สู่วิถีอมตะ - บทที่ 437 ปู่จะไปทวงความยุติธรรมให้เจ้า
เมื่อได้ยินวาทะของเจียงผิงอัน ผู้อาวุโสรองซูมู่อวิ๋นก็ฟื้นจาก
ความตกใจ
สีหน้าของเขาบูดบึ้งโดยพลัน หันไปตบหน้าซูเหยียนแล้วตบตี
ซ ้าเป็นร้อยหน
“งามหน้าแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนจริง ๆ! แดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนสั่ง
สอนเจ้ามาเช่นไร? รีบคืนของ ๆ สหายเต๋าเจียงเสียแล้วขอขมาเขา
ด้วย!”
ซูเหยียนถูกตบจนสมองหมุนมึนเล็กน้อย ปิดหน้ากล่าวขึ้นว่า “ผู้
อาวุโสรอง พวกท่านเข้าใจอะไรผิดหรือไม่? เขาเป็นแค่ผู้ฝึกตน
ขั้นต้นขอบเขตหลอมสุญตา มีคุณสมบัติอะไรให้พวกท่านมาเรียก
เป็นสหายเต๋ากัน?”
แม้ผู้ฝึกตนคนนี้จะมาจากขุมก าลังใหญ่แห่งอื่น ก็ยังไร้คุณสมบัติ
ให้ผู้อาวุโสมาเรียกเป็นสหายเต๋า
ป้าบ!
ผู้อาวุโสสามซึ่งอยู่ข้างกันตบหน้าอีกข้างของซูเหยียนอีกฉาด
แรงเสียจนฟันหลายซี่กระเด็นปนกับเลือด
“เจ้าพูดเหลวไหลอะไร! กลับไปไตร่ตรองส านึกผิดสามร้อยปี!”
ผู้อาวุโสสามกระชากสมบัติวิเศษเก็บของบนตัวซูเหยียนออกมา
แล้วเหินไปคืนให้เจียงผิงอันด้วยมือตนเอง
“ขออภัยด้วยสหายเต๋าเจียง ศิษย์ผู้นี้เราอบรมไม่ดี ให้สหายเต๋า
เจียงขบขันเสียแล้ว เพื่อเป็นการขออภัย หวังว่าสหายเต๋าเจียงจะมา
เป็นแขกที่แดนศักดิ์สิทธิ์ของเรา แดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนของเราจะ
ต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดีแน่นอน”
ซูเหยียนกุมหน้า สมองมึนตึง รู้สึกราวเห็นดวงดาวพริบพรายเต็ม
ไปหมด
เมื่อเห็นสมบัติที่ตนเพิ่งได้มาถูกฉวยไป ซูเหยียนก็ตะโกนอย่าง
ร้อนใจ “ผู้อาวุโสทุกท่าน นั่นคือซากปีศาจต้นหลิวขาว มูลค่าสูงยิ่ง
กว่ายอดสมบัติอีกนะ!”
เปรี้ยง!
ผู้อาวุโสห้าถีบซูเหยียนกระเด็นปลิว คลับคล้ายกลายเป็น
ดวงดาวหายลับฟ้าไป
ผู้อาวุโสไม่สนใจว่าซูเหยียนจะกระเด็นหายไปไหน เขาเดินเข้า
มาคว้าแขนเจียงผิงอันยิ้ม ๆ
“สหายเต๋าเจียง ตาเฒ่าผู้นี้ไร้ความสามารถ แต่มีลื่อสาวอยู่นาง
หนึ่ง อายุยี่สิบแปดปี บรรลุขอบเขตวิญญาณแรกก าเนิดแล้ว และชื่น
ชมเจ้ามาแสนนาน…”
เจียงผิงอันมิได้อยากเป็นแขก แต่ตาเฒ่าเหล่านี้ยื้อยุดให้เขาไป
มิอาจหนีพ้นได้เลย
ส าหรับซากปีศาจต้นหลิวขาวนั้น ผู้อาวุโสทั้งหลายหาสนใจไม่
ไม่ว่าสิ่งนี้จะมีมูลค่าเพียงใด มีหรือจะล ้าค่าสู้เจ้านิกายเทวมาร?
คนทั้งหลายทะยานผ่านสุญตา พาเจียงผิงอันมายังโถงหลักของ
แดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนเพื่อรับรองแขก
“ใครก็ได้ เตรียมงานเลี้ยงระดับหรูที่สุดมา!”
ผู้อาวุโสทั้งหลายรินสุราฉลองด้วยตนเอง หญิงงามมากมายราย
ล้อม ส ารับอาหารและผลไม้เลิศล ้าหอมกรุ่น
มิอาจทราบว่านี่เป็นสุราอะไร แต่หลังจิบเพียงหน พลังวิญญาณ
ของเขากลับเพิ่มพูนจนสังเกตได้ ท าให้เจียงผิงอันตกตะลึง
เดิมที่ เจียงผิงอันยังโกรธผู้ฝึกตนที่ปล้นเขาอยู่นิดหน่อย แต่เห็น
ได้ชัดว่าผู้อาวุโสเหล่านี้สุดแสนสุภาพต่อเขา จึงละอายเกินจะมีโทสะ
ต่อไป
ผู้อาวุโสเหล่านี้เป็นผู้อาวุโสจากขุมก าลังสูงสุดของเผ่ามนุษย์ มี
สถานะโดดเด่น การที่พวกเขามาร่วมเสสรวลดื่มกินด้วยกันที่นี่
นับว่าเป็นการไว้หน้ากันโดยแท้จริง
แน่นอน เจียงผิงอันก็รู้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงสุภาพนัก
เขาก าลังจะได้รับต าแหน่งเจ้านิกายเทวมาร ไม่ว่าคนเหล่านี้
แท้จริงดูแคลนเขาเช่นไร อย่างน้อยที่สุด การแสดงออกของพวกเขา
ก็ยังเป็นการพยายามผูกมิตรอย่างเต็มที่อยู่ดี
แดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุน ที่พ านักของผู้อาวุโสเก้า
ซูเหยียนซึ่งถูกถีบกระเด็นมาเดินโซซัดโซเซเข้าไปในต าหนัก
คุกเข่าลงตรงหน้าผู้อาวุโสเก้าดังตุ้บ
“ท่านปู่ ท่านต้องช่วยหลานนะขอรับ! ของของหลานถูกฉวยชิง
ไป!”
ซูเหยียนไม่เต็มใจยิ่ง เหตุใดเขาต้องมอบสมบัติที่เขาได้มาให้ผู้
ฝึกตนขี้หมานั่นด้วย?
เขาเป็นคนในของแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนแท้ ๆ แต่เพื่อเอาใจคน
นอกคนหนึ่ง พวกเขากลับทุบตีข้าเหมือนเป็นหลาน น่าคับแค้นจริง
แม้ซูเหยียนจะพินอบพิเทาต่อหน้าผู้อาวุโสทั้งหลาย เขาก็ยังไม่
เต็มใจให้สมบัติถูกช่วงชิงอยู่ดี
ดังนั้น ซูเหยียนจึงคิดมาหาปู่ผู้รักเขาที่สุด ซึ่งก็คือผู้อาวุโสเก้า
ผู้อาวุโสเก้าซูไห่ได้ยินว่าของของหลานตนถูกฉกฉวยไปเพื่อ
ประจบผู้ฝึกตนต่างถิ่นก็เดือดดาลด้วยโทสะ
“พวกหนอนบ่อนไส้พวกนี้ เสี่ยวเหยียน เจ้ารอก่อนนะ ปู่จะไป
ทวงความยุติธรรมให้เจ้า! ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร ปู่จะให้เขาคุกเข่า
ขอขมาเอง!”
ซูไห่สุดแสนหงุดหงิดใจ ของล ้าค่าอย่างซากปีศาจต้นไม้
ขอบเขตพ้นพิบัติ ดันให้คนนอกไปเสียได้
เจ้าเฒ่าพวกนั้นยังมีศักดิ์ศรีของแดนศักดิ์สิทธิ์อยู่หรือไม่?
“ท่านปู่~”
ซูเหยียนสุดแสนตื้นตันใจ แม้เขาจะใช้ชีวิตมาหลายพันปี หัวใจ
ถูกขัดเกลาแข็งแกร่ง เขาก็ยังดวงตาแดงก ่าขึ้นอย่างช่วยมิได้ ท่านปู่
ยังดีต่อเขานัก
ผู้อาวุโสเก้าซูไห่กระฟัดกระเฟียดมายังโถงรับแขก
เมื่อเห็นว่าในโถงหลักเต็มไปด้วยส ารับล ้าค่า ศิษย์หญิงผู้งาม
โดดเด่นมากมายในส านักสวมอาภรณ์เพริศพริ้งห้อมล้อมผู้ฝึกตน
ระดับต ่าคนหนึ่ง ซูไห่ก็รู้สึกโทสะสูบฉีดขึ้นหัว
ยามผู้อาวุโสรองซูมู่อวิ๋นเห็นซูไห่ เขาก็รีบตะโกนเรียก “เฒ่าเก้า
มานั่งสิ!”
“นั่งกับผีสิ!”
ซูไห่แผดเสียงดังสนั่นพลางถีบโต๊ะตัวหนึ่งล้ม ท าให้ทุกผู้ในโถง
สะดุ้งโหยง บรรยากาศเงียบกริบเฉียบพลัน
ซูไห่ชี้หน้าผู้อาวุโสทั้งหลายพลางก่นด่า “ข้าละอายนักที่อยู่ร่วม
สังกัดกับพวกเจ้า เพื่อเอาใจคนนอกเพียงหนึ่ง กลับทุบตีฉกชิง
โอกาสจากหลานข้า!”
“มีศิษย์สักกี่คนได้ลิ้มลองส ารับเลิศโอชาเช่นนี้? เมรัยถนอมจิตนี่
ร้อยปีบ่มได้เพียงไห พวกเจ้ากลับเอามาเสียของ”
“เรื่องน่าขยะแขยงที่สุดคือ พวกเจ้าถึงกับเรียกบุตรหลานสตรี
ของตัวเองมาร่วมวงสุราด้วยกัน ดูสภาพปัจจุบันของพวกเจ้าแล้ว น่า
รังเกียจกันจริง ๆ!”
เสียงก่นด่าของซูไห่สนั่นก้องในโถงหลักจนเสียดโสต
ซูมู่อวิ๋นกระแอมแห้ง ๆ วางเมรัยถนอมจิตในมือลง และเอ่ยว่า
“เฒ่าเก้า อย่าเพิ่งโวยวาย นี่คือเจียงผิงอัน…”
“ข้าไม่สนว่าเขาเป็นใคร ต่อให้เป็น… อะไรนะ?! เจียงผิงอัน?”
ท่าทีของซูไห่อ่อนลงเล็กน้อยเฉียบพลัน “ต่อให้เขาคือเจียงผิง
อัน เขาก็ยังมิได้รับต าแหน่งเจ้านิกายเทวมารในตอนนี้ และอยู่เพียง
ขอบเขตหลอมสุญตา…”
กล่าวถึงตรงนี้ ซูไห่ก็จังงังไปทันใด
“เดี๋ยวก่อนนะ ขอบเขตหลอมสุญตา! เขาปลดค าสาปได้แล้ว!”
กระทั่งผู้ไม่รู้จักเจียงผิงอันยังรู้ว่าเขาถูกสาป มิอาจท าความ
เข้าใจกฎเกณฑ์ระดับสูง กลายเป็นคนไร้ประโยชน์ไปเสียแล้ว
แต่ขณะนี้ ร่างของเจียงผิงอันกลับเผยร่องรอยของกฎเกณฑ์ขั้น
สาม!
ซูมู่อวิ๋นพยักหน้า “ปลดค าสาปได้แล้ว ก่อนหน้านี้ฆ่าผู้ฝึกตนขั้น
ปลายขอบเขตหลอมสุญตาผู้หนึ่งมา”
ซูไห่พลันเงียบเสียง เขาหายวับไปจากที่ แต่ไม่นานก็กลับมา
ในมือเขาหิ้วตัวซูเหยียนมาด้วย ก่อนจะผลักซูเหยียนนั่งลง
คุกเข่า
“เจ้าหลานเนรคุณ ปรากฏว่าไปปล้นของของผู้อื่นเขามา รีบ
คุกเข่าขอขมาสหายเต๋าเจียงผิงอันเร็วเข้า!”
สีหน้าของซูเหยียนแข็งค้าง
มิใช่ท่านปู่ผู้เมตตาจะทวงถามความยุติธรรมให้เขาหรือ?
ไฉนจึงให้เขามาขอขมาอีกฝ่ายเสียได้?
เดี๋ยวก่อนนะ คนผู้นี้ชื่ออะไร?
เจียงผิงอัน!
ในที่สุดซูเหยียนก็เข้าใจ ประจักษ์เสียทีว่าเหตุใดผู้อาวุโส
ทั้งหลายจึงไม่แม้แต่จะสนใจซากปีศาจต้นไม้
เพราะเขาคือเจียงผิงอัน บุคคลซึ่งก าลังจะได้เป็นประมุขขุมก าลัง
สูงสุดซึ่งอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เผ่ามนุษย์!
แม้การฝึกฝนของซูเหยียนจะสูง ในหมู่ขุมก าลังใหญ่ทั้งหลาย
เขาก็ยังถือได้เพียงตัวตนต ่าต้อยระดับกลาง ห่างชั้นจากผู้อาวุโส
ทั้งหลายสองระดับ อย่าว่าถึงความต่างชั้นกับเจ้านิกายเช่นนี้เลย
สีหน้าของซูเหยียนเหยเก รู้ว่ามิอาจเก็บซากปีศาจต้นไม้ไว้ได้
แล้ว แต่ก็ยังยากเย็นนักหากจะให้เขาขอขมาผู้ฝึกตนระดับต ่าสักคน
“ช่างเถอะ เรื่องเป็นอดีตไปแล้ว”
เจียงผิงอันเอ่ยปากขึ้นก่อน
แดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนต้อนรับขับสู้กันเพียงนี้ หากยังไล่บี้เอา
ความกันอีก ก็จะเป็นการไม่ไว้หน้ากันอย่างแท้จริง
ซูไห่ถีบซูเหยียนออกไป “สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะแห่งยุคสมัย ใจ
กว้างยิ่งนัก ใครก็ได้ น าเมรัยถนอมจิตมาอีกไห!”
ปกติแล้วเขาไม่อาจได้ดื่มเมรัยถนอมจิต ยามนี้เมื่อมีแขกมา ก็
คงน่าเสียดายแย่หากไม่ฉวยโอกาสนี้ดื่มสักครั้ง
ไม่ว่าอย่างไร นี่ก็คือทรัพยากรของส านัก ส านักเป็นผู้จ่าย ไม่ได้
สะเทือนทรัพยากรของเขา
ใช้ทรัพยากรของส านักมาดื่มด ่าเป็นรางวัลชีวิตสักหน่อย
“สหายเต๋าเจียงอายุน้อยอนาคตไกล หากมีสิ่งใดอยากให้ช่วยก็
บอกได้เลย มิต้องเกรงใจเรา เราแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนจะสนับสนุน
อย่างเต็มที่”
ซูไห่รินเมรัยถนอมจิตให้ตนเองจอกหนึ่ง ก่อนจะนั่งลงละเลียดจิบ
“มีเรื่องอยากรบกวนสักเล็กน้อย ข้าอยากท าลายตระกูลฉางซุน
ผู้อาวุโสทุกท่านช่วยได้หรือไม่?”
เจียงผิงอันเอ่ยปาก
สีหน้าของซูไห่ชะงัก เมรัยในมือสิ้นความหอมหวานเฉียบพลัน
เจ้าเด็กนี่ฟังไม่ออกหรือว่าเขาพูดแค่เป็นมารยาท ไฉนจึงถือเป็น
จริงเป็นจัง?
อีกอย่าง นี่รบกวนเล็กน้อยตรงไหน?
ตระกูลฉางซุนนั่นคือหนึ่งในตระกูลผู้ก่อตั้งหอต าราเทียนเต้าเลย
นะ
คราวนี้ควรท าเช่นไร? บอกว่าเขาแค่พูดเล่น? งามหน้าเกินไป
แต่หากจะให้ช่วยก็ไม่คุ้มค่ากัน
เชิญเจียงผิงอันมากินดื่มด้วยกันได้ แต่หากจะให้ช่วยกันจริง ๆ
พวกเขาท าไม่ได้หรอก