สู่ชีวิตนิรันดร์ - บทที่ 33 ปรมาจารย์เทียนฮั่วปรากฏกาย
บทที่ 33 ปรมาจารย์เทียนฮั่วปรากฏกาย
นี่ช่างเป็นการทำลายความมั่นใจอย่างยิ่ง!
ใครกันที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้?
มีเพียงเหลียงเฟยเท่านั้นที่รู้
ปรมาจารย์เทียนฮั่วมาแล้ว!
เหลียงเฟยยิ้มเล็กน้อยแต่ในใจของเขากลับสั่นสะเทือนและตื่นเต้นยิ่งกว่า
นี่คือฝีมือของเทพยุทธ์ขั้นสูงงั้นหรือ?
แข็งแกร่งเกินไป!
ด้วยพลังของตนเอง การรับมือกับพันพฤกษาผลิบานอันน่าเกรงขามของตระกูลโหลว ต้องใช้ความพยายามอย่างมากจึงจะสำเร็จได้ แต่สำหรับเทพยุทธ์ขั้นสูงแล้ว กลับทำได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
เหลียงเฟยผู้ซึ่งตระหนักอย่างลึกซึ้งถึงรากฐานที่แข็งแกร่งย่อมมอบความสำเร็จอันใหญ่ยิ่งได้ เขาเชื่อมั่นว่ารากฐานของตน สักวันหนึ่งจะต้องสามารถเป็น มหาเซียนยุทธ์หรือแม้กระทั่งเทพยุทธ์ที่แข็งแกร่งเช่นนี้ได้แน่นอน!
ขณะที่ผู้คนในตระกูลโหลวยังคงประหลาดใจอยู่ บนท้องฟ้าก็ปรากฏเมฆสีม่วงอันศักดิ์สิทธิ์ลอยครึ้ม เหนือเมฆนั้นมีชายชราผมขาวถือฝูเฉิน(แส้ขนหางจามรี) หนวดเครายาวขาว แต่ใบหน้ากลับอ่อนเยาว์และมากด้วยพลัง ลอยล่องสง่างามราวกับเทพเซียนที่ลอยอยู่เหนือโลกมนุษย์
“ขอถามท่านผู้ยิ่งใหญ่ ท่านเป็นสถิตย์ร่างพระเจ้าหรือผู้ใดกัน?” โหลวอิงป้ารับรู้ได้ทันทีว่าบุคคลผู้นี้มีวิชาอันลึกล้ำเหนือจินตนาการ ไม่ใช่บุคคลที่ตระกูลโหลววจะกล้าล่วงเกินได้ จึงรีบก้าวไปข้างหน้าคารวะและถามด้วยความเคารพอย่างยิ่ง
ทว่าปรมาจารย์เทียนฮั่วกลับไม่แม้แต่จะมองหน้าโหลวอิงป้าราวกับว่าในสายตาของเขา เจ้าตระกูลโหลวผู้เกรียงไกรตรงหน้านี้ก็เป็นเพียงมดปลวกธรรมดาเท่านั้น
เขาเพียงแค่หันหน้าไปเล็กน้อย ย้ายสายตาไปที่เหลียงเฟย
เหลียงเฟยยิ้มให้เขาอย่างคุ้นเคยและกล่าว “ท่านปรมาจารย์เทียนฮั่ว ท่านไม่ผิดคำพูดจริง ๆ ภายในสิบลมหายใจ ท่านก็มาถึงแล้ว!”
ท่านปรมาจารย์เทียนฮั่ว ?
ปรมาจารย์เทียนฮั่วผู้ซึ่งกำลังจะบรรลุขั้นและก้าวไปสู่ขอบเขตของเทพยุทธ์คนนั้นน่ะหรือ?
โหลวอวี้ตี๋ได้ยินเหลียงเฟยกล่าวนามของมหาบุรุษผู้นี้ ตนก็ตกใจจนตัวสั่นไปทั้งตัว รีบหดตัวไปข้างหลังฝูงชน
ส่วนคนอื่น ๆ ในตระกูลโหลว ต่างก็ตื่นเต้นและประหลาดใจ
ตื่นเต้นที่ได้เห็นผู้แข็งแกร่งในชีวิตนี้ แม้ว่าปรมาจารย์เทียนฮั่วจะยังห่างไกลจากเทพยุทธ์อีกหนึ่งขั้นซึ่งถือเป็นขั้นที่ยากจะก้าวข้าม แต่ทั่วทั้งดินแดนเสินอู่ สามารถนับนิ้วได้เลยว่ามีคนระดับนี้อยู่กี่คน ดังนั้นนี่ถือว่าวิเศษมากแล้ว การได้เห็นหน้าเขาสักครั้ง ถือว่าโชคดีสามชาติ ชาตินี้ไม่เสียใจ
ประหลาดใจที่พวกเขาไม่คิดเลยว่าเหลียงเฟยจะสามารถเชิญบุคคลที่เหมือนเทพเช่นนี้มาได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีภูมิหลังอะไรกันแน่!
ในขณะที่ท่านปรมาจารย์เทียนฮั่วปรากฏตัว คนในตระกูลโหลวรู้ว่าวันนี้พวกเขาจะต้องเสียหน้าอย่างหนัก พวกเขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่านี่เป็นวันแบบไหนกันแน่ ถึงได้โชคร้ายขนาดนี้
ได้ฟังคำพูดของเหลียงเฟย ปรมาจารย์เทียนฮั่วก็ผลิยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่ใช่เพราะคำชมของเหลียงเฟย หากแต่เป็นเพราะเหลียงเฟยเพิ่งใช้ตราวิญญาณเป็นครั้งแรกในรอบสิบสองปี
พร้อมกันนั้น เขาก็แสดงสีหน้าและน้ำเสียงที่เหมือนกับปู่มองหลานชาย “เวลาผ่านไปเร็วจริง ๆ ผ่านไปสิบสองปีแล้ว เด็กน้อยในอดีตตอนนี้โตเป็นหนุ่มแน่นแล้วสินะ! บอกมาสิ วันนี้เรียกข้ามาทำไม? ข้าจะช่วยเจ้าจัดการเรื่องนี้เอง!”
ไม่ต้องพูดถึงการมีท่าน ปรมาจารย์เทียนฮั่วอยู่ที่นี่ แม้ไม่มีท่านอยู่เหลียงเฟยก็ไม่เกรงกลัวใครอยู่แล้ว เขาก้าวไปข้างหน้าอย่างหนักแน่น พูดอย่างมีเหตุผล “ท่านอาจารย์ ตระกูลโหลวทำร้ายคนตระกูลเซียวอย่างโหดเหี้ยม ฆ่าคนตายหลายคน ตัดกระดูกคน ทั้งยังบังคับให้เซียวหนิงเสวี่ยให้มาเป็นนางบำเรอของตระกูลโหลวอีก ข้าเห็นความอยุติธรรม จึงชักกระบี่ออกมาช่วยเหลือ มุ่งหน้ามาที่ตระกูลโหลวเพื่อขอยาแก้พิษ แต่ไม่คิดว่าตระกูลโหลวจะไม่รักษาคำพูด ยาแก้พิษกลับเป็นยาพิษหนึ่งเม็ด โชคดีที่พบเจอทัน ไม่ได้ทำอันตรายต่อชีวิตพ่อแม่ของ เซียวหนิงเสวี่ย! ตอนนี้ข้ามาที่นี่ ก็เพื่อจะมาเรียกร้องความยุติธรรมให้ตระกูลเซียว”
ท่านปรมาจารย์เทียนฮั่วพยักหน้าเล็กน้อย
เมื่อเห็นเช่นนี้ตระกูลโหลวยิ่งรู้สึกกังวลใจ
พ่อบ้านอ้วนกลมกลอกตา รีบก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่งแล้วกล่าว “ท่านปรมาจารย์เทียนฮั่ว ผู้ที่ไปเอายาแก้พิษให้เหลียงเฟยคือนายน้อยคนที่สามของพวกข้า ตอนนี้เขาถูกสังหารไปแล้ว ไม่มีปากจะพูด ตายไปแล้วก็ไม่มีพยานหลักฐาน ส่วนเหลียงเฟยยังจะมาขอคำชี้แจงอีก นี่มันไร้เหตุผลสิ้นดี ช่างรังแกคนเกินไปแล้ว!”
เหลียงเฟยได้ยินดังนั้น ในใจก็ส่งเสียงฮึดฮัดคิดจะเอ่ยปากพูดอีกแต่ถูกท่าน ปรมาจารย์เทียนฮั่วโบกมือห้ามเอาไว้ สุดท้ายก็ได้แต่เรียกท่านอาจารย์อย่างอึกอัก
ปรมาจารย์เทียนฮั่วลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปกล่าวกับคนในตระกูลโหลว “เรื่องที่ตระกูลโหลวของพวกเจ้ารังแกตระกูลเซียวข้าก็เคยได้ยินมาบ้าง สิ่งที่เหลียงเฟยพูดไม่ผิด วิธีการของพวกเจ้าโหดร้ายทารุณจนมิอาจให้อภัยได้!”
คำพูดนี้ทำให้เหลียงเฟยอมยิ้มเบา ๆ แต่ก็ไม่ลืมสิ่งที่โหลวอวี้ตี๋เคยทำกับตนมาก่อน เขากำหมัดทั้งสองมือผสานกล่าว “ท่านปรมาจารย์เทียนฮั่ว ท่านต้องทวงคืนความยุติธรรมให้ตระกูลเซียว เพื่อปวงชนใต้หล้า จงกำจัดพวกอันธพาลตระกูลโหลวให้สิ้นซาก!”
ทำลายล้างตระกูลโหลว?
ด้วยความสามารถกลืนกินฟ้าดินของท่านปรมาจารย์เทียนฮั่ว ไม่ต้องสงสัยสิ่งใดเลย
พวกคนตระกูลโหลวได้ยินดังนั้น ต่างก็เหงื่อตกพรั่งพรูไม่หยุด ไม่คิดว่าเหลียงเฟยจะใจดำมือเหี้ยมถึงเพียงนี้ ถึงกับอยากจะทำลายล้างตระกูลพวกเขา!
ความจริงแล้ว พวกเขาเข้าใจผิด
เหลียงเฟยปฏิบัติต่อคนดีด้วยความอ่อนโยนดุจสายลมในฤดูใบไม้ผลิ มีเพียงพวกโจรที่ฆ่าคนได้โดยไม่กระพริบตา ไม่เห็นค่าชีวิตผู้อื่น อาศัยอำนาจรังแกผู้คน เท่านั้นที่นางจะไม่ปรานีปราศรัย!
ความเมตตาที่มีต่อคนชั่ว ก็เท่ากับความโหดร้ายต่อคนดีที่มีความซื่อสัตย์ ใจบุญ จริงใจ และมีน้ำใจ รวมถึงคนดีทุกประเภท!
ท่านปรมาจารย์เทียนฮั่วได้ยินคำพูดของเหลียงเฟยก็อดตกใจเล็กน้อยไม่ได้ ดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่าเหลียงเฟยค่อนข้างเยือกเย็นขึ้นเล็กน้อย สีหน้าของเขาดูหนักใจขึ้นมา คำขอของเหลียงเฟยทำเขาลำบากใจเสียแล้ว
ไม่ใช่ว่าเขากลัว!
แต่ด้วยเหตุผลเดียวกัน ท่านปรมาจารย์เทียนฮั่วมีจิตใจเช่นเดียวกับเหลียงเฟย ถือเอาการปกป้องผู้คนใต้หล้าเป็นหน้าที่ของตน จึงได้ลังเลใจ
ตระกูลโหลวเป็นหนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวง ตั้งอยู่บนขาตั่งสามขา คานอำนาจซึ่งกันและกัน จึงทำให้เกิดดุลยภาพชั่วคราว ทำให้สถานการณ์ที่ประเทศจีนเก้าแคว้นรวมเป็นหนึ่งเดียว เจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งสามารถดำรงอยู่ได้
หากตระกูลโหลวถูกทำลายล้าง ตระกูลเย่และตระกูลหลู สองตระกูลใหญ่ต่อสู้กัน แผ่นดินใหญ่แห่งจีนก็จะแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ความเป็นปึกแผ่นของเก้าแคว้นในจีนมีโอกาสสูงที่จะแตกแยก เมื่อถึงตอนนั้นใต้หล้าจะวุ่นวาย ควันไฟสงครามจะลุกโชน ศึกสงครามจะปะทุขึ้นอีกครั้ง ศพกองเกลื่อนทั่วทุ่งนา โลหิตไหลเป็นแม่น้ำ ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรใต้หล้าจะต้องตกอยู่ในห้วงทุกข์ระทมอย่างแน่นอน
ถ้อยคำของเหลียงเฟยนั้นค่อนข้างรุนแรงและอ่อนต่อโลกไปสักหน่อย เขาเกรงว่าถึงแม้วันนี้จะรอดพ้นจากเคราะห์กรรม แต่ในอนาคตก็คงหนีไม่พ้นการไล่ล่าจากตระกูลโหลว ด้วยวรยุทธ์ของเขา ไม่มีทางเลยที่เขาจะรอดไปได้อีก
ฝ่ายยอดฝีมือตระกูลโหลวเห็นท่านอาจารย์ปรมาจารย์เทียนฮั่วลังเลใจอยู่บ้าง พวกเขาไม่คิดว่าท่านอาจมีข้อกังวล หากแต่คิดว่าท่านอาจจะไว้มือ
ทุกคนมองหน้ากันไปมา ในที่สุดโหลวอิงป้าก็ก้าวออกมาอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวตอบ “ขอท่านปรมาจารย์เทียนฮั่วไว้ชีวิตด้วยเถิด! ข้าโหลวอิงป้าในฐานะผู้นำตระกูลโหลว ขอกราบขอขมาที่นี่ หวังว่าท่านปรมาจารย์เทียนฮั่วจะยอมวางมือให้ เปิดโอกาสให้พวกข้าตระกูลโหลวได้กลับตัวกลับใจใหม่ ต่อไปนี้พวกข้าจะทำแต่ความดีทุกที่ทุกแห่ง จะไม่ทำเรื่องชั่วอีกแล้ว!”