สู่วิถีอมตะ - บทที่ 423 คนของสมาพันธ์พยัคฆ์ปรากฏ
เมื่อครู่ ฉางซุนเชียนเฮ่อแสร้งท าตัวอ่อนแอ
เขารอให้เจียงผิงอันลงมา จึงใช้วิชาลับพิเศษผสานกฎเกณฑ์
ธาตุดินและทอง
วิชาลับนี้เรียกว่า ‘มังกรระเบิด’ มีที่มาจากเผ่ามังกร
ผสานกฎพสุธาและกฎแห่งทอง ร่วมกับตราประทับพิเศษเผ่า
มังกรเพื่อสร้างแรงระเบิดชวนสะพรึง
เพียงหนึ่งการระเบิด ก็สูบพลังฉางซุนเชียนเฮ่อไปเจียนสิ้น
ต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นปลายขอบเขตหลอมสุญตาทั่วไปมาโดน
ระเบิดเข้า ก็ยังเลี่ยงบาดเจ็บไม่พ้นอยู่ดี
ผู้ฝึกตนขั้นต้นขอบเขตหลอมสุญตาตายแน่ ๆ
ท้องนภาเต็มไปด้วยฝุ่นควัน ผู้ฝึกตนจากตระกูลฉางซุนบนเรือ
เหาะล้วนโห่ร้องยินดี
“ฮ่า ๆ พ่อข้าเยี่ยมยุทธ์ ส่วนเขาน่ะไอ้โง่ที่ท าอะไรไม่ได้สักอย่าง
ยังกล้ามาสู้กับเราตระกูลฉางซุน!”
“คนเช่นนี้ไม่เห็นจ าเป็นต้องให้ใต้เท้าลงมือเลย นายน้อยยัง
จัดการได้”
“ไฉนกันผู้ฝึกตนหนุ่มผู้นั้นจึงสมองเพี้ยนนัก ไม่รู้หรือว่าเรา
ตระกูลฉางซุนอยู่ในระดับไหน?”
ผู้ฝึกตนจากตระกูลฉางซุนล้วนผ่อนหายใจโล่งอก เมื่อครู่ใจ
หายใจคว ่า คิดเสียแล้วว่าฉางซุนเชียนเฮ่อจะแพ้พ่าย
ดูเหมือนพวกเขาจะคิดมากกันไปเอง ตระกูลฉางซุนของพวก
เขาแข็งแกร่งเช่นนี้ จะพ่ายได้อย่างไร?
ทว่า ขณะที่เหล่าผู้ฝึกตนตระกูลฉางซุนก าลังปรีดากันอยู่นั้น
พวกเขาพลันพบว่าสีหน้าของฉางซุนเชียนเฮ่อเคร่งขรึมด าคล ้า จ้อง
มองฟ้าอย่างบึ้งตึง
พวกเขามองตามสายตาฉางซุนเชียนเฮ่อ แล้วจึงเห็นจุดด า
ขนาดเล็กจุดหนึ่งขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนัก หนึ่งร่างอันคุ้นตาก็ปรากฏตัวขึ้น
ดวงตาของเหล่าผู้ฝึกตนตระกูลฉางซุนเบิกกว้าง
เป็นไปไม่ได้!
ถูก ‘มังกรระเบิด’ ไปขนาดนั้น ไฉนกันเขาจึงไม่ตาย?
“วิชาลับนี้ดี ท าลายการป้องกันของข้าได้”
อัสนีหยินตรงหน้าเจียงผิงอันร้าวแหลก แต่ไม่ช้าก็กลับสู่ปกติ
เขาปาดโลหิตจากมุมปากและใบหูออก
แต่หากขอบเขตของอีกฝ่ายสูงกว่านี้สักขอบเขตย่อย เขาคง
ตายหนนี้แล้วเป็นแน่
โชคยังดี นอกจากพลังป้องกันภายนอกของอัสนีหยิน ‘คัมภีร์
มารอัสนี’ ยังเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกาย สร้างชั้นเกราะสองชั้น ที่
ถูกท าร้ายไปจึงมีเพียงอวัยวะภายในและแก้วหู มิใช่ปัญหาใหญ่โต
หัวใจของฉางซุนเชียนเฮ่อแปรปรวน เขารู้ว่า ‘ระเบิดมังกร’
แข็งแกร่งเพียงไร
แต่กลับฆ่าคนผู้นี้ไม่ได้!
หากฉางซุนเชียนเฮ่อระเบิดร่างเจียงผิงอันได้ เช่นนั้นตระกูล
เหลยโบราณก็ควรเอาสมญา ‘วิชาขัดเกลากายาธาตุสายฟ้าอัน
แข็งแกร่งสูงสุด’ ออกจาก ‘คัมภีร์มารอัสนี’ ได้แล้ว
เจียงผิงอันทดสอบขีดจ ากัดพลังป้องกันของร่างนี้ได้สมใจ
ฉางซุนหลงบนเรือเหาะเดือดดาลจนตาแดงฉาน ไฉนเจ้าคน
สมควรตายนี่ฆ่ายากฆ่าเย็นนัก
“ท่านพ่อ! อย่าปล่อยให้เขาล าพอง รีบฆ่าเขาเถอะ!”
ขณะก าลังโวยวาย ศีรษะของฉางซุนหลงก็เจ็บแปลบ แล้วเขาก็
รู้สึกว่าโลกทั้งใบหมุนคว้าง ตัวเขาล้มลงพื้นพร้อมเสียงตุ้บสองหน
ก่อนจะเห็นร่างกายอีกครึ่งหนึ่งของตัวเอง
ขณะเดียวกัน เขาก็เห็นผู้ฝึกตนหญิงที่ก่อนหน้านี้มีปากเสียงกัน
ยืนถือขวานเปื้อนเลือดอยู่
“โวยวายสบายใจเชียวนะ ดูซิว่าเจ้าจะยังพูดได้สักแอะหรือไม่”
หนิงโหยวลอบโจมตีส าเร็จ แล้วนางก็รีบหนีไป
ปวงชนจากตระกูลฉางซุนคนอื่น ๆ ล้วนจังงัง
พวกเขามิคาดว่าจะยังมีผู้ไม่ไปไหน กระทั่งกล้าลอบโจมตีคน
ตระกูลฉางซุนของพวกเขาด้วย!
“นายท่าน! เรื่องใหญ่แล้วขอรับ! นายน้อยตายแล้วขอรับ!”
ผู้ฝึกตนตระกูลฉางซุนผู้หนึ่งร้องเรียกฉางซุนเชียนเฮ่อจากไกล
ๆ
ได้ยินเช่นนี้ ฉางซุนเชียนเฮ่อก็สีหน้าเปลี่ยน ใช้จิตสัมผัสกวาด
ไปบนเรือเหาะทันที่
ยามเห็นบุตรตนถูกผ่าเป็นสองซีก นอนตายอย่างน่าอนาถ ฉาง
ซุนเชียนเฮ่อก็เดือดโทสะ
“ลูกพ่อ!”
ดวงตาของเขาแดงฉาน ถลึงมองหนิงโหยวที่ก าลังเผ่นหนี “นัง
แพศยา! ตาเฒ่าผู้นี้จะให้เจ้าตาย!”
ฉางซุนเชียนเฮ่อฝ่าวายุเข้าโจมตีหนิงโหยว
หนิงโหยวผงะไป ทว่ายามฉางซุนเชียนเฮ่อพุ่งเข้ามา หนึ่งร่างสี
ด าก็มาขวางตรงหน้านาง
เจียงผิงอันถีบเท้า เตะฉางซุนเชียนเฮ่อปลิวไปหลายสิบลี้
เมื่อเห็นแผ่นหลังนี้ หนิงโหยวก็ใจลอย
ขณะนี้ นางเหมือนเห็นเงาของเจียงผิงอันทับซ้อนขึ้น เป็น
ความรู้สึกปลอดภัย ชื่นชมไม่แตกต่างกันเลย
ฉางซุนเชียนเฮ่อผู้เดือดดาลเตรียมระเบิดโทสะ ทว่าจู่ ๆ ก็สัมผัส
บางสิ่งใด หันศีรษะมองฟ้าเฉียบพลัน
ประกายแสงนับร้อย ๆ สายพุ่งทะยานมาด้วยความเร็วสูงลิบ
มาถึงตรงหน้าในชั่วกาลแสนสั้น
คนกลุ่มนี้แผ่จิตสังหารรุนแรง
“พี่น้องสมาพันธ์พยัคฆ์ด าของข้าเล่า ไฉนจึงหายไปกันหมด!”
ผู้น าขบวนถือธงวิญญาณร้าย กล้ามเนื้อปูดโปน ทั่วกายชโลม
ด้วยน ้ามันเรืองประกาย
พวกเขาคือคนจากสมาพันธ์พยัคฆ์ด า สัมผัสคลื่นการต่อสู้ที่นี่
ได้จึงมาตรวจสอบ
พวกเขานึกว่าพี่น้องในสมาพันธ์พยัคฆ์ด าเผชิญการต่อสู้ แต่
กลับไม่ยักพบพี่น้องผู้ใดอยู่ที่นี่ มีเพียงบุคคลไม่รู้จัก
เห็นได้ชัดว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นกับสหายเหล่านั้น
เห็นเช่นนี้ ฉางซุนเชียนเฮ่อก็ชี้เจียงผิงอันพลางตะโกนทันที่ “นี่
คือผู้ที่ฆ่าสหายสมาพันธ์พยัคฆ์ด าของเจ้า!”
“ข้ามาจากตระกูลฉางซุนแห่งหอต าราเทียนเต้า เราร่วมมือ
จัดการเขากันเถอะ!”
เซี่ยงเสียผู้ถือธงวิญญาณร้ายหรี่ตาลงมองเจียงผิงอัน
ก่อนจะหันไปมองฉางซุนเชียนเฮ่อ
“เจ้าคิดว่าเหลาจื่อโง่หรือไร? ผู้ฝึกตนขั้นต้นขอบเขตหลอมสุญ
ตาคนเดียวจะฆ่าสหายขั้นต้นขอบเขตหลอมสุญตาสี่คนได้หรือ?
ฝีมือเจ้าชัด ๆ!”
เซี่ยงเสียมิเชื่อว่าผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมสุญตาคนเดียวจะฆ่า
พวกเขาตั้งมากมายได้
เขาจึงคิดว่าฉางซุนเชียนเฮ่อนั่นแหละจงใจโบ้ยความผิด
เซี่ยงเสียสะบัดธงวิญญาณร้ายในมือ ฟ้าดินพลันแปรสีสัน
วิญญาณแค้นสีเทานับไม่ถ้วนพรั่งพรู สายลมชั่วร้ายโหยไห้ ส าเนียง
สาปแช่งอันเคืองแค้นดังสนั่นชวนขนลุก
ผู้ฝึกตนจากตระกูลฉางซุนบนเรือเหาะล้วนหนังศีรษะชาวาบ
ธงวิญญาณร้ายเป็นอาวุธวิเศษอันลือนามที่สุดของผู้ฝึกตนชั่ว
ร้าย
หากฆ่าคนสิบคน บนธงวิญญาณร้ายจะมีห่วงสีด าห่วงหนึ่ง สอง
ห่วงส าหรับร้อยคน สามห่วงพันคน…
ธงวิญญาณร้ายผืนนี้มีห่วงสีด าหกห่วง หมายความว่าคนผู้นี้ฆ่า
คนมาแล้วนับล้าน!
เป็นมารร้ายกระหายเลือดอย่างแท้จริง!
ยามฉางซุนเชียนเฮ่อเห็นวิญญาณแค้นนับล้านพุ่งทะยานเข้ามา
หา สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนมหันต์ ตะโกนขึ้นว่า “ผู้ฆ่าสหายเจ้า
คือคนผู้นี้จริง ๆ นะ!”
“ข้าเป็นสมาชิกตระกูลฉางซุน หากกล้าท าอะไรข้า ตระกูลฉาง
ซุนของข้าจะมาล้างแค้นเจ้าแน่!”
เซี่ยงเสียแค่นยิ้มอย่างดูแคลน “พวกเจ้าตระกูลใหญ่มีเรื่องตั้ง
มากมาย มีหรือจะว่างพอมาจัดการเรา ต่อให้มากันจริง ๆ แค่หนีก็จบ
แล้ว”
ผู้ฝึกตนชั่วร้ายมิได้สนใจอะไรนัก
หากอีกฝ่ายเป็นอัจฉริยะจากตระกูลฉางซุน พวกเขาถึงจะกลัว
แต่อีกฝ่ายเป็นเพียงผู้ล าเลียงสินค้า
วิญญาณร้ายเกินนับถ้วนกลุ้มรุมฉางซุนเชียนเฮ่ออย่างรวดเร็ว
จนเกินหลบหนี ถูกวิญญาณร้ายมากมายแทรกเข้าสู่ร่าง กัดเลือดกิน
เนื้อ เกิดเสียงแผดร้องชวนสะท้านทรวง
เซี่ยงเสียอยู่ในขั้นปลายขอบเขตหลอมสุญตา ซ ้ายังมีอาวุธวิเศษ
ธงวิญญาณร้าย จึงจัดการฉางซุนเชียนเฮ่อได้ง่ายยิ่ง
“พวกเจ้าสมาพันธ์พยัคฆ์ด าไม่ตายดีแน่!”
เพียงพริบตา ฉางซุนเชียนเฮ่อในขั้นกลางขอบเขตหลอมสุญตา
ก็ถูกกลืนกินไม่เหลือซาก
หนึ่งหัวกะโหลกบิดเบี้ยวงอกออกมาจากธงวิญญาณร้าย
ยิ่งฆ่าคนไปมาก ธงวิญญาณร้ายกลืนกินผู้แข็งแกร่งมากเข้า ธง
วิญญาณร้ายและวิญญาณร้ายที่มันควบคุมก็จะยิ่งแข็งแกร่ง
หากสักวันเขาไปฆ่าล้างเมืองสักสองสามแห่ง กลืนกินชีวิตคน
นับล้าน ๆ เขาก็จะไร้ความกลัวยามเผชิญยอดฝีมือร่วมขอบเขตคน
อื่น ๆ แล้ว
ผู้ฝึกตนตระกูลฉางซุนคนอื่น ๆ ต่างขวัญผวา คิดหนีเข้าไปใน
เรือเหาะ
แต่ก็พบว่าเรือเหาะใต้เท้าตนหายไปแล้ว!
เรือเหาะล่ะ? เรือเหาะล าตั้งใหญ่ใต้เท้าพวกเขาล่ะ?
หายไปยามใดกัน?
เซี่ยงเสียเองก็สังเกตเห็นภาพนี้ สีหน้าของเขาตะลึงค้าง เหตุใด
เรือเหาะซึ่งมูลค่าสูงสุดจึงหายไปได้?
นอกจากสัจธรรมที่ตัวเรือเหาะมีราคาแพง สินค้าในนั้นก็มีราคา
ยิ่งเช่นกัน
ยามนี้เอง เซี่ยงเสียจึงค้นพบว่าผู้ฝึกตนขั้นต้นขอบเขตหลอมสุญ
ตาในชุดด าเมื่อครู่หายไปแล้วแต่ยามใดไม่อาจทราบ
เซี่ยงเสียปล่อยจิตสัมผัส และค้นพบเจียงผิงอันผู้ทะยานหนีด้วย
ความเร็วสูง
“สารเลวสมควรตาย กระทั่งสินค้าของข้ายังกล้าปล้น! หาก
ปล่อยเจ้าหนีไปได้ ข้ายอมนั่งขี้กลับหัวเลย!”