สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 96 เตรียมตัว (4) ༻
บทที่ 96 เตรียมตัว
“ข้าแพ้แล้ว…”
ยองพุงหอบหายใจอย่างหนักอยู่พักใหญ่ กว่าจะสามารถเปล่งคำพูดออกมาได้
รอบกายเขานั้นกลายเป็นสนามรบย่อยๆ พื้นดินถูกขุดพังระเนระนาดจนยุ่งเหยิงไปหมด ด้านหนึ่งมีกระบี่ไม้ที่หักแล้วกองอยู่เป็นพะเนิน
ลมปราณในร่างเขาหมดไปตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว แม้แต่แรงจะยกกระบี่ก็ไม่หลงเหลือ
พอคิดดูว่าการประลองเริ่มตั้งแต่ยามกลางวันลากยาวจนตะวันคล้อยต่ำ มันก็ไม่แปลกเลยที่ร่างกายจะถึงขีดจำกัดเช่นนี้
“ลำบากมากแล้ว”
ยองพุงเหลือบตามองไปยังเจ้าของเสียง
‘…แข็งแกร่ง’
นั่นคือความรู้สึกเพียงหนึ่งเดียวที่ผุดขึ้นมาในใจเขา
มูยอน…ใช่แล้ว ชื่อของชายหนุ่มผู้นั้นคือมูยอน ผู้ที่รับหน้าที่เป็นองครักษ์ของกู่หยางชอน ฝีมือของเขานั้นช่างน่าตกตะลึง
ด้วยความที่พิธีประลองดอกเหมยใกล้เข้ามา ยองพุงจึงมุ่งมั่นฝึกฝนอย่างหนักและเมื่อมีผู้ฝีมือสูงส่งเข้ามาขอประลองถึงที่ เขาย่อมยินดีนัก
…แต่เขาไม่คิดเลยว่าฝีมือของอีกฝ่ายจะอยู่ในระดับเช่นนี้
ทันใดนั้นภาพของนัมกุงบีอาก็ผุดขึ้นมาในหัว แก้มเขาแดงซ่านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เพราะเป็นภาพความทรงจำที่ชวนให้รู้สึกอับอาย
แม้จะเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาได้ประลองกับกู่หยางชอน อีกทั้งยังเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาได้สติและตั้งใจฝึกฝน …แต่ทุกครั้งที่นึกถึงตนเองในวันนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกละอายใจอยู่ดี
‘คล้ายกัน…แต่ให้ความรู้สึกที่ต่างกันสิ้นเชิง’
เขารู้ดีว่านัมกุงบีอาเป็นสายเลือดแท้ของตระกูลนัมกุง หนึ่งในสี่ตระกูลสูงศักดิ์
บางทีอาจเป็นเพราะนิสัยของนาง หรืออาจเป็นลักษณะเฉพาะของตระกูล แม้จะมีผู้ชมมากมาย แต่นัมกุงบีอาก็ไม่ลังเลแม้แต่น้อยยามฝึกเพลงกระบี่ประจำตระกูล
ราวกับจะบอกว่า ‘หากอยากดูก็จงดูไปเถิด’
นางร่ายรำกระบี่อย่างงดงามให้ทุกสายตาจับจ้อง
ในเส้นทางแห่งกระบี่อันงดงามนั้น สะท้อนให้เห็นรูปแบบการเคลื่อนไหวหลากหลายที่สืบทอดมา
กระบี่ของนางไม่ได้อิงเพียงแนวทางเดียว แต่เป็นผลลัพธ์ของการขัดเกลาด้วยตนเอง จะมองในแง่ร้ายก็เหมือนกับว่า…กระบวนท่าของนางช่างยุ่งเหยิงไร้ทิศทาง
แต่ด้วยเรือนร่างที่ยืดหยุ่นและพรสวรรค์เฉพาะตัว การเคลื่อนไหวที่ดูสับสนวุ่นวายนั้นกลับกลายเป็นจุดแข็งของนางในที่สุด
…อย่างน้อยในสายตาของยองพุง เขารู้สึกเช่นนั้น
ถึงกระนั้น หากต้องต่อสู้จริงๆ เขาก็รู้ดีว่าไม่มีทางชนะ
‘แต่คนผู้นี้…’
มูยอนกลับตรงกันข้าม
การเคลื่อนไหวของเขาชัดเจนและมั่นคง เป็นการเคลื่อนไหวที่แสดงให้เห็นถึงรากฐานซึ่งถูกฝึกฝนมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เขาเป็นกระบี่แบบฉบับของยอดจอมยุทธ์โดยแท้
ยองพุงวิเคราะห์สาเหตุที่ตนพ่ายแพ้อย่างรวดเร็ว
กระบี่ของมูยอนไม่ได้อาศัยการพลิกแพลงหรือสัญชาตญาณเฉียบคม แต่กลับใช้เพียงพื้นฐานที่มั่นคงเป็นหลัก
สิ่งที่ทำให้เขาพ่าย…ก็เป็นเพราะกระบี่ของมูยอนนั้น “เร็วกว่า” และ “หนักกว่า” เท่านั้นเอง
ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น เหตุผลเรียบง่ายและตรงไปตรงมา นั่นจึงทำให้ยองพุงถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
‘โลกภายนอกช่างกว้างใหญ่ไร้ที่สิ้นสุดจริงๆ ’
กู่หยางชอนทำให้เขาแตกสลายจากความหลงตัวเอง นัมกุงบีอาทำให้เขาต้องรู้สึกอับอายและตระหนักถึงความไร้ฝีมือของตน และมูยอน…ทำให้เขารู้สึกหมดหนทางสิ้นดี
‘จะมีโอกาสได้สร้างความมั่นใจให้ตัวเองบ้างไหมกันนะ…’
เขาได้แต่รู้สึกว่า ฉายากระบี่มังกรที่ถูกเรียกติดปากนั้น ช่างหนักหนาเหลือเกิน
มูยอนยื่นมือออกมาอย่างเงียบๆ
“ขอบคุณ ท่านทำให้ข้าได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง”
“…ไม่เลย ท่านอยู่เป็นเพื่อนข้าทั้งวัน ข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณ”
ยองพุงจับมือนั้นไว้ แล้วลุกขึ้นอย่างช้าๆ
แม้ฝุ่นดินจะเกาะเต็มเนื้อตัว แต่ยองพุงก็เพียงปัดออกลวกๆ เท่านั้นก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
มูยอนกล่าวพลางมองอีกฝ่าย
“ข้าอยู่นานเกินไปแล้ว คงต้องขอตัวกลับก่อน ท่านจะฝึกต่ออีกหรือไม่?”
“ขอข้าฝึกต่ออีกสักหน่อยแล้วกัน”
เมื่อใจยังว้าวุ่น วิธีเดียวที่จะสงบสติอารมณ์ได้คือการฝึกฝน
อย่างน้อยที่สุด นั่นคือหนทางเดียวที่ยองพุงรู้จัก
มูยอนพยักหน้ารับคำก่อนจะจัดการเก็บของเรียบร้อย แล้วค่อยๆ เดินลงตามทางเขากลับที่พัก
ลมเย็นพลิ้วพัดผ่านขณะเดินไปตามทาง แต่สีหน้าของมูยอนกลับยังเรียบเฉยไม่เปลี่ยน
นี่คงเป็นครั้งแรกที่เขาใช้เวลาทั้งวันเพื่อประลอง โดยละเลยหน้าที่องครักษ์ไปโดยสิ้นเชิง
‘แบบนี้…มันมีความหมายอะไรหรือเปล่านะ’
เช่นเดียวกับยองพุง มูยอนเองก็เก็บงำความอึดอัดไว้ในใจ
สิ่งที่เขาทำในวันนี้อาจเรียกว่า “การหลีกหนีจากความจริง” เขาหวังจะค้นพบบางสิ่งผ่านการฝึกฝนและการประลอง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมีเพียงความรู้สึกผิดที่รุนแรงราวจะฉีกอก
“เป็นองครักษ์แท้ๆ แต่อะไรก็ทำได้ไม่ดีสักอย่าง…”
ถ้อยคำที่หลุดปนลมออกมานั้นเต็มไปด้วยความตำหนิตัวเอง
ก็ไม่รู้แล้วว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไรที่กู่หยางชอนต้องตกอยู่ในสถานการณ์อันตราย
บางทีเป็นเพราะรู้สึกอุ่นใจที่อยู่ในสำนักฮวาซาน อันเป็นสำนักชั้นสูง มูยอนจึงเผลอวางใจ ผลก็คือ…กู่หยางชอนต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ระดับจุดสูงสุด
ในตอนนั้น—ตนเองทำอะไรอยู่กัน?
ต่อให้พยายามหาข้อแก้ตัวมากมายเพียงใด ก็ไม่อาจหาคำใดมาปกป้องตัวเองได้เลย
…เขาประมาทเกินไป
ในฐานะองครักษ์มันไม่อาจให้อภัยได้เลย
‘ข้า…มันไร้ความสามารถโดยสิ้นเชิง’
แน่นอนว่ากู่หยางชอนมักหลบเลี่ยงสายตาเขาได้อย่างแนบเนียน อีกทั้งด้วยพรสวรรค์ที่สูงส่ง เด็กหนุ่มผู้นั้นก็ค่อยๆ ก้าวข้ามขอบเขตที่ต้องพึ่งพาองครักษ์ไปแล้ว
แต่ไม่ว่ายังไง…นั่นก็เป็นเพียงข้ออ้างที่ไร้ความหมาย
ตนคือกระบี่ และคือโล่ป้องกัน
ตราบใดที่ยังมีลมหายใจอยู่ กู่หยางชอนไม่ควรแม้แต่จะได้รับบาดแผลมันไม่ใช่เพราะความจงรักภักดีต่อกู่หยางชอน หรือเพราะความภักดีต่อตระกูลกู่
มันคือความรับผิดชอบ
คือแก่นแท้ของจิตใจที่ก่อร่างตัวตนของมูยอนขึ้นมา
หากวันหนึ่งเขาสูญเสียสิ่งนั้นไป…จอมยุทธ์ก็ไม่เหลืออะไรอีก
นั่นคือถ้อยคำที่เซียนกระบี่หนึ่งในสามจอมปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุทธภพ เคยกล่าวไว้ บุรุษที่เขานับถือมากที่สุด
กู่หยางชอนแข็งแกร่งขึ้นในทุกๆ วัน
จากเด็กหนุ่มที่ตอนแรกแม้แต่ระดับชั้นสองยังเอื้อมไม่ถึง ในตอนนี้กลับขึ้นสู่ระดับชั้นหนึ่ง และอีกไม่นาน…ก็จะสัมผัสได้ถึงขอบเขตของระดับจุดสูงสุด
ทั้งหมดนี้…เกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี
แล้วตนล่ะ?
มูยอนอยู่ในสำนักนี้มากี่ปีแล้ว แต่ยังไม่สามารถก้าวข้ามสู่ระดับจุดสูงสุดได้เสียที
เขาเคยคิดมาตลอดว่าไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ เวลายังอยู่ข้างเขา หากตั้งใจฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ สักวันหนึ่งย่อมก้าวข้ามไปได้เอง
‘…แต่แบบนี้ แล้วมันจะถึงวันนั้นเมื่อไหร่กันแน่?’
เขามันไร้ความสามารถ ไร้ความสามารถเสียจนไม่น่าให้อภัย
หากคนที่ฝึกฝนกระบี่เพื่อปกป้องผู้อื่น กลับไม่อาจปกป้องใครได้เลย—เช่นนั้นกระบี่ของเขามีไว้เพื่อสิ่งใด?
กระบี่เล่มนี้ควรจะพุ่งไปในทิศทางใดกันแน่…
มูยอนไม่รู้เลย
เขารู้สึกราวกับว่าตนเพิ่งค้นพบเส้นทางของตนเองได้ไม่นาน แต่ในตอนนี้กลับหลงทางอีกครั้ง
สุดท้ายแล้ว การประลองทั้งหลายที่ผ่านมา…เขาได้อะไรกลับมาบ้างกันแน่?
‘ข้าได้เข้าใจแล้ว…ว่าความเป็นไปได้นั้นคือสิ่งใด’
ต่างจากตนเอง—เขาได้ลอบสังเกตเหล่าผู้ที่เปล่งแสงเจิดจ้าราวไม่มีสิ้นสุด และได้เห็นบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ในตัวพวกเขา
แค่ยกตัวอย่างยองพุงก็เพียงพอแล้ว
แม้จะเป็นเพียงการประลองตลอดหนึ่งวัน แต่เขากลับพัฒนาขึ้นจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
จากตอนแรกที่พลาดท่าต่อกระบี่ของมูยอนถึงครึ่งหนึ่ง แต่พอถึงช่วงท้ายของการประลองกลับสามารถอ่านทางกระบวนท่าได้ทั้งหมด
ช่องโหว่ที่มูยอนมองเห็นในตัวเขาก็ค่อยๆลดลงทีละนิด…จนแทบไม่เหลือให้โจมตีได้อีก
แม้ยองพุงจะยังรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ในทางกลับกัน มูยอนกลับต้องพยายามเก็บความตกตะลึงเอาไว้ไม่ให้เผยออกมาทางสีหน้า
สักวันหนึ่งยองพุงจะต้องก้าวขึ้นมาถึงระดับเดียวกับเขา และบางที…อาจจะแซงหน้าไปอย่างรวดเร็วด้วยซ้ำ
มูยอนมั่นใจว่า วันนั้น…อีกไม่นานก็จะมาถึง
‘แต่ถึงตอนนั้น ข้ายังคงย่ำอยู่ที่เดิมหรือไม่กันแน่’
ความรู้สึกผิดที่กัดกินใจ กลายเป็นปมด้อยอันใหญ่โต เขารู้สึกถึงกำแพงตรงหน้าที่สูงและหนาจนแทบมองไม่เห็นทางข้าม
….
“จิตมารงั้นหรือ…แบบนี้ก็เรียกว่าจิตมารได้หรือเปล่านะ”
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใด เขาหยุดเดินไปเสียแล้ว
แม้ลมเย็นจะพัดมาเหมือนบอกให้รีบกลับที่พักเสียที แต่เท้ามูยอนกลับแนบอยู่กับพื้นแน่นหนา…ไม่ยอมก้าวไปไหน
‘ขอแค่…’
ขอเพียงพักอีกสักครู่ แค่เพียงสั้นๆ เท่านั้น
เขารู้สึกเหมือนมีบางสิ่งในจิตใจบิดเบี้ยวจนทุกอย่างเริ่มยุ่งเหยิง
ถ้าได้พักอีกสักหน่อย…กลับที่พักแล้วทำตัวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขาก็จะสามารถกลับไปทำหน้าที่ได้เหมือนเดิม
มูยอนให้คำมั่นกับตัวเองเช่นนั้น และในขณะที่เขากำลังยืนนิ่งอยู่ เสียงหนึ่งก็ดังเข้ามาในโสตประสาท
—ฟึ่บ!
—ฟวี้ด!
“หืม?”
นั่นไม่ใช่เสียงของสายลมอย่างแน่นอน
ในฐานะจอมยุทธ์ผู้ใช้กระบี่ มูยอนรู้ดีว่ามันคือเสียงของกระบี่ที่กำลังฟาดผ่านอากาศ
เท้าที่แนบติดพื้นเมื่อครู่ก็ขยับขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ร่างของเขาก้าวเดินไปยังทิศทางที่เสียงนั้นดังมา…โดยสัญชาตญาณ
—ฟวี้ด! ฟึ่บ!
เขาแหวกพุ่มไม้ เดินลึกเข้าไปอีกเล็กน้อย แล้วเบื้องหน้าก็ปรากฏลานเรียบขนาดพอเหมาะ ตรงกลางมีใครบางคนกำลังเหวี่ยงกระบี่อย่างต่อเนื่อง
‘…ทำไมกัน?’
ยิ่งกว่านั้น ผู้ที่กำลังฝึกกระบี่อยู่นั้นกลับเป็นคนที่มูยอนรู้จักเป็นอย่างดี
“วีซอลอา…?”
นั่นคือวีซอลอา—สาวใช้ประจำตัวของกู่หยางชอน สตรีที่มีใบหน้าสะสวยและเป็นที่รักใคร่ของบรรดาผู้คนในจวนกู่
ยามนี้นางกลับกำลังหวดกระบี่อยู่กลางป่าลึกเพียงลำพังในยามค่ำคืนที่ไร้ผู้คน
‘…ทำไมนางถึงอยู่ในสภาพเช่นนี้?’
ฟึ่บ ฟวี้ด ฟึ่บ!
แม้จะไม่เคยเรียนกระบี่อย่างจริงจังมาก่อน การเคลื่อนไหวของวีซอลอาจึงเต็มไปด้วยท่วงท่าที่ชุ่ยและเก้ๆ กังๆ ผสมความเคอะเขินและท่าทีที่เกินความจำเป็น
…แต่กลับมีบางอย่างแฝงพลังอยู่ในนั้นอย่างน่าประหลาด
‘หรือว่าแค่ออกกำลังกายกันแน่’
เมื่อคิดถึงสถานะของวีซอลอาในฐานะสาวใช้ มูยอนก็ได้แต่ตีความอย่างตรงไปตรงมา
ฟึ่บ…
ในที่สุด วีซอลอาหยุดเหวี่ยงกระบี่ แล้วเอียงคอเล็กน้อยพร้อมพึมพำกับตัวเอง
“ไม่ใช่อันนี้เหรอ?”
“หืม…?”
มูยอนอดคิดไม่ได้ว่านางอาจจะพูดคนเดียว ด้วยความที่เขาเคยเห็นความไร้เดียงสาและนิสัยแปลกๆ ของวีซอลอาอยู่บ่อยครั้ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
“ยากจัง… ข้าว่ามันก็น่าจะถูกแล้วนะ”
คำบ่นเบาๆ นั้นมาพร้อมกับการเคลื่อนไหวอีกชุด และในจังหวะนั้นเอง มูยอนก็กลืนน้ำลายลงคอโดยไม่รู้ตัว
การฟาดกระบี่จากด้านบนลงล่าง เป็นเพียงการเหวี่ยงลงเบาๆ อย่างธรรมดาเท่านั้น แต่กลับทั้งสะอาดและแม่นยำชนิดที่แม้แต่มูยอนเองก็ยังต้องยอมรับ
มันแตกต่างจากท่าทางกระบี่ที่ชุ่ยและไม่เป็นระบบที่เห็นเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
‘…อะไรน่ะ?’
เขาเห็นชัดเจนแท้ๆ แต่กลับสงสัยในสิ่งที่เห็นอย่างไม่แน่ใจ
“แบบนี้สวยกว่าตั้งเยอะ สบายกว่าด้วย ทำไมถึงต้องให้ทำแบบอื่นกันนะ?”
วีซอลอาพึมพำเบาๆ พลางก้มมองปลายกระบี่อย่างไร้เดียงสา มูยอนจึงกวาดตามองโดยรอบเพื่อเช็กว่ามีใครอยู่ใกล้หรือไม่…แต่ไม่พบแม้แต่เงาคน
“…ไปหาท่านปู่… ไม่เอา ข้าไม่ไปหาท่านปู่ดีกว่า ท่านปู่น่ะใจร้าย”
นางทำหน้างอเล็กน้อยเหมือนเด็กน้อยที่กำลังงอนใครบางคน และทันใดนั้น—มูยอนก็ต้องตกตะลึงอีกครั้งกับท่าร่ายกระบี่ของวีซอลอาที่ตามมา
จะเรียบง่ายก็เรียบง่าย จะเบาก็เบา
กระบวนท่าเพียงแค่ฟาดเบาๆ ลงมา
…แต่กลับสมบูรณ์แบบอย่างไม่น่าเชื่อ
มีบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม
‘ทำไมถึงเป็นแบบนั้นได้กันนะ…?’
ในขณะที่มูยอนกำลังตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้า วีซอลอากลับหยุดกระบี่ลงอย่างง่ายดายราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เข้าใจแล้ว…ไม่ทำก็ได้ค่ะ”
เหมือนเด็กที่โดนดุมา นางหยุดกระบวนท่าที่งดงามไป แล้วกลับมาใช้ท่าทางชุ่ยๆ เหมือนตอนแรกอีกครั้ง
จนในที่สุด มูยอนก็ทนดูต่อไปไม่ไหวและก้าวออกมาจากพุ่มไม้ เขาไม่สามารถนิ่งเฉยอยู่ตรงนั้นได้อีก
“วีซอลอา…?”
“อ๊ะ! พี่มูยอนนี่นา!”
นางโบกมืออย่างร่าเริง ใบหน้ายิ้มแย้มดูน่ารักสดใส เป็นภาพลักษณ์ของวีซอลอาที่มูยอนคุ้นเคยดี
“เจ้าทำอะไรอยู่ที่นี่หรือ?”
มูยอนถามด้วยน้ำเสียงจริงจังเล็กน้อย
“เรียนกระบี่อยู่ค่ะ!”
“กับ…ใครกัน?”
“ก็…เอ่อ…”
วีซอลอาทำท่าจะตอบอย่างราบรื่น แต่กลับหยุดไปกะทันหัน ดวงตาโตเบิกกว้างเล็กน้อย ก่อนจะกลอกไปกลอกมาอย่างมีพิรุธ
“…เรียนเองคนเดียวค่ะ”
“คนเดียว…?”
คำตอบถูกเปลี่ยนกะทันหัน
มูยอนมองไปรอบๆอีกครั้ง และแน่ใจว่าวีซอลอาอยู่เพียงลำพัง
ไม่รู้ว่าโกหกหรือไม่ แต่ก็ดูไม่น่าใช่…เพราะน้ำเสียงนางดูไร้พิษภัยจนเกินจะเสแสร้ง
วีซอลอาก็ถามกลับด้วยสีหน้าสงสัย
“พี่มูยอนกำลังจะกลับที่พักหรือคะ? เมื่อกี้คุณชายตามหาพี่อยู่นะ”
“หา…!”
ตายล่ะ…
เขาลืมสนิทเลยว่า—ความผิดพลาดที่ตนก่อไว้…ตามมาทันแล้ว
มูยอนพยายามกลบเกลื่อนความรู้สึกในใจ แล้วกล่าวกับวีซอลอาพร้อมรอยยิ้มบางเบา
“วันนี้ข้าตั้งใจฝึกมากไปหน่อยเลยละเลยหน้าที่ไป ต้องขอโทษคุณชายแทนข้าด้วย”
“หือ? ไม่ต้องหรอกค่ะ คุณชายบอกว่า ‘ก็เป็นมูยอนนี่นา ย่อมทำได้ดีอยู่แล้ว’ แค่นั้นเอง ไม่ว่าอะไรเลย!”
นางเลียนเสียงกู่หยางชอนพร้อมทำตาเฉี่ยวใส่อย่างน่าเอ็นดู
มูยอนพลันยกมือขึ้นโดยไม่รู้ตัวอย่างคนที่เผลออยากลูบศีรษะน้องสาวแต่สุดท้ายก็ดึงมือลงเสียก่อน
แม้วีซอลอาจะเป็นคนสดใสและเป็นมิตรกับทุกคน แต่นางกลับมีเส้นบางๆ ที่ไม่ยอมให้ใครข้าม
โดยเฉพาะเรื่องที่มีใครมาแตะต้องร่างกาย เช่น ลูบหัวหรือลูบผม
ผู้ที่นางยอมให้แตะต้องได้มีเพียงแค่ท่านปู่วีกับนายน้อยกู่หยางชอนเท่านั้น มูยอนรู้ข้อนี้ดีจึงหยุดมือตนไว้กลางอากาศ
บรรยากาศเริ่มออกจะกระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่แล้ววีซอลอาก็หันมาถามขึ้นอีกครั้ง
“แล้วตอนนี้พี่จะกลับแล้วใช่ไหมคะ?”
มูยอนพยักหน้า
“ใช่ พักมามากพอแล้ว คงต้องกลับไปทำงานเสียที”
เขาเหลือบมองกระบี่ไม้เล็กๆในมือนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ว่าแต่วีซอลอา”
“เจ้าคะ?”
“อยู่ดีๆ ทำไมถึงเริ่มฝึกกระบี่ขึ้นมาล่ะ?”
วีซอลอากะพริบตาปริบๆ ราวกับกำลังใช้ความคิด และแม้จะเงียบไปเพียงอึดใจเดียว แต่นางก็ตอบออกมาทันทีด้วยน้ำเสียงร่าเริงราวกับไม่ใช่เรื่องสำคัญ
“ก็เพราะคุณชายกลับมาบาดเจ็บอยู่เรื่อยเลย ข้าว่าคงมีใครกลั่นแกล้งเขาแน่ๆ ”
ตั้งแต่แผลถลอกเล็กๆ ไปจนถึงเหตุการณ์ใหญ่ที่ผ่านมา ทุกครั้งที่กู่หยางชอนกลับมาพร้อมบาดแผล—หัวใจของนางก็ราวกับถูกฉีกทึ้ง
แม้จะไม่ใช่ตนที่เจ็บ แต่ความเจ็บปวดนั้น…กลับเหมือนแทงทะลุเข้าไปในอกนางอย่างจัง
และวีซอลอาก็ไม่ชอบความรู้สึกแบบนั้นเลย เจ็บเองยังดีกว่า แต่ไม่อยากให้คุณชายต้องเจ็บอีก
“เพราะแบบนั้น ข้าเลยอยากปกป้องเขาค่ะ”
คำพูดที่แฝงความจริงจังซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มไร้เดียงสา ทำให้มูยอนถึงกับพูดอะไรไม่ออก
เป็นที่รู้กันดีในจวนกู่ว่าวีซอลอานั้นชื่นชมและติดตามกู่หยางชอนอย่างเปิดเผย
ไม่มีผู้ใดไม่รู้ ไม่มีผู้ใดมองข้ามได้
มูยอนเองก็รู้เช่นนั้น แต่นี่มันไม่ใช่แค่เรื่องของความชอบหรือความประทับใจอีกต่อไปแล้ว
เขานิ่งไปพักหนึ่ง …แม้จะรู้สึกทึ่งกับท่วงท่าที่ได้เห็นก่อนหน้านั้น แต่สุดท้ายแล้ว…
‘ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ก็เป็นแค่สาวใช้’
ความคิดแวบหนึ่งผุดขึ้นในหัว และนั่นทำให้เขากัดฟันแน่น
เขาพึ่งรู้ตัวว่า…ตัวเองเผลอลดคุณค่าของวีซอลอาไปโดยไม่ตั้งใจ
ทั้งที่รู้ดีว่านางมีใจจริงแค่ไหนแท้ๆ
แต่ในขณะเดียวกัน วีซอลอาก็เพียงยิ้มออกมาอย่างร่าเริงโดยไม่รู้เลยว่ามูยอนกำลังคิดอะไรอยู่
นางพูดด้วยน้ำเสียงใสแจ๋วว่า
“ข้ากลับด้วยดีกว่า! คุณชายต้องรอแน่ๆ ”
จากนั้นก็หยิบกระบี่ไม้มาคล้องไหล่ แล้วก้าวเท้าเดินกลับลงเขาไปอย่างเบิกบาน
มูยอนมองแผ่นหลังเล็กๆ ของนางพลางขบคิด
‘ช่างน่าอดสูนัก มูยอนเอ๋ย…เจ้าเอาแต่คิดว่าเมื่อเจ้าทำไม่ได้ คนอื่นก็ต้องทำไม่ได้เหมือนกันงั้นหรือ’
แม้จะรู้ว่านางมีเจตนาอันบริสุทธิ์ เขากลับไม่อาจควบคุมความคิดอันน่าเกลียดในใจตัวเองได้
‘ตั้งสติให้ดี… เจ้ายังมีทางอีกยาวไกล’
นี่ไม่ใช่ที่ที่เขาควรล้มลง
เขาหลับตาถอนหายใจยาวๆ และปล่อยให้ความรู้สึกอึดอัดค่อยๆ ลอยหายไปกับลม
แต่แล้วในขณะที่วีซอลอากำลังวิ่งเหยาะๆลงไปตามทาง นางกลับหยุดเดินแล้วหันกลับมา เดินตรงมาหาเขาอีกครั้ง
“…วีซอลอา?”
มูยอนเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
เพราะในตอนนี้…สีหน้าสดใสของวีซอลอาหายไปหมดแล้ว แทนที่ด้วยสีหน้าเรียบเย็นขรึมขลังที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว
“แค่นั้นก็พอแล้ว”
“ครับ?”
น้ำเสียงที่เอ่ยออกมานั้นฟังดูทุ้มต่ำกว่าปกติอย่างน่าประหลาด
มูยอนขมวดคิ้วอย่างสงสัย…เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
แต่ดูเหมือนวีซอลอาจะไม่สนใจอาการของเขาเลย นางเอาแต่พูดสิ่งที่ต้องการจะพูดเท่านั้น
“อย่างน้อยเจ้าก็รู้แล้วว่าจะต้องทำอะไร… แค่นั้น ข้าก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก”
มือเล็กขาวซีดของวีซอลอาค่อยๆ เอื้อมแตะกลางอกของมูยอน
เขากะจะขยับถอยหลบ แต่เพราะบรรยากาศประหลาดชวนอึดอัดนั้นทำให้ร่างกายแข็งทื่อโดยไม่รู้ตัว
วีซอลอาไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา สายตานางจ้องไปที่อกของเขาพลางเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“อย่ายึดติดกับกรอบมากนัก…บางครั้งมันก็ต้องพังลงบ้าง”
ตึก—
มือที่ผลักเบาๆ ของนางส่งแรงสะท้อนเข้าที่กลางอกของเขา
มูยอนเซถอยไปก้าวหนึ่ง ราวกับแรงสะท้อนนั้นสั่นสะเทือนจากหน้าอกลามไปทั่วทั้งร่าง
“อึก…!”
นี่มัน…การจู่โจมหรือ?
ถึงกับทำให้เขาเผลอคิดเช่นนั้นขึ้นมา
สาวใช้ผู้นี้—ทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร?
แม้จะตกใจ มูยอนพยายามระดมพลังในร่างขึ้นมาทันที แต่แรงสั่นสะเทือนนั้นก็จางหายไปในชั่วพริบตา
มูยอนรีบเอามือลูบอกตนเอง ราวกับจะหาสิ่งผิดปกติ
“เมื่อกี้…ทำอะไรน่ะ?”
เขากำลังจะถามให้แน่ชัดว่านางคิดจะทำอะไรกันแน่
…แต่วีซอลอากลับยิ้มอย่างสดใสตามปกติ
“บอกให้ข้าพูดแบบนี้ต่างหากล่ะ!”
“…ใครกัน?”
แทนที่จะตอบคำถาม วีซอลอากลับหมุนตัวแล้ววิ่งเหยาะๆ หายเข้าไปในความมืดโดยไม่หันกลับมา
“…?”
มูยอนยืนมองตามอย่างเหม่อลอย สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวอย่างแปลกประหลาด
นั่นเป็นการหยอกล้อหรือเปล่า?
เขาเพิ่งรู้ว่าวีซอลอาแสดงสีหน้าแบบนั้นได้ด้วย
แม้จะถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่คำพูดสุดท้ายนั้นก็ยังวนเวียนอยู่ในหัว
‘อย่าติดอยู่ในกรอบ พังมันลงบ้าง’
นั่นอาจเป็นแค่คำพูดลอยๆ ที่นางพูดเล่น…แต่สำหรับมูยอน มันกลับสะกิดบางสิ่งในใจขึ้นมาอย่างประหลาด
ราวกับจะได้พบกับบางสิ่งที่เรียกว่าการตระหนักรู้ เขาหยุดเดินชั่วครู่แล้วจมลงในความคิด
…แต่ก็นั่นแหละ
“ถ้ามันจะตระหนักได้ง่ายขนาดนั้น ข้าคงไม่ต้องทนกลัดกลุ้มแบบนี้หรอก”
ถึงอย่างไร เรื่องวุ่นวายในหัวก็คลี่คลายไปได้บ้างเพราะคำพูดและการกระทำแปลกๆ ของวีซอลอา
มูยอนพอใจกับแค่นั้น เขาจึงก้าวเท้าตามหลังนางกลับสู่ที่พัก
“…มีอะไรหรือเปล่านะ?”
ขณะที่นั่งอยู่บนชานเรือน กู่หยางชอนเหลือบมองไปยังทางเดิน วีซอลอาเดินเข้ามาในเรือน ตามด้วยมูยอนที่เดินตามหลังมา
เมื่อครู่เขาถามหาวีซอลอาจากฮงวา พอรู้ว่านางออกไปเดินเล่นตอนกลางคืนเพียงลำพัง ก็อดไม่ได้ที่จะตำหนิว่าทำไมถึงปล่อยให้เด็กสาวออกไปคนเดียว
เขากำลังจะลุกออกไปตามหา…แต่พอดีว่าวีซอลอาเดินกลับมาเอง
ทว่า…
“เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
สายตาของเขาเหลือบไปเห็นสีหน้าของมูยอน ซึ่งดูแปลกไปจากปกติ
ไม่ใช่แค่แววตาเครียดลึกอย่างที่เคยเห็น แต่มีอะไรบางอย่าง…มากกว่านั้น
‘ข้าคิดมากไปหรือเปล่านะ?’
บางทีอาจจะแค่รู้สึกไปเองหรือไม่ก็เพราะตัวเขาเองก็เหนื่อยแล้ว จึงเผลอคิดมาก
มูยอนดูเหมือนจะสังเกตได้ว่าเขาจับจ้องอยู่ จึงเดินตรงเข้ามาแล้วโค้งศีรษะอย่างจริงจัง
“…ขออภัยด้วยครับ”
“หืม? เรื่องอะไร?”
“ที่ข้าหยุดพักโดยไม่ได้ขออนุญาต จะไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้อีกแล้วครับ”
อ้อ…เรื่องนั้นเอง
“ก็ต้องมีวันหยุดพักบ้างล่ะน่า ถึงจะพัก…แต่เจ้าก็ออกไปฝึกใช่ไหมล่ะ?”
“…”
“ไม่ตอบก็คือใช่นั่นแหละ”
แม้เขาจะพอมองออกว่ามูยอนกำลังมีเรื่องให้คิดมาก แต่ถึงอย่างไร…เรื่องแบบนี้เขาก็ช่วยอะไรไม่ได้อยู่ดี
‘ต่างจากยองพุงสินะ’
หากกำแพงของยองพุงคือความเย่อหยิ่งที่ขวางทาง ก็ยังพอทลายมันลงได้ด้วยแรงกดดัน แต่ของมูยอนนั้น…เขาต้องก้าวข้ามมันด้วยตัวเอง
“ถ้ามีเรื่องอะไรที่ทำให้สับสนอยู่ล่ะก็…ก็พักต่ออีกหน่อยเถอะ”
“…ไม่เป็นไรครับ”
“อืม งั้นก็ดี”
เมื่อแสดงความตั้งใจแน่วแน่ว่าจะกลับมาทำหน้าที่ตามปกติในวันพรุ่งนี้แล้ว มูยอนก็โค้งลาอย่างเรียบร้อยและรีบออกไปทันที คงเป็นเพราะเขาต้องไปเข้าเวรยามยามดึก
ข้ารู้สึกเป็นกังวลเล็กน้อยกับสีหน้าเหนื่อยล้าของเขา…มันดูไม่ใช่แค่ความอ่อนเพลียธรรมดา
‘ไว้ค่อยหาเวลาคุยกันทีหลังก็แล้วกัน’
ถึงจะไม่สามารถช่วยให้เขาทะลวงข้ามกำแพงได้โดยตรง แต่ก็น่าจะช่วยผลักดันหรือชี้แนะได้บ้างไม่มากก็น้อย
ปกติข้าไม่คิดจะใส่ใจเรื่องของคนอื่นนัก แต่กับมูยอน…หากจะออกแรงช่วยสักหน่อยก็คงไม่เสียหาย
‘อย่างน้อย ถ้าคนที่มีพรสวรรค์แบบนั้นต้องดับไปโดยไร้โอกาสงอกเงย…ก็น่าเสียดายเกินไป’
คิดพลางจัดระเบียบความคิดได้คร่าวๆ พอดีกับที่วีซอลอาเดินตรงมาทางนี้หลังจากอาบน้ำเสร็จ
“คุณชาย!”
“…นี่เจ้า”
กำลังจะพูดเรื่องที่ออกไปเดินเล่นกลางป่าตอนกลางคืนอย่างอันตราย แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดกลับไปเสียเฉยๆ
“วันนี้ข้าตั้งใจมากเลยนะคะ!”
“…อืม ทำได้ดีแล้ว”
ข้าพยักหน้าพลางล้วงหยิบบางสิ่งออกจากอกเสื้อ แล้วยื่นให้นางอย่างไม่คิดอะไรมาก
“…เอ๊ะ?”
พอวีซอลอาเห็นของในมือข้า ดวงตากลมโตของนางก็เบิกกว้างทันที
ข้ารู้สึกเขินนิดหน่อยเลยเบือนสายตาหลบพร้อมพูดเสริม
“ไม่ใช่ของล้ำค่าอะไรหรอก ก็แค่ให้เพราะเห็นว่าเจ้าตั้งใจทำงานเท่านั้น”
เป็นเครื่องประดับผมสีขาวที่มีประกายเล็กน้อย ข้าไปเจอเข้าโดยบังเอิญตอนออกไปเที่ยวกับนัมกุงบีอาและวีซอลอาครั้งก่อน
จริงๆ ข้าซื้อมาทั้งของนัมกุงบีอาด้วย แต่ยังหาโอกาสให้ไม่ลง
“ให้…ให้ข้าเหรอคะ?”
“ไม่อยากได้หรือ? งั้นจะเอาไปให้คนอื่นก็ได้นะ—”
“ไม่เอาาา!”
นางรีบโผเข้ามาคว้าของไปอย่างรวดเร็ว แล้วกอดแนบอกแน่นหนา ก่อนจะค่อยๆ ส่งยิ้มกว้างออกมาอย่างอารมณ์ดี
…ทำเอาข้าไปไม่ถูกเลยทีเดียว
ไม่คิดว่าจะได้เห็นปฏิกิริยาดีขนาดนี้จากของราคาถูกแค่นี้
ขนาดนี้เลยหรือ? เป็นแค่ของเล็กๆน้อยๆเท่านั้นเอง ข้าเริ่มอยากกลับไปถามท่านปู่วีเสียจริง
‘…ถ้าเป็นท่านปู่ คงด่าข้ายับแน่’
แน่นอน ข้าคิดว่าท่านต้องด่าแน่นอน
วีซอลอาพลิกดูเครื่องประดับไปมาอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็เหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ นางจึงหันมามองข้าอย่างจ้องเขม็ง สายตานั้นทำเอาข้าต้องเบือนหน้าเลี่ยงด้วยความกระอักกระอ่วน
“จ้องอะไรของเจ้าอีก?”
“คุณชาย”
“อะไรอีกล่ะ?”
“ข้าจูบแก้มท่านได้ไหมคะ?”
“หะ…ว่าอะไรนะ?”
“ขอบคุณค่ะ!”
“เดี๋ยว…! ข้ายังไม่ได้ตอบตกลงสักคำ—!”
มาคิดดูตอนนี้… ดูเหมือนว่าวีซอลอาจะไม่คิดจะรอฟังคำตอบข้าเลยตั้งแต่แรกแล้ว
◇◆
และแล้ว—รุ่งเช้าของวันถัดมา
เทศกาลของสำนักฮวาซาน…พิธีประลองดอกเหมย ก็เริ่มต้นขึ้นในที่สุด