สหายวัยเยาว์ของจอมยุทธ์อันดับหนึ่งในใต้หล้า - ༺ บทที่ 99 พิธีประลองดอกเหมย (3) ༻
ข้ากำลังจะถามถึงปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเดินทางมายังมณฑลส่านซี ซึ่งมีการพูดถึงกู่หลิงฮวา
แต่พอเห็นท่าทีของอีกฝ่ายในตอนนี้แล้ว ข้าก็เริ่มรู้สึกว่า…อาจเป็นข้าเองที่เข้าใจอะไรผิดไป
อย่างไรก็ดี แทนที่จะเป็นข้าที่ได้ถาม สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่า…ชินฮยอนต่างหากที่เอ่ยขึ้นก่อนว่ามีเรื่องอยากถามข้า
เรื่องที่เขาพูดถึงนั้น—คือเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับกู่หลิงฮวานับตั้งแต่วันแรกที่นางเข้ามายังสำนักฮวาซาน จนถึงตอนนี้
รวมถึงคำถามที่ว่า ทำไมเด็กหญิงคนนั้นจึงกลายเป็นเช่นนั้นได้
ขณะที่เล่า ชินฮยอนก็ถามข้าไปด้วยเช่นกัน
ถามว่า…กู่หลิงฮวากลายเป็นเช่นนั้นเพราะข้าใช่หรือไม่
กับคำถามนี้ คำตอบของข้ามีเพียงหนึ่งเดียว
“ใช่ เป็นเพราะข้าจริงๆ ”
คำพูดที่จู่ๆ เขาก็ยกขึ้นมาพูด ราวกับเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย ทว่าเนื้อหากลับหนักหนายิ่งนัก เพราะนี่คือครั้งแรกที่ข้าได้รับรู้เรื่องราวที่กู่หลิงฮวาต้องเผชิญหลังเข้ามายังสำนักฮวาซาน
รวมถึงเรื่องที่นางร้องไห้เรียกหาข้า เรื่องที่นางมีความหวาดกลัวต่อบุรุษ
ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องที่ข้าไม่เคยสังเกตเห็น หรืออาจเพราะนางไม่เคยแสดงออกอย่างชัดเจนให้ข้าเห็น
ข้าจึงไม่เคยใส่ใจนัก
ทว่า…ดูเหมือนอาการของนางจะหนักกว่าที่ข้าคิดไว้มากนัก
ข้าไม่คิดเลยว่า…กู่หลิงฮวาจะสามารถก้าวผ่านสิ่งเหล่านั้นมาได้แล้ว
ในสายตาข้า มีเพียงความอดทนที่นางแบกรับไว้เท่านั้น
เมื่อได้ฟังคำตอบของข้า ชินฮยอนก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
แต่แววตาที่ขมวดแน่นกับลมหายใจที่ดูหอบแรงกว่าเดิมของเขานั้น ก็บ่งบอกชัดว่าเขากำลังรู้สึกไม่ดีเลยสักนิด
ดูเหมือนเขาจะพยายามกลั้นอะไรบางอย่างไว้อย่างเต็มที่
ตอนแรกข้าเข้าใจว่า กู่หลิงฮวาอาจถูกใครในสำนักกลั่นแกล้ง แต่พอได้รู้เรื่องราวแล้วก็โล่งใจ
อย่างน้อยก็ดีกว่าที่คิดไว้
ในทางกลับกัน นางอาจได้รับความเอ็นดูอยู่บ้างเสียด้วยซ้ำ
‘ถ้ามีใครกลั่นแกล้งนางจริงๆ ก็คงเป็นข้านี่แหละ’
เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้เลย
เมื่อเห็นว่าชินฮยอนไม่ได้เอ่ยอะไรเพิ่มเติม ข้าจึงเป็นฝ่ายถามเขาแทน
“ท่านจะไม่ถามหรือ ว่าทำไมข้าถึงทำเช่นนั้น”
ได้ยินเช่นนั้น ชินฮยอนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ข้าคิดว่า…ถึงถามไป ท่านก็คงไม่มีคำตอบให้หรอกกระมัง”
ตามที่เขาพูด…ข้าก็ไม่มีคำตอบให้อยู่ดี
เพราะมันเป็นเพียงความผิดบาปของข้า และไม่ใช่เรื่องที่ควรเอ่ยถึงให้ใครฟังตั้งแต่ต้น
“และอีกอย่าง…”
ชินฮยอนกล่าวต่อ
“ตอนนี้ ข้ายังไม่คิดว่าดวงตาของข้า…มองผิดไปเสียหน่อยเดียว”
“…”
ข้าไม่เข้าใจนักว่าเขากำลังมองเห็นอะไรจากข้ากันแน่ ถึงได้พูดเช่นนั้นออกมา
ข้าสบตากับชินฮยอนโดยไม่พูดอะไร แม้จะไม่อาจเข้าใจถ้อยคำทั้งหมดที่แฝงอยู่ในแววตานั้นได้ชัดเจน
แต่สิ่งหนึ่งที่ข้ารับรู้ได้แน่นอนก็คือ… แม้คำกล่าวโทษนั้นจะดูคล้ายความขุ่นเคืองที่ส่งมายังข้า
ทว่าหากมองให้ลึกลงไป กลับเต็มไปด้วยความห่วงใยที่เขามีต่อกู่หลิงฮวา
และด้วยเหตุนี้ ข้าจึงไม่ได้รู้สึกไม่ดีนัก
แน่นอนว่า…ยองพุงคงไม่ใช่คนที่ตั้งใจพาข้ามาเพื่อให้เห็นเรื่องนี้หรอก
แต่ไม่ทันคิดจบ ก็มีเสียงคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง
ยองพุงปรากฏตัวขึ้น ก่อนจะค้อมศีรษะคารวะต่อเหล่าศิษย์รุ่นพี่
“คารวะอาจารย์อาทั้งหลาย”
“เจ้าหรือ ยองพุง”
“ขอรับ…”
“เป็นเจ้าสินะ ที่พาสหายน้อยกู่มาที่นี่”
“ใช่ขอรับ”
“ตอนนี้สถานที่ตรงนี้ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าออกโดยพลการ ยกเว้นเหล่าศิษย์สำนัก เจ้าก็รู้ใช่หรือไม่”
“…ขออภัยด้วยขอรับ ข้าเพียงเห็นว่าท่านถามเรื่องคุณชายกู่ เลยคิดว่าควรให้ทั้งสองได้พูดคุยกันโดยตรงจะเหมาะกว่า”
“เรื่องเรื่องศิษย์น้องเล็กหรือ?”
น้ำเสียงของชินฮยอนแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ขณะหันมาทางข้าอีกครั้ง
ไม่เหมือนตอนที่เราสบตากันในตอนแรก คงเพราะคำตอบที่ข้าเพิ่งกล่าวไปเมื่อครู่
จากที่ฟังดู ชินฮยอนเองก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าไม่ควรพาข้ามาที่นี่
แต่ยองพุงก็ยังฝืนทำอยู่ดี
‘เจ้านี่ก็หัวแข็งไม่ใช่น้อย’
ต่อให้ไม่เคร่งเท่าสหพันธ์ยุทธภพ แต่อย่างน้อยศิษย์สำนักก็ต้องเคร่งครัดต่อคำสั่งของผู้ใหญ่ แล้วเจ้าหมอนี่ก็ยังลากข้ามาอยู่ดี นี่มันขัดคำสั่งโดยสมบูรณ์เลยไม่ใช่หรือไง
ข้าจึงถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวออกไป
“ข้าแค่อยากถามว่า เหตุใดน้องสาวข้าถึงได้ขึ้นประลองกับเหล่าศิษย์รุ่นสาม”
“อา…เรื่องนั้น…”
ชินฮยอนทำท่าจะอธิบายให้ข้าฟัง
แต่ก่อนจะได้พูดจบ ก็มีเสียงแทรกขึ้นมาก่อน
“พี่ชาย?”
ข้าหันกลับไปตามเสียง แล้วก็เห็นกู่หลิงฮวายืนอยู่ตรงนั้น
แววตาของนางเต็มไปด้วยความตกใจที่เห็นข้าอยู่ในที่แห่งนี้ และเมื่อสายตาของนางเหลือบไปเห็นเหล่าศิษย์รุ่นพี่ที่กำลังซ่อนตัวอยู่อย่างไม่เนียนเอาเสียเลย ใบหน้าของกู่หลิงฮวาก็เริ่มบูดบึ้ง
“…ศิษย์พี่ทั้งหลาย”
“แย่แล้ว โดนจับได้แล้ว”
“เป็นเพราะศิษย์พี่ใหญ่ชัดๆ … ใครเขาจะมานั่งพูดออกมาโต้งๆว่า ‘เรากำลังซ่อนอยู่นะ’ แบบนั้นกันเล่า”
“ศิษย์น้องหญิงกู่! มะ-ไม่เกี่ยวกับพวกเรานะ ศิษย์พี่ใหญ่เป็นคนลากพวกเรามาทั้งนั้น!”
“…แค่หันไปก็เอาแต่โทษศิษย์พี่ใหญ่กันหมด สำนักนี้ช่างน่าชื่นชมเสียจริงนะ พวกเจ้าพวกบ้าเอ๊ย”
คำแก้ตัวที่พรั่งพรูออกมาราวกับซ้อมกันมา
ช่างน่าขายหน้ายิ่งนัก
ชินฮยอนเองก็คงรู้สึกเช่นเดียวกัน เพราะข้าเห็นเขาเอามือลูบใบหน้าด้วยสีหน้าอับอายอย่างชัดเจน
กู่หลิงฮวาพึมพำเบาๆ ขณะมองภาพตรงหน้า
“ก็บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าอย่ามา…”
น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแฝงด้วยความระอาใจ
ชินฮยอนรีบกล่าวอธิบายอย่างลนลาน
“ขอโทษนะ ศิษย์น้องหญิง… พวกศิษย์น้องทั้งหลายน่ะรบเร้าจะมาด้วยกันจนข้าปฏิเสธไม่ไหว…”
“หา? เมื่อกี้ใครบ่นว่าทำไมเอาแต่โยนความผิดให้ศิษย์พี่ใหญ่?”
“โธ่ ก็ไม่ใช่ครั้งแรกซะหน่อย รู้ๆ กันอยู่ว่าศิษย์พี่ใหญ่น่ะเป็นแบบนี้แหละ”
พวกศิษย์รุ่นสองที่กำลังบ่นพึมพำกันอยู่เบื้องหลังเงียบเสียงลงทันที เมื่อชินฮยอนหันไปทำท่าข่มขู่ใส่
กู่หลิงฮวาเฝ้ามองทุกอย่างอย่างเงียบงัน
แม้จะดูเหมือนมีหลายสิ่งอยากจะพูด แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา
มีเพียงถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะก้มศีรษะลงเล็กน้อย
“…ขอบคุณที่เป็นห่วง ข้าเองก็รู้สึกซาบซึ้ง แต่หากเป็นไปได้ ข้าไม่อยากให้พวกท่านต้องเป็นห่วงมากนัก”
แม้เป็นถ้อยคำเรียบง่าย ทว่าแฝงด้วยความเด็ดขาด หากมองในแง่ของระเบียบอาวุโสก็อาจถือว่าคำพูดนี้ไม่ค่อยเหมาะนัก
ข้าจึงอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองสีหน้าของชายหนุ่มทั้งหลายที่ยืนอยู่ด้านหลังนางอย่างลอบระแวดระวัง
แต่แทนที่จะโกรธหรือไม่พอใจ กลับไม่มีใครแสดงท่าทีเช่นนั้นเลย
ตรงกันข้าม…สายตาพวกนั้นกลับเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงและซาบซึ้งอย่างน่าประหลาด
“มะ…ไม่น่าเชื่อเลย ศิษย์น้องหญิงถึงกับพูดขอบคุณเรา…”
“แถมยังไม่เบือนหน้าหนี ไม่ถอยหลังหนีด้วย!”
“เดี๋ยวนะ…นี่มันเรื่องอะไรกัน? หรือเราจะถึงฆาตพรุ่งนี้?”
…เริ่มจะกลายเป็นเรื่องน่ากลัวเข้าไปทุกทีแล้ว พวกคนบ้าเหล่านี้เป็นอะไรของพวกเขากันแน่
ชินฮยอนเตะชายหนุ่มพวกนั้นถอยไปทีละคน แล้วเดินเข้าไปหากู่หลิงฮวา
“…ไหวใช่ไหม?”
กู่หลิงฮวาพยักหน้า
“เช่นเคย ข้าเคารพการตัดสินใจของเหล่าศิษย์พี่เสมอ”
“ขอบใจนะ”
“ข้าคิดว่านี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำขอบคุณจากเจ้า รู้สึกแปลกๆ อยู่เหมือนกัน”
“…ขออภัยเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องขอโทษหรอก ไม่ว่าจะคำขอบคุณหรือคำขอโทษ ข้าไม่เคยหวังจะได้ยินคำพวกนั้นจากเจ้าเลยสักครั้ง”
ชินฮยอนพูดพลางยิ้มบางๆ ให้กู่หลิงฮวา
อาจเพราะแววตานั้นดูจริงใจเกินไป กู่หลิงฮวาจึงเบือนหน้าหนีอย่างไม่ค่อยสบายใจนัก
“เจ้าพวกโง่นั่น เดี๋ยวข้าจะจัดการพากลับไปเอง…เวลาคงเหลือไม่มากแล้ว ขอให้เจ้าบรรลุผลในแบบที่พึงพอใจเถิด”
เสียงพึมพำแผ่วเบาดังขึ้นจากเหล่าชายหนุ่มด้านหลัง
แต่ทันทีที่ชินฮยอนหันกลับมา สีหน้าเขากลายเป็นดั่งพยัคฆ์คำรามในพริบตา
ทุกคนจึงรีบปิดปากเงียบแทบจะในทันใด
เดิมข้านึกว่าเขาเป็นคนอัธยาศัยดีอยู่ตลอด ไม่คาดเลยว่าจะทำสีหน้าแบบนั้นได้ด้วย…จังหวะหนึ่งข้าเองก็เผลอสะดุ้งขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
“ท่านพี่มาที่นี่ด้วยเรื่องอะไรหรือ?”
เมื่อได้ยินเสียงเรียกจากกู่หลิงฮวา ข้าจึงละสายตาไปมองนาง
คำเรียกขานว่า“ท่านพี่”เริ่มกลับมาฟังดูคุ้นหูอีกครั้ง
ซึ่งปัญหาก็อยู่ที่ตัวข้านี่แหละ
‘…ข้ามีสิทธิ์จะได้ยินคำเรียกแบบนั้นด้วยหรือ?’
ในหัวมีแต่ความคิดแบบนั้นเต็มไปหมด ข้าจึงรีบปัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป แล้วตอบกลับนางไปตามตรง
“ได้ยินมาว่าเจ้าจะประลองกับพวกศิษย์รุ่นสาม”
“อา”
“ก็แค่อยากรู้ว่าเพราะเหตุใด ถึงได้มาไกลขนาดนี้น่ะสิ”
ชินฮยอนหายตัวไปพร้อมศิษย์ทั้งหมดเสียแล้ว ดูจากที่ไม่เห็นแม้แต่เงาของยองพุง ก็เดาว่าคงถูกลากตัวไปพร้อมกัน
กู่หลิงฮวาตอบคำถามของข้าอย่างเรียบเฉย
“ก็แค่…รู้สึกว่าควรไปอยู่ในที่ที่เหมาะกับระดับของตนเท่านั้นเอง”
ข้าพอเข้าใจได้ในทันทีว่าหมายถึงอะไร
ตอนนี้ฝีมือของกู่หลิงฮวายังไม่คู่ควรจะสู้กับศิษย์รุ่นสองเลยด้วยซ้ำ
ในเมื่อพลังรบส่วนใหญ่ของสำนักฮวาซานกระจุกตัวอยู่ที่ศิษย์รุ่นสองอย่างหนาแน่น นางจึงไม่มีเหตุผลใดให้ไปฝืนตน
‘แค่สู้กับศิษย์รุ่นสามยังดูเหนื่อยเลย…’
แม้กู่หลิงฮวาจะหมั่นฝึกฝนมาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็คงไม่มีศิษย์รุ่นสามคนไหนที่ละเลยการฝึกเช่นกัน
ถึงจะยังไม่เคยเห็นฝีมือศิษย์รุ่นสามมากนัก มีเพียงยองพุงเท่านั้นที่ได้ประลองจริงจัง จึงตัดสินแน่ชัดไม่ได้
แต่หากการตัดสินใจของนางมาจากเหตุผลนั้น ข้าก็ไม่มีสิ่งใดจะท้วงติงอีก
แต่ไหนแต่ไรมา การที่กู่หลิงฮวาจะเข้าร่วมได้ก็ต้องผ่านการอนุญาตจากเบื้องบนก่อนอยู่แล้ว
‘ยองพุงอยู่ฝ่ายศิษย์รุ่นสอง ส่วนกู่หลิงฮวาอยู่ฝ่ายศิษย์รุ่นสามงั้นรึ…’
ดูเหมือนจะสลับฝั่งกันอย่างน่าประหลาด
หากว่ายองพุงจำใจเข้าร่วม กู่หลิงฮวากลับเป็นฝ่ายยืนยันเจตจำนงของตน
“…สู้เขาล่ะ”
เมื่อเอ่ยออกไปอย่างไม่เต็มเสียง กู่หลิงฮวาก็เงยหน้าขึ้นมา
แววตานั้นดูแปลกใจอยู่เล็กน้อย
“อะไรน่ะ สีหน้าแบบนั้น”
“ก็…ไม่คิดว่าจะได้ยินคำพูดแบบนี้จากปากท่านพี่”
“เมื่อครู่ข้าเห็นชัดเลยว่าเจ้าถูกเอ็นดูไม่น้อย ดูท่าจะได้รับความรักจากพวกนั้นมากทีเดียว”
ภาพเหล่าศิษย์รุ่นสองที่แทบจะอุ้มชูนางเหมือนเทพธิดายังติดตาอยู่ไม่หาย
“…พวกนั้นก็แค่แปลกๆ หน่อยเท่านั้นแหละ”
กู่หลิงฮวาแสดงสีหน้าอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด
หากข้าเป็นนางก็คงอยากมุดดินหนีเช่นกัน หากต้องเผชิญหน้ากับชายกล้ามโตที่เอาแต่ร้องว่า “หลิงฮวาของพวกเราช่างน่าเอ็นดูเสียจริง!”
แต่กระนั้น…ก็ใช่ว่านางจะรังเกียจไปเสียทั้งหมด
ดูจะออกแนวไม่ค่อยสบายใจมากกว่า
“เอาล่ะ ข้าดูจนพอใจแล้ว ขอตัวล่ะ”
“เดี๋ยวสิ”
ขณะที่ข้าหมุนตัวเตรียมจะกลับ นางก็เรียกข้าไว้ก่อนทันที
เมื่อข้ามองนางด้วยแววตาแปลกใจว่าเหตุใดจึงเรียกไว้ กู่หลิงฮวาก็เดินเข้ามาใกล้ก่อนจะเอื้อมมือมาจับชายแขนเสื้อของข้าไว้เบาๆ
การกระทำของนางช่างน่าแปลกใจเกินจะไม่ตกใจ
เพราะแม้แต่จะสบตากับข้ายังยากสำหรับนางเมื่อก่อน… แล้วแบบนี้จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไร
“ท่าน…”
“จะดูพิธีประลองดอกเหมยรึเปล่า?”
“ข้าก็มาดูนี่แหละ”
“แล้ว…พี่หญิงก็มาด้วยหรือเปล่า?”
พี่หญิงที่นางพูดถึง คงหมายถึงนัมกุงบีอา ถ้าใช่ ก็ไม่ผิดนัก เพราะนัมกุงบีอาน่าจะนั่งอยู่ที่แถวหน้าพร้อมกับวีซอลอา
ข้าจึงตอบกลับไปว่า
“มากับวีซอลอา นั่งอยู่ข้างหน้าแล้วล่ะ”
“แล้วท่านพี่ล่ะ?”
“ข้า…”
ถึงจะมาที่นี่เพื่อดูการประลองของกู่หลิงฮวาก็จริง แต่จะให้พูดออกมาตรงๆ ว่ามาดูเจ้าก็รู้สึกกระดากอยู่ไม่น้อย
ข้าจึงไอเบาๆ แล้วตอบไปว่า
“…ก็ดูเหมือนกัน”
ทันทีที่ข้าตอบ กู่หลิงฮวาก็ปล่อยแขนเสื้อของข้าอย่างเงียบๆ
ถึงอย่างนั้น…ข้ากลับสังเกตเห็นได้ว่า มือของนางยังคงสั่นไหวอยู่เพียงเล็กน้อย
ทั้งที่รู้ว่าตัวเองยังไม่พร้อมแท้ๆ แล้วเหตุใดจึงฝืนมาจับเสื้อข้าเอาไว้กัน?
นางก้มมองมือตนเองที่ยังสั่น แล้วลูบเบาๆ พลางยิ้มขื่นๆ
“…ดูเหมือนว่ายังไม่ค่อยไหวเท่าไหร่”
คำพูดอย่าง“ไม่ต้องฝืน” ,“ถ้าเหนื่อยก็ไม่ต้องทำ” หรือ“เจ้าจะไม่ทำก็ได้”วนเวียนจะหลุดออกจากปากข้าอยู่หลายรอบ
แต่สุดท้ายข้าก็ไม่เอ่ยออกไป เพราะกู่หลิงฮวาคนนั้น…กำลังพยายามจะก้าวข้ามมันด้วยตัวเอง
เรื่องราวในชาตินี้ ต่างไปจากชีวิตก่อนของนางอย่างสิ้นเชิงแล้ว
“…เข้าใจแล้ว ข้าจะดูอย่างตั้งใจ”
ยามที่เห็นแววตาเช่นนั้นของนาง ข้ามักจะเผลอรู้สึกเสียใจอยู่เสมอ เสียใจที่เคยปล่อยให้ทุกอย่างเลยเถิดไปไกลจนเกินแก้ แต่พร้อมกันนั้น ก็กลายเป็นแรงผลักให้ข้าต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง
กู่หลิงฮวาบอกว่าใกล้ถึงเวลาเตรียมตัวแล้วจึงเดินจากไปยังที่ประลอง
ส่วนข้า…ก็มองแผ่นหลังของนางอยู่พักหนึ่งก่อนจะหมุนกายเดินกลับสู่ฝั่งผู้ชม
ข้ามากลับมาที่ที่พวกพ้องรออยู่ด้วยจิตใจที่ยังว้าวุ่น แต่การหาตัวพวกเขาไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่หาตัวนัมกุงบีอาให้เจอ ทุกอย่างก็จบ
และแน่นอนว่า สายตาผู้คนล้วนกำลังมองไปยังตำแหน่งของนาง
แม้จะสวมผ้าคลุมหน้า แต่เพราะบรรยากาศที่เป็นเอกลักษณ์จึงไม่แปลกที่ผู้คนจะหันไปสนใจ
นัมกุงบีอาดูอ่อนล้าเล็กน้อย กำลังเอนตัวพิงวีซอลอาอยู่
แต่แล้วจู่ๆ ก็เงยหน้าขึ้น กวาดสายตาไปรอบทิศ ดูเหมือนกำลังมองหาอะไรบางอย่าง
ไม่นานนัก สายตาของนางก็จับจ้องมาทางข้า ก่อนจะยกมือขึ้นโบกเรียกอย่างร่าเริง
วีซอลอาที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็โบกมือทักทายมาด้วยเช่นกัน
‘อยู่ตั้งไกล…นางหาข้าเจอได้ยังไงกัน?’
หรือว่าใช้กระแสจิต?
แต่มันคงไม่ถึงขั้นนั้นหรอกกระมัง…ถ้าอย่างนั้นก็แค่บังเอิญ?
‘…คงแค่บังเอิญนั่นแหละ’
ในขณะที่คิดอะไรไร้สาระแบบนั้น ข้าก็เดินตรงไปยังที่นั่งของพวกนาง ซึ่งข้างๆ ยังมีที่ว่างอยู่หนึ่งที่ คงจงใจเว้นไว้ให้ข้าโดยเฉพาะ
วีซอลอามองหน้าข้าก่อนจะถามขึ้นว่า
“คุณชายไปที่ไหนมาคะ?”
“ไปหาน้องสาวมาน่ะ วันนี้นางต้องขึ้นประลอง”
ได้ยินคำตอบของข้า นัมกุงบีอาก็มีปฏิกิริยาทันที
“วันนี้…นางขึ้นเวทีหรือ?”
“ใช่ นางบอกอย่างนั้น”
นัมกุงบีอาทำท่าเหมือนจะถามอะไรต่อ ริมฝีปากขยับเล็กน้อยแต่สุดท้ายก็เบือนหน้าไปอีกทาง
สายตาของนางจับจ้องอยู่บนเวทีประลอง ไม่จำเป็นต้องถามว่าทำไม
เสียงฮือฮาที่คุกรุ่นอยู่ก่อนหน้าเงียบลงทันทีอย่างน่าประหลาด สายตาของทุกคนต่างจับจ้องไปที่เวทีประลองด้านหน้า
เวทีที่เงียบสงบ…จู่ๆ ก็ปรากฏกลุ่มไอสีชาดสว่างลอยขึ้นสู่กลางอากาศ
กลุ่มไอพวกนั้นรวมตัวกันกลายเป็นใบไม้ขนาดเล็กที่เปล่งแสงเจิดจ้า ร่อนลอยพลิ้วไปตามสายลม
จากนั้นเมื่อใบไม้แตะพื้นเวที
ฟุ่บ—!
พลังปราณสีชาดแผ่กระจายออกมาในพริบตา ครอบคลุมเวทีประลองทั้งหมด
เพียงชั่วแวบเดียว พลังมหาศาลราวกับพายุหมุนก็กวาดล้อมเวทีไว้ทั้งผืน
จากนั้นเสียงผัวะ! ดังขึ้นเบาๆ เมื่อแรงกดนั้นสลายหายไป ทิ้งไว้เพียงไอจางๆ กลางอากาศ
และบนเวทีประลองที่พลังจางหายไปนั้น—
เซียนดอกเหมย เจ้าสำนักฮวาซานยืนอยู่เบื้องหน้า
ด้านหลังของเขา…น่าจะเป็นเหล่าสามศิษย์รุ่นสามที่ขึ้นเวทีในการประลองครั้งนี้
ทันทีที่ผู้ชมโดยรอบเห็นภาพนั้น เสียงโห่ร้องก็ดังลั่นออกมาจากทุกทิศทาง
…เกินไปแล้วนะ
นี่คงเป็นการแสดงเล็กๆ ของเซียนดอกเหมย เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ที่เดินทางขึ้นมาถึงฮวาซานโดยเฉพาะ
แต่ที่น่าอัศจรรย์ยิ่งกว่าคือ แม้จะปลดปล่อยพลังมหาศาลถึงเพียงนั้น ทว่าไม่มีแม้แต่ร่องรอยความปั่นป่วนบนเวทีให้เห็นเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเซียนดอกเหมยยกมือขึ้น เสียงโห่ร้องทั้งหมดก็เงียบลงในพริบตา ราวกับมีใครสั่งให้ทุกคนสงบ
“ทุกปี ทุกครั้ง…ข้าก็ยังนึกแปลกใจเสมอ ว่าพิธีเล็กๆ เช่นนี้ เหตุใดจึงทำให้พวกท่านยอมลำบากปีนขึ้นยอดเขามาไกลถึงเพียงนี้ได้…”
เพียงเขาก้าวเท้าเพียงหนึ่งก้าว สายลมก็พลิ้วไหวไปตามฝีเท้า
ราวกับท่วงท่าของเขา…ทำให้สายลมเคลื่อนไหวตามอย่างอ่อนโยน
…นี่ก็เป็นปราณที่ก่อให้เกิดภาพลวงตาด้วยหรือไม่
“ไม่มีอะไรน่าเบื่อไปกว่าคำพูดยืดยาวของคนแก่ เช่นนั้นข้าขอจบคำขอบคุณไว้เพียงเท่านี้ แล้วขอลงจากเวทีเสียที หวังว่า…ทุกท่านจะได้เห็นถึงความพยายามอันเปล่งประกายของเด็กๆ พวกเราด้วยเถิด”
เซียนดอกเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะหมุนกายลงจากเวทีไปอย่างไม่เหลียวหลัง
เจ้ากระบี่มังกรอย่างยองพุงนั้น แม้จะถือว่ามีพรสวรรค์สูงในรุ่นเยาว์ แต่ก็ยังไม่อาจเทียบชั้นกับเซียนดอกเหมย ผู้เป็นยอดฝีมือซึ่งชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วทั้งยุทธภพได้
คนจำนวนไม่น้อยจึงรู้สึกเสียดาย ที่ไม่ได้ฟังคำกล่าวจากยอดฝีมือผู้นี้ให้มากกว่านี้
ส่วนข้านั้น…ก็ดีเหมือนกัน จะได้เริ่มพิธีประลองดอกเหมยเร็วขึ้นสักที
ทันทีที่เซียนดอกเหมยนั่งลงตรงที่นั่งของเหล่าผู้อาวุโส ศิษย์รุ่นสามบนเวทีประลองก็เริ่มเคลื่อนไหวทันที
ในหมู่พวกเขา แยกตัวออกมาสองคนยืนประจันหน้า แล้วค่อยๆ ชักกระบี่ไม้ขึ้นมา
‘ใช้กระบี่ไม้สินะ’
รู้สึกว่าเหล่าศิษย์รุ่นสองจะใช้กระบี่จริงในการประลอง…หากจำไม่ผิด
บุรุษผู้ยืนตรงกลางเวที ดูแล้วน่าจะเป็นผู้ทำหน้าที่ตัดสิน เขาเหลือบมองชายหนุ่มทั้งสองเล็กน้อยเพื่อดูว่าพร้อมหรือไม่
“…เริ่มได้!”
สิ้นเสียงประกาศซึ่งบรรจุไว้ด้วยปราณ ทั้งสองก็พุ่งตัวเข้าหากันทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย