สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน - บทที่ 40 ทําไมถึงประจวบเหมาะเพียงนี้?
- Home
- สามีข้าละกิเลสแต่ไฉนข้ากลับมีลูกหัวปีท้ายปีถึงสามคน
- บทที่ 40 ทําไมถึงประจวบเหมาะเพียงนี้?
บทที่ 40 ทําไมถึงประจวบเหมาะเพียงนี้?
ทั้งสองถามออกมาพร้อมกัน
“ย้ารู้แล้ว” ยังจะตอบพร้อมกันอีกครั้ง
ลู่เจินเจินอดไม่ได้ รีบชิงพูดก่อน “ข้าขอพูดก่อน
นางเล่าเรื่องราวทั้งหมดที่ได้เห็นได้ยินในโถงรับรองวันนี้ รวมถึง
เรื่องที่ได้พบเจอทีเรือนของหลานชื่อ
บทสนทนาระหว่างนางกับแม่สามี
รวมถึงข่าวที่พวกให่ถังไปสืบมาได้ ทั้งหมดพรั่งพรูออกมาให้ฟูจืออี้ฟังรวด
เตียวจบ
เมื่อฟูจืออี๋ฟังจบ สีหน้าดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย “ช่วงนี้ เจ้าช่วยไป อยู่เป็นเพื่อนท่านแม่หน่อยนะ”
ลู่เจินเจินรีบตบหน้าอกรับคํา “ท่านสี่วางใจได้! ต่อให้ท่านไม่สั่ง ข้าก็ ตั้งใจจะไปอยู่เป็นเพื่อนท่านแม่ทุกวันอยู่แล้ว”
สีหน้าของฟูจืออี้ยิ่งดูอ่อนโยนลงไปอีก
ลู่เจินเจินเห็นว่าอารมณ์เขาติขึ้นจึงอดไม่ได้ที่จะถาม
“ท่านสี่ หรือพวกเราจะต้องทนดูนายท่านสามรับหลัว เหนียงคน นั้นเข้าบ้านมาสร้าง ความรําคาญใจให้ท่านแม่จริงๆ หรือเจ้าคะ?”
อีกอย่าง ท่านไม่รู้สึกว่าเรื่องนี้ ชอบกล อยู่หรือเจ้าคะ? นักพรต พเนจรผู้นั้น ไร้หัวนอนปลายเท้า จู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้น…คําพูดของเขา ในสาย ตาคนนอก คงมองเพียงว่านายท่านสามเลอะเลือน จนถูกพวก สิบแป ดมงกุฎ หลอกลวงเข้าให้แล้ว”
แต่ท่านกับย้าย่อมรู้แก่ใจ ว่ามี ‘สิ่งใด’ ที่ไปสะกิดใจจนนายท่าน สามยอมเชื่อถือ… เรื่องบังเอิญ เช่นนี้มันไม่น่าสงสัยไปหน่อยหรือ?”
คนน่าสงสัยที่สุดคือนักพรตคนนั้น เขามีญาณวิเศษจริง หรือแค่ ไป
รู้อะไรมา?
จากที่ลู่เจินเจินสังเกตตลอดเดือนกว่าที่แต่งเข้าจวนโหว เรื่องที่
ฟู่จ๊ออี้เป็น’เทียนเยียน’นั้น
นอกจากหลานชื่อ นายท่านสาม ฟูจืออี้ ตัวนางเอง รวมถึงท่านโหว ผู้เฒ่าและฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว คนในจวนโหวนี้ แม้แต่นายท่านใหญ่กับนาย ท่านรองก็ยังไม่รู้ความลับที่ว่านี้เลย
แล้วนักพรตพเนจรคนนั้นไปรู้เรื่องนี้มาจากไหน? เรื่องนี้มีความ
เชื่อมโยงอะไรกันหรือไม่?
หรือ?
ใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังคอยยุยงนายท่านสาม?
และหญิงแซ่หลัวคนนั้น เป็นแค่ลูกสาวคนขายเต้าหู้ธรรมดาๆ จริง
อย่าหาว่าลู่เจินเจินคิดมากหรือหัวสมองเต็มไปด้วยทฤษฎีสมคบคิด
เลย แต่มันช่างบังเอิญเกินไปไหม?
บนโลกนี้ไม่มีความบังเอิญที่เหมาะเจาะขนาดนั้นหรอก ที่มีมากดาษ
ตื่น… คือแผนการที่คนจงใจจัดฉากขึ้นมาต่างหาก!
กลัว!
ดวงตาของฟูจืออี้ที่มองมายังลู่เงินเงินพลันสว่างวาบขึ้นมาอย่างน่า
ภายในใจ มีความรู้สิกแปลกใหม่ที่ไม่เคยเป็นมาก่อนกําลังปั่นป่วน ราวกับมีบางสิ่งกําลังจะปะทุออกมา…. ร้อนแรง และเข้มข้น
จังหวะนั้นลู่เจินเจินก้มหน้าลงไปรินนํ้าชาพอดีจึงไม่ทันสังเกตเห็น
เพียงแค่รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาแวบหนึ่ง
แต่นางก็ไม่ได้ใสใจ คิดไปเองว่าคงเป็นเพราะมัวแต่ระแวงเรื่องคน
บงการเบื้องหลัง หลัว เหนียงจนกลัวไปเอง
ยังดีที่ฟูจืออี้รีบเก็บซ่อนอารมณ์เหล่านั้นไว้ได้ทัน เหลือเพียงแววตา
ชื่นชมที่ปิดอย่างไรก็ไม่มีต
“เจ้าพูดถูก ข้าเองก็สงสัยว่ามีคนชักใยอยู่เบื้องหลัง ไม่อย่างนั้น ทําไมทุกอย่างถึงได้ ประจวบเหมาะขนาดนี้?”
นํ้าเสียงของฟูจืออี้เย็นเยียบจนน่าขนลุก ลู่เจินเจินลูบแขนตัวเอง เบาๆ แล้วท่าน จะทํายังไงเจ้าคะ?”
ฟูจืออี้แค่นหัวเราะเย็นชา “กล้ารับเงินของท่านแม่ไปแล้ว ยังจะหวัง
แต่งเข้าจวนมาเสวยสุขเป็นอนุสูงศักดิ์อย่างขาวสะอาดไร้มลทินอีกหรือ?
ตระกูลหลัวคิตตี้นเงินเกินไปแล้ว!”
แค่ประโยคเดียว ลู่เงินเงินก็รู้ทันทีว่าฟูจืออี้เตรียมลงมือแล้ว
ถ้างั้นนางก็หมดห่วง
ต้องรู้ก่อนว่าในนิยาย ฟู่จืออี้คือจอมวายร้าย ผู้สามารถพลิกฟ้าคว่ํา
แผ่นดินได้ด้วยฝามือเดียว
นอกจากจะลงมือได้โหดเหี้ยมไร้ปรานีแล้ว ยังไม่เคยทิ้งร่องรอย
หรือหลักฐานตามสาวมาถึงตัวได้
แม้ตอนนี้จอมวายร้ายอย่างฟูจืออี้จะยังหนุ่ม เล่ห์เหลี่ยมอาจยังไม่
แพรวพราวเท่าตอนท้ายเรื่อง แต่แค่จัดการสกุลหลัวแค่นี้… ก็ไม่นับว่าเป็น เรื่องยากเย็นอะไร
เมื่อคิดได้ดังนั้นนางก็โล่งอก นั่งพิงโต๊ะอย่างผ่อนคลาย
“งั้นข้าก็วางใจแล้ว! เรื่องในบ้านท่านไม่ต้องห่วง ข้าจะคอยไปอยู่
เป็นเพื่อนท่านแม่ พยายามหาให้ท่านสบายใจที่สุดเจ้าค่ะ”
ฟูจืออี้ใจกระตุก อตถามไม่ได้ว่า “เจ้าเชื่อใจย้ายนาดนั้นเชียวหรือ?”
“แน่นอนสิเจ้าคะ! ในโลกนี้ขอเพียงท่านสี่คิดจะลงมือ ไม่มีเรื่องอะไร
ที่ท่านทําไม่ได้หรอก!” ลู่เจินเจินตอบเสียงหนักแน่น
ในชั่วพริบตานั้น ฟูจิออี้สัมผัสได้ถึงกระแสความซาบซ่านและความ ตื่นเต้นเร้าใจ อย่างบอกไม่ถูกผสมปนเปกัน แล่นปราดจากขั้วหัวใจลามลง ไปจนถึงปลายกระดูกสันหลัง… ทําเอาลมหายใจของเขาพลันหอบกระชั้นชิ้น
มาในทันที
ลูกกระเดือกของเขาขยับขึ้นลง กลืนน้ําลายอึกใหญ่ แล้วเผลอ
หัวเราะเบาๆ ออกมา
แต่ก่อนที่ลู่เจินเจินจะหันมามอง เขาก็รีบปรับ หน้ากลับเป็นปกติ ทว่ามุมปากที่ยกขึ้นยังไม่ยอมคลายลง ทําให้ภาพลักษณ์ของเขาดูอ่อนโยน
อื้นมาก
ลําพังฟูจืออี้ยามทําหน้านิ่งไร้อารมณ์ก็หล่อเหลามากพอแล้ว ยิ่ง ยามนี้มีรอยยิ้มอ่อนโยนประดับ ก็ยิ่งดูสง่างามดุจวิญญูชนผู้เลิศล้ํา งดงาม
ประหนึ่งหยกเนื้อดีที่ไร้ตําหนิ
ทําเอาลู่เจินเจินถึงกับมองตาค้าง
ผู้ชายสุดหล่อคนนี้เป็นของฉัน
ถึงจะเป็นแค่ในนามก็เถอะ แค่นี้ก็ดีถมเถแล้ว
ขอเพียงได้ชมความงามระดับนี้ในระยะใกล้ชิดทุกวัน สําหรับนาง
แล้ว ถือว่าเกินคุ้ม น่าเสียดายที่ โพสต์ลงโมเมนต์ (1) ไม่ได้ ไม่งั้นคงมีคน
อิจฉาจนตื้นตายแน่ๆ
ลู่เจินเจินได้แต่คร่ําครวญในใจ ฟูจือ ถูกลู่เจินเจินจ้องตาไม่
กะพริบ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเขาคงเขินอายระคนโกรธจนหน้าแดงไปแล้ว
แต่ตอนนี้ นอกจากจะไม่รู้สึกโกรธเลยสักนิด มีหนําซ้ํายังแอบเบี่ยง ตัวหันข้างให้เล็กน้อยอย่างแนบเนียน เผยให้เห็นใบหน้าด้านข้างแบบเต็มๆ
เขาจ๋าได้ว่า ‘ตาหม่าน เคยบอกว่าพวกคุณหนูในเมืองหลวงมักแอบ ซุบซ๊บกันว่า ใบหน้าด้านข้างฝั่งซ้ายของเขาดูดีที่สุด
ถ้าเป็นคนอื่น เขาไม่มีทางให้ยอมมองหรอก
แต่ลู่เจินเจินเป็นภรรยาของเขา ทั้งยังเชื่อใจเขาขนาดนี้ ไม่มีความ เห็นแก่ตัวเลยสักนิด คิดเผื่อเขาไปเสียทุกเรื่องทั้งเปิดเผยและจริงใจ
ยอมให้นางมองสักหน่อย… คงไม่เป็นไรหรอก!
ท่ามกลางความเงียบ… ฝ่ายหนึ่งจ้องมอง อีกฝ่ายหนึ่งก็ยอมให้มอง
โดยดุษณี
จนกระทั่งฟ้าเริ่มมืด ตึงเสียงส่งเสียงร้องถามจากด้านนอก
‘ท่านลี สะใภ้ เจ้าคะ ค้าแล้ว ให้ตั้งโต๊ะเลยไหมเจ้าคะ?”
ทั้งคู่ถึงได้รู้สึกตัว ลู่เจินเจินหน้าแดงก่ํา แย่แล้ว เผลอมองคนงาม
เพลินจนลืมตัว…. บาปกรรมจริงๆ
ยังดีที่เจ้านายสุดหล่อคงจะกําลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่เหมือนกัน เลย ไม่ทันสังเกตเห็น รอดตัวไปหวุดหวิด!
แต่ ได้ทําไรสุดๆ ก็คือ ใ รู้ว่ามุมช้างด้านซ้ายของเจ้านาย มินงาน
จริงๆ สันกรามคมกริบ จมูกโด่งเป็นสัน
ก้นเล่า!
โอ๊ย…ตายๆ เจอ มุมบ้าง มาต’ แบบนี้เข้าไป ใครจะไปต้านทานไหว
นางแอบเก็บภาพความประทับใจนั้น คิดว่าต้องหาเวลาแอบวาด
ภาพเก็บไว้ดูเล่นเสียหน่อย
ฟู่จืออี้เห็นลู่เจินเจินยังดูเหม่อลอย มุมปากจึงยกขึ้น แววตาเจือ
รอยยิ้ม นํ้าเสียงอ่อนโยนกว่าปกติ
“ตั้งโต๊ะเถอะ…”
หลังจากทานข้าวเสร็จ ฟูจืออี้ก็ทิ้งท้ายไว้ว่ามีธุระต้องไปจัดการที่ เรือนหน้า ไม่ต้องรอเขา แล้วก็เดินตุ่มๆ ออกไปเลย ลู่เจินเจินรู้ทันทีว่าเขาคงออกไปจัดการเรื่องสกุลหลัวกับนายท่าน สาม นางจึงไม่ชักใช้ โบกผ้าเช็ดหน้าส่งสามีจนพ้นประตู พอกลับเข้าห้อง ก็สั่งให้สาวใช้เตรียมกระดาษฟูกันทันที นางจะวาด
ภาพใบหน้าหล่อเหลาปานเทพสร้างเมื่อครู่นี้เก็บไว้เชยชม
เสียดายที่ลู่เจินเจินวาดรูปด้วยพู่กันไม่เป็น จับพู่กันทีไรให้ความรู้
สิกหนักอึ้งราวกับถือแม่แรงยังไงยังงั้น
สุดท้ายเลยต้องให้ตึงเชียงไปหาแบ่งถ่านมาให้
ยังดีที่ชาติก่อนนางเคยฝึกวาดรูปตามพวกบล็อกเกอร์ในคลิปสั้นมา
บ้าง แถมช่วงปิดเทอมหน้าร้อนยังเคยไปนั่งรับจ้างวาดภาพเหมือนตามหัว
มุมถนนเพื่อหารายได้พิเศษ ประสบการณ์เหล่านั้นไม่ได้สูญเปล่าเลยจริงๆ
เพียงขีดเขียนลากเส้นไม่กี่ที โครงหน้าด้านข้างของฟูจืออี้ก็ปรากฏชัดบน กระดาษเชวียนจื่อ
ตึงเสียงกับให้ถึงที่คอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆ อดอุทานออกมาไม่ได้ สะใภ้สี่วาดรูปนายท่าน หรือเจ้าคะ?”
ลู่เจินเจินพยักหน้า แล้ววาดเครื่องหน้าตามความทรงจํา ใช้เวลาไม่ ถึงหนึ่งชั่วยาม ภาพวาดเหมือนด้านข้างของฟูจืออี้ก็เสร็จสมบูรณ์ พวกสาวใช้พากันมารุมล้อม ดูภาพวาด ส่งเสียงชื่นชมเซ็งแซ่ไม่หยุด
ปาก
คนละใบ
ชมจนลู่เงินเงินตัวลอย เลยตกปากรับคําว่าจะวาดรูปให้พวกนาง
พวกสาวใช้ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตื่นเต้นดีใจกันยกใหญ่ ลู่เจินเจินบอกว่าวันนี้ไม่ไหวแล้ว อีกสองสามวันจะทยอยวาดให้ทีละ คน รับรองว่าจะวาดให้สวยเลิศทุกคนเลย ติงเซียงกับเพื่อนๆ ตื่นเต้นกันใหญ่ รีบไปปรึกษากันว่าจะใส่ชุดไหน มาเป็นแบบวาดดี แม้กระทั่งเงินรางวัลที่ลู่เงินเงินมอบให้เป็นค่าเหนื่อยใน การสืบข่าว พวกนางก็แทบจะลืมไปเสียสนิท เงินทองน่ะหาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ จะมีสาวใช้สักกี่คนที่มีวาสนาได้เจ้านายวาดรูปให้?
เชิงอรรถ
- 59
หมายถึง WeChat Moments (คล้ายๆ Timeline
ใน LINE หรือหน้า Feed Facebook/Instagram)