บังคับให้มาขอบคุณข้ากัน?
“…อยู่ๆ พูดแบบนี้ หมายความว่าอะไร?”
“ก็…ขอบคุณที่ช่วยชีวิตอาจารย์ข้าไว้…”
“ข้าได้รับคำขอบคุณจากราชินีกระบี่แล้วนะ”
ถึงขนาดเอ่ยปากบอกว่าจะช่วยข้าในเรื่องเงื่อนไขกับเซียนดอกเหมยด้วยซ้ำ
สำหรับข้า แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
ดังนั้นแล้วกู่หลิงฮวาก็ไม่จำเป็นต้องมาพูดเรื่องนี้เลยไม่ใช่หรือ…
“…ก็เพราะมันเป็นเพราะข้านี่นา”
“…!”
คำพูดของกู่หลิงฮวาทำให้ข้าชะงักปิดปากเงียบไปในทันที
ทำไม? เหตุใดนางถึงคิดเช่นนั้น?
“มันเห็นชัดอยู่บนใบหน้าของท่าน”
“เจ้ามาที่นี่…ก็เพื่อจะพูดแค่นี้งั้นรึ?”
เพียงเพื่อจะกล่าวคำขอบคุณเท่านั้นหรือ?
ข้าคิดเช่นนั้นในใจ แต่กู่หลิงฮวาก็พูดต่อ
“…ข้ากลัวท่านนะ”
“…”
คำพูดที่แทงเข้าใส่กลางอก ทำเอาลมหายใจของข้าแทบจะสะดุดไปชั่วขณะ
“ถึงตอนนี้จะคล้ายกับเมื่อก่อนขึ้นมาบ้าง แต่ข้าก็ยังสับสน… ข้าไม่รู้เลยว่าเมื่อไรท่านจะกลับไปตบข้า ด่าข้าอีก… ข้ากลัว”
น้ำเสียงที่พูดออกมาอย่างสงบนิ่งของกู่หลิงฮวากลับแฝงไว้ด้วยความกลัวที่ยากจะซ่อน
มันเป็นความผิดของข้าเอง แม้ข้าจะย้อนกลับมาแล้ว แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก
“…ข้าขอโทษ”
คำพูดเพียงเท่านี้ คือทั้งหมดที่ข้าสามารถพูดได้
หากจะพยายามอธิบายให้มากกว่านี้ สุดท้ายก็คงไม่พ้นการแก้ตัว
ต่อหน้าคำขอโทษที่แสนเรียบง่ายกู่หลิงฮวาไม่ได้พูดอะไรตอบกลับ นางไม่ได้ยอมรับคำขอโทษนั้น แต่ก็ไม่ได้โกรธเคืองอะไร
ข้าเองก็ไม่พูดอะไรเพิ่มเติม เพียงสบตากับนางเงียบๆ
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่งกู่หลิงฮวาก็เปล่งเสียงถามเบาๆ
“…เราจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ไหม?”
“ไม่ได้”
ข้าตอบอย่างหนักแน่น
แม้ข้าจะย้อนเวลากลับมาแล้วก็จริง แต่ทุกอย่างมันสายเกินไปแล้ว
เมื่อสิ่งที่สูญเสียไปไม่อาจเรียกกลับคืนมาได้ ก็ย่อมไม่มีทางกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีก
ยิ่งเพราะอย่างนั้น ข้าจึงต้องตอบให้ชัดเจน
“กลับไปเหมือนเดิม…คงยาก”
จะให้ย้อนกลับไปยังตอนนั้นคงเป็นไปไม่ได้ เพราะคนสำคัญบางคนไม่ได้อยู่แล้ว
กู่หลิงฮวาเหมือนจะรู้อยู่แล้วว่านั่นคือคำตอบของข้า นางจึงพยักหน้าเบาๆ โดยไม่แสดงสีหน้าใด
หลังจากความเงียบผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็เปลี่ยนเรื่อง
“ข้าตัดสินใจจะกลับตระกูลแล้ว”
“อะไรนะ?”
จู่ๆ แบบนี้เลยหรือ?
“เมื่อก่อนเจ้าไม่อยากกลับไปไม่ใช่รึ?”
“ใช่ ข้าไม่อยากกลับไปเลย บ้านนั่นน่ะ… แต่อาจารย์บอกว่าจะไปด้วยกัน”
หา? อาจารย์ของนางจะไปด้วยงั้นรึ?
“…ราชินีกระบี่บอกว่าจะไปด้วยอย่างนั้นหรือ?”
“ท่านว่ามีธุระที่บ้านข้าพอดี”
“เดี๋ยวสิ…ท่านเพิ่งจะเริ่มฟื้นตัวได้ไม่นาน จะไปไหนมาไหนได้ยังไงกัน”
นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ยินเรื่องแบบนี้
ราชินีกระบี่จะมีธุระอะไรกับตระกูลกู่กัน?
“ท่านว่าจะบอกด้วยตัวเองตอนเจอกัน ข้าแค่ถือโอกาสมาบอกในระหว่างที่แวะมานี่น่ะ”
กู่หลิงฮวากล่าวพลางหันหลังเดินจากไป
นางเดินอย่างสงบมั่นคง และเมื่อเกือบจะถึงทางออกของเรือน ก็หันมาพูดกับข้าอีกครั้ง
“ขอบคุณอีกครั้งนะ ที่ช่วยชีวิตอาจารย์ของข้าไว้…ท่านพี่”
ในน้ำเสียงนั้นไม่มีเค้าความเคืองโกรธแม้แต่น้อย
แม้จะไม่ใช่คำให้อภัย แต่ก็ไม่ใช่คำตำหนิ
ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว—กู่หลิงฮวาไม่ควรจะให้อภัยข้า
—…ท่านพ่อเป็นคนฆ่าท่านแม่จริงๆ หรือ…?
ภาพในวันนั้นผุดขึ้นมาในหัว…ภาพของกู่หลิงฮวาที่ซุกหน้าลงกับเข่าร้องไห้ไม่หยุด
—ฮือ…ข้ากลัว…ท่านแม่…!
ในตอนนั้น ข้าไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากมองนางร้องไห้อย่างสิ้นหวังเพราะความจริงก็คือ…ท่านพ่อมิได้ฆ่าท่านแม่
หากจะมีใครที่เป็นต้นเหตุของความตายของนางล่ะก็—มันก็คือข้าเอง
—เงียบซะ
—ท่านพี่…ฮึก…
—อย่าพูดอะไรทั้งนั้น เงียบไว้แล้วทำเหมือนว่าเจ้าไม่มีตัวตนอยู่บนโลกใบนี้
ในตอนนั้น ข้ายังไม่รู้วิธีปกป้องใครในแบบที่ดีกว่านั้น
แม้แต่ตอนนี้ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้อีกครั้ง ข้าก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสามารถเลือกวิธีที่ดีกว่าได้
ข้าคงทำได้เพียงเงียบ…เท่านั้น
ถ้าน้องสาวของข้าต้องการใครสักคนเพื่อให้ระบายความแค้นออกมา—ข้าก็สมควรจะเป็นคนนั้น
นั่นคือสิ่งที่ข้าเชื่อว่าถูกต้อง
แน่นอน…ข้าเองก็คงบ้าคลั่งไปครึ่งหนึ่งแล้วในตอนนั้น จึงไม่สามารถหาวิธีอื่นที่เหมาะสมกว่านั้นได้
‘แล้วตอนนี้ล่ะ?’
หากหว่านเมล็ดลงบนผืนดินที่แห้งผาก…จะมีวันที่มันออกดอกผลิบานหรือไม่?
หรือเมล็ดพันธุ์นั้นจะเน่าเสียไปอย่างไร้ค่า กลายเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผืนดินเท่านั้น?
ข้ารู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับกู่หลิงฮวามันก็คล้ายกับสิ่งนั้น
ไม่ต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับท่านพ่อ
—…เราจะกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้ไหม?
คำถามของกู่หลิงฮวายังคงวนเวียนอยู่ในหัว
“…อะไรก็ยากไปหมดจริงๆ นั่นแหละ”
แกร๊ก!
ขณะที่ข้านั่งสงบนิ่งอยู่บนระเบียง เงียบเสียงและครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ก็มีบางสิ่งตกลงมาทาบไหล่ข้า
พอหันไปดูก็พบว่านัมกุงบีอายื่นหน้าอันง่วงงุนออกมาจากด้านหลัง แล้วเอาคางเกยลงบนไหล่ของข้าอย่างเกียจคร้าน
“…เจ้าทำอะไรอยู่เนี่ย?”
นางตื่นตั้งแต่เมื่อไรกัน? เมื่อครู่ยังหลับปุ๋ยอยู่แท้ๆ
“ตื่นตาขึ้นมาหน่อย… หรือเจ้าจะหลับอีกแล้ว?”
น่าแปลกนัก—นัมกุงบีอาเหมือนจะตื่นแล้วแท้ๆ แต่พอพิงคางไว้บนไหล่ข้าได้ไม่นาน นางก็หลับต่ออีกครั้ง
อะไรของนางกันเนี่ย…
กับสถานการณ์ประหลาดเช่นนี้ ข้าเผลอหลุดหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อครู่จิตใจของข้ายังหม่นหมองอยู่แท้ๆ แต่เพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยนี้ กลับทำให้หัวใจที่หนักอึ้งผ่อนคลายลงได้อย่างง่ายดาย
แม้จะเผลอคิดว่านางตั้งใจทำแบบนี้เพื่อปลอบข้า…แต่ข้าก็รู้ดีว่าไม่น่าใช่ข้าจึงลูบเรือนผมของนัมกุงบีอาอย่างแผ่วเบาด้วยความระมัดระวัง
‘คราวหน้าชวนวีซอลอาออกไปเดินเล่นที่เมืองกับนางดีกว่า’
ไม่ใช่ว่าข้ามีจุดมุ่งหมายอะไรเป็นพิเศษถึงคิดเช่นนั้นขึ้นมา
ถึงตอนนี้จะไม่มีเหตุผลให้ไปที่เมืองแล้วก็ตาม…แต่อย่างน้อยก็อยากลองเดินเล่นสักครั้ง
เพราะอะไรน่ะหรือ? ข้าเองก็ไม่อาจตอบได้แน่ชัด
มันก็แค่…
ข้าอยากทำแบบนั้นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง