สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 32 คนในเป็นหนอนบ่อนไส้
- Home
- สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
- บทที่ 32 คนในเป็นหนอนบ่อนไส้
บทที่ 32 คนในเป็นหนอนบ่อนไส้
พอได้ยินเสียงเปิดประตู หมามาเงยหน้าขึ้นมาเห็นรุ่ยเชียงเป็นคน แรก ก็ยิ่งดิ้นพล่านรุนแรงขึ้น ในลําคอส่งเสียงร้องอู้อี้ ลู่เงินเงินส่งสัญญาณ ให้บ่าวอาวุโสไปดึงผ้าขี้ริ้วที่อุดปากนางออก
ทันทีที่ปากเป็นอิสระ หูมามาก็ตะโกนด่าทอทันควัน “รุ่ยเชียง นั่งตัว ดี นังสารเลว รีบปล่อยข้านะ! ใครใช้ให้เจ้ากล้ามามัตแม่นมผู้เฒ่าอย่างข้า? นังเต็กสมควรตาย แพศยาไร้ยางอาย เจ้าอ้างบารมีใคร ถึงได้มาทําตัว
กําเริบเสิบสานเยี่ยงนี้!”
“รีบปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะ! ไม่เช่นนั้นหากข้าหลุดไปได้ ข้าจะไป ฟ้องฮูหยินให้เล่นงานเจ้า นั่งเด็กเมื่อวานซืน รีอ่านจะมาลองดีกับข้า….” ค้า หยาบคายพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย รุ่ยเชียงถึงอย่างไรก็เป็นเพียงเด็กสาว จะทนฟังถ้อยคําเหล่านี้ไหวได้อย่างไร ใบหน้าแดงก่ํา น้ําตาจวนเจียนจะรืน
ไหล
ลู่เจินเจินสั่งด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อุดปากนางเสีย
บ่าวอาวุโสที่อยู่ด้านข้างรีบหยิบผ้าขี้ริ้วที่ชุ่มไปด้วยน้ําลายผืนเดิม ยัด
กลับเข้าไปในปากหมามาอีกครั้ง
คราวนี้หูมามาถึงได้สังเกตเห็นลู่เจินเจิ้นที่ยืนอยู่ด้านหลังรุ่ยเชียง
นางตัวแข็งที่อไปชั่วขณะ พอตั้งสติได้ก็ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แววตา เผยความเว้าวอน พยายามดิ้นรนจนหมอบราบไปกับพื้น โยกศีรษะให้ ลู่เง็นเงินอย่างเอาเป็นเอาตาย
ลู่เจินเจินหันไปสั่งการ “จับหูมามานั่งให้เรียบร้อย”
บ่าวอาวุโสสองคนตรงเข้าไปหิ้วปีกหูมามาให้นั่งลงดีๆ แล้วกดตัวนาง
ไว้ไม่ให้ขยับ หมามาหมดทางดิ้นรน ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ํามูก น้ําตา ดูทั้งน่าสมเพชและน่ารังเกียจในเวลาเดียวกัน
ลู่เจินเจินไม่พูดพร่าทําเพลง “หูมามา เดิมทีเจ้าเป็นคนเก่าคนแก่ใน เรือน หากเจ้ารู้จักเจียมเนื้อเจียมตัวซื่อสัตย์สุจริต วันหน้ายามเจ้าแก่ตัวลง
ข้ากับท่านสี่ก็คงไม่ทอดทิ้งเจ้า”
“แต่คนอย่างเจ้านอกจากจะใจแคบแล้ว ยังกินบนเรือนขี้รดบนหลัง
คา มือไม้ไม่สะอาด
“เพียงแค่เคียดแค้นที่ย้ายึดอํานาจดูแลเรือนไปจากเจ้า เจ้าถึงกับสม
คบคนนอกวางแผนทําร้ายเจ้านาย! แค่ข้อหานี้ข้อเดียว เรือนทิงเทาก็เก็บ
เจ้าไว้ไม่ได้แล้ว!”
“นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะขวัญกล้าเทียมฟ้า ฉวยโอกาสที่เจ้านายไม่อยู่ ลัก
ยโมยทรัพย์สินของเจ้านาย!”
“มีความผิดสองกระทงนี้ เรือนทิ้งเทาคงไม่กล้าเลี้ยงดูเจ้าไว้แล้ว”
นางหันไปสั่งการทันที “ไปเก็บข้าวของของหูมามามาให้หมด ประเดี๋ยวให้นางหิ้วห่อผ้าไป แล้วให้จางมามาที่เป็นคนดูแลพานางออกไป”
จางมามาผู้นี้คือบ่าวสินเดิมของหลานชื่อ เป็นภรรยาของจางเสี่ยน ในเมื่อหูมามาเป็นคนที่หลานชื่อส่งมาปรนนิบัติฟูจืออี้แต่แรก ก็ต้องให้
ภรรยาจางเสี่ยนเป็นคนจัดการ
หูมามารู้ตัวว่าหมดทางรอด ได้แต่จ้องมองลู่เจินเจินด้วยสายตาเคียต
แค้นอย่างเงียบๆ
ลู่เจินเจินเห็นดังนั้นก็แค่นหัวเราะ “หมามา ไม่ต้องมาถลึงตามองข้า แบบนี้ จะโทษก็ต้องโทษตัวเจ้าเอง! เป็นคนบ้านสามแท้ๆ แต่กลับไปสมคบ คิดกับคนบ้านใหญ่ จุดจบในวันนี้ล้วนเป็นผลจากการกระทําของเจ้าเองทั้ง
สิ้น”
พูดจบก็โบกมือ ให้รุ่ยเชียงดุมตัวคนออกไป
รุ่ยเชียงและสาวใช้เตรียมการไว้พร้อมสรรพ รวบรวมข้าวของของหู มามาได้เจ็ดแปดห่อผ้าใหญ่ ภายในมีทั้งผ้าพับหลากหลายสี เครื่องประดับ ทองเงิน เศษเงินก้อนเล็กก้อนน้อย รวมถึงของเล่นของสะสม และชุดเครื่อง เขียนพู่กันหมึกของฟูจืออี้ที่เคยหายไป
รุ่ยเชียงเห็นของพวกนี้แล้วคุ้นตายิ่งนัก ล้วนเป็นของในห้องฟูจืออี้ที่
เคยแจ้งว่าหายหรือชํารุดเสียหาย
ที่แท้ก็ถูกหมามาแอบยักยอกไปนี่เอง
นางโกรธจนตัวสั่น ชี้ของคุ้นตาเหล่านั้นให้ลู่เจินเจินดู
หูมามาที่หน้าขีดเผือดอยู่แล้ว พอเห็นของกลางถูกค้นเจอออกมาวาง กองตรงหน้า ก็ยิ่งหน้าถอดสีจนไร้สีเลือด เรี่ยวแรงในกายเหมือนถูกสูบออก ไปจนหมด ยืนทรงตัวไม่อยู่ ร้อนถึงบ่าวสองคนต้องช่วยพยุงไว้
ลู่เง็นเงินปรายตามองหูมามาอย่างมีนัย ก่อนจะสั่งให้บ่าวไพร่ขนของ
กลางทั้งหมด มุ่งหน้าตรงไปยังเรือนของหลานชื่อ
แม้หลานชื่อจะไปจัดการงานที่เรือนหน้า แต่ในเรือนก็ยังมีภรรยา
จางเสี่ยน บ่าวสินเดิมที่ไว้วางใจที่สุดเฝ้าอยู่
ภรรยาจางเสี่ยนเมื่อคืนนอนไม่เต็มอิ่ม การเฝ้าเรือนก็ไม่มีอะไรยุ่ง
ยาก จึงกะว่าจะงับพักสายตาที่ห้องโถงชั้นนอกสักครู่
จู่ๆ ก็ได้ยินว่าสะใภ้สี่พาคนยกโขยงเข้ามา ก็ตกใจจนสะดุ้ง หรือว่าจะ เกิดเรื่องร้าย?
นางรีบกุลีกุจอออกมาต้อนรับ เห็นลู่เจินเงินสีหน้าถมึงทึง ด้านหลังมี สาวใช้บ่าวไพ่แบกห่อผ้า และรั้งท้ายด้วยการคุมตัวคนผู้หนึ่งมา เพ่งมองดูดีๆ นั่นมันยายเฒ่าหูที่เคยดูแลเรือนทิ้งเทานี่? ภรรยาจางเสี่ยนรู้ทันทีว่าเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลขึ้นแล้ว
นางรีบเชิญลู่เจินเงินนั่งที่ห้องโถงนอกอย่างนอบน้อม สั่งสาวใช้ยก
น้าชามา แล้วจึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง
“สะใภ้สี่ นี่มันเรื่องอะไรกันเจ้าคะ?” ลู่เงินเงินพยักพเยิดให้รุ่ยเชียง
เป็นคนตอบ
รุ่ยเชียงเล่าต้นสายปลายเหตุอย่างฉะฉาน โดยเฉพาะเรื่องที่หูมามา ขโมยของสะสมและเครื่องเขียนของฟูจืออี้ นางบรรยายอย่างออกรส
“เดิมทีสะใภ้สี่ตั้งใจจะให้หูมามาเก็บข้าวของ แล้วให้มาบอกลาจางมา
มาด้วยตัวเองเจ้าค่ะ”
“แต่นึกไม่ถึงว่า ในห้องของหูมามา จะไปเจอข้าวของเครื่องใช้หลาย อย่างของท่านสี่ ก่อนหน้านี้ของสะสมในห้องหนังสือของท่านสี่หายไปหลาย ชิ้น หาอย่างไรก็ไม่เจอ ยังมีชุดน้ําชาอีก หายไปทีละใบสองใบจนไม่ครบชุด ต้องเปลี่ยนชุดใหม่อยู่เรื่อย”
“ไหนจะเครื่องเขียนทั้งสี่ พู่กัน หมึก กระดาษ แท่นฝนหมึก ช่วงนั้น หูมามามาเบิกบ่อยมาก อ้างว่าพู่กันคุณชายแตกบ้าง ทําแท่นฝนหมึกตก แตกบ้าง หรือกระดาษหมดบ้าง!”
“พวกเราก็นึกสงสัยอยู่ ท่านสี่ไม่ใช่คนชุ่มชามขนาดนั้น แต่ก็ไม่กล้า
ถาม”
“เพิ่งจะตาสว่างวันนี้เอง ที่แท้หาใช่ฝีมือท่านทําพังไม่ แต่เป็นเพราะ
ในเรือนมีเกลือเป็นหนอน! ข้าวของพวกนั้นถูกหมามาขนกลับบ้านตัวเองไป จนเกลี้ยง!”
“ข้าวของพวกนี้ หากไม่ใช่เพราะถูกจับได้กะทันหัน เกรงว่าหูมามาคง แอบขนออกไปอีกแน่เจ้าค่ะ….”
สีหน้าของภรรยาจางเสี่ยนยิ่งฟังยิ่งมืดครึ้ม กวาดตามองของกลางที่ รุ่ยเชียงชี้ให้ดูบนตั่ง นอกจากของสะสมและเครื่องเขียน ยังมีชุดน้ําชาอีก
ด้วย
ของพวกนี้ยังพอทําเนา แต่ยังมีผ้าพับอีกหลายพับ นั่นเป็นผ้า
ที่ฮูหยินสามมอบให้หมามา เพื่อให้นําไปตัดชุดให้ท่านสี่
คราวนี้นางโกรธจัดเสียยิ่งกว่ารุ่ยเชียงเสียอีก! นางตบโต๊ะดังปัง “ดี! ดีมาก! เจ้าตอบแทนที่ฮูหยินให้เจ้าไปดูแลท่านสี่แบบนี้หรือ? ของที่ฮูหยินให้ ท่านสี่ เจ้ากลับขโมยไปเก็บไว้เองงั้น?”
หูมามาเข่าอ่อนลงไปกองกับพื้น ตัวสั่นเทาราวกับกําลังร่อนแกลบ
ภรรยาจางเสี่ยนแค่นเสียงเย็น “เด็กๆ ลากตัวนางไปยังที่ห้องปีกข้าง ไม่ต้องให้ข้าวน้ํา ขังไว้ก่อนหนึ่งคืน รอพรุ่งนี้ค่อยให้ฮูหยินตัดสินโทษ!”
บ่าวอาวุโสสองคนรีบเข้ามาลากตัวหมามาออกไปทันที
ส่วนของกลางเหล่านี้ย่อมต้องเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ภรรยาจางเสี่ยนหันมาขออภัยลู่เงินเงินและชี้แจงแทนนายของตน สะใภ้สี่ ท่านวางใจได้เจ้าค่ะ พอฮูหยินกลับมา บ่าวจะรีบรายงานทันที ยาย เฒ่าหูช่างเนรคุณ ต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง ถึงขั้นลักขโมยของเจ้านาย ฮูหยินไม่มีทางปล่อยไว้แน่!”
“แต่ก่อนฮูหยินเห็นว่านางเป็นคนซื่อสัตย์เจียมตน ถึงได้มอบหน้าที่ดู แลท่าน ให้ ทั้งยังให้ความเชื่อถือมาโดยตลอด นึกไม่ถึงเลยว่านางจะเป็น พวกหน้าชื่อใจคด แอบทําเรื่องงามหน้าเช่นนี้ลับหลังฮูหยินได้! หากมิใช่สะใภ้ สี่เป็นผู้เปิดโปง เกรงว่าพวกเราคงถูกปิดหูปิดตาต่อไปเป็นแน่….”