สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 39 ว่าที่ 'หลัวอีเหนียง' ที่ยังไม่ทันข้ามธรณี
- Home
- สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
- บทที่ 39 ว่าที่ 'หลัวอีเหนียง' ที่ยังไม่ทันข้ามธรณี
บทที่ 39 ว่าที่ ‘หลัวอีเหนียง’ ที่ยังไม่ทันข้ามธรณี
ประตู
ลําพังแค่ชิว เหนียงคนนั้น อายุอานามก็มากกว่าลูกชายเขาอย่าง ฟูจืออี้ไม่กี่ปี นี่เขายังคิดจะรับอนุภรรยารุ่นลูกเข้ามาอีกคนหรือ?
มิหนํา ายังจะให้หลานชื่อเป็นคนควักเงินจ่ายอีก?
ช่างหน้าไม่อายลิ้นดี
ถ้าเปลี่ยนเป็นนางล่ะก็ คิดจะใช้เงินนางไปซื้ออนุเหรอ? ฝันไปเถอะ นางจะจับตอนเครื่องมือหากินทิ้งเสียก่อนเลย
โชคดีที่ฟูจืออี้เป็น ‘เทียนเยียน’ นางเลยไม่ต้องมาทนรับความคับ
แค้นใจแบบนี้
ติดแล้วก็อดรู้สึกสะท้อนหัวใจแทนหลานชื่อไม่ได้
ใจจริงนางอยากจะซักถามต่ออีกสักหน่อย แต่จินชื่อและวินชื่อนั้น เป็นพวกมากประสบการณ์ที่เมื่อครู่เผลอหลุดปากออกมาก็ถือว่าเสีย มารยาทมากแล้ว ยามนี้ย่อมไม่มีทางหลุดคําพูดใดออกมาอีกเป็นแน่
รวดเร็ว
ทั้งสองคนจึงพร้อมใจกันหาข้ออ้าง แล้วรีบปลีกตัวลาจากไปอย่าง
ลู่เจินเจินจนปัญญา ประกอบกับเป็นห่วงหลานชื่อ จึงได้แต่พาบ่าว
ไพร่ตรงดิ่งไปยัง เรือนพักของหลานชื่อ
นึกไม่ถึงว่าแค่ล่าช้าไปเพียงครู่เดียว พอพวกนางไปถึงเรือนหลาน ชื่อ บ่าวหญิงคนนั้นก็รับตั๋วเงินแล้วจากไปเสียแล้ว
เหล่าสาวใช้และหญิงรับใช้สูงวัยในเรือนนี้ล้วนเป็นคนสนิทของ
หลานชื่อ ในยามนี้ใบหน้าของทุกคนจึงเต็มไปด้วยโทสะ
ภรรยาจางเสี่ยนกําาลังยืน ชับบ่าวไพร่ที่ระเบียงทางเดิน สั่งห้ามไม่ ให้ใครชักสีหน้าขุ่นเคือง ยามก้าวเท้าออกจากประตูเรือนไปแล้ว ต้องแสร้ง ว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นทั้งสิ้น
ครั้นเห็นลู่เงินเงินเดินเข้ามา ก็รีบฝืนยิ้มออกมาต้อนรับ
“สะใภ้สี่มาแล้วหรือเจ้าคะ? … นางผายมือเชิญคนเข้าไปด้านใน
พลางกระชับเสียงเบาว่า
เฮ้อ…”
“สะใภ้สี่ ท่านช่วยพูดจาปลอบประโลมนายหญิงหน่อยนะเจ้าคะ
ลู่เจินเงินพยักหน้ารับค่า พอเข้าไปในห้องโถงกลาง เห็นหลานชื่อนั่ง
เหม่อมองกระถางกล้วยไม้บนโต๊ะเตี้ยริมหน้าต่างฝั่งตะวันตก
ลู่เจินเจินเดินเข้าไปย่อกายคารวะ นางถึงได้สะดุ้งตื่นจากภวังค์ รีบ
ผายมือให้ลู่เจินเจินนั่งลง
จากนั้นก็หันไปสั่งให้ภรรยาจางเสี่ยนรินนํ้าชาและยกขนมของว่าง
เข้ามาด้วยรอยยิ้ม
ท่าทีที่ทําเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเช่นนี้ ทําให้คําพูดแสดงความห่วง
ใยของลู่เจินเจินต้อง ถูกกลืนกลับลงท้องไปจนหมดสิ้น
หลานชื่อไม่เอ่ยถึงเรื่องที่นายท่านสามมาขอเงินไปซื้ออ เลยแม้แต่
ครึ่งคํา เอาแต่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของลู่เจินเงินในช่วงนี้ แล้วก็ถามถึง เรื่องที่หูชื่อไปหาที่เรือนเมื่อวานว่าได้พูดจาอะไรไม่เข้าหูบ้างหรือไม่?
ทุกถ้อยคําล้วนเต็มไปด้วยความห่วงใย ยิ่งเห็นหลานชื่อเป็นเช่นนี้
ลู่เจินเจินก็ยิ่งรู้ กปวดใจ
นางดูออกว่าหลานชื่อไม่อยากเปิดแผลให้ใครมาสมเพช ยอมกลืน
เลือ ลงท้องดีกว่าต้องแสดง ความอ่อนแอให้ใครเห็น แม้เพียงเสี้ยวเดียว
เมื่อเห็นแม่สามีพยายามฝืนหาตัวเข้มแข็ง ลู่เจินเจินจึงทําได้เพียง
เออออตามนํ้าไปสองสามประโยค ก่อนจะลุกขึ้นขอตัวลากลับ
หลานชื่อไม่ได้ตั้งไว้ตามมารยาท เดินมาส่งลู่เจินเงินถึงหน้าประตู
ลู่เจินเจินชะลอ เท้าลง หันกลับมามองหลานชื่อ แล้วเอ่ยด้วยนํ้า เสียงจริงจังว่า “ท่านแม่เจ้าคะ ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้น ขอให้ท่านจําไว้ เสมอว่า ท่านยังมีข้ากับท่านอยู่นะเจ้าคะ!”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหลานชื่อชะงักค้าง นางเงียบงันไปครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะยกโค้งขึ้นอีกครั้ง แววตาเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มและหยาดน้ํา ตาที่รื้นขึ้นมาจางๆ นางยิ้มพลางตบหลังมือลู่เจินเจินเบาๆ “แม่รู้แล้ว มีลูก กตัญญูอย่างพวกเจ้าสองคน แม่ก็ไม่ขออะไรอีกแล้วล่ะ เอาเถอะ กลับไปได้
แล้ว”
ลู่เจินเจินจึงค้านับลาหลานชื่อแล้วเดินออกมา
พอก้าวพ้นเขตเรือนมาได้ ลู่เจินเจิน พยายามข่มอารมณ์ไว้ก็ระเบิด
โทสะออกมาทันที
นางหันไปสั่งไห่ถึงว่า “ไหนปกติเจ้าคุยโวว่าสนิทกับคนไปทั่วทั้งจวน ไม่ใช่หรือ? ไปสืบมา ว่า ‘แม่นางค่าตัวแปดร้อยตาลิง’ ที่นายท่านสามจะซื้อ มาเป็นอนุผู้นี้ แท้จริงแล้วเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร?”
ไห่ถังเม้มริมฝีปากแน่นอย่างกังวล “สะใภ้ วางใจเจ้าค่ะ บ่าวจะรีบ ไปเดี๋ยวนี้” พูดจบก็รีบวิ่งออกไปทันที โม่ลี่กับรุ่ยเสียงก็ไม่ยอมน้อยหน้า “
สะใภ้สี่เจ้าคะ ทางบ้านพวกบ่าวก็มีคนที่ทํางานติดตามรับใช้นายท่านสาม ตอนอยู่นอกจวนเหมือนกัน ให้พวกบ่าวออกไปช่วยสืบดูด้วยดีไหมเจ้าคะ?” ลู่เจินเจินพยักหน้า “ได้ พวกเจ้าก็ไปเถอะ! หากได้ข่าวที่เชื่อถือได้ กลับมา ช้ามีรางวัลให้อย่างงาม”
โม่ลี่กับรุ่ยเสียงรับคําแล้วรีบวิ่งแจ้นไปหาข่าวทันที
พอลู่เจินเจินกลับถึงเรือนทิงเบา กระดกชาเย็นดับร้อนไปหนึ่งถ้วย ใหญ่ แต่ก็ไม่อาจดับไฟโทสะในใจลงได้
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห ทั้งยังนึกสะท้อนใจว่าหลานชื่อไม่ควรต้องมาพบเจอ
เรื่องพรรค์นี้
นางนั่งกระวนกระวายรอสาวใช้ทั้งสามกลับมารายงานข่าว
จนกระทั่งบ่ายคล้อย สาวใช้ทั้งสามคนก็กลับมา
แต่ละคนต่างไปสืบข่าวที่เป็นประโยชน์มาได้ไม่น้อย เมื่อนํามารวม
กันแล้วสรุปความได้ว่า…
ไม่รู้นายท่านสามไปโดนใครเป่าหูหรือยุยงมาจากข้างนอก
คนผู้นั้นบอกว่า ตามดวงชะตาแล้วนายท่านสามควรจะมีลูกเต็ม บ้านหลานเต็มเมือง แต่ที่ปัจจุบันมีแค่ฟูจือเป็นลูกชายโทนเพียงคนเดียว นั่นก็เพราะเขาเลือกผู้หญิงไม่ถูกคน
ทั้งยังอ้างอีกว่าเพราะดวงตกฟากของนายท่านสามนั้นพิเศษนัก จึง
ไม่อาจมีลูกกับหญิงทั่วไปได้ จําเป็นต้องร่วมหอลงโรงกับสตรีที่มีดวงชะตา พิเศษเช่นเดียวกัน ถึงจะสามารถให้กําเนิดบุตรธิดาได้ ชนิดที่ว่า ‘สองปีอุ้ม สาม’ [2] เลยทีเดียว”
ทีแรกนายท่านสามก็ไม่เชื่อ แต่ต่อมาระหว่างทางค้นไปเจอ นัก พรตพเนจร’ ผู้หนึ่ง พอเห็นหน้านายท่านสามก็ร้องท้าขึ้นมาทันทีว่า ดวง ชะตาของเขาควรจะมีลูกชายสามลูกสาวสอง แต่น่าเสียดายที่ไม่เจอคู่แท้ เลยมีแค่ลูกชายโทนคนเดียว
หากยังไม่รีบตามหาหญิงสาวที่ฟ้าลิขิตมาให้มาช่วยสืบทายาท เกรง ว่าสายตระกูลของเขาคงจะสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ … อะไรทํานองนั้น
เรื่องโกหกพกลมพรรค์นี้ ดันหลอกต้มตุ๋นนายท่านสามจนเชื่อจน
เชื่อสนิทใจ ถึงขั้นยึดตัวนักพรตพเนจรผู้นั้นไว้ไม่ยอมปล่อย รบเร้าให้ช่วยชี้
ทางสว่าง
นักพรตผู้นั้นแสร้งทําานายทายทักให้นายท่านสาม โดยระบุวัน เวลา
และสถานที่ตกฟากอย่างดิบดี บอกว่าหากไปที่นั่นจะได้พบกับสตรีนาง
หนึ่ง ซึ่งนางผู้นั้นก็คือคู่สร้างคู่สมตามดวงชะตาของเขานั่นเอง มีหน่า ายังก่าชับว่าต้องให้สินสอดฝ่ายหญิงแปดร้อยตาลง แล้วรับ ตัวเข้ามาในจวน จัดเรือนพักให้อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เลี้ยงดูปูเสื่อให้
รับรองว่าสองปีได้อุ้มลูกสามคนแน่นอน
นายท่านสามเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก็ลองทําตามที่นักพรตบอก ไปตาม วันเวลาและสถานที่ที่นัดแนะ… แล้วก็ดันเจอกับแม่นางคนหนึ่งเข้าจริงๆ
แม่นางผู้นั้นแซ่หลัว เดิมทีเป็นคนดังประจําตรอกที่ใครๆ ต่างเรียก ขานกันว่า เต้าหู้ไซซี (2) ปีนี้อายุสิบเจ็ดปี เพิ่งพ้นวัยสาวแรกแย้มมา
หมาดๆ รุ่นราวคราวเดียวกับลู่เจินเจินพอดี บ้านสกุลหลังยืดอาชีพยายเต้าหู้ มีฐานะยากจนขัดสน
ที่บ้านมีบุตรชายหญิงอย่างละคน บุตรชายเพิ่งแต่งงานไปเมื่อปี ก่อน แต่พี่สะใภ้กับน้องสามีไม่ถูกกัน ทะเลาะตบตีกันเป็นประจํา แม่นาง หลัวเลยหนีมาขายเต้าหู้ ตลาดทุกวัน
ด้วยความที่แม่นางหล้วหน้าตาสะสวย พอมาขายเอง กิจการเต้าหู้ก็
ขายดีเป็นเทน้ําเทท่า
จะรับไปเป็นอนุสุดที่รัก ใครเล่าจะกล้าปฏิเสธ?
หญิงสาวชาวบ้านร้านตลาดเช่นนี้ ถูกนายท่านจากจวนโหวหมายตา
อีกอย่างนายท่านสามก็ดูภูมิฐาน แม้อายุจะมากไปหน่อย แต่ชาติ
ตระกูลสูงส่ง ทั้งยังมีเสน่ห์แบบชายสูงวัย
แม่นางหลัวกับนายท่านสาม ก็เปรียบเสมือน ‘เต่าเจอถั่วเขียว’
[3]เพียงได้สบตากันก็ถูกใจกันทันที
ในเมื่อฝ่ายหญิงตกลงปลงใจ เรื่องก็ยิ่งง่าย มีเงินแปดร้อยตําลึง
ฟาดหัว บ้านสกุลหลัวดีใจจนทําอะไรไม่ถูก
ว่ากันว่าเงินแปดร้อยตาลงนั่นมิใช่เงิน ‘ค่าตัว’ หากแต่เป็น ‘สิน
สอด’ ที่นายท่านสามประเคนให้ ด้วยหวังจะยกย่องแม่นางสกุลหลัวผู้นั้น
ขึ้นเป็น ‘กุ้ยเขี่ย’ 4]
เวลานี้นายท่านสามได้สั่งให้จัดเรือนหลังเล็กที่มุมทิศตะวันตกเฉียง
ใต้ในเรือนของตนเตรียมไว้ให้แม่นางหล้วแล้ว ช้ายังส่งคนรับใช้ของตนไป
คอยปรนนิบัติว่าที่ ‘หลัว เหนียง’ อีกด้วย
รอแค่ฤกษ์งามยามดีในอีกสามวันข้างหน้า ก็จะส่งเกี๊ยวเล็กไปรับแม่
นางหล้วเย้าจวน
ถึงตอนนั้น แม่นางหล้วก็จะกลายเป็นหลัว เหนียงแห่งบ้านสาม
อย่างสมบูรณ์
พอเล่าจบ อย่าว่าแต่ลู่เจินเงินเลย แม้แต่พวกไห่ถังเองก็ยังแสดงสิ
หน้าไม่พอใจออกมา
การกระทําของนายท่านสามในการรับหลัว เหนียงเข้าจวนล้วนเป็น
การตบหน้าหลานชื่อฉาดใหญ่
จมตีน!
นี่คือการไม่ไว้หน้าภรรยาเอกอย่างสิ้นเชิง เหยียบย่ําาศักดิ์ศรีกันจน
ลู่เจินเจินเป็นลูกสะใภ้แท้ๆ ของหลานชื่อ ส่วนพวกนางก็เป็นบ่าว
ไพร่ของลู่เจินเจิน ย่อมถือคติที่ว่า ‘ยามรุ่งโรจน์ก็รุ่งโรจน์ไปด้วยกัน ยามตก ตี๋าก็ตกต่ําาไปด้วยกัน’
ถ้าหลัว เหนียงเข้าบ้านมา แล้วเกิดมีลูกชายสามคนจริงอย่างค้า
ทํานาย ประกอบกับมีนายท่านสามคอยให้ท้าย เกรงว่าสถานการณ์ในบ้าน
สามคงถึงคราวพลิกผัน
ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงรู้สึกรังเกียจทั้งนายท่านสามและว่าที่หลัว เหนียงที่ยังไม่ทันเข้าบ้าน ผู้นั้นอย่างเต็มอก ในขณะที่ทุกคนกําลังเดือด ดาลอยู่นั้น ฟูจืออี้ก็เดินหน้าเครียดเข้ามา เหล่าสาวใช้รีบหุบปากฉับ มองฟูจืออี้ด้วยความหวาดกลัว
หวุดหวิด
ฟูจืออี้โบกมือไล่ พวกนางรีบถอยออกไปราวกับรอดตายมาได้
ลู่เจินเจินมองสีหน้าที่ดูเหมือนปกติของฟูจ๋อ แต่กลับสัมผัสได้ว่า
อารมณ์ของเขาตอนนี้ย่ําแย่สุดๆ
แน่ๆ
คาดว่าเขาคงรู้เรื่องที่นายท่านสามไปไถเงินหลานชื่อมาซื้ออนุแล้ว
“ท่านรู้เรื่องแล้วใช่ไหมเจ้าคะ? “เจ้าเองก็น่าจะรู้แล้วสินะ?”
เชิงอรรถ
- WE -สองปีอุ้มสาม” เป็นสํานวนเปรียบเปรยถึงการมีลูกดกและ
มีธีมาก เช่น ปีแรกคลอดลูกแฝด ปีถัดมาคลอดอีกหนึ่ง หรือมีลูกหัวปี * พร้อมลูก บทยบ 2.3 เป็นค่าเปรียบเปรยถึงแม่ค้าขายเต้าหู้ที่หน้าตาสวย
งาม
3.^/ ยล หมายถึง คนสองคน ที่คนนอกมองว่าไม่น่าจะ เข้ากันได้กลับรู้สึกถูกชะตา ถูกใจ หรือตกหลุมรักกันทันทีที่ได้ เห็นมักใช้ในเชิงล้อเลียนหรือขบขันว่า “คู่นี้ช่างเหมาะสมกัน จริงๆ คล้ายกับสํานวนไทยว่า “ผีเน่ากับโลงผุ 4. *** หมายถึงอนุภรรยาสูงศักดิ์ / อนุภรรยาที่มีเกียรติ มัก เป็นลูกหลานคนดีมีตระกูลตกยาก หรือคนที่สามียกย่องออก หน้าออกตา มีพิธีรับเข้าบ้าน (เข้าทางประตูบ้าง) และมีศักดิ์ศรี สูงกว่าบ่าวไพร่ชัดเจน