สู่วิถีอมตะ - บทที่ 419 สมาพันธ์พยัคฆ์ด าบุกปล้น
“ใครบอกว่าเจียงผิงอันตาย! ข้าถามจากราชวงศ์ต้าเซี่ยเองกับ
ตัว หามีเรื่องเช่นนี้ไม่ ข่าวโคมลอยชัด ๆ!”
ยามหนิงโหยวได้ยินวาทะอีกฝ่าย ศีรษะก็ปวดหนึบด้วยโทสะ
อยากชักขวานออกมาสับอีกฝ่ายสักสองสามทีเหลือเกิน
ชายชุดน ้าเงินยิ้มเย้ย
“หึ ๆ ไม่ตายแล้วท าไม? เขาก็ยังถูกสาป ชาตินี้บรรลุกฎเกณฑ์
อะไรไม่ได้อยู่ดี ยามนี้ใต้เท้าซือถูยกมือตบทีเดียวเขาก็ตายแล้ว”
“เหลวไหล! เจียงผิงอันจะปลดค าสาปได้ในไม่ช้าก็เร็ว ต่อให้ท า
ความเข้าใจกฎเกณฑ์มิได้ เขาก็ใช้กายเนื้อบรรลุเซียนได้!”
หนิงโหยวก าขวานที่เอว ปราณขอบเขตแปรเทวะบนร่างแผ่คลุม
“นี่คือเรือเกาะของตระกูลข้า หากกล้าลงมือก็ไสหัวลงจากเรือ
เหาะล านี้ไปได้เลย!” ผู้ฝึกตนชุดน ้าเงินเย้ยหยัน
สีหน้าของหนิงโหยวแข็งค้าง มิคาดว่าอีกฝ่ายจะเป็นเจ้าของเรือ
เหาะระดับสูงล านี้ นางกัดฟันกล่าว “คืนกฎเกณฑ์ให้ข้า แล้วข้าจะ
ไป”
“เกี่ยวอะไรกันเล่า? จะไสหัวก็รีบไสหัวไปสิ”
ดวงตาของผู้ฝึกตนชุดน ้าเงินเปี่ยมความดูแคลน หาเห็นหัวอีก
ฝ่ายไม่
หนิงโหยวก าขวานที่เอว กัดฟันพูดขึ้นว่า “เวลาจะให้ค าตอบเจ้า
เองว่าผู้ใดแข็งแกร่งที่สุด!”
ว่าแล้ว นางก็หันหลังกลับห้องไป
หนิงโหยวอยากทวงเงินคืนแล้วไปจากเรือเหาะล านี้นัก แต่ก็มิ
อาจหลับหูหลับตาท าการบุ่มบ่ามได้เนื่องจากราคาค่าเดินทางซึ่งสูง
ถึงหนึ่งกฎเกณฑ์
ส าหรับยอดฝีมือขอบเขตแปรเทวะที่ไร้ทรัพย์สิน หนึ่งกฎเกณฑ์
นับเป็นเงินมหาศาลแล้ว
วาทะของหนิงโหยว ฉางซุนหลงหาได้สนใจ “โง่เอ๊ย เห็นเจียงผิง
อันเป็นเซียนหรือไร?”
“ไม่ว่าเขาจะแข็งแกร่งแค่ไหน เขาก็แค่คนคนหนึ่ง ยอดฝีมือผู้ใด
ในตระกูลข้าก็ฆ่าเขาได้แล้ว”
ชายชราผู้หนึ่งเดินเข้ามากล่าวกับฉางซุนหลง “เรือเหาะก าลังจะ
ออกเดินทาง เตรียมตัวให้ดี ครั้งนี้สินค้าส าคัญมาก ต้องไม่เกิด
ปัญหาใด”
“ช่วงนี้มีโจรกลุ่มหนึ่งชื่อสมาพันธ์พยัคฆ์ด าปรากฏขึ้น ข้าได้ยิน
ว่าหัวหน้าสมาพันธ์เป็นอดีตหัวหน้ากลุ่มทหารรับจ้างพยัคฆ์ด า ยอด
ฝีมือขอบเขตบูรณาการ แต่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ยอดฝีมือในกลุ่ม
ทหารรับจ้างตายกันหมด ยอดฝีมือผู้นี้จึงตั้งสมาพันธ์พยัคฆ์ด านี้ขึ้น
อีก ระวังด้วย”
ฉางซุนหลงโบกมือพลางพูดอย่างเหลืออด “ท่านพ่อ ท่านพูด
เช่นนี้แปดรอบแล้ว เราจะดวงแย่อะไรขนาดนั้นเล่า?”
“ต่อให้เราเจอเข้าจริง ๆ ก็แค่ขานแซ่แสดงตระกูลเรา ต่อให้มี
ความกล้าสักร้อยเท่า พวกเขาก็ไม่กล้าแตะต้องเราหรอก”
ชายชรามองท่าทีของบุตรชายแล้วถอนใจอย่างอับจน
ช่างเถอะ บุตรผู้นี้อายุเพียงสี่ร้อยกว่า นับว่ายังเด็ก เมื่อเขา
เติบโต ก็จะไม่โอหังเช่นนี้ไปเอง
ไม่นานจากนั้น เรือเหาะก็ออกเดินทาง ค่ายกลมิติอันปกคลุม
รายล้อมวูบไหว หนึ่งแสงสีขาววาบขึ้น แล้วเรือเหาะก็หายลับข้ามมิติ
เจียงผิงอันกังวลว่าตัวตนจะถูกเปิดโปง เขาจึงไม่ได้ไปหาหนิง
โหยว อีกอย่าง ทั้งสองหามีธุระใดต่อกันไม่
เขาเข้าห้องพัก ศึกษาวิญญาณร้ายในจุดชีพจรต่อไป
นับแต่ร่างต้นฝึกฝนคัมภีร์มารอัสนี เขาก็ดึงดูดวิญญาณร้าย
มหาศาลมาอัดรวมกันในจุดชีพจร
เมื่อพวกมันกินกันเอง วิญญาณร้ายเหล่านั้นก็ยิ่งพัฒนา
แข็งแกร่ง
วิญญาณร้ายเหล่านี้อยู่ในจุดชีพจร ท าให้เขาไม่อาจก่อ
วิญญาณเทวะในกายได้
แม้ว่าจะเป็นเพราะปราณมีจ ากัด ต่อให้สร้างวิญญาณเทวะได้ ก็
ยังมิอาจให้พวกมันฝึกฝนเช่นร่างหลัก แต่วิญญาณเทวะก็ยังมี
ประโยชน์ยามต่อสู้
แต่ยามนี้ ร่างนี้มิอาจก่อวิญญาณเทวะได้ ทันทีที่วิญญาณเทวะ
บังเกิด มันก็จะถูกวิญญาณร้ายกลืนกิน
วิญญาณร้ายเหล่านี้แข็งแกร่งกว่าวิญญาณเทวะของเขาอยู่แล้ว
หากปล่อยพวกมันออกมา พวกมันจะท าร้ายผู้คนอย่างแน่นอน
และยังเป็นการยากที่จะท าลาย รับมือยากจริง ๆ
ดังนั้น เจียงผิงอันจึงรอไปให้ถึงหทัยแผ่นดิน และจะแอบส่ง
วิญญาณร้ายเหล่านี้เข้าสู่ตระกูลฉางซุนให้ตกใจกันสักหน่อย
จะขอบเขตใดก็ช่าง ขอเพียงวิญญาณร้ายสักตนกัดสักครั้ง ก็จะ
เสียอายุขัยไปร้อยปี
อันที่จริง เจียงผิงอันอยากควบคุมวิญญาณร้ายเหล่านี้ แต่เขา
ต้องไปบรรลุวิชาฝึกฝนของวิถีชั่วร้าย ซึ่งวิชาเหล่านี้โหดร้ายเกินกว่า
เขาจะเรียนไหว
อย่าเห็นว่าเขาฆ่าฟันคนนับสิบ ๆ ล้าน แท้จริงเขาเป็นคนดีนะ…
เจียงผิงอันทิ้งความคิดชั่วร้ายทั้งหลาย อุทิศตนฝึกฝนคัมภีร์มาร
อัสนีต่อไป
วรยุทธ์นี้สมแล้วที่เป็นวรยุทธ์สูงสุดของตระกูลเหลยโบราณ มี
ความร้ายกาจอยู่จริง ๆ
โดยเฉพาะอัสนีหยินซึ่งมีบทบาทพิเศษในการต่อสู้
ราวยี่สิบวันให้หลัง เจียงผิงอันก าลังตั้งใจฝึกฝน แต่จู่ ๆ เรือเหาะ
ก็สั่นสะท้านรุนแรงราวไปชนอะไรเข้า ร่างของเขาก็กระเด็นไปชนค่าย
กลในห้องเช่นกัน
ในเรือเหาะมีเสียงก่นด่ามากมาย
“บัดซบ! ข้าก าลังสัมผัสกฎเกณฑ์อยู่ มากวนกันเสียได้!”
“เอาเงินคืนมา! คืนเงินมาเดี๋ยวนี้!”
ทันใดนั้น แรงกดดันมหาศาลก็กดลงบนเรือเหาะ
“สมาพันธ์พยัคฆ์ด าบุกปล้น! ให้ทุกคนมายังดาดฟ้าเรือภายใน
นับสาม มิเช่นนั้น ตาย!”
“หนึ่ง!”
สีหน้าของเหล่าผู้ฝึกตนบนเรือเหาะแปรเปลี่ยนไปอย่างมหันต์
มิคาดว่าจะอับโชคต้องมาเจอโจรปล้น จากปราณแล้ว มียอด
ฝีมือขอบเขตหลอมสุญตาสี่คน และยอดฝีมือขอบเขตแปรเทวะอีก
หลายสิบ
เป็นการยกพลอันแข็งแกร่งยิ่ง
“จ านวนยอดฝีมือฝั่งเราไม่ได้น้อยกว่าอีกฝ่ายนัก สู้เลยเถอะ!”
เสียงสตรีผู้หนึ่งแพร่ไปในเรือเหาะ
ผู้ถ่ายทอดกระแสปราณมิใช่ใครอื่นนอกจากหนิงโหยว
นางเป็นเจ้าส านักมาเนิ่นนาน มีความสามารถในการบริหาร
ทว่า ทันทีที่สิ้นเสียงนาง โจรสมาพันธ์พยัคฆ์ด าที่ด้านนอกก็
ตะโกนขึ้นอีกครั้ง “ผู้ใดรายงานผู้ขัดขืนได้ก่อน จะได้รับละเว้นไม่ถูก
ปล้น!”
“สอง!”
ได้ยินเช่นนี้ ผู้ฝึกตนหลุ่มหนึ่งก็รีบพุ่งออกมา
“ข้ารายงาน! มีคนจะต่อต้าน!”
“ข้ารายงานก่อน!”
“ข้ามาก่อน!”
วาทะของโจรท าลายสามัคคีที่เกือบบังเกิดของเหล่าผู้ฝึกตนไป
ทันที่
เห็นได้ชัดว่านี่เป็นโจรผู้ช านาญ รู้วิธีป้องกันคนขัดขืน
หนิงโหยวกัดริมฝีปากแดง สีหน้าแปรเปลี่ยนร้าวราน
จบสิ้นแล้ว
นางเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นกลางขอบเขตแปรเทวะ ข้างนอกนั่นมี
ยอดฝีมืออยู่มากมาย แม้นางสู้ยิบตา ก็ยังมิอาจหนีแม้ทุ่มสุดก าลัง
โดยไม่รอให้โจรนับถึงสาม ผู้ฝึกตนทั้งหมดก็มาถึงดาดฟ้าเรือ
เรือเหาะชนเข้ากับก าแพงมิติที่สร้างโดยค่ายกลสังหารห้าทิศ บน
ฟ้าเต็มไปด้วยเหล่าโจร ดวงตาเย็นชาของพวกเขากวาดมองคน
ทั้งหลายที่นี่ เต็มไปด้วยปราณชั่วร้ายด ามืด
พวกเขาหลายคนเป็นผู้ฝึกตนชั่วร้าย
“เราสมาพันธ์พยัคฆ์ด าไม่อยากฆ่าคน ต้องการแต่เพียงทรัพย์”
ผู้พูดมีร่างกายสูงใหญ่ดุจภูเขาลูกย่อม ถือมีดเล่มใหญ่คู่หนึ่งใน
มือ เปิดส่วนหน้าท้องอันเต็มไปด้วยเส้นขนยาวรุงรัง ดู… ป่าเถื่อนยิ่ง
“ยามนี้ หากจ่ายกันคนละห้ากฎเกณฑ์ ทุกผู้ก็จะผ่านไปได้อย่าง
ปลอดภัย หากไม่มีกฎเกณฑ์ ก็ใช้สมบัติอื่นมานับค่าแทนได้”
“ห้ากฎเกณฑ์? มากเกินไป กฎเกณฑ์ของข้าถูกใช้หมดแล้ว
ที่มาหทัยแผ่นดินครั้งนี้ก็เพื่อหาเงิน”
ยอดฝีมือขั้นกลางขอบเขตแปรเทวะผู้หนึ่งรีบกล่าวขึ้น
ผู้ฝึกตนผู้มีขนดกที่ท้องแค่นยิ้ม “เพราะเจ้าพูดมาก เจ้าต้องจ่าย
สิบ คนอื่นจ่ายสี่พอ”
สีหน้าของยอดฝีมือขั้นกลางขอบเขตแปรเทวะผู้นั้นพลัน
แปรเปลี่ยน นึกเสียใจที่ตนพูดมากเกินไป
เขารีบชี้ไปที่หนิงโหยว “ข้ารายงาน! หญิงผู้นี้แหละที่เมื่อครู่จะสู้
กับพวกเจ้า!”
“มีผู้รายงานก่อนเจ้าแล้ว”
โจรร่างอ้วนถือมีดเล่มโตกล่าวเสียงเนิบ
รายงานผู้อื่นแล้วจะไม่ถูกปล้นอะไร เหลวไหลทั้งเพ เป็นเพียงกล
ลวงหลอกคนเท่านั้น
ยอดฝีมือขั้นกลางขอบเขตแปรเทวะผู้นั้นเดือดดาล “พวกโจรน่า
รังเกียจ! เราตอบโต้กันเถอะ!”
ว่าแล้ว เขาก็ชักกระบี่เตรียมลงมือ
ทว่า ไร้ผู้ใดเตรียมพร้อมลงมือ ไม่มีใครพูดสักค าด้วยซ ้า
นอกจากเขา
เพียงวาทะไม่กี่ค า พวกโจรก็สร้างความร้าวฉานในหมู่คน ท าให้
พวกเขาคิดไปว่าขอเพียงไม่ขัดขืน พวกเขาก็จะเสียทรัพยากรน้อย
หน่อย
คนเหล่านี้ไม่รู้จักกัน ยอมเสียทรัพยากรดีกว่าเสี่ยงตอบโต้
สีหน้าของยอดฝีมือขั้นกลางขอบเขตแปรเทวะผู้นั้นแปรเปลี่ยน
อย่างมหันต์ วางอาวุธลงตะโกนทันที่
“ข้ายอมแพ้แล้ว ข้ายินดีเข้าร่วมกับพวกเจ้า นี่อาวุธวิเศษของข้า
ใช้ห้ากฎเกณฑ์ซื้อมาในกาลก่อน!”
ทว่า ชายถือมีดร่างอ้วนหาสนใจมันไม่ มีดในมือเขาขยายความ
ยาวเป็นสิบสองจั้งเฉียบพลัน ฟาดฟันร่างยอดฝีมือขั้นกลางขอบเขต
แปรเทวะผู้นี้เป็นสองเสี่ยงทันที่
“ฆ่าเจ้าแล้ว มันก็ยังเป็นของเราอยู่ดีมิใช่หรือ?”
ซากศพร่วงลงบนดาดฟ้า โลหิตหยาดหยด กลิ่นเลือดคละคลุ้ง
ชวนขนลุก
“ผู้ใดกล้าขัดขืน นี่แหละจุดจบ”
ดวงตาของชายร่างอ้วนถือมีดหันไปมองหนิงโหยวผู้ตั้งใจขัดขืน
“งามยิ่งนัก แต่ใครใช้ให้เจ้าจะขัดขืน เช่นนั้นเจ้าก็ต้องตาย”
หนิงโหยวยิ้มขมขื่น
มิคาดเลยว่านางจะต้องมาเผชิญเรื่องเช่นนี้ทันทีที่คิดออก
เดินทางทะลวงขอบเขต
มิน่า ผู้อาวุโสจึงเคยบอกไว้ว่านางยังเยาว์ ต้องเก็บตัวเงียบเข้าไว้
ในสถานการณ์นี้ ไม่มีชีวิตให้พูดถึง ขัดขืนไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร
นางสาบานต่อฟ้า หากยามนี้มีชายใดช่วยนางไว้ นางจะให้เจียง
ผิงอันเป็นอันดับสองรองจากคนผู้นั้น หากอีกฝ่ายไร้คู่บ าเพ็ญ นางจะ
ปฏิบัติกับอีกฝ่ายในฐานะสตรีผู้หนึ่ง ไม่แสวงเลือกอะไรอีก