สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 95 การเตรียมการ (3) ༻
ในขณะที่สำนักฮวาซานกำลังวุ่นวายกับการเตรียมงานพิธีประลองดอกเหมย ข้าก็เพิ่งฝึกฝนยามบ่ายเสร็จสิ้นและกำลังเดินกลับเรือนพัก
หากเป็นไปตามแผนเดิม ตอนนี้ข้าควรจะเตรียมตัวเดินทางกลับตระกูลกู่แล้ว
‘แต่เหมือนทุกอย่างจะคลาดเคลื่อนไปหน่อย’
เมื่อกู่หลิงฮวาแสดงเจตนาว่าจะกลับไปยังตระกูล การเดินทางของข้าก็คงต้องเลื่อนออกไปสักระยะ
ยิ่งเมื่อราชินีกระบี่ ยังเอ่ยปากว่าจะเดินทางไปด้วยแล้วด้วยซ้ำ
‘แบบนี้หมายความว่าจะไปพร้อมกันงั้นสินะ?’
ถ้าพูดว่าจะไปที่ตระกูลกู่ด้วยกัน นั่นก็คงเป็นความหมายเดียวกันนั่นแหละ
ในเมื่อนางก็บอกว่าจะมาคุยด้วยตัวเอง ข้าก็รอฟังตอนนั้นก็พอ
ส่วนหมอเทวดาก็ดูเหมือนจะมาด้วยอีกคน…
ดูท่าว่าหลายสิ่งหลายอย่างก็ใกล้จะถึงจุดที่ต้องสะสางกันให้เรียบร้อยแล้ว
‘ก่อนอื่น ข้าคงต้องไปพบเซียนดอกเหมย ก่อน’
แม้ข้าไม่ไปหาเอง เขาก็คงต้องมาพบข้าอยู่ดีในบางจังหวะ แต่ในฐานะที่ข้าเป็นเด็ก การที่ข้าเป็นฝ่ายไปหาก่อนย่อมดูเหมาะสมกว่า
ยิ่งเมื่อมีเรื่องทั้งขอร้อง และเรียกร้อง ก็ยิ่งต้องไปด้วยตัวเอง
‘เพื่อจะทำแบบนั้น ข้าต้องพบราชินีกระบี่ก่อน’
เพราะข้ามีแผนจะขอแรงสนับสนุนจากนางตอนเข้าไปเจรจากับ เซียนดอกเหมย จึงได้พูดคุยกับนางไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว
หลังจากร่างแผนการคร่าวๆ ในหัวเรียบร้อย ข้าก็เดินกลับถึงเรือนพัก
ในขณะนั้นเอง ข้าก็เห็นวีซอลอากำลังตากผ้าอยู่ไม่ไกล และนางเองก็สังเกตเห็นข้าเช่นกัน
“คุณชาย!”
“เจ้ามาทางนี้ได้อย่างไร? ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นหน้าเลยนี่นา”
ช่วงหลายวันที่ผ่านมาข้าเห็นหน้านางเฉพาะตอนมื้ออาหารเท่านั้น พอมาเจอโดยไม่คาดคิดเช่นนี้ จึงอดรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยไม่ได้
‘งานคงจะเยอะสินะ? ดูเหนื่อยๆ แฮะ’
แม้วีซอลอาจะขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่งทางร่างกาย แต่ใบหน้าของนางวันนี้ดูอ่อนล้าผิดปกติ
ไม่น่าจะใช่แค่งานหนักธรรมดาแน่…
“เกิดอะไรขึ้นรึเปล่า?”
“เจ้าคะ?”
“เจ้าดูเหนื่อยๆ ข้าเลยถาม”
ข้าถามออกไปตรงๆ แบบไม่คิดมาก
ก็ไม่ใช่ใครอื่น—วีซอลอาทั้งคน หากนางยังดูเหน็ดเหนื่อยแบบนี้ คงมีเรื่องไม่ธรรมดาแน่
วีซอลอา ยิ้มตาหยีตอบกลับมา
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ! ไม่มีอะไรเลยจริง ๆ!”
นางจับเอวแล้วยืดอกออกอย่างมั่นใจ
ท่าทางนั้นเหมือนจะบอกว่า ดูสิ! ข้าทั้งแข็งแรงและสบายดีขนาดไหน!
ข้าหลุดหัวเราะออกมา พลางยื่นมือไปขยี้เรือนผมของนางเบาๆ อย่างอดไม่ได้
“อึ๊ย! ย๊า!”
เมื่อก่อน ข้ายังไม่กล้าแม้แต่จะแตะต้องนางเลยด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้กลับยื่นมือไปขยี้ผมนางโดยไม่รู้สึกลำบากใจอะไร
พอมาคิดดูแล้ว เรื่องแบบนี้ก็คงเป็นหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเหมือนกัน
หลังจากขยี้ผมวีซอลอาไปได้สักพัก ข้าก็เอ่ยขึ้น
“วันนี้…อยากออกไปเดินเล่นที่เมืองหน่อยไหม?”
“หา!?”
วีซอลอาตาโตขึ้นทันทีเมื่อได้ยินคำพูดของข้า
ขนาดนั้นเลยหรือ?
ก็ใช่…นอกจากจะมีธุระจำเป็นจริงๆ ข้าแทบไม่เคยชวนใครออกไปเที่ยวที่ไหนเลย
ดูเหมือนว่านางจะตกใจจนตามไม่ทัน
“มะ…เมื่อไรเจ้าคะ? ตอนนี้เลยเหรอ?”
“เจ้ามีธุระอะไรอยู่ไหม? ถ้างานยังไม่เสร็จก็ไม่เป็นไรนะ…”
“ไม่มีเจ้าค่ะ! เสร็จหมดแล้ว! ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ไม่มีอะไรเหลือเลยค่ะ!”
“อะ อืม…ก็ดีแล้วล่ะนะ”
ข้าหัวเราะในใจกับท่าทีร้อนรนของนาง ราวกับกลัวว่าข้าจะเปลี่ยนใจไม่ไปเสียอย่างนั้น
ในขณะที่พยายามห้ามไม่ให้มุมปากยกขึ้น ข้าก็พูดต่อ
“ข้าจะรีบไปล้างตัว เดี๋ยวเจ้าช่วยปลุกแล้วพานางไปด้วยทีนะ”
“…เจ้าค่ะ…หืม? พาใครไปนะเจ้าคะ?”
“หืม?”
“เอ๋?”
วีซอลอา มองข้าอย่างไม่เข้าใจในสิ่งที่ข้าพูด
แต่พอคิดได้ว่าข้าหมายถึงใคร ใบหน้าของนางก็พลันเปลี่ยนไปทันที
แล้วก็จ้องข้าเขม็งอย่างรู้ทัน
“…จะปล่อยให้นางอยู่คนเดียวมันก็ดูยังไงๆ อยู่น่ะนะ?”
ข้าพยายามอธิบายแบบขอไปที แม้จะรู้ดีว่านั่นฟังไม่ขึ้นเลยก็ตาม
แน่นอนว่าวีซอลอาก็มีนิสัยเป็นของตัวเองอยู่เหมือนกัน นางจึงแค่จ้องข้านิ่งๆอยู่พักหนึ่ง แล้วไม่ได้พูดอะไรเพิ่มเติม
นางเพียงถอนหายใจเบาๆผ่านทางจมูก แล้วหันหลังเดินเข้าไปในเรือน
ดูแล้วข้าก็อดรู้สึกผิดนิดหน่อยไม่ได้ แต่หากจะเลือกวิธีอื่น…ข้าก็ไม่รู้ว่าจะมีทางไหนเหมาะไปกว่านี้อีกแล้ว
‘ถึงกับต้องมานั่งคิดเรื่องพวกนี้ด้วยตัวเองเนี่ยนะ’
แม้แต่ข้าเองก็ยังแปลกใจกับตัวเองอยู่ไม่น้อย เพราะแต่ก่อน แค่จะคิดถึงใครสักคน ข้ายังไม่อาจทำได้เลยด้วยซ้ำ
หลังจากชำระเหงื่อจากการฝึก และเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ข้าก็ออกมาด้านนอกอีกครั้ง
แล้วก็เห็นภาพที่ไม่น่าจะเห็น นัมกุงบีอากำลังพิงตัวอยู่กับวีซอลอาอย่างหมดแรง
“…อึ่ก…ท่านพี่ หนักนะ…”
“อืออืม…”
“…นี่พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่น่ะ?”
นัมกุงบีอา ดูเหมือนจะยังครึ่งหลับครึ่งตื่น สีหน้าเต็มไปด้วยความง่วง
ด้วยความที่ขนาดร่างกายต่างกันอย่างชัดเจนวีซอลอาเลยดูเหมือนกำลังถูกนางทับอยู่มากกว่า
พักนี้นัมกุงบีอา ดูจะง่วงบ่อยผิดปกติ มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่านะ?
“ถ้ายังง่วงอยู่ จะเข้าไปนอนต่อก็ได้นะ ข้ากับวีซอลอาออกไปกันสองคนก็ได้”
ทันทีที่พูดจบนัมกุงบีอาก็ลืมตาขึ้นพร้อมกับยืดตัวตรงทันที
แม้จะดูยังมีอาการเพลียหลงเหลืออยู่บ้าง แต่นัมกุงบีอาก็ทำท่าทางราวกับอยากแสดงให้เห็นว่าไม่มีปัญหาในการออกไปข้างนอกเลยสักนิด
ทันใดนั้นนางก็ล้วงเข้าไปในแขนเสื้อ ก่อนจะหยิบอะไรบางอย่างออกมา
“หน้ากากผ้า…?”
น่าแปลกใจที่สิ่งนั้นคือหน้ากากผ้าอย่างที่ข้าเคยให้ใช้
ดูท่าข้าจะพูดให้นางใส่มันบ่อยๆ จนนางพกติดตัวเป็นนิสัยไปแล้ว
แม้หน้ากากนั้นจะไม่อาจลบล้างกลิ่นอายและรูปลักษณ์ของนางได้ทั้งหมด แต่ก็ช่วยลดสายตาที่จ้องมองมาได้พอสมควร
ปกตินางก็ไม่ได้ไปไหนในที่คนพลุกพล่านนัก แต่เมื่อต้องเดินผ่านคนมากมายแล้วถูกจับจ้องอยู่ตลอด ก็คงรู้สึกไม่สบายใจเป็นธรรมดา
อาจเป็นเพราะแบบนั้น พอได้ลองใส่ดูแล้วนัมกุงบีอาถึงได้ติดใจ
“เตรียมพร้อมดีนี่”
“มัน…สบายดีนะ”
“ท่านคุณชาย! จะให้ข้าไปเรียกพี่ชายมูยอนไหมเจ้าคะ?”
“หืม?”
ก่อนหน้านี้ ข้าก็บอกไว้แล้วว่าพวกเราน่าจะออกไปข้างนอกกัน ข้าคิดว่ามูยอนคงเตรียมตัวรออยู่นานแล้ว
‘หรือว่ายังไม่ออกมา?’
จริงๆ แล้ว ถ้าจะปล่อยไว้แล้วออกไปเองก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร
แต่ปัญหาคือ หากทำแบบนั้นพอกลับมาเมื่อไร มูยอนก็ต้องหาเรื่องบ่นแน่นอน
ครั้งก่อนข้าเองก็เพิ่งโดนเขาเอ็ดเสียงดังลั่น เรื่องที่ไม่ยอมพาองครักษ์ติดตัว ทั้งที่ตัวเองก็ยังไม่หายดีจากอาการบาดเจ็บดีนัก
‘ก็คราวนั้นมันจำเป็นจริงๆ นี่นา…’
เขาพูดกับข้าไว้ถึงขนาดนั้น ถ้าอยู่ๆหายตัวไปอีกก็คงไม่เหมาะเท่าไร
แต่แล้ว คำตอบของข้อสงสัยก็หลุดออกมาจากปากนัมกุงบีอาเอง
“ไปประลองอยู่”
“ประลอง…? กับใคร?”
“ศิษย์ของสำนักฮวาซานน่ะ”
“ศิษย์? ใครล่ะ?”
หากเป็นศิษย์ของฮวาซานที่นัมกุงบีอาหมายถึง…คงไม่น่าใช่ กู่หลิงฮวา
งั้นก็มีแค่คนเดียวเท่านั้น
“เจ้าหมายถึง ยองพุง รึ?”
“อือ”
อะไรนะ?
มูยอนไปประลองกับยองพุงอย่างนั้นหรือ?
อยู่ๆ พอได้ยินแบบนั้น มันก็ฟังดูประหลาดสิ้นดี
ทั้งที่ตอนปฏิบัติหน้าที่ เขาปฏิเสธการประลองกับคนอื่นทุกครั้งกับนัมกุงบีอาเอง
“กับข้าก็ประลองแล้วนะ”
“…ว่าไงนะ?”
ข้าเผลอทวนคำพูดออกไปโดยไม่รู้ตัว
มูยอน ประลองกับนัมกุงบีอาอย่างนั้นหรือ? นี่ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยนะ
ไม่รู้ว่านางตีความปฏิกิริยาของข้าว่าอย่างไร แต่นัมกุงบีอาก็พูดต่อเสียงเบา
“…ข้าแพ้”
ข้าไม่ได้ถามว่าใครเป็นฝ่ายแพ้ เพราะแค่เห็นแววหม่นจางๆ บนใบหน้าของนัมกุงบีอาก็พอจะเดาได้
‘ก็แหงล่ะ…จะไปเทียบกับมูยอนได้ยังไง’
แม้ตอนนี้นัมกุงบีอาจะกลืนกินโชควาสนาหลายอย่างเข้าไป แต่ในแง่ของขอบเขตพลังนางก็ยังตามหลังมูยอนอยู่ไม่น้อย
ข้านึกถึงตอนอยู่ที่ตระกูลกู่ บรรดาองครักษ์กระบี่แต่ละคนยังเอ่ยปากเชิญชวนให้เขากลับมาเข้าหน่วยอีกครั้ง
‘เอาเข้าจริง มูยอนเองก็ไม่ได้มีพรสวรรค์ธรรมดาเลย’
ถึงจะยังเทียบไม่ได้กับยองพุง แต่เขาก็ไม่ใช่คนที่ใครจะดูแคลนได้ง่าย ๆ
โดยเฉพาะเมื่อคิดว่า เขาเป็นบุรุษที่เพิ่งพ้นวัยเยาว์มาไม่นาน และไม่ได้เติบโตมาจากตระกูลใหญ่หรือมีพื้นฐานวิชาอันแข็งแกร่งแต่แรก ระดับวรยุทธ์ของเขาถือว่าผิดธรรมชาติเลยก็ว่าได้
“จู่ๆ ไปประลองอะไรนั่น…โดนลมอะไรพัดมาอีกล่ะ?”
ข้าพึมพำออกไปนัมกุงบีอาก็หันมามองข้าด้วยสายตาแน่วนิ่ง
รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยกับแววตานั้น ข้าจึงถามกลับ
“มองข้าแบบนั้นทำไม?”
“…ข้าเริ่มเข้าใจความรู้สึก…อยู่บ้างแล้วล่ะ”
นางพึมพำเหมือนพูดกับตัวเอง จากนั้นก็กลับมาทำหน้าตาเฉยชาดังเดิม
วีซอลอาที่ยืนประคองนางอยู่ ก็เหลือบมองมาทางข้า
เป็นเชิงถามด้วยสีหน้า “แล้วเราจะออกไปกันได้หรือยัง?”
เพราะเรื่องที่เพิ่งได้ยินกันหยกๆ แน่นอนว่าวีซอลอาเองก็คงไม่รู้ว่ามูยอนไม่ได้อยู่ที่นี่
ถ้าอย่างนั้น…คงออกไปกันเลยก็ได้กระมัง ยังไงหากจำเป็นก็ยังมีองครักษ์คนอื่นให้ใช้ได้อยู่
ข้าเพิ่งจะคิดจะก้าวเท้าออกไปนัมกุงบีอาก็เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง
“ตอนกลับมา…มาประลองกับข้าหน่อยสิ…”
“…”
คำพูดของนางทำให้ข้าชะงักไปชั่วขณะ
อา…จริงสิ…
พอมาคิดดู ก็เลยวันนัดประลองกันมานานแล้วนี่นา ไหนๆ ข้าก็เพิ่งประลองกับยองพุงไป ยังไงนัมกุงบีอาก็คงไม่มีปัญหาอะไร
‘ถึงจะรู้สึกไม่สบายใจ เพราะอดนึกถึงเรื่องในชาติก่อนไม่ได้ก็เถอะ…’
แต่ก็ใช่ว่าจะปฏิเสธไปได้ตลอด
“ไว้ตอนกลับมา ถ้าไม่มีเรื่องอื่น…ก็เอาสิ”
“…!”
ทันทีที่ข้ายืนยันออกไป สีหน้าของนัมกุงบีอาก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
โดยเฉพาะมุมปากของนาง…ที่ค่อยๆ ยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
ข้าเห็นท่านั้นแล้วก็หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ขณะก้าวเท้าออกไปพร้อมกัน
นี่มันน่าดีใจขนาดนั้นเลยรึ?
คงเพราะต้องใช้เวลาเดินทางพอสมควร…กว่าจะกลับมา ก็คงจะค่ำแล้วล่ะ
หากตอนนั้นไม่มีเรื่องอะไรขัดจังหวะ ข้าก็คงยอมให้เวลาสักพักสำหรับการประลอง
‘ตอนประลองกับยองพุงครั้งก่อนก็ไม่มีปัญหาอะไร คงไม่เป็นไรหรอก’
แน่นอน…ถ้าข้าใช้พลังมากเกินไปเหมือนตอนสู้กับยาฮยอลจ็อก มันอาจจะเป็นปัญหาแต่ตราบเท่าที่ควบคุมระดับไว้ ก็ไม่น่าจะมีอะไรน่าเป็นห่วง
หลังจากออกไปเดินดูรอบเมืองสักพัก และหาอะไรกินรองท้องง่ายๆ ก็กลับมาที่เรือน
ทว่าการประลองที่นัมกุงบีอาเฝ้ารออย่างตื่นเต้นนั้น…กลับไม่ได้เกิดขึ้น
เพราะเกิดบางอย่างขึ้นเสียก่อน
“ในที่สุดก็มาเสียที”
เมื่อกลับมาถึง ข้าก็พบว่าหมอเทวดานั่งอยู่ในห้องพักของข้าเรียบร้อยแล้ว
พักนี้รู้สึกว่าแขกแวะเวียนมาที่เรือนข้าบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ
ตั้งแต่ ยองพุง, ราชินีกระบี่, กู่หลิงฮวา และคราวนี้…หมอเทวดา
‘จำได้ลางๆ ว่าท่านราชินีกระบี่บอกว่าจะมา…’
ใช่แล้ว นางเคยเอ่ยไว้ก่อนหน้านี้ แต่ที่ข้าไม่คาดไว้คือนางกลับไม่มาด้วยตนเอง ปล่อยให้หมอเทวดามาคนเดียว
“มีธุระอันใดหรือขอรับ…”
“ข้ามาเพื่อตรวจร่างกายของเจ้า จะตกใจไปไย?”
“อา…ไม่ใช่ขอรับ แค่รู้สึกประหลาดใจเท่านั้นเอง”
ข้ารับรู้ได้ถึงแววตาจากด้านหลังของนัมกุงบีอาที่ส่งมองมาอย่างแสบๆ ร้อน ๆแต่จะให้ข้าทำเช่นไรได้? ในเมื่อหมอเทวดามาตรวจร่างกายข้าด้วยเรื่องจริงจัง
ข้าจึงหันไปส่งสายตาเชิง “เอาไว้วันหลังแล้วกันนะ” ให้กับนางซึ่งนางก็ตอบกลับด้วยใบหน้าเบือนบูดก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปเงียบ ๆ
“…ข้าควรเลือกเวลามาให้ดีกว่านี้สินะ?”
ดูเหมือนหมอเทวดาเองจะรู้ตัวอยู่ไม่น้อย จึงกระแอมเบาๆ อย่างรู้สึกเก้อเขิน
“ไม่เป็นไรขอรับ ท่านอุตส่าห์สละเวลามาด้วยตัวเอง ข้าย่อมยินดี”
“แค่ได้ยินเจ้าพูดเช่นนั้นก็ถือว่าคุ้มแล้ว ลองนั่งลงหน่อยสิ”
การตรวจร่างกายเริ่มต้นขึ้นทันที และไม่ได้ใช้เวลานานนัก
เพราะตอนนี้…ร่างกายของข้าไม่มีปัญหาอะไรเลย นอกเสียจากพลังมาร ที่ยังคงอยู่
“อืม…น่าอัศจรรย์นัก ร่างกายเช่นนี้…เจ้าทำอะไรกับมันมาหรือ?”
แม้จะบอกว่ามาตรวจร่างกายแต่ในสายตาข้า…สิ่งที่หมอเทวดาทำอยู่มันคล้ายกับการศึกษามากกว่า เพราะข้าเห็นได้ชัดจากแววตาของเขา ว่าเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้
‘…อย่าบอกนะว่าคิดจะผ่าข้าออกมาศึกษาจริง ๆ?’
คำพูดที่ท่านล้อเล่นไว้คราวก่อน…ตอนนี้ชักจะฟังดูไม่ใช่เรื่องล้อเล่นเสียแล้ว
หวังว่ามันจะยังเป็นแค่คำพูดขำๆ อยู่นะ…
คำถามมากมายหลั่งไหลเข้ามา ข้าจึงตอบกลับแบบขอไปทีเท่าที่จำเป็น
หมอเทวดา ดูจะสนใจเคล็ดวิชาขจัดพลังอสูรของตระกูลกู่เป็นพิเศษ แต่ในเมื่อเขาไม่ได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ การจะอธิบายรายละเอียดเชิงลึกก็ยากเสียจริง
ทั้งหมดนั่น…ก็แค่ข้ออ้างเท่านั้น
ความจริงคือ ข้าไม่มีวิธีจะอธิบายมันได้เลย
แค่บอกว่า “ก็เพราะวิชาของตระกูลข้าเป็นแบบนั้นเองล่ะขอรับ ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน” แบบนี้คงพอแล้วกระมัง
แน่นอนว่า ถ้าหมอเทวดาเอาเรื่องนี้ไปสอบถามตรงกับตระกูลกู่ ข้าคงลำบากไม่น้อย
‘แต่ไม่น่าจะถึงขั้นที่นางจะบุกไปถามตระกูลกู่หรอกนะ…’
เพราะอย่างไรเสียหมอเทวดา ก็เป็นผู้มีชื่อเสียงที่แม้แต่ทั่วทั้งยุทธภพยังเฝ้าตามหา
คงไม่มีเหตุผลอะไรให้นางไป เคาะประตูบ้าน ของตระกูลกู่ด้วยตัวเองหรอก
…มั้งนะ
ท้ายที่สุด เมื่อไม่อาจค้นพบอะไรเพิ่มเติมได้ หมอเทวดาก็ถอนหายใจด้วยความเสียดาย
“ดูจากร่างกายเจ้าตอนนี้…ก็คงเรียกว่าแข็งแรงดีล่ะนะ”
“…แต่เหตุใดท่านถึงพูดเหมือนรู้สึกเสียดายเล่า?”
สีหน้าท่านนั่นมัน…ออกจะผิดหวังกับความไม่มีโรคไปหน่อยกระมัง?
“จะมีได้ยังไงกันเล่า”
“ข้าว่าก็ใช่นะขอรับ ข้าคงคิดมากไปเอง”
ข้าตอบรับแบบกลั้วหัวเราะเบา ๆ
ทันใดนั้น หมอเทวดาก็ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ ก่อนหยิบป้ายไม้ชิ้นหนึ่งออกมายื่นให้
“รับไว้สิ”
“นี่คือ…?”
“ดูก็รู้ ป้ายไม้น่ะสิ”
“ข้ารู้ว่ามันเป็นป้ายไม้ แต่ข้ากำลังถามว่า…มันมีไว้เพื่ออะไรต่างหากเล่า”
“ข้าเป็นหมอ ไม่มีอะไรพิเศษจะมอบให้เจ้าได้มากนัก”
ดูเหมือนท่านจะอยากมอบบางสิ่งให้ข้า ทั้งที่ก่อนหน้านี้ข้าก็บอกไปแล้วว่าการรักษานั่นก็เพียงพอเกินพอแล้วแท้ ๆ
“ของมีค่าอะไรมากมายข้าก็ไม่มี นี่เป็นแค่ของที่เคยได้ติดตัวไว้เมื่อนานมาแล้ว หากนำมันไปส่งให้กับพรรคยาจกล่ะก็…เจ้าจะได้รับการต้อนรับอย่างดีแน่นอน”
“แล้วเหตุใดท่านถึงมอบของเช่นนี้ให้ข้าล่ะขอรับ?”
เพียงแค่ถือไว้ก็รู้สึกได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ของธรรมดา ยิ่งมีชื่อพรรคยาจกมาเกี่ยวข้องด้วย ยิ่งไม่น่าไว้ใจ
ตอนนั้นเอง ข้าก็นึกถึงป้ายทมิฬที่เผิงอูจินเคยมอบให้ขึ้นมา…รู้สึกคล้ายกันชะมัด
“ข้าเคยตั้งใจจะมอบมันให้ใครบางคน แต่ก็ไม่ได้มอบให้ในที่สุด
เอาเป็นว่า…ถือซะว่าเป็นค่าตอบแทนที่ข้าขอความช่วยเหลือจากเจ้าก็แล้วกัน”
“ค่าตอบแทน…อย่างนั้นหรือขอรับ?”
“ใช่ ข้ามีเรื่องอยากจะขอให้เจ้าช่วยหนึ่งอย่าง”
อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด…ของแบบนี้มันต้องมีเบื้องหลัง
ของที่มีน้ำหนักขนาดนี้…คงไม่มีใครยื่นมาให้กันฟรีๆ หรอก
‘อย่าบอกนะ…ว่าจะขอให้ข้าผ่าอกให้ดูข้างในน่ะ?’
ถ้าเป็นแบบนั้น ข้าจะหนีเดี๋ยวนี้เลยจริง ๆ
“ได้ยินว่าตอนเจ้าออกเดินทาง…ราชินีกระบี่ ก็จะตามไปด้วยใช่หรือไม่?”
“…ข้าได้ยินท่านนางพูดแบบนั้นอยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้ก็ยังไม่แน่ชัดนัก”
ถึงแม้ราชินีกระบี่จะพูดไว้แบบนั้นจริง แต่การจะร่วมทางไปกับเราหรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับการอนุมัติจากข้า
โดยเฉพาะเมื่อนางเพิ่งฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้ไม่นาน จะเดินทางไกลทันทีคงต้องไตร่ตรองอีกครั้ง
แต่แล้วหมอเทวดาก็พูดบางอย่างที่ข้าไม่คาดคิดออกมา
“ข้าเองก็มีธุระที่ตระกูลกู่เช่นกัน…เห็นทีจะต้องร่วมทางไปกับพวกเจ้าด้วยแล้วล่ะ”
“…ว่าอย่างไรนะขอรับ?”
“ข้าบอกเซียนดอกเหมยไว้เรียบร้อยแล้ว ข้าไม่ใช่คนที่จะถูกใครปฏิเสธง่ายๆหรอก ไม่ต้องห่วง”
…สรุปคือ ท่านคิดว่าข้าจะต้องยอมรับอยู่แล้วสินะ?
“ท่านพูดแบบนี้หมายความว่าอะไรน่ะขอรับ…?”
ข้าหลุดถามไปโดยไม่ทันตั้งตัวจริง ๆ
เพราะมันน่าตกใจจนพูดไม่ออก
ทำไมทุกคนถึงพร้อมใจกันอยากจะมารวมตัวที่ตระกูลกู่กันนักนะ…?
ทั้งที่ก็มีที่อื่นอีกตั้งมากมายให้ไปไม่ใช่หรือไง
‘หรือว่าตระกูลกู่ข้าทามีอะไรอร่อยๆ เหมือนน้ำผึ้งทาไว้กัน?’
ขนาดข้ายังอดคิดแบบนั้นไม่ได้เลยจริง ๆ
◇◆
“ข้าเข้าใจแล้วว่าเหตุใดอดีตผู้นำสหพันธ์จึงมีความประสงค์เช่นนั้น…
แต่ท่านคิดหรือว่าข้าจะสามารถทำมันได้?”
“เรื่องของเด็กคนนั้น…ข้าเองก็เคยพบหน้าอยู่ แต่ในเมื่อมีคำพูดจากเจ้าหมอนั่น ข้าก็เลยไม่คิดจะตรวจสอบเพิ่มเติมให้เสียเวลา”
“…”
ถึงข้าจะถูกเรียกขานว่าหมอเทวดา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าข้าจะเป็น เทพเจ้าจริงๆ เสียหน่อย
เมื่อได้ฟังถ้อยคำอันหนักแน่นเหล่านั้น ผู้อาวุโสเซียนกระบี่ก็เงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะกลั้นใจถามออกมา
“ถ้าเช่นนั้น…แม้แต่ท่านเอง ก็ยังบอกว่าเป็นไปไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”
“…”
หมอเทวดา เป็นบุคคลหนึ่งที่ไม่เคยพูดโกหกเมื่อกล่าวถึงการรักษา และนั่นคือสิ่งเดียวที่ผู้อาวุโสเซียนกระบี่เชื่อมั่นมาโดยตลอด
เพราะเช่นนั้น…เพียงแค่เห็นแววตาและความเงียบจากอีกฝ่าย เขาก็รู้คำตอบแล้วโดยไม่ต้องให้ใครเอ่ยปาก
เมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายเข้าใจความหมายของตน หมอเทวดาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“การฝืนดึงพลังของมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์…นั้นคือสิ่งที่อันตราย”
“ไม่เพียงแต่ต้องใช้เวลาอย่างมหาศาล แต่แม้แต่วัสดุและทรัพยากรที่ต้องใช้ก็ล้ำค่ามากเสียจนแม้จะถอนรากของตระกูลใหญ่ทั้งตระกูล ก็อาจยังไม่พอ”
“…”
“ข้า…จะเป็นคนหามันมาเอง…”
เสียงของอดีตผู้นำสหพันธ์ยุทธภพที่นั่งอยู่ข้างๆ พึมพำขึ้น
แต่หมอเทวดาก็ขัดขึ้นมาก่อน
“ก่อนที่ท่านจะคิดถึงสิ่งนั้น…ข้าอยากให้ท่านตอบรับคำขอของข้าก่อนจะได้หรือไม่?”
“เพราะสำหรับข้าแล้ว…สิ่งนั้นสำคัญกว่า”
“…”
“หากยังไม่ได้รับคำตอบ ข้าจะไม่พูดอะไรต่อทั้งสิ้น”
นั่นคือคำพูดที่หนักแน่นและไม่เปิดช่องว่างใดๆ ให้ต่อรอง
ถ้าจะปฏิเสธ…เรื่องก็จะจบแค่นั้น แต่ผู้อาวุโสเซียนกระบี่ไม่ได้อยู่ในฐานะที่จะปฏิเสธได้เลย
ในความมืดมิดที่แทบไร้ความหวัง สิ่งที่ปรากฏขึ้นมาเพียงเล็กน้อย
ก็ถือเป็นแสงสว่างเดียวที่เขามี
เมื่อนึกถึงใบหน้าและรอยยิ้มของหลานสาวในความทรงจำ เขาก็ได้แต่กลั้นใจยอมรับ
ในห้องที่มีเพียงแสงไฟสลัวๆ ผู้อาวุโสเซียนกระบี่ค่อยๆ เขียนบางสิ่งลงบนม้วนกระดาษ
ข้อความมากมายถูกเขียนเรียงรายอย่างแน่นหนา จากนั้นเขาก็ปล่อยให้มันแห้ง แล้วพับอย่างระมัดระวัง
บนแผ่นหน้าสุดของม้วนกระดาษนั้น มีอักษรตัวโตเขียนว่า—「สหพันธ์」
เอกสารฉบับนี้ ไม่ใช่ของใครอื่น
มันถูกส่งไปยังกระบี่แห่งความสุข จางชอน
ผู้นำแห่ง สหพันธ์ยุทธภพ คนปัจจุบันโดยตรง