สู่วิถีอมตะ - บทที่ 444 การคุ้มครองจากขุมกำลังหลัก
กาลก่อน เหตุผลที่เหลยจั้งไม่ยอมให้เมิ่งจิงกับเจียงผิงอันอยู่
ด้วยกัน ก็เพราะกังวลว่าเจียงผิงอันจะมิอาจฝึกฝน เป็นตัวถ่วงให้เมิ่ง
จิงลำบาก
ดังนั้น เขาจึงตั้งเงื่อนไขมากมาย ให้เจียงผิงอันท้าทายอัจฉริยะ
สูงสุดจากขุมกำลังหลักต่าง ๆ ของเผ่ามนุษย์ ไม่ก็หาผลอัสนี
โกลาหลมาให้
แต่เกินคาด ปรากฏว่าเจียงผิงอันปลดคำสาป ฟื้นความเข้าใจต่อ
กฎเกณฑ์ได้
ยิ่งกว่านั้น เจียงผิงอันยังจะได้เป็นเจ้านิกายเทวมารอยู่แล้ว มูลค่า
ของเจียงผิงอันจึงยิ่งถีบตัวสูง
เหลยจั้งถีบโต๊ะตรงหน้าตนคว ่า ชี้หน้าด่าฉางซุนผิงเจิ้นอย่างไม่
สนภาพลักษณ์
“พวกเจ้าสารเลวตระกูลฉางซุนไร้ยางอายกันนัก ว่าจ้างมือ
สังหารมากมายมาฆ่าหลานเขยข้า เรื่องนี้ไม่จบแน่!”
ปวงชน “…”
เจ้าเฒ่านี่ไร้ยางอายสิ้นดี
ไฉนก่อนหน้านี้ไม่เห็นประคบประหงมเจียงผิงอันเช่นนี้เลย
ประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนรีบเหินออกไป อยากรู้นักว่าเกิด
อะไรขึ้น ทำไมพวกเขาแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนจึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับ
เขาด้วย
เมิ่งจิงมาถึงตีนเขาจักรพรรดิ และเห็นร่างที่นางถวิลหาพบ
ในทันที
พริบตานั้น นางโถมตัวเข้าสู่อ้อมแขนของชายผู้นั้น ทิ้งน ้าหนัก
แขวนบนตัวเขา ถูศีรษะกับแขนของเจียงผิงอันราวลูกแมวน้อยออด
อ้อน
“เจ้าท่อนไม้~”
เจียงผิงอันรับน ้าหนักตัวเมิ่งจิง สัมผัสได้ชัดว่าเมิ่งจิงโตเป็น
ผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว
นางสวมชุดผู้ฝึกยุทธ์สีดำรัดรูป ขับเน้นส่วนโค้งเว้าอันสมบูรณ์
แบบ เอวคอดเช่นกิ่งหลิว ไหล่มนดุจผ่านการขัดกลึง ใบหน้างดงาม
สดชื่นเช่นพนาไพรยามสารท
นางงดงามสะพรั่งหมดจด ส่งกลิ่นกายหอมสดชื่น
เมิ่งจิงเงยหน้า ดวงตาเรืองรองเช่นประกายดาวจ้องมองมา “เจ้า
ท่อนไม้ ร่างโกลาหลพ่ายแก่เหลียงเซียวหงแล้ว เหลียงเซียวหง
แข็งแกร่งมาก และดูเหมือนจะบรรลุวิชาที่สาบสูญของมหาจักรพรรดิ
หมัดจักรพรรดิด้วยนะ”
เจียงผิงอันนิ่งไปเล็กน้อย เขาเคยสู้กับซือถูหลิงเฟิงมาก่อน และ
ทราบว่าซือถูหลิงเฟิงแข็งแกร่ง
แต่เกินคาด ปรากฏว่าซือถูหลิงเฟิงพ่ายแก่เหลียงเซียวหงเสียได้
หมัดจักรพรรดิ…
มันฟังดูแข็งแกร่งยิ่งนัก เหตุใดยามประชันจำนงมหาจักรพรรดิ
ก่อนหน้านี้ จึงมิเคยเห็นมหาจักรพรรดิใช้มันออกมาเลย?
มิใช่มหาจักรพรรดิสร้างวรยุทธ์นี้ยามเยาว์วัยหรือ?
“อย่าห่วงเลย ความแค้นของท่านอาเมิ่ง ข้าจะสะสางแน่นอน”
เจียงผิงอันยืนยัน
หากไม่มีเมิ่งโค่ว เจียงผิงอันคงตายในอำเภอเล็กจ้อยนั่นไปเนิ่น
นาน ไม่มีเจียงผิงอันเช่นวันนี้แน่นอน
“รอเจ้าไร้เทียมทานในฟ้าดินก่อนค่อยว่ากันเถอะ”
เมิ่งจิงไม่อยากให้เจียงผิงอันอยู่ในอันตราย
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังคิดอ้าปากพูดอะไร หนึ่งสายอัสนีก็พุ่งมา
อยู่ข้างตัวเขา
เหลยจั้งผู้เต็มไปด้วยมัดกล้ามปรากฏตัว เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าเป็น
มิตร “หลานเขย ทำไมเจ้ามาไม่ทักทายผู้ใหญ่อย่างข้าก่อน ข้าจะได้
ออกมารับเจ้า”
เมิ่งจิงเอนตัวในอ้อมแขนเจียงผิงอัน ชำเลืองมองตาเฒ่าไร้
ยางอายผู้นี้จากหางตาพลางพูดด้วยน ้าเสียงพิกล
“อย่าสับสนสิ เจ้าท่อนไม้ของข้ายังหาผลอัสนีโกลาหลมามิได้
เสียหน่อย”
“ผลอัสนีโกลาหลอะไร สำคัญเท่าหลานเขยข้าด้วยหรือ?”
เหลยจั้งดูคลับคล้ายความจำเสื่อม ลืมสนิทว่าก่อนหน้านี้ตนทำ
อะไรไปบ้าง
เขารีบเปลี่ยนประเด็น “พวกเจ้าจะแต่งงานกันยามใด? ข้าจะจัด
งานให้”
ได้ยินเช่นนี้ แก้มของเมิ่งจิงก็แดงก ่า กระมิดกระเมี้ยนขึ้นมาทันที
แม้นางกับเจียงผิงอันจะเป็นสามีภรรยากันไปนานแล้ว การ
แต่งงานก็ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับสตรีสักคน ทำให้นางรู้สึก
กระวนกระวายอย่างบอกไม่ถูก
“นี่…”
“บรรพชน!”
ขณะนั้นเอง ยอดเขาจักรพรรดิก็เกิดเสียงเอะอะวุ่นวาย
บรรพชนตระกูลฉางซุน ฉางซุนผิงเจิ้นเหินออกมา
เขามองซากทายาทตระกูลฉางซุนเกลื่อนพื้น แล้วหัวใจก็รวด
ร้าว
พวกเขาล้วนเป็นหัวกะทิอันโดดเด่นของตระกูลฉางซุน แต่ยามนี้
ศพของพวกเขาหาสมประกอบไม่
โดยไม่รอฉางซุนผิงเจิ้นอ้าปาก เหลยจั้งก็กล่าวขึ้นก่อน
“ไอ้แก่ไม่ยอมตายนี่ วันนี้เจ้าต้องให้คำอธิบายต่อหลานเขยข้า
เจียงผิงอัน! หาไม่ เราตระกูลเหลยไม่ยอมจบแน่”
เพราะก่อนหน้านี้ล่วงเกินเจียงผิงอันมาก่อน เหลยจั้งจึงต้อง
ชดเชย
จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ต้าเฉียน เฉียนว่านซานก็ปรากฏขึ้น
กล่าวขึ้นเสียงเรียบ “เราต้าเฉียนก็ต้องการคำอธิบาย เราราชวงศ์
ต้าเฉียนเคยบอกแล้วว่าจะคุ้มครองเจียงผิงอัน”
แม้เฉียนว่านซานจะอยากฆ่าเจียงผิงอันผู้ลักพาตัวเสด็จย่าของ
เขาให้ตาย แต่หากทำเช่นนั้น เสด็จย่าของเขาได้ระเบิดโทสะแน่นอน
ซูปิน ประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนก็เอ่ยปาก
“แดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนของข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น
เจียงผิงอันไปทำเรื่องสะเทือนผิดต่อสวรรค์ใดไว้ พวกเจ้าหอตำรา
เทียนเต้าจึงทำร้ายอัจฉริยะของเผ่ามนุษย์เช่นนี้”
เมื่อครู่ ซูปินเข้าใจแล้วว่าเหตุใดแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนของพวก
เขาจึงเข้ายุ่งเกี่ยว
เมื่อทราบว่าเจียงผิงอันปีนขึ้นหอคอยสยบเซียนชั้นสิบ นำวิชา
คะนึงทิพย์กลับมาได้ง่าย ๆ เขาก็ผงะหงาย
ยามนี้ ต้องสนับสนุนเจียงผิงอัน
หากเจียงผิงอันไม่ชอบใจ แล้วกลับมาชิงตำแหน่งประมุขแดน
ศักดิ์สิทธิ์จากเขา จะทำเช่นไรได้?
นั่นคือคำสั่งที่หุนหวังกล่าวไว้เอง หากเจียงผิงอันคิดขึ้นเป็น
ประมุขจริง เขาก็ทำได้เพียงลงจากตำแหน่งเท่านั้น
ขณะนี้ ทั้งตระกูลฉางซุนและขุมกำลังใหญ่ทั้งหลายที่ออกมาชม
การแสดงล้วนประหลาดใจถ้วนหน้า
มีขุมกำลังสนับสนุนเจียงผิงอันอยู่มากมายนัก
ต้องทราบว่าเจียงผิงอันยังมีนิกายเทวมารอยู่เบื้องหลังด้วย
สีหน้าของฉางซุนผิงเจิ้นย ่าแย่ถึงขีดสุด มิคาดเลยว่าเจียงผิงอัน
ในขณะนี้จะมีอิทธิพลรุนแรงจนดึงดูดขุมกำลังสูงสุดของเผ่ามนุษย์
มากมายมาสนับสนุนได้
หากหอตำราเทียนเต้าของพวกเขาเป็นเช่นกาลก่อน พวกเขา
อาจไม่ต้องกลัวขุมกำลังใหญ่เหล่านี้ แต่ยามนี้ พวกเขาทำเช่นนั้น
ไม่ได้แล้ว
ขณะที่ฉางซุนผิงเจิ้นยังทำตัวไม่ถูกนั้นเอง หนึ่งเสียงเฒ่าชราก็
ดังขึ้น
“เรื่องนี้ จบลงเพียงเท่านี้เถอะ”
หนึ่งร่างเลือนลางพลันปรากฏขึ้นระหว่างทั้งสองฝ่าย
นี่เป็นภาพฉายยอดฝีมือ หลังจากความแข็งแกร่งบรรลุขอบเขต
พ้นพิบัติ จะสามารถส่งภาพฉายมาปรากฏที่ใดก็ได้
นี่คือความสามารถอันเรียกกันว่า ‘ถอดจิต’
ชายชราผู้นี้มีร่างง่อนแง่น ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัย แม้จะ
เป็นเพียงภาพฉาย ก็ยังแผ่อำนาจกดดันมหาศาล
เมื่อเห็นคนผู้นี้ ทุกสีหน้าก็นิ่งค้างชั่วขณะ
“คารวะประมุขหอตำรา!”
ฉางซุนผิงเจิ้นรีบกุมกำปั้นคารวะ
คนผู้นี้คือประมุขหอตำราเทียนเต้า เจิ้งหมิงสวิน สัตว์ประหลาด
เฒ่าผู้ไม่รู้ใช้ชีวิตมานานเพียงไร
เจิ้งหมิงสวินไพล่มือไว้เบื้องหลัง เบนดวงตาเฒ่าชรามองมายัง
เจียงผิงอัน
“เรื่องที่เจ้ามาก่อเรื่องในภูเขาจักรพรรดิ เราหอตำราเทียนเต้าจะ
ไม่สืบสาวราวเรื่อง จบความขัดแย้งกับเจ้าลงเพียงเท่านี้”
ฉางซุนผิงเจิ้นไม่ยินยอมนัก “ประมุข เขาฆ่าหัวกะทิของเรา
ตระกูลฉางซุนไปมากมาย เรื่องนี้จะจบแค่นี้มิได้…”
“ฮ่า ๆ ๆ”
ฉางซุนผิงเจิ้นพูดไม่ทันจบ ก็ถูกหนึ่งเสียงหัวเราะขัดจังหวะ
เจียงผิงอันหัวร่องอหายเสียจนน ้าตาแทบเล็ด
“ไม่สืบสาวราวเรื่องกับข้า? ฮ่า ๆ ๆ”
กาลก่อน เขาถูกฉางซุนผิงเจิ้นควบคุมตัว บังคับชิงพรสวรรค์
กลืนกินของเขาไป ซ ้ายังเกือบถูกฆ่า ถูกหอตำราเทียนเต้าตั้งค่าหัว
มหาศาล มือสังหารระดับสูงสุดนับไม่ถ้วนคิดหมายชีวิตเขา
เขาใช้ชีวิตดุจเยื้องย่องบนแผ่นน ้าแข็งบาง กระทั่งฝึกฝนยังต้อง
ระวังตัวว่าจะถูกลอบสังหารยามใด
หากมิใช่เขาพินิจจิตสังหารได้ ไม่รู้ต้องตกตายไปกี่หนแล้ว
มีเพียงผู้ที่ประสบเรื่องนี้กับตัว จึงทราบว่าเขาอยู่ภายใต้แรง
กดดันเพียงไร
ยามนี้ อีกฝ่ายกลับพูดกับเขาคล้ายเหยียดหยามว่าข้าจะไม่ถือ
สาเจ้า
ราวกับทุกสิ่งเป็นความผิดของเขา
เจิ้งหมิงสวินขมวดคิ้ว เขาไม่ชอบเสียงหัวเราะของเจียงผิงอันใน
ยามนี้เลย มันเหมือนกำลังเยาะหยันเขาอยู่
เจิ้งหมิงสวินกล่าวกับเจียงผิงอันเสียงเรียบ “นี่คือการให้โอกาส
เจ้าแล้ว อย่าทำตัวไม่เห็นค่ามันเลย”
“ไปให้แม่เจ้าโน่น!”
นี่เป็นครั้งแรกที่เจียงผิงอันทิ้งภาพลักษณ์ ก่นด่าหยาบคาย
ออกมา
เหตุผลหลักคือ เขาไม่รู้จะใช้คำใดมาบรรยายโทสะในใจเขา
ขณะนี้ออกมาจริง ๆ
ไอ้แก่ไม่ยอมตายพวกนี้ คิดว่าพวกตนเป็นเซียนกันหรือ?
สีหน้าของเจิ้งหมิงสวินดำคล ้าทันใด
เขาเป็นประมุขหอตำราเทียนเต้า ยอดฝีมือสูงสุดของเผ่ามนุษย์
ยามยอดฝีมือพบเขา ก็ยังต้องเรียกเขาเป็นประมุขหอตำราอย่างนอบ
น้อม
แต่ยามนี้ เขากลับถูกผู้น้อยคนหนึ่งด่าทอต่อหน้าปวงชน
เขาไร้ยางอายหรือ?
เหล่าผู้ฝึกตนรอบข้างสูดหายใจเฮือก
เจียงผิงอันบ้าไปแล้วหรือ? กล้าดูแคลนกันเช่นนี้
“เจ้าวอนตายอยู่หรือ?”
ภาพฉายของเจิ้งหมิงสวินแผ่คลื่นพลังชวนสะพรึงเยี่ยงสัตว์ร้าย
ทำให้เข่าของเจียงผิงอันเกือบป่นแหลก
ใบหน้าของเจียงผิงอันไร้ความกลัว ร่างของเขาตั้งตรงยิ่งกว่า
กระบี่
“มีแต่การฆ่าละเลงเลือดเท่านั้น จึงเรียกสติพวกไอ้เฒ่าไม่ยอม
ตายกันได้ ใครจะมาสู้!”