สู่วิถีอมตะ - บทที่ 439 ข้าขึ้นไปแล้วจริง ๆ
“สหายเต๋าเจียง เรากลับไปดื่มกันต่อดีกว่า เมรัยถนอมจิตมิใช่สิ่ง
ที่คนธรรมดาจะดื่มได้นะ”
ซูไห่ไม่ได้ถามว่าเจียงผิงอันขึ้นหอคอยสยบเซียนได้กี่ชั้น หาก
เขาออกมาเร็วเพียงนี้ ก็น่าจะเป็นชั้นสามหรือชั้นสี่
หากถามออกไป อีกฝ่ายจะเสียหน้าแน่แท้
เจียงผิงอันกล่าว “ที่ผู้อาวุโสเก้าพูดก่อนหน้านี้ ยังนับได้อยู่
หรือไม่? ที่ว่าหากข้าได้ ‘วิชาคะนึงทิพย์’ มา จะช่วยข้าท าลายตระกูล
ฉางซุน”
“ตาเฒ่าผู้นี้รักษาสัจจะเสมอ หากเจ้าน า ‘วิชาคะนึงทิพย์’ มาได้
เราก็จะช่วยเจ้าล้างแค้น”
ซูไห่เน้นความนัยต่างฝ่ายต่างช่วยกัน หมายความว่าหากเจ้า
ช่วยเราไม่ได้ เราก็ไม่ช่วยเจ้า
เจียงผิงอันพยักหน้า น าหยกโบราณสีน ้าเงินออกมาชิ้นหนึ่ง ส่ง
ให้กับซูไห่
“ข้าน าสิ่งนี้ลงมาจากชั้นสิบ น่าจะเป็น ‘วิชาคะนึงทิพย์’”
ซูไห่นิ่งไปครู่หนึ่ง
ก่อนที่เขาจะระเบิดหัวเราะ “ฮ่า ๆ เดิมทีข้านึกว่าสหายเต๋าเจียงจะ
เป็นคนเครียด ๆ มิคาดเลยว่าจะปล่อยมุกเป็นกับเขาด้วย”
ผู้อาวุโสรายล้อมเองก็หลุดข า
ปรากฏว่าเจียงผิงอันปล่อยมุกหยอกเล่น แม้จะไม่รู้สึกว่ามันน่า
ข าตรงไหน แต่พวกเขาก็ยังต้องรักษาหน้าอีกฝ่าย
นี่คือว่าที่เจ้านิกายเทวมาร
ไร้ผู้ใดเชื่อเลยว่าเจียงผิงอันถือ ‘วิชาคะนึงทิพย์’ อยู่ในมือ ผู้คน
ล้วนถือว่าเจียงผิงอันแค่หยอกเล่น
“ข้ามิได้ล้อเล่น นี่คือ ‘วิชาคะนึงทิพย์’ จริง ๆ”
เจียงผิงอันดูเคร่งขรึม
“พอแล้ว เราดื่มกันต่อดีกว่า ‘วิชาคะนึงทิพย์’ นี่ให้สหายเต๋าเจียง
แล้วกัน” ซูไห่กล่าวเสียงเรียบ
หากล้อเล่นกันต่อไปก็น่าเบื่อตาย
“ผู้น้อยมิได้อยากได้ ‘วิชาคะนึงทิพย์’ ผู้น้อยอยากได้ความ
ช่วยเหลือจากทุกท่านต่างหาก”
เจียงผิงอันรู้ว่า ‘วิชาคะนึงทิพย์’ แข็งแกร่งเพียงไร แต่มหา
จักรพรรดิบอกว่าเขามีเส้นทางของตัวเองให้ก้าวเดิน ไม่จ าเป็นต้อง
เรียนวิชาคะนึงทิพย์
สีหน้าของซูไห่ค่อย ๆ เปลี่ยนสู่เย็นเยียบ “สหายเต๋าเจียง หากท า
เช่นนี้ เจ้าจะน่าเบื่อเอานะ”
“เราผู้อาวุโสทั้งหลายไว้หน้าเจ้ามากแล้วที่รับรองเจ้าด้วยตนเอง
หากเจ้ายังก่อเรื่องเช่นนี้ต่อไป ก็ไม่ไว้หน้ากันเลยจริง ๆ”
“หากเจ้าขึ้นชั้นสิบได้จริง ๆ เราจะมอบต าแหน่งประมุขแดน
ศักดิ์สิทธิ์ให้กับเจ้า แต่เจ้ามิได้ขึ้นถึง”
“หากเจ้าอยากให้เราช่วยจริง ๆ ก็น าผลประโยชน์ที่ท าให้เรา
ตื่นเต้นได้มาแลกเถิด”
ซูไห่กล่าวอย่างตรงไปตรงมา
ในที่สุดเจียงผิงอันก็เข้าใจ “พวกเจ้าไม่เชื่อว่าข้าขึ้นชั้นสิบได้
แล้วจริง ๆ นี่เอง”
สีหน้าของซูไห่คือค าตอบในตัว ยังต้องพูดกันอีกหรือ?
เมื่อเข้าไปในหอคอยสยบเซียน สิ่งที่รออยู่คือแรงกดดันวิญญาณ
อย่างมหาศาล ยิ่งขึ้นสูงสิ่งกดดันรุนแรง บีบคั้นพลังใจและจิต
วิญญาณ มุ่งตรงสู่หัวใจ
ผู้ไม่หนักแน่นในการแสวงเต๋า ผู้มีความสับสน ขาดศรัทธา
ทั้งหลาย… ก็ยากจะก้าวเดินในนั้น
กระทั่งจะให้ผู้อาวุโสเหล่านี้ปีนขึ้นชั้นแปด ยังต้องใช้เวลาสักพัก
กว่าจะท าได้
แต่เจียงผิงอันเข้าไปเพียงไม่นาน เวลาไม่พอดื่มชาสักถ้วยด้วย
ซ ้าก็กลับมาแล้ว มาบอกว่าเขาปีนขึ้นชั้นสิบมา ผู้ใดจะเชื่อลง?
ไม่มีใครเชื่อสิ่งที่เกินความรู้ของพวกตนเองแน่นอน
เจียงผิงอันหันกลับไปยังหอคอยสยบเซียนซึ่งแผ่ปราณมหาเต๋า
และกล่าวว่า “ผู้อาวุโส เมื่อครู่ข้าขึ้นไปได้กี่ชั้นหรือ?”
ซูไห่ถามอย่างงุนงง “เจ้าพูดกับใครอยู่?”
“แน่นอน จิตศาสตราของหอคอยสยบเซียนน่ะสิ มิใช่ศาสตรา
เซียนทุกชิ้นมีจิตศาสตราหรือ?”
เจียงผิงอันกล่าว
ซูไห่มองเจียงผิงอันราวมองคนโง่ “ใต้เท้าจิตศาสตราจะมาสนใจ
เจ้า? คิดอะไรอยู่ กระทั่งประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์ ใต้เท้าจิตศาสตรายังไม่
สนใจเลย…”
วิ้ง!
กฎเต๋าประหลาดสายหนึ่งกระเพื่อมออกมาจากหอคอยสยบ
เซียน มหาเต๋ารอบข้างกู่ก้อง กฎเกณฑ์ร่ายระบ ารุนแรง รัศมีเรืองรอง
เฉิดฉันทั่วแดนศักดิ์สิทธิ์ เกิดเป็นนิมิตเลื่อนลั่นอลังการ
เหล่าศิษย์ในแดนศักดิ์สิทธิ์สังเกตเห็นสิ่งนี้ ต่างผู้ล้วนมองหอคอย
สยบเซียนอย่างสงสัย
“เกิดอะไรขึ้น? เหมือนในหอคอยเซียนจะมีการเคลื่อนไหว”
“หากหอคอยสยบเซียนยังสะท้าน ต้องมีเรื่องใหญ่บางอย่างแน่ ๆ
หากมิใช่การศึกก็คงถึงเวลาเลือกประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์”
“หรือจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นที่สมรภูมิจักรวาลอีกแล้ว?”
เหล่าศิษย์แดนศักดิ์สิทธิ์หารือ
ผู้อาวุโสมากมายที่ฐานหอคอยสยบเซียนดูตกใจ
จิตศาสตราของหอคอยสยบเซียนมีปฏิกิริยา!
นี่เรื่องบังเอิญหรือไม่?
ขณะที่หนึ่งเสียงดังแว่วกลับมา “เขาปีนถึงชั้นสิบ”
ได้ยินเช่นนี้ เหล่าผู้อาวุโสล้วนเหมือนต้องอัสนี ดวงตาเบิกกว้าง
สีหน้าไม่อยากเชื่อ สมองว่างโล่ง
จิตศาสตราว่าเช่นไรนะ?
เจียงผิงอันปีนถึงชั้นสิบแล้วจริง ๆ หรือ?
จะเป็นไปได้เช่นไร!
พวกเขาปีนหอคอยอยู่หลายพัน หรือกระทั่งหลายหมื่นปี แต่ก็มิ
อาจไปถึงชั้นที่เจียงผิงอันบรรลุในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วละเลียดชาได้!
หากนี่มิใช่เพราะจิตศาสตรากล่าวออกมาเอง พวกเขาคงไม่มีวัน
เชื่อลง
แม้จิตศาสตราจะกล่าวเช่นนั้น พวกเขาก็ยังมิอาจยอมรับได้ใน
กาลอันสั้น ต่างคนนิ่งค้างกับที่อยู่นาน
พลังใจของเจียงผิงอันสูงถึงระดับน่ากลัวเพียงไรแล้ว? เขามี
ความยึดมั่นต่ออะไรอยู่จึงรับแรงกดดันร้ายกาจเช่นนี้ได้?
ซูไห่อ้าปากสูดหายใจลึก ๆ ใช้วิชาลับพลังวิญญาณสงบสติของ
ตนลง
เขามองเจียงผิงอันและหยกโบราณสีน ้าเงินในมือเขาด้วยสีหน้า
ซับซ้อน
“นี่คือวิชาคะนึงทิพย์ เจ้าน่าจะฉวยโอกาสรับมันไปเมื่อครู่”
นี่คือวิชาลับพลังวิญญาณสูงสุดของโลกหล้า วิชาลับพลัง
วิญญาณมากมายดัดแปลงมาจากมัน
เมื่อฝึกบรรลุระดับสูง ถ้อยค าก็เป็นอาญาสิทธิ์ได้
กระทั่งจะสืบสวรรค์ลุแก่อนาคต หนึ่งค านึงก็ให้ก าเนิดหมื่น
กฎเกณฑ์ ทลายสรรพสิ่งสิ้นได้
วิชาคะนึงทิพย์ยังเป็นที่ทราบทั่วว่าเป็นวิชาอันใกล้เคียงเซียน
ที่สุดด้วย
เจียงผิงอันย่อมทราบฤทธิ์วิชานี้ แต่ไม่มีใครใช้มันได้นอกจาก
มหาจักรพรรดิ และเขาก็ไม่คิดว่าตนจะแข็งแกร่งกว่าอีกฝ่ายด้วย
นอกจากนั้น หากภายหน้าแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนจับได้ว่าเขาได้
วิชาคะนึงทิพย์ไป นั่นมิเท่ากับล่วงเกินแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนหรือ?
“ข้าหวังว่าผู้อาวุโสทุกท่านจะรักษาสัญญา”
เจียงผิงอันส่ง ‘วิชาคะนึงทิพย์’ ให้
ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าเหล่าผู้อาวุโสก็แปรเปลี่ยนพิกล
จากวาทะที่หุนหวังทิ้งไว้ หากผู้ใดขึ้นถึงชั้นสิบได้ จะได้สืบ
บัลลังก์ประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์
แต่การฝึกฝนของเจียงผิงอันต้อยต ่า ซ ้าแล้วยังเป็นคนนอก
การให้คนนอกรับต าแหน่งประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์ ต่างอะไรกับ
มอบภรรยาตัวเองให้คนอื่น?
นอกจากนั้น พวกเขายังต้องช่วยเจียงผิงอันจัดการกับคนของ
หอต าราเทียนเต้าด้วย
หอต าราเทียนเต้ารวบรวมอัจฉริยะจากทั่วโลกหล้าผู้ฝึกตน ผูก
สัมพันธ์กับยอดฝีมือมากมาย
หากจะลงมือกับตระกูลฉางซุน หอต าราเทียนเต้าย่อมไม่มีทางอยู่
เฉย จะน ายอดฝีมือมากมายมากันแน่นอน
สายตาผู้อาวุโสมากมายหันไปจ้องผู้อาวุโสเก้าซูไห่
อยู่ดีไม่ว่าดี เหตุใดเจ้าต้องไปท้าทายเจียงผิงอันด้วย?
จบสิ้นแล้ว ครั้งนี้ปฏิเสธมิได้เลย
เม็ดเหงื่อผุดท่วมหน้าผากซูไห่
เรื่องใหญ่แล้ว
เขาไม่คาดฝันเลยว่าวาทะที่พูดส่งเดช กระทั่งถือว่าล้อเล่นด้วย
ซ ้าจะท าให้เจียงผิงอันปีนถึงหอคอยสยบเซียนชั้นสิบ ไปน า ‘วิชา
คะนึงทิพย์’ ลงมาได้จริง ๆ!
เรื่องนี้น่าตกใจยิ่งกว่าเห็นยอดฝีมือสักคนบรรลุเซียนอีก
ทีนี้ท าเช่นไร? จะผิดค าหรือไม่? หากท าเช่นนั้น โลกทั้งใบได้
หัวเราะเยาะพวกเขาแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนแน่ ๆ
ขณะนี้ เจียงผิงอันปริปากกล่าวว่า “ผู้น้อยมิขอเป็นประมุขแดน
ศักดิ์สิทธิ์ มิได้ต้องการให้ผู้อาวุโสมากมายลงมือช่วยเหลือ แค่
ต้องการให้คุ้มกันผู้น้อยเท่านั้น เรื่องล้างแค้น ผู้น้อยจะลงมือเอง”
ได้ยินเช่นนี้ ซูไห่ก็แสนยินดีจนอยากตบตักฉาด
“เจ้าคือว่าที่เจ้านิกายเทวมาร ต้องรักษาวาจาด้วยนะ! วางใจเถิด
ยามเจ้าล้างแค้น เราจะคุ้มกันเจ้า!”
ขอเพียงเจียงผิงอันไม่ขึ้นเป็นประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาไม่
ต้องลงมือเอง เช่นนั้นก็คุยกันง่ายขึ้นหน่อย
“มาเถิด สหายเต๋าเจียง แดนศักดิ์สิทธิ์ของเรายังมีส ารับเลิศรส
อีกมากมาย”
ซูไห่เข้าใจเจียงผิงอันผิด อีกฝ่ายหาเข้าใจเรื่องพิธีรีตองในโลก
หล้าไม่
“ไม่กินแล้ว ไปฆ่าคนกัน”
ดวงตาของเจียงผิงอันเรืองจิตสังหารรุนแรง
ด้วยความช่วยเหลือจากแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุน ยามนี้เขารอจะ
ล้างแค้นไม่ไหวแล้ว