สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 97 พิธีประลองดอกเหมย (1) ༻
* พลังมาร เปลี่ยนเป็น ปราณมารนะครับ
ข้าตื่นแต่เช้ากว่าปกติ และฝึกฝนในช่วงเช้าเสร็จสิ้นเรียบร้อย
พักหลังมานี้ ข้าก็มักจะลุกขึ้นมาฝึกทุกเช้าเป็นประจำอยู่แล้ว
กึก–
ทุกครั้งที่ขยับข้อต่อ เสียงกระดูกก็ลั่นขึ้นมา ดูท่าว่าร่างกายจะเริ่มยืดหยุ่นดีพอสมควรแล้ว
ทันทีที่จบการฝึก ข้าก็ตรวจเช็กสภาพร่างกายโดยละเอียด
บาดแผลภายในจากการต่อสู้ก่อนหน้าฟื้นตัวหมดแล้ว สิ่งเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่…คือปราณมารที่จับตัวขดแน่นอยู่ในตันเถียน
‘ถ้ายังฟื้นฟูได้เร็วแบบนี้…น่าจะจัดการหมดได้ภายในวันนี้’
โชคดีที่ลมปราณในร่างกำลังถูกชำระล้างอย่างต่อเนื่อง นั่นจึงทำให้ปราณมารลดลงไปมากแล้วในตอนนี้
ที่จริง ปริมาณปราณมารที่ราชินีกระบี่มีอยู่นั้น มากเกินคาดเสียอีก
แต่เมื่อข้าชำระมันออกไปได้เรื่อยๆ พลังที่หลงเหลือจากการกลั่นกรองกลับถูกดูดซึมเข้าสู่ตันเถียน และกลายเป็นพลังภายในของข้าแทน
‘ถ้ามองในแง่หนึ่ง นี่ก็นับว่าเป็นโชควาสนาอย่างหนึ่งเหมือนกัน’
ช่วงที่ข้ายังมีพลังเพียงน้อยนิดจนแทบขยับตัวไม่ได้นั้น คงผ่านไปแล้วในตอนนี้
แม้จะไม่อาจดูดซึมปราณมารได้ทั้งหมด แต่ส่วนใหญ่ก็คงกลั่นเก็บไว้เป็นพลังได้ไม่น้อย
แต่สิ่งที่ทำให้ข้าสงสัยยิ่งกว่าก็คือ…
‘ราชินีกระบี่ไปเอาปราณมารระดับนี้มาจากที่ไหนกันแน่’
หมอเทวดาบอกว่ามันถูกผนึกด้วยคำสาปสะกดพลัง ทำให้ไม่อาจพูดสิ่งใดออกมาได้
พอรู้เช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกขนลุก
“…คำสาปสะกดพลังผนึกมารงั้นหรือ”
มันแทบจะไม่ต่างจากวิธีที่มารสวรรค์ใช้สร้างมารแห่งยุทธภพขึ้นมา
จะแตกต่างกันก็ตรงที่ปราณมารของราชินีกระบี่นั้น ยังอยู่ในระดับที่ร่างกายของยังรับไว้ได้
เพราะอย่างนั้น ข้าจึงยังไม่อาจฟันธงได้ว่าราชินีกระบี่เคยเจอกับมารสวรรค์มาก่อนจริงหรือไม่
หากเป็นลมปราณที่มารสวรรค์มอบให้เองกับมือ คงไม่หยุดอยู่แค่เพียงระดับนี้แน่
อย่างน้อย…เท่าที่ข้ารู้มา มันจะต้องรุนแรงกว่านี้หลายเท่า
‘ยังมีอีกเรื่อง…ปราณมารที่พวกตำหนักรัตติกาลใช้นั่นก็ต้องตรวจสอบเช่นกัน’
ทางสำนักฮวาซานคงเริ่มดำเนินการแล้ว แต่เรื่องที่พวกนั้นจับยอดกระบี่ดอกเหมยไปเพื่อรีดเลือดออกจากร่าง…
เรื่องนั้น ข้าก็อยากสืบให้กระจ่างด้วยตัวเอง รู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังพันกันยุ่งเหยิงอยู่ใต้ผิวน้ำ…
“บางที ข้าควรไปดูที่ซ่อนของพวกมันที่ศิษย์ฮวาซานค้นพบด้วยตา”
แม้จะหาตำแหน่งได้ยาก แต่หากสำนักฮวาซานเจอแล้วและกำลังดูแลอยู่ ก็คงไม่ใช่เรื่องลำบาก
‘ก่อนกลับตระกูล…ต้องไปดูให้ได้สักครั้ง’
แม้จะมีโอกาสสูงที่ทางฮวาซานเก็บร่องรอยของพวกมันไปหมดแล้ว ข้าก็ยังอยากไปด้วยตัวเองเพื่อคลายความลังเลในใจ
‘หากตำหนักรัตติกาลมีส่วนเกี่ยวข้องกับลัทธิมารจริง—’
ข้าเคยคิดว่าพวกมันก็แค่กลุ่มนอกรีตที่ถูกสหพันธ์ยุทธภพกวาดล้างในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าเท่านั้น
แต่ถ้ามีเรื่องซับซ้อนแอบซ่อนอยู่เบื้องหลังทั้งหมดนี้…
‘ข้าคงนิ่งเฉยไม่ได้แล้ว’
แม้ตอนนี้จะยังไม่มีพลังมากพอจะลบล้างตำหนักรัตติกาลด้วยมือของตัวเอง
แต่—
ที่นั่นก็คงไม่ใช่สถานที่ที่จะบุกเข้าไปจัดการได้ตามใจนัก
‘ถึงอย่างนั้น…ข้าก็ยังน่าจะถ่วงเวลาออกไปได้อีกสักหลายปี’
แม้ว่าจะต้องทบทวนอีกทีว่าสิ่งนั้นควรทำหรือไม่ก็ตาม แต่ก็ใช่ว่าข้าจะมีเวลาว่างพอให้มัวแต่ชั่งใจ
“ความจริง ข้าตัดสินใจไปตั้งนานแล้ว”
ในเมื่อข้าตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะลงมือทำ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ก็ไม่มีเหตุผลให้มัวแต่นั่งคิดวนอยู่ที่เดิม
พอเดินกลับเข้ามาในเรือน วีซอลอาก็เดินเข้ามาหาพร้อมผ้าเช็ดตัวในมือ กับรอยยิ้มสดใสเหมือนเคย นางคงเตรียมไว้ให้ข้าใช้หลังจากล้างหน้าล้างตา
ข้ามองนางก่อนจะเอ่ยถาม
“ตื่นเช้าเหมือนกันนี่”
ระหว่างพูดนั้น สายตาข้าก็เผลอมองไปยังเรือนผมของวีซอลอาอย่างไม่รู้ตัว
นางใช้เครื่องประดับที่ข้าให้เมื่อวาน มัดผมไว้เรียบร้อย
และทันใดนั้น ความรู้สึกตอนที่ริมฝีปากนางแตะข้างแก้มข้าก็ผุดขึ้นมาในหัวโดยไม่ทันตั้งตัว…
ข้ารีบเอามือลูบแก้มตัวเองเหมือนจะปัดความรู้สึกบางอย่างออกไป
วีซอลอามองข้าอย่างพินิจ แล้วถามขึ้น
“คุณชายไม่สบายหรือคะ?”
“ไม่…ข้าสบายดี”
“แล้วทำไมหน้าถึงได้แดงล่ะ?”
“…เจ้าคิดไปเองน่ะ”
ข้าตัดบท รีบเดินผ่านนางไปเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าด้วยน้ำเย็นแล้วเปลี่ยนเสื้อผ้า
แต่ถึงจะใช้น้ำเย็นเท่าไรก็ไม่ได้ช่วยให้ความร้อนแปลกๆ นั้นจางหายไปเลย
‘ไม่น่าเชื่อ…ข้ายังจะมานั่งเป็นแบบนี้เพราะเรื่องแค่นั้นเนี่ยนะ’
แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังรู้สึกสมเพชตัวเองอยู่ไม่น้อย
ถึงขั้นเผลอคิดไร้สาระว่า ‘ถ้าใช้พลังภายในกระจายความร้อนไปทั่วร่างซะเลย จะได้ไม่ดูหน้าแดงเกินไป’ เสียด้วยซ้ำ
แต่สุดท้าย ข้าก็ทิ้งความคิดโง่ๆนั้นไป
ถ้าเผลอทำจริง มีหวังต้องมานั่งอับอายตัวเองอีกเป็นเท่าตัวแน่
เมื่อจัดเสื้อผ้าเรียบร้อย ข้าก็เปิดประตูออกไปข้างนอก
บนชานเรือน มีใครบางคนนั่งอยู่ก่อนแล้ว
นั่นคือ นัมกุงบีอา—ซึ่งไม่รู้ตื่นตั้งแต่เมื่อไร
หรือจะว่าให้ตรงกว่า…ตอนนี้นางกำลังนั่งหลับอยู่
ทีแรกข้ากะจะปล่อยให้นางหลับต่อแล้วค่อยออกไปเงียบๆ แต่ดูเหมือนว่านางจะรู้สึกตัวขึ้นมาบ้างแล้ว
ข้ายืนนิ่งมองนางเงียบๆ แล้วแกล้งกระแอมเบาๆ
จากนั้นก็หยิบกล่องเครื่องประดับเล็กๆออกมา ค่อยๆเสียบมันเข้าไปในเส้นผมของนางอย่างระมัดระวัง
…ซึ่งปัญหาก็คือ—ข้าไม่เคยจัดการกับผมของสตรีอย่างจริงจังมาก่อนเลย
นิ้วมือข้า…หยาบเกินไป
พอเสียบเข้าไปแล้ว ผมของนางกลับดูยุ่งยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
“…แบบนี้คงไม่รอดแฮะ?”
ตอนแรกตั้งใจจะแอบให้แบบลับๆ แต่ตอนนี้เริ่มไม่แน่ใจว่าจะเก็บเรื่องนี้ไว้เงียบๆ ได้หรือเปล่า
ข้าพยายามจะจัดให้ดีขึ้น แต่ดูเหมือนเสียงที่ดังเกินไปของข้าจะทำให้นัมกุงบีอารู้สึกตัว
นางขยี้ตาเบาๆ พร้อมกับส่ายหน้าไปมา
“อืม…”
“….”
สายตาที่ยังหลับครึ่งตื่นนั้น สบเข้ากับดวงตาของข้าโดยตรง
แล้วจู่ๆ นัมกุงบีอาก็โบกมือน้อยๆอย่างเชื่องช้า
ท่าทางนั้นเป็นการทักทายตอนเช้าในแบบของนาง
และขณะที่นางขยับตัว…เครื่องประดับผมที่ข้าเพิ่งเสียบไว้เมื่อครู่ก็สั่นไหวเบาๆ ตามแรงเคลื่อนไหวของเรือนผม
‘…ควรบอกดีไหมเนี่ย’
ข้าควรพูดออกไปตอนนี้เลยหรือเปล่านะ…
เรื่องมันเริ่มจากแค่อยากแอบทำเงียบๆ ไม่ให้ใครรู้ก็เท่านั้นเอง แต่พอเป็นแบบนี้…จะปล่อยไว้เฉยๆ ก็ใช่ที่
ข้าทำอะไรไม่ถูกอยู่พักใหญ่ นัมกุงบีอาก็มองมาด้วยสายตาเหมือนกำลังสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
“เอ่อ…”
“หืม?”
ข้ายังไม่ทันจะควักมือไปดึงเครื่องประดับนั้นออกมา วีซอลอาก็เดินเข้ามาพอดี
“อ๊ะ? พี่หญิงก็ติดเหมือนกับข้าเลยนี่นา?”
“เหมือนกัน?”
น้ำเสียงของนัมกุงบีอาแฝงความแปลกใจ ดูเหมือนตอนนี้นางถึงเพิ่งรู้ว่ามีอะไรบางอย่างติดอยู่ในผมตัวเอง
นางใช้ปลายนิ้วแตะไปที่ผมของตนอย่างระแวงเล็กน้อย จากนั้นจึงค่อยๆ ดึงเครื่องประดับชิ้นนั้นออกมา
“เอ๊ะ?”
…แล้วนางก็มองมาทางข้าทันที
สีหน้าเต็มไปด้วยคำถามว่า นี่มันเรื่องอะไรกันแน่
ข้ามองใบหน้าทึ่มๆ ของนัมกุงบีอาแล้วหลุบตาลงเบาๆ ก่อนตอบด้วยเสียงอ้อมแอ้ม
“ก็แค่…ซื้อมาอันหนึ่ง”
ความจริงข้าตั้งใจจะให้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่สุดท้ายก็ให้ได้แค่กับวีซอลอา แล้วก็เก็บของของนัมกุงบีอาไว้กับตัว
ขณะพูด ข้าก็เบี่ยงสายตาหลบเล็กน้อย
ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่กล้าสบตาตรงๆ กับนาง
ทั้งที่มันก็เป็นแค่ของเล็กน้อยเท่านั้นเอง…
ที่จริงแล้ว ของที่ให้กับนัมกุงบีอาไม่ได้เหมือนกับของวีซอลอาแบบเป๊ะๆ หรอก แม้จะคล้ายกันก็เถอะ แต่มันก็มีรายละเอียดบางจุดที่ต่างกัน
ตอนแรก ข้าคิดจะหาของที่เหมาะกับนางมากกว่านี้ แต่พอลองเลือกจริงๆ กลับไม่รู้จะเลือกอะไรดี เลยหยิบของที่ดูดีสักชิ้นมาง่ายๆ เท่านั้น
‘แล้วข้าจะซื้อของแบบนี้มาทำไมกัน…’
ถ้าไม่ทำอะไรเลย ป่านนี้ก็คงไม่ต้องมาเคอะเขินอยู่แบบนี้…
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าทำตัวเปล่าประโยชน์เสียจริง
ขณะที่ข้ายังเอาแต่นึกย้อนถึงสิ่งที่ตัวเองเพิ่งทำลงไป นัมกุงบีอาก็เงียบๆ มองเครื่องประดับในมือตัวเอง จากนั้นนางก็ปัดผมขึ้น แล้วค่อยๆ เสียบมันเข้าไปอย่างเป็นธรรมชาติ
ต้นคอขาวเนียนพลันเผยให้เห็นเต็มตา ลำคอเรียวงามที่ชวนสะดุดตา จนข้าเผลอชะงักไปครู่หนึ่ง
แค่รวบผมขึ้นเฉยๆ ทำไมถึงได้เปลี่ยนบรรยากาศรอบตัวขนาดนี้…
นัมกุงบีอาเงยหน้าขึ้นมองข้า แล้วถามเบาๆ
“…เป็นยังไงบ้าง?”
“กะ…ก็ใช้ได้นะ”
คำหนึ่งเกือบหลุดออกมาจากปลายลิ้น แต่ข้ายั้งไว้ทัน
ข้าไม่กล้าเอ่ยว่า ‘สวย’ออกไปอย่างปากตรงกับใจ
แต่ดูเหมือนคำตอบแค่นั้นจะเพียงพอสำหรับนัมกุงบีอาแล้ว
นางยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก เหมือนจะพอใจอยู่ไม่น้อย
พักนี้…ข้าเห็นนางยิ้มบ่อยขึ้น
แค่นั้นก็รู้แล้วว่าวิถีชีวิตของนางตอนนี้ต่างจากชาติที่แล้วมากแค่ไหน
ถ้าจะถามว่าเป็นชีวิตที่ข้านางเคยปรารถนาหรือไม่… บางทีเส้นทางอาจจะไม่ได้ตรงกับที่หวังไว้ทั้งหมด แต่ถ้าจะพูดว่านี่คือชีวิตที่มีความสุขหรือไม่—ข้าว่าก็ใช่
อย่างน้อย…มันก็เป็นชีวิตที่สงบสุขมากพอจะอยากรักษาไว้ให้นานที่สุด
‘เพราะแบบนั้น…’
ข้าจึงต้องลงมือทำบางอย่าง
เพราะอย่างน้อย…ต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง ถึงจะเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้
คิดแล้วก็ตลกดี—ที่สิ่งซึ่งดึงข้าออกจากทางแยกซึ่งลังเลมานาน กลับเป็นเรื่องธรรมดาเล็กๆ แค่นี้
ข้าซ่อนความกระอักกระอ่วนไว้ แล้วถามออกไปด้วยน้ำเสียงปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“วันนี้จะมีการจัดพิธีประลองดอกเหมย ข้าว่าจะไปดู เจ้าอยากไปด้วยไหม?”
พอสิ้นคำถาม นัมกุงบีอาและวีซอลอาก็พยักหน้าพร้อมกันโดยไม่ลังเล
เดิมที ข้าวางแผนไว้ว่าจะออกเดินทางกลับตระกูลก่อนพิธีจะเริ่มเสียด้วยซ้ำ แต่เมื่อกู่หลิงฮวาบอกว่าต้องกลับไปที่ตระกูล ข้าจึงคิดจะรอเดินทางกลับพร้อมกัน
ไหนๆ ก็มีธุระที่มณฑลส่านซีต่อจากนี้อยู่แล้ว การเลื่อนแผนออกไปนิดหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร
‘แค่เรื่องของราชินีกระบี่กับหมอเทวดานั่นก็ชวนปวดหัวพอแล้ว’
ทั้งสองคนพูดชัดเจนว่าจะร่วมเดินทางกลับตระกูลกู่ด้วยกัน ส่วนเหตุผลว่าทำไมจึงเลือกเช่นนั้น ข้าเองก็ไม่อาจคาดเดาได้ แต่ในแง่ของตระกูลแล้ว ถือว่าเป็นข่าวดีไม่น้อย
แม้ราชินีกระบี่จะดูเป็นคนที่อยู่ด้วยไม่ง่าย แต่ถ้าพูดถึงหมอเทวดาแล้วล่ะก็…
ไม่ใช่แค่ตระกูลกู่หรอก แม้แต่ทั่วทั้งสี่ตระกูลสูงศักดิ์ก็คงต้อนรับเขาด้วยความยินดี
‘ส่วนท่านพ่อ…’
เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่อาจแน่ใจนัก
อย่างไรเสีย ข้าก็ตั้งใจจะเขียนจดหมายส่งกลับตระกูลไว้ก่อน
ในจดหมายจะมีการแจ้งว่า มีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อคนที่จะกลับพร้อมกัน และยังมีข้อสงสัยว่าอาจมีคนจากลัทธิมารโลหิตเล็งเป้าหมายไปที่หมอเทวดา
อีกทั้งข้ายังระบุด้วยว่า…ขอให้ทางตระกูลเตรียมกำลังไว้รองรับเผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นระหว่างทาง โดยเฉพาะในกรณีที่อาการบาดเจ็บของราชินีกระบี่ยังไม่หายดี
…แม้จะรู้ว่าในความเป็นจริง ข้อความเหล่านั้นก็เป็นเพียงถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์มากกว่าจะเป็นการร้องขอจริงจัง
แต่ถึงอย่างไรก็ต้องส่งอยู่ดี เพราะมันคือหน้าที่ในฐานะคนของตระกูล
แล้วในช่วงใกล้เที่ยง…
เวลานี้เหลืออีกไม่ถึงครึ่งชั่วยาม พิธีประลองดอกเหมยก็จะเริ่มขึ้น
‘ถ้าจำไม่ผิด เขาว่าพิธีนี้จะใช้เวลาประมาณสองวัน’
จุดต่างอย่างหนึ่งระหว่างพิธีประลองดอกเหมยของสำนักฮวาซานกับสมัชชาเก้ามังกรของตระกูลกู่ก็คือ— ในพิธีนี้จะไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าร่วม
มันคือเวทีประลองที่จัดขึ้นภายในหมู่ศิษย์ของสำนักฮวาซานเท่านั้น คล้ายการประลองเล็กๆ เพื่อวัดฝีมือกันเองของคนในสำนัก
ไม่มีการค้าขาย ไม่มีความร่วมมือกับกลุ่มการค้าใดๆ เป็นเทศกาลภายในของสำนักอย่างแท้จริง
ช่วงเวลาที่จัดพิธี แม้คนนอกจะไม่เข้าร่วมได้ แต่สามารถเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมภายในสำนักได้อย่างอิสระ พูดง่ายๆก็คือ เปิดให้เข้ามาดูได้อย่างเต็มที่
ปัญหาเดียวก็คือ—สำนักฮวาซานดันตั้งอยู่บนภูเขาที่สูงชันถึงเพียงนี้
ในสายตาข้า แค่คิดว่าจะมีคนปีนขึ้นมาเพื่อชมพิธีนี่ก็ชวนสงสัยแล้ว
…แต่ก็ต้องยอมรับว่า “ความมุ่งมั่นของมนุษย์” นั้นยิ่งใหญ่กว่าที่คาดไว้มากนัก
“คนเยอะชะมัด…”
แม้สำนักฮวาซานจะไม่ได้มีขนาดใหญ่โตเหมือนบางสำนัก แต่ลานตรงกลางกลับเต็มแน่นไปด้วยผู้คนมากมาย
คิดดูเถอะ—ส่วนใหญ่ยังเป็นชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีพลังภายใน แค่ปีนขึ้นมาให้ถึงยอดเขาก็น่าจะหมดแรงแล้วแท้ๆ …
ยิ่งไปกว่านั้น…หากจะมาทันเวลาแบบนี้ ต้องปีนเขาตั้งแต่เช้ามืดเป็นแน่
เมื่อได้เห็นภาพนี้กับตา ก็พอจะเข้าใจแล้วว่า ผู้คนในเขตฮวาอึมฮย็อนนั้นให้ความเคารพและยึดมั่นในสัญลักษณ์ของสำนักฮวาซานมากเพียงใด
ดูเหมือนทางสำนักเองก็คาดไว้แต่แรกว่าจะมีคนนอกหลั่งไหลมา
จึงได้เตรียมสถานที่ต่างๆ ไว้ล่วงหน้าแล้ว
แม้อาจจะดูไม่ยิ่งใหญ่เหมือนงานสมัชชาเก้ามังกรที่ร่วมมือกับหอการค้าแต่หากพูดถึงบรรยากาศแล้วละก็…ข้ากลับรู้สึกว่าที่นี่อบอุ่นและเป็นกันเองยิ่งกว่า
ในระหว่างที่กำลังมองไปรอบๆ เสียงพูดคุยกันของคนกลุ่มหนึ่งก็แว่วเข้ามาในโสต
“คราวนี้เจ้ากระบี่มังกรจะลงแข่งด้วยไหมนะ?”
คงหมายถึงยองพุงแน่
“ปีที่แล้วเหมือนไม่เห็นเลย…ปีนี้น่าจะมาล่ะมั้ง?”
“แต่ปีนั้นเจ้าหมอนั่นก็ยังไม่ได้ชื่อกระบี่มังกรนี่…ว่าแต่ใครได้แชมป์นะ? ยอง…อะไรสักอย่างน่ะ”
“ก็ต้องเป็นใครที่ชื่อขึ้นต้นว่ายองสิ! เจ้าบ้าเอ๊ย! ศิษย์รุ่นที่สามของฮวาซานก็มีแต่คนชื่อขึ้นต้นว่ายองทั้งนั้นแหละ!”
“น่าจะเป็นยองซองหรืออะไรทำนองนั้นล่ะมั้ง”
“อ้อ! ใช่ ยองซอง! ฟังดูคุ้นๆ …ว่าแต่ท่านคือ…?”
ชายหนุ่มที่สวมชุดของสำนักฮวาซานซึ่งมีลายดอกเหมยปรากฏอยู่บนอก ได้เดินเข้ามาในบทสนทนาโดยไม่ทันตั้งตัว
พอเห็นแบบนั้น บรรดาชายที่คุยกันอยู่ก็ชะงักไปนิดหน่อย ก่อนจะห่อไหล่อย่างเกรงใจ
ชายคนหนึ่งถามอย่างสุภาพ
“เอ่อ…ท่านเป็นคนของสำนักฮวาซานหรือขอรับ?”
“อา ใช่ขอรับ ข้าชื่อยองพุง”
‘…หมอนี่มาทำอะไรตรงนี้เนี่ย?’
คนที่โผล่เข้ามาในวงสนทนาไม่ใช่ใครอื่น—เจ้าตัวเอง ยองพุง
แทนที่จะไปเตรียมตัวสำหรับพิธี กลับมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้เสียอย่างนั้น?
“ยองพุง…ยอง…! หะ–หรือว่าจะเป็น กระบี่มังกร…?”
พอได้ยินเช่นนั้น ยองพุงก็เกาท้ายทอยแก้เขินเบาๆ
ท่าทางนั้น…ก็เท่ากับยอมรับกลายๆ ว่า ใช่ เขานั่นแหละคือกระบี่มังกร
เมื่ออีกฝ่ายถึงกับร้องลั่นด้วยความตกใจ และรีบหันไปสะกิดคนรอบข้างด้วยความตื่นเต้น สายตาของทุกคนแถวนั้นก็พลันหันมาที่เขาอย่างพร้อมเพรียง
ดูเหมือนเสียงพูดเมื่อครู่จะดังพอจนทำให้รอบข้างสังเกตเห็น ตอนนี้แววตาของคนเหล่านั้นส่องประกายตื่นเต้นไม่ต่างจากแฟนยุทธภพที่ได้พบยอดฝีมือในตำนาน
แน่นอน…เพราะไม่มีทางได้พบจอมยุทธ์ชั้นยอดอย่างง่ายๆ บนเขาเช่นนี้แน่
ในบรรดาศิษย์รุ่นใหม่ที่ถูกขนานนามว่าห้ามังกรสามฟีนิกซ์
ยองพุงนับเป็นตัวแทนของคนรุ่นหลังที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่ง
‘…พักนี้ข้าก็ทำตัวกับเขารุนแรงเกินไปอยู่เหมือนกัน’
แม้บุคลิกของยองพุงจะดูน่าแกล้งและเล่นสนุกอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นฉากนี้ ข้าก็อดไม่ได้ที่จะตระหนักอีกครั้งว่า เขาคือคนที่อยู่ในระดับที่ต่างจากคนทั่วไปโดยสิ้นเชิง
ยองพุงเดินเข้ามาใกล้ แล้วกล่าวทักทายนัมกุงบีอากับวีซอลอาด้วยท่าทีสุภาพ
ข้าหันไปมองเขาแล้วเอ่ยถามว่า—
“ท่านไม่ลงแข่งในพิธีประลองดอกเหมยหรือ?”
“อ๋อ ไม่ใช่น่ะ วันนี้เป็นรอบของศิษย์รุ่นสามเท่านั้นน่ะสิ”
“แต่ว่า…อา”
ข้านึกขึ้นได้ว่าเคยได้ยินยองพุงพูดไว้ว่าจะลงแข่งในฐานะตัวแทนของศิษย์รุ่นสองนี่นา
“ท่านกำลังจะไปดูคุณหนูกู่ประลองอยู่หรือขอรับ?”
ข้าเงียบไปชั่วครู่กับคำถามของยองพุง
ก็ใช่นั่นแหละ…มาดูว่าเด็กสาวคนนั้นจะทำได้แค่ไหน แต่…ให้พูดออกมาตรงๆ ว่ามาดูน้องสาว มันก็ฟังดูแปลกๆ ยังไงไม่รู้สิ
“…ก็ใช่ แต่ถ้าแค่ศิษย์รุ่นสามแข่งกันเอง ข้าคงไม่จำเป็นต้องลำบากมาถึงที่นี่ก็ได้กระมัง”
สำหรับนัมกุงบีอาและวีซอลอาอาจยังไม่เข้าใจนัก แต่สำหรับข้าแล้ว ที่จริงก็แค่ตั้งใจจะมาดูพอหอมปากหอมคอแล้วกลับเท่านั้น แต่พอฟังยองพุงพูดต่อก็น่าสนใจขึ้นมา
“อ้อ ถ้าอย่างนั้นก็น่าจะอยู่รอดูได้สบายเลยขอรับ”
“หืม? ยังไง?”
“คุณหนูกู่จะลงแข่งในวันนี้น่ะขอรับ”
ข้าขมวดคิ้วนิดๆ กับสิ่งที่ได้ยิน
“…แต่นี่มันรอบศิษย์รุ่นสามไม่ใช่หรือ?”
“ก็…ใช่ขอรับ แต่ว่า…”
เขาพูดพลางเม้มปาก ทำท่าเหมือนไม่อยากอธิบายตรงๆ เท่าไรนัก
แล้วทันใดนั้นยองพุงก็เหมือนนึกอะไรบางอย่างออก ก่อนจะตบมือเบาๆ
“ไหนๆ ก็ยังมีเวลาอยู่…ตามข้ามาเถอะขอรับ!”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินไป ข้าเองก็ไม่เอ่ยอะไรเพิ่มและเลือกจะเดินตามไปด้วย
เรามาหยุดอยู่ที่ด้านหลังของหนึ่งในอาคารหลัก
ดูจากการแต่งกายของคนที่รวมกลุ่มอยู่แถวนั้น พวกเขาทั้งหมดคงเป็นศิษย์ของฮวาซาน
‘ที่รวมตัวกันอยู่ตรงนี้ คงเป็นพวกศิษย์รุ่นสามแน่’
แค่กวาดตามองผ่านๆ ก็พอจะเดาได้ว่า คนเหล่านี้ล้วนอยู่ในวัยประมาณเดียวกับยองพุง บางคนเลยวัยฉกรรจ์มาแล้ว บางคนก็ยังไม่ถึง
แต่ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ประเด็น…
“ยองพุง…”
“ขอรับ?”
“แล้ว…พวกนั้น ไปทำอะไรกันอยู่ตรงนั้นล่ะ?”
ปลายนิ้วของข้าชี้ไปยังมุมหนึ่งที่มีกลุ่มคนตัวใหญ่ล่ำบึ้กพยายามหลบๆ ซ่อนๆ อย่างเงอะงะ
ในกลุ่มนั้นยังมีใบหน้าคุ้นตาหลายคนปะปนอยู่ด้วย—ใช่แล้ว พวกเขาคือศิษย์รุ่นสองที่ร่วมเดินทางกับเราตอนมาที่มณฑลส่านซี
แม้จะพยายามซ่อนอยู่หลังกำแพงหรือเสา…แต่ด้วยขนาดตัวแบบนั้น นั่นเรียกว่าซ่อนจริงหรือ?
ชักจะสงสัยเสียแล้วว่าสำนักฮวาซานมีสอนวิชาพรางตนให้ลูกศิษย์หรือเปล่า…
แม้แต่กู่หลิงฮวาเองก็ยังใช้วิธีแอบแบบเปิ่นๆ ไม่ต่างกัน
เมื่อเห็นสีหน้าข้า ยองพุงก็อึกๆอักๆอยู่นิดหน่อย ก่อนจะตอบ
“คงเพราะคุณหนูกู่กระมังขอรับ ถึงได้ทำตัวแบบนั้นกันอยู่…”
“…หา?”
จู่ๆ ทำไมถึงโยงไปหากู่หลิงฮวาได้อีกล่ะ?
ข้านึกถึงตอนที่พวกเขาได้ยินว่ากู่หลิงฮวาเป็น “สายเลือดเดียวกับข้า” ตอนเดินทางมายังฮวาซาน
ตอนนั้น…ใบหน้าของพวกเขาแต่ละคนก็แสดงความตกใจออกมาอย่างชัดเจน
‘อย่าบอกนะว่า…พวกนั้นกลัวนาง?’
ถ้าใช่จริงๆ ก็ชวนหงุดหงิดไม่น้อย
เพราะข้าไม่ได้ส่งนางมาฝึกที่นี่เพื่อให้ไปสร้างความหวาดกลัวให้ใครเสียหน่อย
ข้าหันเท้า เดินตรงไปยังกลุ่มของเหล่าชายฉกรรจ์ที่รวมตัวกันอยู่ด้านหลังอาคาร
“อะ…เอ๊ะ? คุณชายกู่…! ขอร้องล่ะ รอเดี๋ยวสิ…!”
ยองพุงรีบตามมาห้ามอย่างร้อนรน แต่ข้าไม่คิดจะฟัง
ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแสดงตัวในฐานะพี่ชายโดยสายเลือดอะไรทั้งนั้น แต่พอมาเห็นสภาพพวกนั้นด้วยตาตัวเอง ก็อดรู้สึกเลือดขึ้นหน้าไม่ได้จริงๆ
เมื่อเข้าใกล้มากขึ้น เสียงพูดคุยของเหล่าศิษย์รุ่นสองก็เริ่มชัดเจนขึ้น
ไม่รู้มัวไปตั้งใจจ้องอะไรกันอยู่ ถึงไม่รู้เลยว่าข้าเดินเข้ามาขนาดนี้แล้ว
“…ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงต้องไปประลองกับพวกศิษย์รุ่นสาม”
“ก็บอกแล้วไงล่ะ! อย่างน้อยถ้านางมาประลองในฝั่งเราจะได้ดูแลนางได้บ้าง!”
คำพูดพวกนั้น…กำลังพูดถึงหลิงฮวาอย่างนั้นรึ
“พวกเจ้าหยุดเถียงกันได้แล้ว! นั่นเป็นสิ่งที่นางเลือกเองมิใช่หรือ! พวกเจ้าควรเคารพในการตัดสินใจของนาง!”
“แม้แต่ศิษย์พี่ใหญ่ก็เข้าข้างนางอย่างนั้นรึ? จะให้ไว้ใจพวกเด็กเวรที่เพิ่งขึ้นมารุ่นสามงั้นเรอะ!?”
“ในสายตาข้า เจ้านั่นล่ะดูจะเป็นเด็กเวรที่สุด! ปากก็หยุดใช้เสียทีเถอะ!”
“เดี๋ยวสิท่านพี่ ข้าก็แค่…”
…สรุป พวกเขาไม่ไว้ใจรุ่นสาม แล้วก็ไม่อยากให้หลิงฮวาไปอยู่ฝั่งนั้นงั้นหรือ?
ข้าไม่เคยได้ยินจากปากหลิงฮวาเลยว่านางต้องเผชิญเรื่องแบบนี้
‘แปลว่า…นางก็ไม่ได้คิดจะเล่าให้ข้าฟังเลยสินะ’
จะโทษนางก็ไม่ได้ เพราะทั้งหมดมันเป็นข้าที่เป็นฝ่ายเว้นระยะห่างจากนางเอง
ข้าเงียบ ลอบกดอารมณ์ที่ปะทุขึ้นอย่างไม่จำเป็นไว้ก่อน ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะก่อเรื่องวุ่นวายในที่แบบนี้
เมื่อเข้าไปใกล้พอ ข้าจึงเริ่มเอ่ยถาม
“นี่มันเรื่องอะไรกันแน่—”
“ถ้าปล่อยไว้อย่างนี้ แล้วศิษย์น้องกู่บาดเจ็บขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ!”
“…หืม?”
เสียงที่ดังแทรกขึ้นกลางประโยคทำเอาข้าชะงัก
เหล่าศิษย์รุ่นสองที่ได้ยินเสียงข้า ต่างก็หันขวับมามองกันเป็นตาเดียว
“หืม?”
“เอ๊ะ? สหายน้อย?”
เม็ดเหงื่อเย็นๆ ไหลซึมจากหลังข้าอย่างไม่รู้ตัว
…เมื่อกี้ พวกเขาพูดว่าอะไรนะ?