สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 33 ข้ามีเรื่องสําคัญจะบอกสะใภ้ใหญ่
- Home
- สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
- บทที่ 33 ข้ามีเรื่องสําคัญจะบอกสะใภ้ใหญ่
บทที่ 33 ข้ามีเรื่องสําคัญจะบอกสะใภ้ใหญ่
ลู่เจินเงินรู้ถึงเจตนาของภรรยาจางเสี่ยนที่พูดเช่นนี้
นางจึงรีบกล่าวว่า “ข้าย่อมรู้ดีว่า ฮูหยินรักใคร่ห่วงใยท่านยิ่งนัก ที่ ส่งหูมามามาดูแล ก็ล้วนเพราะความเมตตาของมารดาทั้งนั้น เพียงแต่หูมา มาท้าตัวออกนอกลู่นอกทางเอง อาศัยความไว้วางใจของนายหญิงและท่าน สี่ ถึงได้เหิมเกริมปานนี้!”
“ในเมื่อจับตัวคนได้แล้ว ก็ลงโทษไปตามกฏเถิด ข้ากับท่านสี่ไม่ใช่คน แยกแยะดีชั่วไม่ออก จะไปโทษฮูหยินได้อย่างไรเล่า? รบกวนจางมามาช่วย
เรียนฮูหยินด้วยว่าอย่าได้ร้อนใจจนเสียสุขภาพเลย
ทั้งสองสบตาแล้วยิ้มให้กัน ต่างฝ่ายต่างพอใจในผลลัพธ์นี้
เมื่อส่งมอบตัวหูมามาเสร็จ ลู่เจินเจินก็พาบ่าวไพร่ตนกลับ
เรือนทิ้งเท่า
ไม่ต้องเอ่ยถึงตอนที่หลานชื่อกลับมาแล้วทราบข่าว นางโมโหจนจัด
การขั้นเด็ดขาดกับหูมามาและครอบครัว
ครั้นถึงช่วงพลบค่ําา ทางเรือนหลานชื่อก็ส่งคนนําเห็ดหูหนูขาวหนึ่ง กล่อง รังนกหนึ่งกล่อง ฉากตั้งเตียงกระจกใสปักลาย ชิ่ว (1) สองหน้า สําหรับตั้งเตียงหนึ่งบาน และหมึกฮุยชั้นดีอีกหนึ่งกล่อง
พร้อมกับแจ้งข่าวว่า หูมามาถูกขับไล่ออกไปกลางดึกคืนนั้นเลย พรุ่ง นี้เช้าทั้งครอบครัวของหูมามาจะถูกส่งตัวไปอยู่บ้านสวนที่ชนบท นอกจาก เสื้อผ้าติดตัวคนละชุดแล้ว ของมีค่าอื่นใดก็ห้ามนําติดตัวไป
ลู่เจินเจินคาดไม่ถึงว่าหลานชื่อจะเป็นคนเฉียบขาดฉับไวปานนี้ ไม่ลง
มือก็แล้วไป แต่พอลงมือที ก็เล่นเอาคนตื่นตะลึงไปตามๆ กัน
นางยิ้มตาหยีรับของขวัญกล่าวขอบคุณผู้ที่มาส่งของ จากนั้นก็หอบ
ข้าวของไปอวดฟูจืออี้
ของดีสี่อย่างนี้ สามอย่างเป็นของนาง มีเพียงหมึกฮุยกล่องนั้นที่ต้อง เป็นของฟูจืออี้แน่นอน
นางกอดส่วนของตัวเองไว้แน่น แล้วดันกล่องหมึกฮุยไปให้ฟูจืออี้ พร้อมกับเล่าเรื่องการจัดการหูมามาในวันนี้ให้ฟังอย่างหมดเปลือก
ฟู่จื่ออี้เคาะนิ้วลงบนกล่องหมึกฮุย พลางมองของสามอย่างในอ้อม กอดลู่เจินเจิน อดสงสัยไม่ได้ว่าตกลงใครเป็นลูกแท้ๆ กันแน่?
แต่แบบนี้ก็ดีแล้ว มารดาเอ็นดูลู่เงินเงิน แม่สามีลูกสะใภ้รักใคร่กลม เกลียว ย่อมเป็นเรื่องดีเสียยิ่งกว่าอื่นใด
เขาพยักหน้ารับ ความจริงเขารู้นานแล้วว่าหูมามามือไม้ไม่สะอาด เพียงแต่หูมามาเป็นคนโง่เขลา ให้เศษเงินเล็กน้อยก็ปิดปากได้ เขาจึง
ยอมหลับตาข้างหนึ่งมาตลอด
นึกไม่ถึงว่าหูมามาจะเห็นแก่อํานาจเพียงน้อยนิด ไปสมคบกับพี่สะใภ้ ใหญ่หูชื่อ คิดวางแผนเล่นงานสู่เงินเงิน เช่นนั้นก็เก็บไว้ไม่ได้แล้ว
เขาจึงตอบเพียงว่า “รู้แล้ว” และไม่ได้มีความเห็นอื่นใด
ลู่เจินเจินโล่งอก ถึงอย่างไรนี่ก็เหมือนการกําจัดพนักงานเก่าแก่ไป
หนึ่งคน กลัวแต่เจ้านายจะมีความคิดเห็นต่าง ในเมื่อเจ้านายเห็นชอบด้วย ก็
ประเสริฐยิ่งนัก
เมื่อเยี่ยระเบิดเวลาอย่างหูมามาออกไปได้ คืนนั้นคนในเรือนทิงเทา
ต่างก็นอนหลับฝันดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ผิดกับสถานการณ์ที่บ้านสกุลหูในเวลานี้ นอกจากเฟอร์นิเจอร์ชิ้น ใหญ่ๆ ที่ขนย้ายลําบาก ข้าวของอื่นๆ ล้วนถูกยึดไปจนเกลี้ยง
เสียงร้องไห้โหยหวนของคนสกุลหูดังระงมขึ้นเรื่อยๆ
ต้องรู้ก่อนว่าแต่เดิมคนสกุลหูอาศัยบารมีที่หมามาดูแลท่านสี่ ลูก หลานชายหญิงในบ้านต่างก็ได้งานดีๆ ในจวนทํากันถ้วนหน้า ขอเพียงอายุ ถึงเกณฑ์ ก็ได้เข้าไปทํางานในจวน มีเบี้ยหวัดรายเดือนกันทุกคน
เมื่อเทียบกับลูกบ่าวไพร่ตระกูลอื่นในละแวกใกล้เคียง ชีวิตความเป็น อยู่ของพวกเขานับว่าดีกว่ามาก ใครบ้างจะไม่อิจฉา
มาตอนนี้งานการของทุกคนในครอบครัวถูกปลดหมด แล้วยังต้อง
ถูกเนรเทศไปอยู่บ้านสวน
เงินทองที่สะสมมาหลายปีก็ถูกยึดไปจนเกลี้ยง ตอนนี้บ้านว่างเปล่า
เงินทองไม่เหลือสักแดงเดียว แล้วพวกเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร?
คนทั้งครอบครัวต่างพากันร้องห่มร้องไห้ คร่ําครวญต่อว่าหูมามาไป ยกหนึ่ง ต่างพากันโทษว่านางช่าง เปลือกตาตื้น (2) มีตําแหน่งเป็นมามาผู้ ดูแลอยู่สุขสบายไม่ชอบ ดินร้อ่านไปโลกมากกับเศษเงินเพียงเล็กน้อย จนถูก จับได้คาหนังคาเขา พลอยทําเอาคนทั้งบ้าน ต้องเดือดร้อนไปด้วย ลูกสะใภ้ สองคนถึงขั้นโวยวาย ขอกลับบ้านเต็ม หลานตัวน้อยก็ร้องให้จ้า กระจองอแงไม่หยุด
หูมามาเติม ก้มหน้ารับคําด่าทอ แต่ฟังนานเข้าก็เริ่มเหลืออด จนใน ที่สุดก็ระเบิดอารมณ์ออกมา
“ยามนี้พวกเจ้ากลับมาว่าเป็นเพียงเศษเงินหรือ? ก่อนนี้หากมิใช่ข้า แอบยักยอกของจากเรือนท่านสื่ออกมาขาย เจ้าใหญ่จะมีเงินร่ําเรียนหรือ? เจ้ารองจะมีปัญญาที่ไหนไปสู่ขอเมีย?”
“คนตั้งกี่ปากท้อง ลําพังเบี้ยหวัดข้าเพียงผู้เดียวจะยาไส้พอหรือ? ยามย้าขนของกลับมาบ้าน ไฉนพวกเจ้าไม่เอ่ยปากห้ามสักครึ่งค้า? เงินที่ขาย ของได้ มีใครบ้างไม่ได้ใช้? พวกเจ้าถลุงเงินกันสนุกมือยิ่งกว่าใคร! ใจจริงแทบ อยากจะให้ย้ายกเรือนท่านสี่กลับมาปรนเปรอพวกเจ้าเสียด้วยช้า! ครั้นพอ เกิดเรื่องขึ้นมา ก็กลับปัดสวะให้พ้นตัว แสร้งทําเป็นไม่รู้ไม่เห็นกระนั้นหรือ? “ถุย! ฝันกลางวันไปเถอะ! ยามเสพสุขไม่เห็นมีใครตกหล่น ยามตก ทุกข์ได้ยากก็อย่าหวังว่าใครจะรอดตัวไปได้!”
หูมามาแค่นหัวเราะ คนสกุลหูหน้าเปลี่ยนสีกันถ้วนหน้า
ผ่านไปครู่ใหญ่ ลูกชายคนโตของหูมามาถึงได้ลองหยั่งเชิงถาม “ท่าน แม่ ท่านตัดใจเห็นหลานๆ ไปตกระกําลําบากที่บ้านสวนได้ลงคอหรือ? ท่าน
ลองหาวิธีดูหน่อยเถิด?”
“ลองไปขอร้องฮูหยินสามดูไหม? หรือไปขอร้องท่านดูก็ได้!”
หูมามาถ่มน้ําลายใส่ลูกชายคนโต “ไสหัวไป! เจ้าคนสมองทึบ ฮูหยิน
สามเป็นคนสั่งการเอง แล้วจะไปขอร้องท่าน จะมีประโยชน์อะไร?”
ลูกสะใภ้คนโตที่อยู่ข้างๆ ฟังแล้วสะดุดหู จึงถามอย่างระมัดระวัง “
แล้วต้องไปขอเจ้านายท่านไหนถึงจะมีประโยชน์ล่ะเจ้าคะ? อย่างน้อยก็ลอง
ไปขอร้องดู เผื่อเจ้านายเมตตา อาจจะยอมให้พวกเราอยู่ต่อก็ได้”
หูมามามองหลานๆ ที่กําลังร้องไห้กระจองอแง ท้ายที่สุดก็ใจอ่อน
นางครุ่นคิดครู่หนึ่ง “พวกเจ้าหาทางไปบอกแม่นางไป่หลิงที่เรือน
สะใภ้ใหญ่ บอกว่าข้ามีคําพูดสําคัญจะบอกสะใภ้ใหญ่
“สะใภ้ใหญ่?” ลูกชายคนโตชะงัก “ท่านแม่ ท่านเลอะเลือนไปแล้ว หรือ? เราเป็นคนบ้านสาม เกิดเรื่องแล้วไปหาบ้านใหญ่จะมีประโยชน์อะไร… บ้านใหญ่? แม่ หรือว่าแม่… แม่กับบ้านใหญ่….”
ลูกชายคนโตหน้าซีดเผือด เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทําไมฮูหยินสามผู้มี เมตตา ถึงได้โกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้
แต่ยามนี้ ความคิดที่ไม่อยากไปลําบากที่บ้านสวนมีน้ําหนักมากกว่า
ลูกชายคนโตกัดฟัน สั่งภรรยาตนเอง “น้องสาวเจ้าทํางานอยู่ที่เรือน สะใภ้ใหญ่ไม่ใช่หรือ? เจ้าวานให้นางไปฝากความถึงแม่นางไป่หลิงได้หรือ
ไม่?”
ลูกสะใภ้คนโตลังเล แต่พอลูกชายคนโตทั้งคู่ทั้งปลอบ สุดท้ายนางก็
ยอมตกลง
อาศัยช่วงพลบค่ําา รีบกลับไปที่บ้านเดิม ผ่านไปพักใหญ่ นางก็รีบร้อน กลับมา พร้อมค้าพูดประโยคเดียว “แม่นางไป่หลิงบอกว่า อาศัยช่วงที่ประตู เรือนชั้นในยังไม่ลงกลอน ให้ท่านแม่กล้าทางไปรอที่ลานหลัง เดี๋ยวจะมีคนมา
รับ”
คนสกุลหูได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจโล่งอก เริ่มมีความหวังรําไร
หูมามาเริ่มมีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง นางรีบล้างหน้าล้างตาลวกๆ จัดเสื้อ
ผ้าให้เข้าที่ แล้วแอบย่องไปที่ประตูหลัง
พอไปถึง ก็เห็นไป่หลิงโผล่หน้าออกมา กวักมือเรียกให้นางเข้าไป
หูมามาเดินก้มหน้าตามหลังไป่หลิงไป จนถึงเรือนขนาดย่อมลึกสาม ชั้นที่หูชื่อและสามีอาศัยอยู่ ถูกพาตัวไปรอที่ห้องข้าง และกําชับห้ามส่งเสียง เรือนหลักสว่างไสว ได้ยินเสียงหัวเราะหยอกล้อของนายท่านใหญ่
ฟูจือเจียนและหู อแว่วมา
เสียง
จนกระทั่งเสียงเงียบไป ไฟในเรือนหลักลับลง
หูมามาอยู่ในห้องข้างที่มืดมิดเพียงลําพัง ไม่กล้าขยับตัว ไม่กล้าส่ง
ทรมานรอจนไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ เผลอหลับพิงผนังไปอย่าง
สะลึมสะลือ กึ่งหลับกึ่งตื่นก็ได้ยินเสียงประตูเปิดด้งแอ๊ด นางสะดุ้งตื่น เห็นเงาดาร่างหนึ่งถือตะเกียงยืนอยู่ที่หน้าประตู
กลางดึกสงัดเช่นนี้ หูมามาเกือบจะกรีดร้องออกมา จนกระทั่งเงาด้านั้นเอ่ยปาก “ไป่หลิงบอกว่าเจ้าฝากความมา มีเรื่อง
สําคัญจะบอกข้าร?”
นั่นคือเสียงของสะใภ้ใหญ่หูชื่ออย่างไม่ต้องสงสัย
เชิงอรรถ
- ชูซิ่ว” คือ “เทคนิคการปักไหม” ที่ขึ้นชื่อของเมืองซูโจวโดยปักลง บน “ผ้าไหมเนื้อโปร่งบาง” (หรือผ้าโปร่ง) โดยใช้เทคนิค “ปักสองหน้า”
(Double-sided embroidery)
2.” หมายถึง คนวิสัยทัศน์สั้น, คนที่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ตรงหน้า