สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 27 สะใภ้สี่... วันดีๆ ของเจ้ากำลังจะหมดลงแล้ว
- Home
- สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
- บทที่ 27 สะใภ้สี่... วันดีๆ ของเจ้ากำลังจะหมดลงแล้ว
ชุนชื่อได้ยินดังนั้น ก็ถอยกรูดไปข้างหลังหลายก้าวตามสัญชาตญาณ
น่ากลัว! น่ากลัวเกินไปแล้ว!
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นภาพคําว่า ‘ซ่อนดาบในรอยยิ้ม’ อย่างแจ่ม
แจ้งชัดเจน
ยังดีที่ทุกคนยังรู้จักยับยั้งชั่งใจ เพราะเพิ่งจะเดินออกมาจากเรือนรุ่ย
เชวียน ยังไม่พ้นอาณาเขตของฮูหยินผู้เฒ่าไป
ยืนก่อเรื่องวุ่นวายขึ้นมาอีกตอนนี้ เกรงว่าจะไม่มีใครหนีพ้น
หูชื่อแค่นหัวเราะเย็นชาคราหนึ่งก่อนจะสะบัดหน้าเดินน่าออกไป ส่วนจ้าวชื่อก็ทําท่าถ่มน้ําลายอย่างดูแคลนเบา ๆ ทีหนึ่ง แล้วเดินตามก้นหูชื่อ
ไปติด ๆ
เหลือเพียงชุนชื่อที่ยั่งยืนเก้ ๆ กัง ๆ พอถูกลู่เจินเจิ้นหันมามองเข้า นางก็พยายามฝืนฉีกยิ้มออกมาอย่างยากลําบาก “นะ… น้องสะใภ้สี่ งั้น…..
งั้นข้าขอตัวก่อนนะ”
กวด
พูดจบก็เดินจ้าอ้าวหนีไปไกลโดยไม่หันหลังกลับมาราวกับมีสุนัขไล่
เหลือเพียงสู่เงินเงินที่ยืนอยู่ที่เดิมพร้อมกับไห่ถังและตึงเชียง
สาวใช้ทั้งสองต่างมองเจ้านายด้วยสายตาเป็นกังวล
ลู่เจินเจินยักไหล่ “มัวยืนเหม่ออะไรกันอยู่ พวกเราก็ไปกันเถอะ….”
นางรีบเดินตามหลานชื่อที่ยืนรออยู่ด้านหน้าจนทัน แม่สามีลูกสะใภ้
เดินพูดคุยหยอกล้อกันไปตลอดทางกลับเรือน
เมื่อกลับถึงเรือนของหลานชื่อ ลู่เจินเจิ้นย่อมต้องรู้งาน รีบเอ่ยปาก
ขออภัยไว้ก่อน ไม่ว่าตนจะเป็นฝ่ายถูกหรือผิดก็ตาม
ยามนี้หลานชื่อกําลังเอ็นดูลู่เป็นเงินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ย่อมยิ้มรับ
และไม่เก็บมาใส่ใจ
ซ้ํายังเอ่ยชมลู่เจินเจิ้นเสียด้วยซ้ําว่า “เจ้าทําเช่นนี้ดีแล้ว! เป็นเจ้านาย ก็ต้องวางมาดให้สมกับที่เป็นเจ้านาย! ยามนี้เจ้าดูแลเรือนทิ้งเทา เรื่องน้อย ใหญ่ล้วนต้องจัดการ จะยอมให้บ่าวไพร่มาขี่คอไม่ได้เด็ดขาด”
“ตอนแรกแม่ก็กังวล เห็นว่าเจ้าเพิ่งแต่งเข้ามา เป็นสตรีออกเรือน ใหม่หน้าบาง ถึงได้ส่งโมลี่ไป ก็เพื่อจะให้ช่วยเจ้าดุมานนั่นแหละ”
นางไม่ลืมที่จะอธิบายถึงเจตนาเดิมที่ส่งสาวใช้ไปให้
นางไม่ใช่แม่ผัวใจแคบที่ทนเห็นผัวเมียรักกันไม่ได้ ยิ่งลูกชายของนาง
มีสภาพแบบนั้น ชาตินี้ได้ลู่เจินเงินที่ไม่ทอดทิ้งมาเป็นภรรยา ก็นับว่าสวรรค์ เมตตาแล้ว
นางไม่กล้าหวังอะไรมากไปกว่านี้!
พอพูดถึงเรื่องนี้ ก็นึกขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง “ทุกวันหลังจากไป คารวะฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว เจ้าก็แวะมาหาแม่ที่นี่ มาเรียนรู้งานบ้านงานเรือน การจัดการดูแลบัญชีกับแม่ เรื่องเรือนของเจ้าไม่ต้องพูดถึงหรอก วันหน้า อย่างไรเสียก็ต้องแยกบ้าน ถึงเวลานั้นเจ้าต้องดูแลจัดการทุกอย่างด้วยตัว เอง อีกอย่างเจ้าก็ว่างอยู่แล้ว ยามว่างก็คอยติดตามแม่ ดูให้มากเรียนรู้ให้ มาก วันหน้าต้องรับช่วงต่อจะได้ไม่ตื่นตระหนกจนทําอะไรไม่ถูก” หลานชื่อจัดการวางแผนให้เสร็จสรรพ ลู่เจินเจิ้นจะว่ากระไรได้?
อีกอย่าง นี่ก็ล้วนเป็นความหวังดีต่อตนเองทั้งสิ้น
ลู่เงินเงินไม่มีประสบการณ์เรื่องการดูแลจัดการที่นาและร้านค้าในยุค
สมัยนี้เลยสักนิต
ได้หลานชื่อคอยชี้แนะสั่งสอน นับเป็นสิ่งที่นางปรารถนาอยู่แล้ว! นางจึงตกปากรับคําด้วยความยินดียิ่ง หลานชื่อเองก็พึงพอใจมาก
เช่นกัน
นางชอบเด็กอย่างลู่เจินเจิน ที่ไม่ว่าจะพูดคุยสิ่งใดด้วย ก็มักจะตอบ
รับอย่างร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
ไม่มีจริตจะก้านวางท่าปั้นปิ้ง วางตัวได้เปิดเผยจริงใจ
ไม่เหมือนลูกอนุภรรยาบ้านอื่นที่นางเคยพบเจอ หากไม่ทําตัวขี้ขลาด
ตาขาว ก็มักจะอืดออดหรือไม่แววตาก็เต็มไปด้วยความโลภและการคิด
คํานวณผลประโยชน์
ลูกสะใภ้คนนี้แต่งเข้ามาได้ถูกคนจริงๆ
แม้แต่ภรรยาของจางเสี่ยน บ่าวสินเดิมของหลานชื่อ ก็ยังอดไม่ได้ที่ จะเอ่ยปากว่า “นับตั้งแต่สะใภ้สี่แต่งเข้ามา ช่วงนี้นายหญิงยิ้มบ่อยยิ่งกว่า ตลอดทั้งปีรวมกันเสียอีกเจ้าค่ะ ทั้งเจริญอาหารขึ้น สีหน้าก็ดูสดใสเปล่งปลั่ง
ขั้นด้วย”
หลานชื่อหัวเราะร่วนด้วยความชอบใจ “ก็ใช่น่ะสิ สะใภ้สี่ของข้าหน้า ตาหมดจดงดงาม นิสัยใจคอก็ไม่คับแคบคิดเล็กคิดน้อย มองแล้วสบายตา ชวนให้รื่นรมย์ยิ่งนัก จะไม่ให้ข้าทั้งรักทั้งหลงนางได้อย่างไร! พี่สะใภ้รองยัง เคยมาแอบเตือนข้าว่าอย่าตามใจสะใภ้ใหม่จนเกินไปนัก ต้องรู้จักกดข่มนาง
ไว้บ้าง ให้สมกับมาดแม่สามี”
“หึ! ข้าไม่ฟังนางหรอก! ลูกสะใภ้รองบ้านนางน่ะวางท่า ‘ตาอยู่บน กระหม่อม [1] มองอะไรก็เห็นเป็นของชั้นต่ําไปหมด แทบจะดื่มน้ําค้างเพื่อ ให้บรรลุเป็นเซียนอยู่รอมร่อ นางยังทนรับไหวอยู่อีกหรือ?”
“สะใภ้สี่ของข้า กว่าสะใภ้สามตั้งเท่าไหร่! เด็กดีเยี่ยงนี้ ข้าทั้งรักทั้ง เอ็นดูแทบไม่ทัน พี่สะใภ้รองน่ะแค่อิจฉาข้า! คิดจะยุแยงให้แม่สามีลูกสะใภ้ ผิดใจกัน ข้าไม่มีทางหลงกลนางเด็ดขาด!”
ภรรยาจางเสี่ยนยิ้มพลางเอ่ยเสริม “นั่นสิเจ้าคะ ขอเพียงสะใภ้สี่กับ
ท่านใช้ชีวิตร่วมกันอย่าง มีความสุข ก็ประเสริฐยิ่งกว่าสิ่งใดแล้วเจ้าค่ะ!”
หลานช๊อพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ
ในขณะที่ทางฝั่งบ้านสามบรรยากาศระหว่างแม่สามีและลูกสะใภ้
กําลังกลมเกลียวปรองดองกัน
แต่ทางฝั่งเรือนรุ่ยเชวียนกลับไม่เป็นเช่นนั้น
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าไปและฮูหยินใหญ่จีนชื่อสนทนาเรื่องอัน
ใดกัน ว่ากันว่าตอนที่จีนชื่อออกมา สีหน้าดูไม่ค่อยสู้ดีนัก
และยังมีข่าวลือแว่วมาอีกว่าพอกลับถึงเรือน นางก็หาข้ออ้างระบาย
โทสะลงกับบ่าวไพร่เสียยกใหญ่
เมื่อหลานชื่อได้รับข่าว ก็รีบเรียกตัวลู่เงินเงินมาหาทันที “สองวันนี้ เจ้าคอยติดตามแม่ให้ดี พยายามพูดให้น้อย และยอมลงให้คนบ้านใหญ่บ้าง
นะ”
ลู่เจินเจินงุนงง “ทําไมหรือเจ้าคะ? เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ?”
หลานฮือกวาดสายตามองรอบห้อง เมื่อเห็นว่ามีเพียงคนกันเองจึง
กระชับเสียงเบา “ป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้าคงถูกฮูหยินผู้เฒ่า หนีมา สองสาม วันนี้พวกเราต้องระวังตัวกันหน่อย อย่าไปทําสิ่งใดให้ขวางหูขวางตานางเข้า
ลู่เจินเงินให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นางขยับเข้าไปกระซิบถามกลับ
“มิใช่ว่าป้าสะใภ้ใหญ่วางมือจากการดูแลงานในเรือนแล้วหรือเจ้าคะ?”
หลานชื่อหัวเราะในลําคอ “ปากบอกว่าไม่ดูแล แต่ความเคลื่อนไหวใน จวนนี้ ไม่มีอะไรเล็ดลอดสายตานางไปได้หรอก ทางฝั่งฮูหยินผู้เฒ่าก็เหมือน
กัน”
“อย่าเห็นว่าตอนนี้พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าเป็นคนดูแลจัดการงานบ้าน
งานเรือน ดูมีหน้ามีตา พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าน่ะ เทียบกับป้าสะใภ้ใหญ่สมัย
ก่อนไม่ได้แม้แต่ครึ่งเดียว วันหน้าเจ้าก็จะรู้เอง”
ลู่เจินเจินได้ฟังดังนั้น ดูท่าป้าสะใภ้ใหญ่จีนชื่อผู้นี้ ก็คงเป็นยอดฝีมือ
ที่ร้ายกาจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
ดูไม่ออกเลยจริงๆ เพราะที่ผ่านมาจีนชื่อดูเป็นคนใจดีและพูดน้อย
แต่ถึงขนาดทําให้หลานชื่อเกรงอกเกรงใจได้เพียงนี้ ลู่เงินเป็นจิงกา
ดอกจันหมายหัวป้าสะใภ้ใหญ่ผู้นี้ว่าเป็น บุคคลสําคัญ’ ไว้ในใจทันที
หลานชื่อเห็นลู่เจินเจินมีสีหน้าเคร่งเครียด จึงเอ่ยปลอบว่า “หลายปี มานี้ฮูหยินผู้เฒ่ากับป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้าประลองกําลังกันมาไม่ใช่แค่ครั้ง สองครั้งแล้ว แต่เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับเรา เพียงแค่อยู่ให้ห่างๆ ไว้ก็พอ” ลู่เจินเจินน้อมรับคําสั่งสอน ใครจะไปคิดว่า ครั้งนี้หลานชื่อกลับคาด
เตาผิดถนัด
เพราะเรื่องนี้กลับเกี่ยวพันกับพวกนางเข้าเต็ม ๆ เพียงแต่ยามนี้ทั้ง
สองคนยังไม่รู้ตัวเท่านั้น
ทุกวันลู่เจินเงินต้องคอยติดตามหลานชื่อเพื่อเรียนรู้งานบ้านงาน
เรือน ยุ่งจนหัวหมุน แม้แต่เวลาจะพูดคุยกับฟูจืออี้ก็แทบจะไม่มี พอตื่นนอนตอนเช้า ฟูจืออี้ก็ออกไปที่เรือนหน้าแล้ว
ส่วนตอนกลางคืน เนื่องจากยังเป็นช่วงข้าวใหม่ปลามัน ฟูจืออี้จิง
กลับมานอนที่ห้องทุกคืน
ฟู่จื่ออี้เป็นคนพูดน้อย ลู่เงินเงินต้องคอยสรรหาเรื่องมาคุยทุกวันก็ เหนื่อยเหมือนกัน ดังนั้นพอตกดึก นางจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ ถือเสียว่าช่วงเวลา
นี้เป็นการ ‘รายงานผลการปฏิบัติงาน ให้เจ้านายฟังไปเสียเลย
วันนี้เรียนรู้อะไรไปบ้าง ทําอะไรไปบ้าง กินอะไรไปบ้าง ใครพูดจาว่า อะไรบ้าง นางรายงานให้ฟูจืออี้ฟังจนหมดเปลือกไม่มีตกหล่น ฟูจืออี้ฟังไปสิบประโยค จะตอบรับว่า “อืม” กลับมาสักคํา ก็นับว่าดี
ถมไปแล้ว
ยังดีที่ลู่เจินเจินมองฟูจืออี้เป็นเจ้านาย นางจึงไม่ได้รู้สึกน้อยเนื้อต่ํา
ใจแต่อย่างใด
ทั้งสองฝ่ายต่างปรับตัวเข้ากับความสัมพันธ์แบบ “หุ้นส่วนร่วมงาน” นี้ได้เป็นอย่างดี และดูจะพึงพอใจกันทั้งคู่ โดยเฉพาะฟูจืออี้ที่เริ่มรู้สึกว่าการ สรุปงานยามค่ําคืนของลู่เงินเงินนั้นมีประโยชน์อย่างยิ่ง ปกติเขาไม่ได้ขลุกอยู่ที่เรือนหลัง ข่าวคราวบางอย่างที่สืบมาได้ จึงสู้ สิ่งที่ลู่เจินเจินประสบพบเจอมาด้วยตนเองไม่ได้ ทั้งตรงไปตรงมาและได้ข้อ
มูลที่ลึกซึ้งมากกว่า
ยิ่งไปกว่านั้น ลู่เจินเจินไม่ได้สักแต่จะรายงานไปตามเนื้อผ้า บางครั้ง นางยังสอดแทรก วิสัยทัศน์ของตนเอง ทั้งการวินิจฉัยและการคาดเดาเกี่ยว
กับความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างบ่าวไพร่และเจ้านายในจวนโหวลงไปด้วย สัญชาตญาณและมุมมองที่ละเอียดอ่อนแบบสตรี ทําให้ฟูจืออี้เพิ่ง ตระหนักว่า ความรู้ความเข้าใจที่เขามีต่อจวนโหวในช่วงก่อนหน้านี้นั้น ช่าง
ผิวเผินและมองเพียงด้านเดียวเกินไปเสียแล้ว
ด้วยความพึงพอใจในข้อมูลที่ได้รับ มทีฟูจืออี้ตั้งใจว่าจะค้างที่ห้อง ของลู่เจินเจินอย่างมากเพียงสิบวันหรือครึ่งเดือน แล้วค่อยย้ายกลับไปนอน ที่ห้องหนังสือเรือนหน้าตามความต้องการเดิม ทว่ายาม กลับกลายเป็น ความเคยชินเสียแล้ว ทุกคืนเขาจะต้องกลับมาฟังรายงานอย่างไม่ขาดตกบก
พร่อง
ในสายตาของคนนอก ย่อมมองว่าคนทั้งคู่เป็นสามีภรรยาข้าวใหม่
ปลามัน ที่รักใคร่กลมเกลียวจนแทบจะตัวติดกันตลอดเวลา
เช้าตรู่วันนี้ ทันทีที่ฟู่จื่ออี้ก้าวออกจากเรือนไป ลู่เงินเงินก็ตื่นขึ้นมา เตรียมตัว เหล่าสาวใช้ต่างกุลีกุจอเข้ามาปรนนิบัติแต่งเนื้อแต่งตัวเพื่อเตรียม
ไปคารวะเช้าที่เรือนรุ่ยเชวียนตามกิจวัตร
ทว่ารุ่ยเชียงกลับขยับเข้ามากระซิบที่ข้างหูของลู่เจินเจิ้นด้วยสีหน้า เคร่งเครียด “สะใภ้สี่เจ้าคะ… สองสามวันมานี้ หมามาแอบไปติดต่อกับทาง เรือนสะใภ้ใหญ่เจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าทางนั้นให้คํามั่นสัญญาอันใดไว้นางถึงได้ดูคึก คักผิดปกติ บ่าวให้คนลองไปเลียบเคียงหยั่งเชิงดู นางกลับหลุดปากออกมา อย่างย่ามใจว่า…. ‘สะใภ้สี่… วันดี ๆ ของเจ้ากําลังจะหมดลงแล้ว เจ้าค่ะ!”
เชิงอรรถ
- 888E7T9gIlĘ — ความหมาย: เป็นสํานวนหมายถึง “คนที่หยิ่ง
ยโส” หรือ “คนที่มองข้ามหัวคนอื่น