สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 31 รีบนอนเถิด! ในฝันมีทุกอย่างที่เจ้า
- Home
- สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
- บทที่ 31 รีบนอนเถิด! ในฝันมีทุกอย่างที่เจ้า
บทที่ 31 รีบนอนเถิด! ในฝันมีทุกอย่างที่เจ้า
ต้องการ!
ลู่เจินเงินไม่คิดว่าฟูจือ จะถามประโยคนี้ทันทีที่ก้าวเข้ามา ในใจ กระตุกวูบ หรือว่าฟูจืออี้อยากให้นางคว้าอํานาจดูแลเรือนมาครอง?
แล้วทําไมเขาไม่บอกเล่า?
ไม่น่าจะใช่นะ จากที่นางเรียนรู้นิสัยฟูจือมาสักพัก หากเขามีความ คิตเช่นนั้นจริง ก่อนหน้านี้ก็ควรจะบอกใบ้บ้าง?
หรือว่าฟูจืออี้บอกใบ้ได้แนบเนียนหรืออ้อมค้อม เกินไป จนตนเอง
ฟังไม่ออก?
พลาดท่าเสียแล้วสิ!
ทว่าลู่เจินเจินไม่ได้ตื่นตระหนก ย้อนถามกลับไปอย่างใจเย็น “ท่าน อยากให้ข้าดูแลบ้านหรือเจ้าคะ?”
ฟูจืออี้นั่งลงจิบชา พลางส่ายหน้า “ข้าแค่ได้ยินมาว่า พี่สะใภ้รองกับพี่ สะใภ้สามต่างได้รับ แบ่งอํานาจดูแลบ้าน มีแต่เจ้าที่ไม่รับ เจ้าชอบเงินไม่ใช่ หรือ? ทําไมถึงไม่รับล่ะ? หรือกลัวผู้อื่นจะครหา?”
ตลอดหนึ่งเดือนมานี้ ฟูจืออี้พอจะรู้นิสัยลู่เงินเงินบ้างพอสมควร นางเป็นคนฉลาด มีความสามารถ มีเล่ห์เหลี่ยม และยังงกเงิน งานดูแลบ้าน นี้ ขอแค่มีเงินผ่านมือ
ก็สามารถตักตวงผลประโยชน์เข้ากระเป๋าได้ง่ายๆ ด้วยนิสัยเห็นแก่ เงินอย่างลู่เจินเจิน กลับปฏิเสธไม่รับ? ช่างแปลกเกินไปแล้ว
ลู่เจินเงินลอบถอนหายใจ ในเมื่อฟูจืออี้ไม่ได้ต้องการให้นางทํา กี
ค่อยโล่งอกไปหน่อย
นางนั่งลงจิบชาแล้วอธิบายด้วยน้ําเสียงนุ่มนวล
“ถึงข้าจะชอบเงิน แต่เงินที่ไม่สมควรได้ ข้าก็ไม่คิดจะยื่นมือไปแตะ ต้องเจ้าค่ะ อีกอย่าง ข้างบนยังมีพี่สะใภ้อีกสองท่าน ข้าอายุน้อยที่สุด อย่าง ไรก็ไม่ถึงตาของข้าไม่ใช่หรือ?”
“นอกจากนี้ ที่ข้าหาไปก็เพราะเห็นแก่ท่านทั้งนั้น คําโบราณว่าไว้ไม่ ผิด ดูแลบ้านสามปี แม้แต่สุนัขยังยังเป็น (1) พวกมามาผู้ดูแลในจวนโหว ไม่มีใครรับมือได้ง่ายๆ สักคน ข้าจะไปล่วงเกินพวกนางทําไม? คนพวกนี้ดู เหมือนต่ําาต้อยไร้พิษสง แต่ถ้าเผลอไปทําให้ขุ่นเคือง ถึงพวกนางจะทําอะไร ข้าไม่ได้ ก็อาจจะแอบไปขัดยาท่านสี่ลับหลังได้ จะทําอย่างไรล่ะเจ้าคะ?”
“มิหนําซ้ํา ต่อให้ข้าทุ่มเทแรงกายแรงใจดูแลจวนจนเหนื่อยสายตัว แทบขาด มือไม้สะอาดไม่ยักยอกเงินแม้แต่แดงเดียว คนอื่นก็ใช่ว่าจะเชื่อ หากวันหน้ามีคนหยิบยกเรื่องนี้มาครหาท่านสี่ มีเท่ากับทําให้ชื่อเสียงท่าน ต้องพลอยมัวหมองไปด้วยหรือเจ้าคะ?”
เห็นสีหน้าฟูจืออี๋กึ่งยิ้มกิ่งไม่ยิ้ม ทําท่าเหมือนยังไม่เชื่อ
ลู่เจินเจินจึงงัดไม้ตายออกมา “จวนโหวแห่งนี้อย่างไรเสียก็ไม่ใช่ของ เรา ท่านแม่เคยบอกไว้แล้วว่าวันหน้าต้องแยกบ้านแน่นอน ข้าจะไปเหนื่อย
ยากเพื่อสมบัติของคนอื่นทําไม ทําไปเขาก็ไม่เห็นคุณค่าหรอก?”
“ตอนนี้ข้าติดตามเรียนรู้งานกับท่านแม่ ดูแลเรือนของข้ากับท่านให้
ดี วันหน้าจะได้ดูแลครอบครัวเล็กๆ ของเรา ให้ท่านสี่ไร้กังวลเรื่องหลังบ้าน เท่านี้ก็พอแล้วเจ้าค่ะ!”
สีหน้าฟูจืออี้เริ่มอ่อนลง นางจึงเสริมอีกประโยค “ท่านสี่ หัวใจ ข้าน่ะเล็กนิดเดียว ความสามารถก็จํากัด ในเมื่อปักใจเลือกท่านแล้ว ในใจข้าก็ มีที่ว่างให้เพียงท่านผู้เดียว
ข้าอยากดูแลแค่เรื่องที่เกี่ยวกับท่าน…. ส่วนเรื่องของคนอื่น ต่อให้ดี
เลิศเพียงใด ก็หาได้เกี่ยวกับข้าไม่
ถ้อยคําแสดงความภักดีนี้ ลู่เจินเจิ้นพูดเองยังซาบซึ้งเองเลย!
ฟู่จื่ออี้มองลู่เจินเจิ้นด้วยสายตาซับซ้อน เหมือนอยากจะเอ่ยอะไรบาง
อย่าง
ลู่เจินเจิ้นรอคอยอย่างคาดหวัง หวังว่าฟู่จื่ออี้จะประทับใจกับคําพูด ของตน แล้วตระหนักว่านางคือหุ้นส่วนที่ยอดเยี่ยม พร้อมจะเงินรางวัลสิ้นปี ให้อีกเท่าตั๋ว
เมื่อสบสายตาที่เปี่ยมความคาดหวังของลู่เจินเจิน จื่ออี้กลับเอ่ยขึ้น
ด้วยน้ําเสียงเย็นชา “พูดภาษาคน!” [2]
ลู่เจินเจินเจอสายตาคุกคามของเขาเข้าไป ก็สงบเสงี่ยมลงท้นที
“เงินทองแม้จะดี แต่ถือไว้แล้วมันลวกมือเจ้าค่ะ!”
“แม้ข้าจะรักเงิน แต่ก็ต้องหามาโดยสุจริต ทั้งเบี้ยหวัดรายเดือน รวม กับเงินส่วนตัวที่ท่านสี่มอบให้ แล้วไหนจะรายได้จากที่นาที่ท่านโหวผู้เฒ่ายก
ให้อีก ลําพังรายได้ที่โปร่งใสเหล่านี้ก็เพียงพอให้ข้าใช้จ่ายสบายมือแล้ว”
“ยืนไปรับงานดูแลบ้าน ต้องตื่นก่อนไก่ นอนดึกกว่าสุนัข นอกจาก ต้องคอยจัดการเรื่องจุกจิกสารพัดในเรือนแล้ว ยังต้องคอยระแวงว่าจะมีใคร มาลอบขัดแข้งขัดขาอีกข้าคิดแล้วคิดอีก ในเมื่อชีวิต ตอนนี้ก็สุขสบายดีอยู่ แล้ว จะรนหาเรื่องใส่ตัวไปเพื่ออะไร?”
“เพื่อเศษเงินเล็กน้อยแค่นั้น ไม่คุ้มกันเลยจริงๆ!”
ฟู่จือ พยักหน้าช้าๆ เขารู้อยู่แล้วว่าลู่เจิ้นเงินสติสัมปชัญญะดีเสมอ ในเวลาเช่นนี้ยังรักษาความเยือกเย็นไว้ได้ ดีมาก!
แต่เขาก็ยังอดถามย้ําไม่ได้ “เจ้าแน่ใจนะว่าจะไม่เสียใจภายหลัง ? รู้ หรือไม่ว่าถ้าได้ดูแลจวนโหว ด้วยความสามารถของเจ้า ปีหนึ่งๆ เงินกว่าพัน กําลงย่อมเข้ากระเป๋าได้สบายๆ ยังไม่นับว่าบ่าวไพร่ในจวนต้องพินอบพิเทา
ต่อเจ้าอีก”
“ปีละพันกว่าลําลิงเชียวหรือเจ้าคะ?” ลู่เจินเจินตาโต ไม่คิดว่างานดู แลจวนโหวจะมีรายได้เป็นกอบเป็นก๋าขนาดนี้
ทําไงดี ชักจะเสียใจขึ้นมาหน่อยๆ แล้วสิ
ฟู่จื่ออี้หัวเราะ “เสียใจแล้วรึ?”
ลู่เจินเจินกัดฟันกรอด “นิดหน่อยเจ้าค่ะ แต่ก็ไม่เสียใจหรอก รายได้ งามขนาดนี้ แสดงว่าความรับผิดชอบก็ยิ่งใหญ่ตาม ช่างเถอะเจ้าค่ะ”
นางครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะลองหยั่งเชิงถาม “ถ้าท่านเห็นว่าข้าเสีย โอกาสก้อนโตไป จะไม่ลองชดเชยให้ข้าเป็นการส่วนตัวหน่อยหรือเจ้าคะ?
อย่างเช่นเพิ่มเงินรางวัลสิ้นปีสักพันหรือแปดร้อยตําลึง?”
ฟู่จืออี้แค่นหัวเราะแล้วลุกขึ้น “ดึกมากแล้ว รีบนอนเถิด ในฝันมีทุก
อย่างที่เจ้าต้องการ”
ลู่เจินเจินจุกจนพูดไม่ออก พออยู่ด้วยกันนานเข้า เริ่มรู้ไส้รู้พุงกันเสีย แล้ว จะหลอกเอาเงินหลอกเอาทองจากเขาสักนิดช่างยากเย็นแสนเข็ญเหลือ
เกิน…
เฮ้อ~~
หดหู่
ลู่เจินเจินกอดความเสียใจที่พลาดเงินก้อนโตจมดิ่งสู่ห้วงนิทราอย่าง
นัง
ขนาดในฝันยังละเมอออกมาสองสามประโยค
เงินยองช้า เงินยองย้า…
ฟู่จืออี้ที่ยังไม่หลับ ได้ยินเสียงละเมอของลู่เงินเงิน ก็พลิกกายลุกขึ้น
อาศัยแสงเทียนที่ยังไม่มอดดับ มองดูใบหน้ายามหลับใหลของ
ลู่เง็นเงินอย่างเงียบงัน
ข้างหูแว่วเสียงประโยคนั้นดังขึ้นมาอีกครั้ง
ในเมื่อปักใจเลือกท่านแล้ว ในใจข้าก็มีที่ว่างให้เพียงท่านผู้เดียว
นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนบอกเขาอย่างจริงจังและเปิดเผยเช่นนี้ ว่าหัวใจ
ของนางเล็กนัก เมื่อเลือกเขาแล้ว ก็มีที่ว่างสําหรับเขาเพียงคนเดียว
ช่วงเวลานั้น หัวใจเขาเต้นแรงราวกับรัวกลอง
นับว่าโชคดีที่เขามีใบหน้าตายด้านประเภทที่ว่ายิ่งภายในตื่นเต้นพลุ่ง พล่านมากเท่าใด ภายนอกกลับยิ่งดูสงบนิ่งไร้ระลอกคลื่นมากเท่านั้น
ลู่เจินเจินจึงไม่ทันสังเกตเห็นหมัดที่กําแน่น กล้ามเนื้อที่เกร็งเขม็ง และหัวใจที่แทบจะกระดอนออกมานอกอกของเขา
ยามนี้ ลู่เงินเงินหลับไปแล้ว เขาถึงกล้าปล่อยใจ กวาดสายตาสํารวจ ใบหน้าของนางช้าแล้วช้าเล่า
ราวกับมีบางสิ่งในก้นบึ้งดวงตากําลังค่อยๆ หลอมละลายลง
ผ่านไปเนิ่นนาน ฟูจืออี้จึงพิมพ์เสียงเบา “ในเมื่อเจ้าปักใจกับข้าแล้ว ก็อย่าได้ปล่อยมือเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
น้ําเสียงแหบพร่าแฝงความดื้อรั้นอันเร่าร้อน ความเย็นชาและความ
คลั่งไคล้ในดวงตาถักทอเป็นตาข่าย พันธนาการลู่เจินเจิ้นไว้อย่างแน่นหนา
ลู่เจินเจินที่ตกอยู่ในห้วงฝันดูเหมือนจะรู้สึกหนาวเยือก จึงหดตัวชุก
เข้าไปในผ้าห่ม
การขยับตัวของนางช่วยดึงสติฟูจืออี้ที่นั่งนิ่งค้างในท่าเดิมมาเนิ่น
นานให้กลับคืนมา มุมปากเขาแต้มรอยยิ้มจางๆ ก่อนจะยื่นมือออกไปช่วย
กระชับมุมผ้าห่มให้ลู่เจินเจิน
จากนั้นจึงล้มตัวลงนอนข้างกาย ทิ้งไว้เพียงประโยคเลือนรางใน
อากาศ
“อย่าทําให้ยัาผิดหวังล่ะ…”
ลู่เจินเจิ้นหลับสบายตลอดคืน
หลังเสร็จสิ้นการคารวะเช้า หลานชื่อตั้งใจจะลากนางไปเรียนรู้งานที่
โถงเรือนหน้าด้วยกัน
แต่ลู่เจินเจินกลับหาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงปลีกตัวออกมา
วันนี้นางมีเรื่องใหญ่ต้องจัดการ วางกับดักไว้ตั้งนาน รอแค่เหยื่อมา
ติดเบ็ดเท่านั้น
นางรีบรุดกลับเรือนทิงเทา ทันทีที่ก้าวเข้าลานเรือน
รุ่ยเชียงก็เดินยิ้มร่าเข้ามาต้อนรับ “สะใภ้สี่ สําเร็จแล้วเจ้าค่ะ จับได้ พร้อมของกลาง ตอนนี้ยังไว้ในห้องปีก มีคนเฝ้าอยู่ จะให้ส่งตัวไปให้ฮูหยิน จัดการเลยไหมเจ้าคะ? หรือว่าจะ…?”
ลู่เงินเง็นครุ่นคิด “เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ จะไปรบกวนท่านแม่ทําไม? ข้า จะไปดูหน้าสักหน่อย ถามสักสองสามประโยค แล้วไล่ออกไปเลยก็สิ้นเรื่อง
ประเดี๋ยวข้าค่อยไปเรียนท่านแม่ให้ทราบทีหลังก็ได้”
พูดจบ นางก็เดินตามรุ่ยเชียงไปที่หน้าห้องปีก บ่าวอาวุโสที่เฝ้าประตู รีบคารวะแล้วเปิดประตูให้
ภายในห้อง หูมามาถูกมัดมือมัดเท้า ปากถูกอุดด้วยผ้าขี้ริ้ว กําลังดิ้น พราดๆ อยู่บนพื้น อย่างเอาเป็นเอาตาย
เชิงอรรถ
- เป็นสํานวนจีนที่เปรียบเปรยว่า คนที่ทําหน้าที่ดูแลบ้าน (กุม อํานาจการเงิน/ปกครองบ่าวไพร่) ต้องมีความเข้มงวด จี้จี้จุกจิก และยัดผลประโยชน์ผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา พอนานวันเข้า นิสัยจะ เปลี่ยนไปจนกลายเป็นคนน่ารําคาญ จนแม้แต่สุนัขในบ้านก็ยังไม่
อยากเข้าใกล้
- สํานวน “ มักใช้ปรามคนที่พูดจาวกวน, พูดจาประดิด ประดอย เป็นทางการเกินเหตุ หรือพูดโกหกพร่ําเพ้อ
< ตอนก่อนหน้า
สามีข้าละกิเลสแต่ไฉน ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึง
สามคน
เรือนหอมหมื่นลี้
ติดตาม
ตอนต่อไป
∞ แซร์
f แชร์
X แชร์
Line it
ให้ทําลังใจนักเขียนผ่านโดเนท
โดเนทสูงสุดของเรื่อง สามีข้าละกิเลสแต่ไอมขากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึง โดเนทสูงสุดของ รีบมอบเถิด! ในฝันมีทุกอย่างที่เจ้าต้องการ!