สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 98 พิธีประลองดอกเหมย (2) ༻
ครั้งแรกที่ชินฮยอน ศิษย์รุ่นสองแห่งสำนักฮวาซานได้พบกับกู่หลิงฮวา คือเมื่อหลายปีก่อน
ช่วงเวลานั้นเป็นต้นฤดูใบไม้ผลิ หลังจากฤดูหนาวเพิ่งผ่านพ้นไปไม่นาน เจ้าสำนักฮวาซาน เซียนดอกเหมย โทฮวา ได้พาตัวนางมาด้วยตนเอง พร้อมกล่าวว่าเด็กสาวผู้นี้คือศิษย์น้องเล็กของพวกเขา
ยังบอกอีกว่านางเป็นศิษย์ของราชินีกระบี่ ผู้เลื่องชื่อแห่งยุทธภพในฐานะสตรีผู้กล้า
ตอนนั้นเป็นช่วงที่ศิษย์รุ่นสามเพิ่งผ่านการคัดเลือกและเข้ารับการฝึกอย่างเป็นทางการ กู่หลิงฮวาจึงไม่ได้ถูกนับรวมในรุ่นเดียวกัน แต่กลับได้รับสถานะ “ศิษย์รุ่นสอง” โดยตรง นับว่าเป็นการตัดสินใจที่ย่อมก่อให้เกิดแรงต่อต้านไม่น้อย
เพราะจากมุมมองของศิษย์รุ่นสาม เด็กสาวแปลกหน้าที่เพิ่งโผล่มา จู่ๆ กลับกลายมาเป็นศิษย์น้องของพวกเขา ส่วนทางฝั่งของศิษย์รุ่นสอง ก็เป็นห่วงเรื่องความสัมพันธ์และการปรับตัวร่วมกับรุ่นน้องซึ่งไม่ได้ผ่านกระบวนการฝึกอย่างเป็นทางการมาก่อน
อย่างไรก็ดี ท่าทีเด็ดขาดของเจ้าสำนักและผู้อาวุโสระดับผู้นำ ก็ทำให้ใครต่อต้านไม่ออก
หากเจ้าสำนักว่าใช่ ก็ย่อมเป็นเช่นนั้น
หากว่าไม่ใช่ ก็ย่อมไม่ใช่
ความเชื่อมั่นที่ศิษย์มีต่อเจ้าสำนัก ก็คือสิ่งที่ไม่อาจสั่นคลอน
หลายวันให้หลัง ชินฮยอนจึงได้ข่าวว่ากู่หลิงฮวามาถึงแล้ว
แต่เนื่องจากต้องรายงานบางเรื่องกับผู้อาวุโส จึงล่าช้าไปเล็กน้อย กว่าจะได้แวะไปยังที่พักของศิษย์รุ่นสอง
ขณะเดินเข้าไปใกล้ ชินฮยอนก็เห็นศิษย์ร่วมรุ่นหลายคนยืนล้อมอะไรบางอย่างอยู่
เพราะแต่ละคนล้วนรูปร่างใหญ่โต จึงเห็นได้ชัดจากระยะไกล
‘…แต่พวกเขาดูตัวใหญ่เกินไปหน่อยนะ’
ว่ากันว่าหากพลังฝึกตนก้าวหน้า ร่างกายก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามนั้น แต่ก็เคยได้ยินว่าบางคนกลับรู้สึกเสียดายสิ่งที่สูญเสียไป
“ห้ามนะ! ข้าไม่ยอมให้ไหล่กว้างๆ กับท่อนแขนกำยำของข้าหายไปเด็ดขาด!”
“ใช่! แล้วจะให้ข้าทิ้งต้นขาแกร่งๆ แบบนี้ได้ยังไงกัน!”
“…ช่วยอย่าพูดไป ขยับอกไปด้วยได้ไหม ข้ามองแล้วจะอาเจียนเอาน่ะ”
เป็นพวกบ้าแท้ๆ …
ดูเหมือนว่าไม่มีใครสังเกตว่าเขามาถึงแล้ว ชินฮยอนจึงกระแอมเบาๆ ให้ได้ยิน
“แค่ก… แค่ก!”
ปกติถ้าขนาดนี้แล้วก็ควรจะรู้ตัวกันได้บ้าง แต่ก็ไม่มีใครหันมาเลย สุดท้ายเขาก็ต้องแหวกฝูงกล้ามเข้าไปด้วยตัวเอง
ตรงกลางวงล้อม มีเด็กหญิงคนหนึ่งยืนอยู่
นางสั่นสะท้านราวกับจะร้องไห้ อาจเพราะความหนาว หรือเพราะหวาดกลัวกับสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
เด็กหญิงผู้นั้นยืนอยู่ในอ้อมแขนของศิษย์สตรีผู้หนึ่ง ใบหูแดงก่ำ ดวงตาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา
“ช่วยถอยไปหน่อยเถอะค่ะ! นางกำลังกลัวอยู่นะคะ!”
ศิษย์สตรีผู้มีชื่อว่าชินมิลตะโกนบอก
พวกชายหนุ่มจึงค่อยๆ ถอยออกมาทีละน้อย
แต่แม้จะเว้นระยะห่างแล้ว เด็กหญิงก็ยังคงมองไปรอบๆ ด้วยแววตาใกล้ร้องไห้เต็มที
ใครหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าแค่ยืนมองเฉยๆ ทำไมถึงน่ากลัวนัก
แต่ความจริงก็คือ มีผู้ชายตัวโตนับสิบคนยืนล้อมเด็กหญิงเพียงคนเดียวเอาไว้ หากนางไม่กลัวนั่นสิถึงจะแปลกกว่า พวกที่เหลือคงไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้นัก
“ทำไมถึงกลัวล่ะ…? พวกข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะ”
“ตรงกันข้าม พอเห็นแขนแข็งราวหินแบบนี้น่าจะรู้สึกปลอดภัยมากกว่านะ?”
“ใช่เลย เหมือนจะปกป้องได้ทุกอย่าง… เด็กน่ะยังไม่เข้าใจหรอก”
ไม่รู้ว่าอะไรทำให้พวกเขากลายเป็นแบบนั้น ตอนที่ยังเป็นศิษย์รุ่นสามก็ดูไม่ถึงขั้นนี้
ชินฮยอนมองดูศิษย์ร่วมรุ่นก่อนจะถอนหายใจ
จากนั้นเขาจึงค่อยๆ เดินเข้าไปหาเด็กหญิง แล้วก้มตัวลงให้สายตาอยู่ระดับเดียวกัน เพราะในความทรงจำ เขาจำได้ว่าแม่เคยบอกว่า การสบตากับเด็กจะช่วยให้อีกฝ่ายรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น
“ยินดีที่ได้รู้จัก เจ้าคือหลิงฮวาสินะ ข้าชื่อชินฮยอน”
“.…!”
แต่ทันทีที่เอ่ยทัก กู่หลิงฮวากลับรีบมุดเข้าไปในอ้อมแขนของชินมิล
‘ไม่ใช่แบบนี้เรอะ…?’
“ข้า… ข้าแค่…”
“ฮี้ก…!”
เขาพยายามจะยกมือขึ้น แสดงออกว่าไม่ได้คิดร้าย แต่เพียงแค่นั้น
กู่หลิงฮวาก็สะดุ้งเฮือก ก่อนน้ำตาจะไหลพรากจากดวงตากลมโต
“ฮือออออออ…”
“โห่… พี่ใหญ่ทำให้เด็กร้องไห้”
“นั่นสิ โทษเรานู่นนี่ แต่ตัวเองแย่ที่สุดเลย”
“เดี๋ยวก่อน ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ…!”
แม้แต่เรื่องที่ตะโกนให้ถอยออกไปก็ไม่ใช่เขาเสียหน่อย
แต่ต่อให้รู้สึกอยุติธรรมแค่ไหน มันก็ไม่มีประโยชน์ต่อหน้าคนที่กำลังร้องไห้ สุดท้ายเขาก็ไม่ได้แนะนำตัวกับนางเลย แถมต้องใช้เวลาทั้งวันช่วยปลอบเด็กอีกต่างหาก
แน่นอนว่าไม่ได้หมายถึงเขา แต่เป็นศิษย์สตรีอย่างชินมิลที่รับหน้าที่นั้น
แม้แต่ในวันถัดมา ชินฮยอนก็ยังไม่กล้าทักกู่หลิงฮวา ไม่รู้ว่านางได้นอนหลับดีหรือเปล่า ดวงตาน้อยๆ บวมเป่งจนดูออกได้ชัด
นางร้องไห้ทั้งคืนเลยหรือ ชินฮยอนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัย
‘…ทำไมท่านอาจารย์ถึงไม่มาดูเลยล่ะ?’
โดยปกติ หากรับเป็นศิษย์โดยตรงแล้ว อย่างน้อยก็ควรสอนอะไรให้นิดหน่อย แต่ราชินีกระบี่กลับหายเงียบไปเลย
เจ้าสำนักเองก็ไม่ได้พูดอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ แค่สั่งให้ดูแลให้ดีก็เท่านั้นเอง
ท้ายที่สุด ปัญหาก็อยู่ที่ว่าจะดูแลอย่างไรต่างหาก…
ถึงจะพยายามช่วยกันคนละไม้คนละมือ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องง่าย
วันหนึ่ง ขณะศิษย์คนหนึ่งกำลังดูการฝึกของกู่หลิงฮวา เขาก็เอ่ยขึ้นว่า
“…พี่ใหญ่ขอรับ ว่าด้วยเรื่องศิษย์น้องหลิงฮวาน่ะขอรับ…”
“มีอะไรหรือ?”
ศิษย์ผู้นั้นเดินเข้ามาด้วยสีหน้าลำบากใจราวกับจะทนไม่ไหว และตัดสินใจพูดออกมาตรงๆ กับชินฮยอน
“…ข้าไม่กล้าแตะต้องเลยขอรับ กลัวพลาดแล้วกระดูกหัก!”
“…ว่าไงนะ ไอ้บ้านี่?”
ทีแรกเขาก็คิดว่ามันพูดอะไรไร้สาระ
แต่พอมองดูรูปร่างของกู่หลิงฮวาที่ทั้งเล็กและผอมบาง หากโดนสะกิดแรงหน่อยก็อาจพังพินาศได้จริงๆ
แถมถ้าเข้าไปใกล้ นางก็มักจะร้องไห้ออกมาอีก… นั่นยิ่งทำให้ลำบากเข้าไปใหญ่
แต่ถึงกระนั้น…
“ใช่แล้ว! ขาหน้าขยับแบบนั้นล่ะ! เยี่ยมเลย!”
“ว้าว! ศิษย์น้องจับกระบี่แล้ว! ศิษย์น้องหลิงฮวาจับกระบี่ได้แล้วนะ!”
“มะ…ไม่แน่นะ! นางอาจเป็นอัจฉริยะก็ได้!”
ดูเหมือนศิษย์พวกนั้นจะชอบนางเข้าให้แล้วจริงๆ
ก็แน่ล่ะ…เพราะในการรับศิษย์รุ่นสามคราวนี้ ไม่มีเด็กหญิงเลยสักคน แถมศิษย์น้องสตรีรุ่นพี่ก็แข็งแรงไม่ต่างจากบุรุษ
โดยเฉพาะชินมิล ที่แม้แต่ชินฮยอนผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่ยังอดสงสัยไม่ได้ว่า…จะชนะได้หรือเปล่าหากต้องประมือกันจริงๆ
ในเมื่อเพศไม่อาจขวางขอบเขตของยอดฝีมือได้อีกต่อไป
ท่ามกลางนั้น เด็กหญิงน้อยที่อ่อนโยนและน่ารักกลับปรากฏตัวขึ้นเป็นศิษย์น้องร่วมสำนัก…จะหลงใหลจนตั้งตัวไม่ติดก็คงไม่แปลกนัก
แต่แบบนั้น…จะเรียกว่าฝึกฝนได้หรือ?
‘ไอ้พวกนี้เวลาโขกศิษย์น้องเหมือนมารร้าย แต่ตอนนี้เป็นอะไรไปหมด…’
แม้ในใจจะสาปส่งอยู่เงียบๆ ทว่าตัวเขาเองก็ยังลำบากใจเมื่อต้องเข้าใกล้กู่หลิงฮวา
หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป ก็คงไม่ได้ฝึกฝนกันจริงจังแน่
ต่อให้นางเข้ามาทีหลังก็เถอะ… หากมัวแต่มองว่าน่ารักอย่างเดียว ก็มีแต่จะเบี่ยงเบนจากจุดประสงค์ของการฝึกฝน
เพราะแบบนั้น ชินฮยอนจึงคิดหาวิธีให้กู่หลิงฮวาได้ฝึกในกลุ่มศิษย์รุ่นสามแทน
ไม่ใช่ท่ามกลางพวกพี่ใหญ่กล้ามบึ้กเหล่านี้ แต่อย่างน้อยก็ให้ฝึกกับเด็กที่ใกล้วัยกันดูน่าจะดีกว่า
ในเมื่อเจ้าสำนักก็บอกให้จัดการตามเห็นสมควรอยู่แล้ว ก็ลองทำอะไรที่พอจะเป็นประโยชน์ดูก็ไม่เสียหาย และเพราะกู่หลิงฮวาเอง ถึงจะกลัวจนร้องไห้อยู่บ่อยๆ แต่ก็ยังพยายามขยับตัวทำอะไรอยู่ตลอด
เขาเลยคิดว่า…น่าจะลองดูได้
จนกระทั่งวันนั้นมาถึง
วันที่กู่หลิงฮวาเริ่มฝึกในหมู่ศิษย์รุ่นสามเป็นวันที่สี่… และปัญหาก็ปรากฏขึ้นตรงนั้นเอง
ระหว่างที่ชินฮยอนกำลังฝึกอยู่นั้น ก็มีใครบางคนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแล้วร้องเสียงหลง
“พี่ใหญ่!”
“คราวนี้อะไรอีกล่ะ?”
เจ้าหมอนั่นเป็นหนึ่งในพวกที่ยังดึงดันจะจับตาดูการฝึกของกู่หลิงฮวาท่ามกลางศิษย์รุ่นสามอยู่ร่ำไป แม้จะถูกเตือนไปหลายครั้งแต่ก็ไม่เคยเลิกลาเสียที ท้ายที่สุดชินฮยอนจึงปล่อยให้ทำตามใจไป
ศิษย์ที่หอบแฮ่กๆ รีบพูดขึ้น
“กู่… กู่ศิษย์น้องหญิงเป็นลมไปแล้วครับ!”
“อะไรนะ?”
แล้วปัญหาที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นกับกู่หลิงฮวา
โชคดีที่นางฟื้นคืนสติในเวลาไม่นาน ทว่ากลับมีสีหน้าหวาดผวาราวกับตกอยู่ในฝันร้าย ทั้งร่างสั่นสะท้าน หดตัวเข้าหากันแน่น
เมื่อเห็นเช่นนั้น ชินฮยอนจึงหันไปถามศิษย์รุ่นสามที่ฝึกอยู่ร่วมกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความสับสนและความรู้สึกผิดจากทุกคน
พวกเขาต่างบอกว่าไม่ได้ทำอะไรเลย แค่พยายามจะเข้าไปช่วยสอนหรือให้คำแนะนำ แต่กู่หลิงฮวากลับร้องไห้เสียงดังและหวาดกลัวจนไม่สามารถเข้าใกล้ได้
ครั้งนี้ดูเหมือนว่ามีศิษย์คนหนึ่งเผลอแตะตัวนางเข้าโดยบังเอิญ และนั่นก็ทำให้กู่หลิงฮวาสลบไปในทันที
เมื่อพานางไปตรวจในห้องรักษาของสำนักฮวาซาน แพทย์ก็ยืนยันว่าไม่พบปัญหาทางกายภาพใดๆ
“เป็นอาการทางใจ” พวกเขาว่าเช่นนั้น
แม้ชินฮยอนจะเป็นยอดฝีมือที่เริ่มมีชื่อเสียงในยุทธภพในฐานะหนึ่งในผู้นำรุ่นใหม่ของฮวาซาน แต่ในเรื่องเช่นนี้ เขากลับไม่มีความสามารถแม้แต่น้อย
‘มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?’
‘อะไรคือสิ่งที่ทำให้เด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งถึงกับหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้?’
แม้นางจะเป็นศิษย์ที่เพิ่งมาถึงอย่างกะทันหัน ทว่าอย่างไรเสียกู่หลิงฮวาก็คือสหายร่วมสำนัก
เป็นศิษย์น้องแท้ๆ ที่เจ้าสำนักกำชับนักหนาให้ดูแลอย่างดี และเขาเองก็ยอมรับนางในฐานะครอบครัวแล้วเช่นกัน
“พี่ใหญ่… แล้วเราควรทำอย่างไรดีครับ?”
“หมอว่า หากเข้าไปปลอบตอนนี้จะยิ่งไม่ดีนัก คงต้องให้เวลานางก่อน”
นั่นคือคำแนะนำที่ได้รับมา และพวกเขาก็ทำได้เพียงเฝ้าดูเวลาเคลื่อนผ่านไปอย่างเงียบงัน
และเมื่อเวลาผ่านไปอีกเล็กน้อย ชินฮยอนก็เริ่มเข้าใจบางอย่างเกี่ยวกับกู่หลิงฮวา
สิ่งที่นางกลัว… ไม่ใช่เพียงแค่สภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย
แต่ที่สำคัญกว่านั้น—คือมนุษย์ โดยเฉพาะเพศชาย
ยิ่งเป็นชายหนุ่มวัยใกล้เคียงกัน ยิ่งเห็นชัดว่านางรู้สึกไม่ปลอดภัย
‘นี่เรียกว่าความกลัวได้หรือเปล่านะ…’
ตอนแรกเขาก็คิดเช่นนั้น
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความรู้สึกที่ได้จากแววตาคู่นั้นของกู่หลิงฮวา ก็ค่อยๆ ทำให้เขารู้ว่า…
มันไม่ใช่แค่กลัว
ในสายตาคู่นั้น… มีบางสิ่งฝังลึกอยู่มากกว่านั้นนับไม่ถ้วน
ความรู้สึกหลากหลายปะปนกันอยู่ในดวงตาของกู่หลิงฮวา ตั้งแต่ความหวาดกลัว ความขมขื่น ความตื่นตระหนก ไปจนถึงความสิ้นหวัง
ในความสับสนเหล่านั้น ชินฮยอนยังสัมผัสได้ถึงความโหยหาที่บางเบาอยู่ลึกๆ
นั่นทำให้เขาไม่อาจจำกัดความสิ่งที่นางแสดงออกมาได้ว่าเป็นเพียงความกลัวเท่านั้น
ในสภาพเช่นนี้ จะปล่อยให้นางฝึกกับศิษย์รุ่นสามต่อไปก็คงไม่เหมาะ
แถมยังดูจะไม่สบายใจกับการอยู่ใกล้บุรุษด้วย จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องให้นางอยู่ในการดูแลของศิษย์พี่หญิง
และแล้ว… เวลาก็ล่วงเลยไป หลายฤดูกาลผันเปลี่ยน
กู่หลิงฮวาเติบโตขึ้นเป็นเด็กสาว
แม้จะดูเหมือนดีขึ้นบ้าง แต่เส้นแบ่งที่มองไม่เห็นนั้นก็ยังคงอยู่
บางวันนางก็ยังดูยากจะรับมือเหมือนเคย แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีบางวันที่ดูเหมือนนางจะอารมณ์ดีขึ้นอยู่บ้าง
‘น่าจะเป็นวันที่ได้ขึ้นไปพบท่านอาจารย์นั่นล่ะ’
ได้ยินว่าท่านอาจารย์ของนางพำนักอยู่บนยอดเขา
ดูเหมือนกู่หลิงฮวาจะไม่เคยรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลย เวลามีโอกาสก็จะปีนขึ้นเขาไปอยู่เสมอ
แน่นอนว่า ศิษย์คนอื่นๆ ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้ขึ้นไปง่ายๆ จึงเริ่มมีข่าวลือออกไปมากมาย
ส่วนใหญ่ก็ว่า… ท่านราชินีกระบี่คงมีปัญหาสุขภาพบางอย่าง
แต่ถึงจะได้ยินแบบนั้น ชินฮยอนก็ไม่เอ่ยถึงเรื่องพวกนี้ออกไป
แล้ววันหนึ่ง ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น มีข่าวว่ากลุ่มยอดกระบี่อกเหมยที่ออกไปทำหน้าที่เป็นกระบี่พิทักษ์หายตัวไป
เรื่องใหญ่เช่นนี้ทำให้สำนักต้องจัดตั้งหน่วยค้นหาออกไปโดยเร่งด่วน
แต่แม้จะรีบออกตามหา ก็แทบไม่พบร่องรอยใดๆ เทียบกับระยะทางและเวลาที่ผ่านไปแล้ว
ระหว่างทางกลับ ชินฮยอนรู้สึกหดหู่เล็กน้อย
แต่จู่ๆ ยองพุงที่ร่วมเดินทางด้วยกันกลับบอกว่าเขารู้สึกถึงอะไรบางอย่าง แล้วก็ผละออกจากกลุ่มไปเฉยๆ
เพราะยองพุงมักเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณอยู่บ่อยครั้ง ชินฮยอนจึงได้แต่ถอนหายใจ แล้วตามไปจัดการให้เรียบร้อย
นี่มันไม่ใช่ครั้งสองครั้งแล้วจริงๆ
แล้วที่จุดที่ตามไปถึง ชินฮยอนก็ได้พบกับกู่หยางชอน
ตอนแรกเขาคิดว่ากู่หยางชอนหมดสติไปเสียอีก จึงตกใจจนหน้าซีดแต่โชคดีที่ไม่ใช่เรื่องร้ายแรง และความเข้าใจก็คลี่คลายลงในเวลาไม่นาน
หลังจากที่กู่หยางชอนฟื้นขึ้นและพูดคุยกันได้ไม่นาน ชินฮยอนก็ได้รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้คือสายเลือดเดียวกันกับกู่หลิงฮวา
เมื่อได้ยินว่ากู่หยางชอนมาเพื่อจะพาน้องสาวกลับตระกูล ชินฮยอนก็อดรู้สึกโล่งอกอยู่ลึกๆ ไม่ได้
พักหลังมานี้ กู่หลิงฮวาดูเหมือนจะมีอาการร้อนรนอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่ไม่รู้สาเหตุ
เขาหวังเพียงว่านางจะได้พักจากทุกอย่างสักระยะ เชื่อว่าศิษย์พี่น้องคนอื่นๆ เองก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน
แม้เขาจะไม่รู้รายละเอียดของตระกูลกู่มากนัก แต่ก็พอจะเคยได้ยินชื่อในฐานะหนึ่งในสี่ตระกูลสูงศักดิ์ โดยเฉพาะบุรุษผู้เป็นผู้นำตระกูลที่ได้ชื่อว่าเป็นจอมยุทธ์ผู้กล้าแห่งยุทธภพ ย่อมไม่ต้องพูดถึงอีก
ยิ่งไปกว่านั้น… หญิงสาวที่แม้แต่ยอดฝีมืออย่างยองพุงยังต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นรอง
ถึงเขาจะยังไม่เคยเห็นนางกับตาตัวเอง
แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ใครก็จะเชื่อได้ง่ายๆ แน่นอน
เพราะเรื่องพรสวรรค์ที่เหนือกว่าแม้กระทั่งยองพุง—ผู้ที่ยังไม่ถึงวัยเบญจเพสแต่สามารถปลุกดอกเหมยให้ผลิบานได้ด้วยปลายกระบี่—ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเชื่อง่ายๆ
แต่ปัญหาคือสิ่งที่ทำให้ชินฮยอนรู้สึกตื่นตระหนกยิ่งกว่าความสามารถของกู่หยางชอน
ยองพุงพ่ายแพ้ให้กับกู่หยางชอนกลางเวทีประลองแบบกะทันหัน
‘…ยองพุง แพ้?’
เมื่อเห็นยองพุงทรุดลงไปกองกับพื้น พลางอาเจียนออกมา ชินฮยอนถึงกับหน้าถอดสี
แทนที่จะได้เอ่ยตำหนิเรื่องความไร้มารยาทของยองพุง เขากลับไม่อาจละสายตาจากเด็กหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งเพิ่งแผดเผาดอกเหมยกลางอากาศได้จนสิ้นซาก
‘…เปลวไฟที่แผดเผาดอกเหมยงั้นหรือ มันอะไรกันแน่’
ใบเหมยที่ลอยอยู่ทั่วท้องฟ้าถูกเพลิงจากร่างของกู่หยางชอนแผดเผาจนไม่หลงเหลือแม้แต่กลีบเดียว
สำหรับคนที่อุทิศทั้งจิตวิญญาณให้กับสำนักฮวาซานเช่นเขา ภาพนั้นเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายด้วยคำพูดได้เลย
และในวินาทีนั้นเอง ชินฮยอนก็มั่นใจแล้ว
‘…ตำแหน่งมังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคหน้า คงเป็นของเด็กผู้นี้แน่’
ที่ยังไม่มีใครรู้จักชื่อของกู่หยางชอน อาจเป็นเพราะเขายังเยาว์วัย
หรือไม่ก็เพราะเขายังไม่เคยเข้าร่วมประชุมยุทธภพ ‘หย่งบงจีฮเว’ ในฐานะยอดฝีมือแห่งยุคหลัง
เดิมที ตำแหน่งมังกรศักดิ์สิทธิ์ตกเป็นของเผิงอูจิน แห่งตระกูลเผิง
แต่หลังจากเผิงอูจินรับตำแหน่งทายาทประมุขของตระกูล ตำแหน่งนี้จึงว่างลง
ตามธรรมเนียม ชื่อของมังกรศักดิ์สิทธิ์แห่งยุคหลังจึงควรตกเป็นของยอดฝีมือแห่งกระบี่—มังกรกระบี่ยองพุง
แม้แต่ชินฮยอนเองก็คิดแบบนั้น
แต่หลังได้เห็นฝีมือของกู่หยางชอน เขาก็ไม่อาจยืนยันความคิดเดิมได้อีกต่อไป
‘…ไม่มีคำไหนจะอธิบายได้อีกแล้ว เด็กคนนี้คืออสูรโดยแท้’
การเคลื่อนไหวที่แทรกตัวเข้าช่องว่างของศัตรูโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
พร้อมด้วยพลังภายในที่ส่งออกมาอย่างรุนแรงและรวดเร็วในเวลาเดียวกัน
ไฟที่ปะทุออกมานั้นแม้จะบ้าคลั่ง แต่เจ้าตัวกลับควบคุมมันได้อย่างสุขุมมั่นคง
หากมองว่าเขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ก็ยากจะเชื่อว่าเด็กคนนี้คือหนึ่งในยอดฝีมือแห่งยุคหลังได้
ทั้งที่ควรเป็นสัญชาตญาณที่ต้องเรียนรู้ผ่านการต่อสู้อันโชกโชน แต่กู่หยางชอนกลับมีมันอยู่แล้วโดยสมบูรณ์
ถ้านั่นไม่ใช่พรสวรรค์ แล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก?
‘…ตระกูลกู่เป็นสถานที่เช่นไรกันแน่?’
เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงหนึ่งในตระกูลชั้นสูงแห่งมณฑลซานซีเท่านั้น
แต่ตอนนี้กลับรู้แล้วว่าตระกูลนั้นสามารถหล่อหลอมยอดฝีมือเช่นนี้ได้
ยิ่งได้เห็นกับตา ยิ่งรู้สึกขนลุก
“น่ากลัวจริงๆ …”
แล้วจากช่วงหนึ่งเป็นต้นมา ความสนใจของชินฮยอนก็เปลี่ยนไป
ไม่ใช่สิ่งของวิเศษที่เด็กหนุ่มนำติดตัวมา
แต่เป็นตัวกู่หยางชอนเอง
แววตานิ่งสงบที่มักซ่อนประกายเฉียบคมไว้ภายในนั้น… กลับให้ความรู้สึกเหมือนผ่านโลกมามากกว่าที่ควรจะเป็น
แถมยังไม่เคยถือตัวใส่ผู้ติดตามของตน ไม่แสดงความเหลื่อมล้ำกับใคร
ทั้งที่เป็นเพียงเด็กหนุ่มแท้ๆ แต่ไม่เคยย่อท้อต่อการเดินทางเลยสักครั้ง
ในทุกจังหวะที่เหลือเวลาว่าง เจ้าตัวจะฝึกฝนเสมอ
ทั้งหมดนี้ทำให้ชินฮยอนคิดว่า กู่หยางชอนเป็นบุรุษที่มีจิตใจแน่วแน่อย่างแท้จริง
‘สำหรับศิษย์น้องกู่…เขาน่าจะเป็นพี่ชายที่ดีคนหนึ่ง’
ชินฮยอนเคยคิดว่าที่สภาพจิตใจของกู่หลิงฮวาเป็นเช่นนี้ อาจมีบางอย่างเกิดขึ้นในตระกูลกู่
แต่เขายังจำได้ดี…ในคืนหนึ่ง ศิษย์น้องหญิงผู้นั้นเคยร้องไห้สะอึกสะอื้นในอ้อมอกของชินมีล พร่ำเพ้อเรียกหาพี่ชายไม่หยุด
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่กู่หลิงฮวาได้กลับไปเยี่ยมตระกูลเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อหลายปีก่อน ภาพเหล่านั้นก็ไม่เคยปรากฏอีกเลย
ตรงกันข้าม กลับดูเหมือนว่านางจะรวบรวมสติและพยายามมั่นคงขึ้น ชินฮยอนจึงคิดว่านั่นคงเป็นผลดีต่อนาง
แม้ระยะห่างระหว่างกู่หลิงฮวากับศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ จะไม่ได้ลดลงชัดเจน…แต่ก็หวังอยู่ลึกๆ ว่านั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ
ทว่า…
หลังจากกู่หยางชอนปรากฏตัวที่สำนักฮวาซาน ความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในตัวกู่หลิงฮวาก็ปรากฏชัด
ในแววตาที่นางใช้มองกู่หยางชอน—แววตาเดียวกับที่เคยเห็นเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก—มันหวนกลับมาอีกครั้ง
ความรู้สึกสับสน ปวดร้าว หวาดกลัว และโหยหา
ชินฮยอนรับรู้ได้ทันทีว่า คนที่เป็นต้นเหตุของความรู้สึกเหล่านั้นของกู่หลิงฮวา…คือกู่หยางชอน
‘ข้าเข้าใจผิดมาตลอดอย่างนั้นหรือ’
แม้ชินฮยอนจะมั่นใจในสายตาและความสามารถในการมองคน แต่เรื่องนี้กลับทำให้เขารู้สึกสับสนและคลางแคลงใจอย่างรุนแรง
เขาไม่อยากเชื่อว่าเด็กหนุ่มผู้นั้นจะทำอะไรเลวร้ายต่อศิษย์น้องของตน
แต่ความสงสัยได้ก่อตัวขึ้นแล้ว และในฐานะผู้ฝึกยุทธ์แห่งฮวาซาน ชินฮยอนเป็นคนที่ไม่ชอบปล่อยให้เรื่องคาราคาซัง
เขาจึงตัดสินใจถามตรงๆ กับเจ้าตัว
ในที่สุด ชินฮยอนก็กลั้นใจเอ่ยสิ่งที่เก็บไว้ในใจมานาน ถามกับเด็กหนุ่มที่อยู่ตรงหน้า
กู่หยางชอนรับฟังทุกคำโดยไม่แสดงความหวั่นไหวแม้แต่น้อย
และจากนั้น ก็ตอบกลับด้วยน้ำเสียงแน่วแน่
“ขอรับ เป็นความผิดของข้าจริงๆ ”
คำตอบนั้น…ช่างเด็ดขาดอย่างยิ่ง.