สู่วิถีอมตะ - บทที่ 445 การล้างแค้นของเจียงผิงอัน
ยามมิอาจใช้เหตุผลพูดกันได้ พูดมากเพียงไรก็ค่าเท่าเดิม
เจียงผิงอันรู้ว่าคนเหล่านี้จะไม่ยอมรับความผิดของตน
พวกเขาโง่หรือ?
เปล่าเลย
แต่ยอดฝีมือเหล่านี้คุ้นชินกับการอยู่สูงส่งกว่าใคร ใช้อำนาจบง
การชีวิตผู้อื่นกันจนเคยตัว คิดเพียงผู้ใดต่อต้านพวกเขาสมควรตาย
ไม่เห็นผู้ใดในสายตา
“ไอ้โง่ เจ้าคิดลงมือหรือ? เช่นนั้นก็เข้ามาเลยสิ”
ผู้ฝึกตนตระกูลฉางซุนทำอะไรเจียงผิงอันไม่ได้ พวกเขาจึงเยาะ
เย้ยกันอย่างเดียว
ค่ายกลอักขระรอบ ๆ ภูเขาจักรพรรดิวูบไหว มีแต่พวกเขาที่
ออกไปได้ มิใช่ผู้ใดเข้ามา
ค่ายกลนี้ถูกสร้างโดยปรมาจารย์ค่ายกลในสมัยก่อน หลัง
พัฒนามาเกินนับปี ก็แทบไม่เหลือช่องโหว่ใด ๆ
ยามนี้ แม้ค่ายกลนี้จะไม่ถูกใช้งานเต็มที่ ยอดฝีมือขอบเขต
มหายานทั่วไปก็อาจทลายมันมิได้แล้ว
หากดำเนินค่ายกลเต็มที่ กระทั่งสุดยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติยัง
มิอาจบุกเข้ามาได้เลย
หากจู่โจมค่ายกล มันก็รังแต่จะกระตุ้นส่วนตอบโต้เฉียบพลัน
ของค่ายกล ทำร้ายเจียงผิงอันเสียแทน
เหลยจั้งกล่าวกับเจียงผิงอัน “ช่างมัน เราไปกันเถอะ พวกเขาไม่
กล้าออกมา เจ้าก็เข้าไปไม่ได้ เดี๋ยวเราตระกูลเหลยจะช่วยทวงความ
ยุติธรรมให้เจ้าเอง”
การทวงความยุติธรรมที่มามิใช่การล้างหนี้เลือดด้วยเลือด
แน่นอน แค่ได้อาวุธวิเศษมาบ้างก็จบแล้ว
ผู้ฝึกตนตระกูลฉางซุนยืนในค่ายกล หัวเราะเยาะเย้ยเจียงผิงอัน
“ถ้าแน่จริงก็ทำลายค่ายกลนี้เข้ามาสิ”
“หากเจ้าทำลายค่ายกลนี่ได้ เหลาจื่อจะยื่นหัวให้เจ้าตัด ไม่ขัด
ขืนเลยเอ้า!”
“เราจะตั้งค่าหัวเจ้า จะชิงพรสวรรค์เจ้า แล้วเจ้าจะทำอะไรเรา
ได้?”
ผู้ฝึกตนตระกูลฉางซุนอยากยั่วยุให้เจียงผิงอันโจมตีค่ายกล
“อย่าวู่วามเชียว!”
เหลยจั้งรีบเตือน “หากเจ้าโจมตีค่ายกลนั่น เจ้าจะถูกค่ายกล
ตอบโต้นะ”
เจียงผิงอันกล่าวเบา ๆ “ข้าเป็นพวกวู่วามหรือ?”
“เจ้ามิใช่หรือ?”
ทุกผู้มองเจียงผิงอันด้วยสายตาพิกล
บุกสู่หทัยแผ่นดิน ท้าทายตระกูลฉางซุนผู้นำหอตำราเทียนเต้า
ห้าคนสิบคนในคราวเดียว นี่ไม่เรียกวู่วามหรือ?
เจียงผิงอันมิได้อธิบายมากนัก ก่อนจะยิ้มเย้ยพวกที่ท้าทาย
ล้อเลียนเขา
“พวกเจ้าว่า มีโอกาสที่ข้าจะฆ่าพวกเจ้าได้โดยไม่ต้องเข้าไปเอง
หรือไม่?”
ผู้ฝึกตนตระกูลฉางซุนหัวเราะร่า “จะใช้พลังวิญญาณ? เปล่า
ประโยชน์ ค่ายกลนี้หยุดพลังวิญญาณได้”
“แล้ววิญญาณร้ายล่ะ?”
ไม่ทันสิ้นเสียงเจียงผิงอัน เสียงระเบิดชวนสะพรึงเสียงหนึ่งก็ดัง
ขึ้นบนภูเขาจักรพรรดิ
ปวงชนร่างสะท้าน หันไปมองตาม ๆ กัน
แสงสว่างเรืองรองสายหนึ่งปะทุจากบนภูเขาจักรพรรดิ แผ่รัศมี
หลายสิบลี้
สีหน้าของผู้ฝึกตนในตระกูลฉางซุนแปรเปลี่ยน
“นั่นมันสุสานตระกูลฉางซุนของเรานี่ ทำไมมันระเบิดได้ล่ะ!”
“หรือจะเป็นฝีมือเจียงผิงอัน?”
“ไม่มีทาง เขาจะเข้ามาได้อย่างไร รีบไปตรวจสอบเร็วเข้า!”
โครงกระดูกวิญญาณร้ายตนหนึ่งเหินมาจากแสนไกล หยุดลง
หมุนควงอย่างบ้าคลั่งตรงหน้าฉางซุนผิงเจิ้น
เจียงผิงอันปรบมือชื่นชม “แข็งแกร่งสมเป็นบรรพชนตระกูลฉาง
ซุน ถึงกับให้โครงกระดูกหมุนวนได้ด้วย”
ปวงชน “…”
ฉางซุนผิงเจิ้นหันมาถลึงตามองเจียงผิงอันพลางแผดเสียง “สาร
เลว! ฝีมือเจ้าหรือ!”
สุสานตระกูลฉางซุนของพวกเขาไม่ระเบิดโดยไร้เหตุผลแน่ ๆ
ตู้ม!
เสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง อีกหนึ่งลำแสงทะยานสูงสู่ฟากฟ้า
หัวใจของผู้ฝึกตนตระกูลฉางซุนสะท้าน
“สวนโอสถ! สวนโอสถระเบิดแล้ว!”
“ที่นั่นปลูกสมุนไพรไว้มากมาย ความพากเพียรที่สั่งสมมาเป็น
หมื่น ๆ ปีของเรา ไม่เหลือแล้ว หมดสิ้นแล้ว”
ผู้ฝึกตนจากตระกูลฉางซุนที่ไปตรวจสอบสถานการณ์รวดร้าว
ใจ
เจียงผิงอันเห็นความรวดร้าวทุกข์ทนบนใบหน้าผู้ฝึกตนตระกูล
ฉางซุน ก็กล่าวปลอบอย่างเป็นมิตร
“อย่าห่วงเลย ยังมีให้ประหลาดใจกันอีก”
ขณะนี้เอง ทายาทผู้หนึ่งก็ซวนเซกระหืดกระหอบเข้ามา
“บรรพชน! แย่แล้วขอรับ บ่อน ้าวิญญาณ… บ่อน ้าวิญญาณถูก
วางยาพิษ… คนตระกูลเรานับหมื่น ๆ คน…”
ผู้ฝึกตนคนนั้นยังไม่ทันพูดจบ ร่างก็ร่วงลงจากบนอากาศ หลัง
ชักกระตุกสองสามหน ร่างของเขาก็แหลกเหลวเป็นกองเลือด ตก
ตายอย่างน่าสยดสยอง
ชั่วขณะนั้น ภูเขาจักรพรรดิปั่นป่วนอย่างรุนแรง
เสียงโหยไห้ กรีดร้องและก่นด่าดังระงม
ทั้งเหล่าอัจฉริยะและยอดฝีมือจากขุมกำลังหลักทั้งหลายล้วนหัน
มามองเจียงผิงอันเป็นตาเดียว
มิต้องสงสัยเลยว่าเรื่องนี้ไม่มีทางเป็นอุบัติเหตุ ผู้ต้องสงสัยราย
ใหญ่ที่สุดก็คือเจียงผิงอัน
ความเย็นเยียบเกินบรรยายแผ่ซ่านสู่ทุกดวงใจ
เจียงผิงอันไร้ปรานีเกินไป ระเบิดสุสานบรรพชน ทำลายสวน
โอสถอันเป็นรากฐาน วางยาพิษในบ่อน ้าวิญญาณของอีกฝ่าย…
หลังจากเหตุการณ์วันนี้ ให้เวลาเป็นพัน ๆ ปี ตระกูลฉางซุนก็
อาจมิฟื้นคืนก็เป็นได้
ยอดฝีมือมากมายลอบระแวงอยู่ในใจ ภายหน้าจะต้องไม่
พยายามล่วงเกินคนผู้นี้ เพราะการล้างแค้นของเขาสาหัสเกินไปนัก
เจียงผิงอันเลียนแบบท่าทีของประมุขหอตำราเทียนเต้าเจิ้ง
หมิงสวิน กล่าวขึ้นว่า “เอาละ ข้าระบายเสร็จแล้ว ความขัดแย้ง
ระหว่างเราจบเพียงเท่านี้ได้”
ฉางซุนผิงเจิ้นเดือดดาลจนร่างสั่นเทิ้มเกินควบคุม ดวงตาของ
เขาแดงฉาน ดูน่ากลัวอย่างยิ่ง
“เจียง ผิง อัน!”
ทุกวาจาจากปากฉางซุนผิงเจิ้นดูจะมีความแค้นเคืองไร้สิ้นสุด
หากไม่มีผู้ใดหยุดเขา เขาคงฉีกเจียงผิงอันเป็นชิ้น ๆ ไปแล้ว
เจียงผิงอันยิ้มเย้ย “อึดอัดใจ? เจ็บใจหรือไม่? มีก็แต่ยามมีดดาบ
บาดถึงตัว พวกเจ้าจึงได้รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดกัน”
“แต่ข้ารู้ พวกเจ้าไม่คิดกันหรอกว่าตัวเองทำอะไรผิด หาเสียใจ
กับสิ่งที่พวกเจ้าทำกับข้าไม่ พวกเจ้าก็แค่เสียดายที่ไม่รีบกำจัดข้าให้
เร็วที่สุดเท่านั้น”
“แต่ยามนี้พวกเจ้าทำอะไรข้าได้? ผู้ฝึกตนร่วมขอบเขตทำอะไร
ข้าไม่ได้ ยอดฝีมือก็เล่นงานข้าไม่ได้”
“รู้สึกไร้กำลัง? โกรธกันหรือไม่?”
ยามนี้ เจียงผิงอันอยากให้พวกเขาประสบความรู้สึกที่ตนเคย
แบกรับอยู่
ไร้กำลัง โทสะเดือนแค้น
สุญตารอบกายฉางซุนผิงเจิ้นถูกปราณทรงพลังจากตัวเขาบด
ขยี้เป็นริ้วเสี่ยง
ฉางซุนผิงเจิ้นงุนงงยิ่งนัก เจียงผิงอันทำได้เช่นไร ค่ายกลก็เปิด
อยู่แท้ ๆ กระทั่งยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติอย่างเขายังมิอาจย่องเข้า
มาได้เงียบ ๆ
แต่เจียงผิงอันกลับทำได้
คนอื่น ๆ เองก็สงสัยยิ่งนัก
แต่เห็นได้ชัดว่าเจียงผิงอันไม่บอกพวกเขาแน่ ๆ
ในการต่อสู้เมื่อครู่ วิญญาณเทวะวิญญาณร้ายของเจียงผิงอัน
มิได้ปรากฏตัว เขาย่องเข้าไปแปะยันต์วางยาพิษ
หากตระกูลฉางซุนดำเนินค่ายกลเต็มที่ พวกเขาคงหยุด
วิญญาณร้ายนี้ไว้ได้
ปัญหาอยู่ตรงที่ การเปิดค่ายกลเต็มกำลังจะสิ้นเปลืองทรัพยากร
มหาศาล
การจัดการกับผู้ฝึกตนระดับเจียงผิงอัน แน่นอนว่าไร้จำเป็นให้
ดำเนินค่ายกลสุดกำลัง
สิ่งนี้มอบโอกาสให้วิญญาณเทวะวิญญาณร้ายเข้าไปอาละวาด
ได้
“ข้าจะจัดการกับเขาเอง!”
ขณะที่ฉางซุนผิงเจิ้นไม่รู้จะจัดการกับเจียงผิงอันเช่นไร หนึ่ง
เสียงเข้มขรึมก็ดังขึ้น
ทุกผู้หันมองตาม แล้วก็พบซือถูหลิงเฟิงผู้มีผมสีทอง เรืองรอง
รัศมีเจ็ดสีรอบกายปรากฏตัวขึ้น
ขณะนี้ หัวใจของซือถูหลิงเฟิงอัดแน่นด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะ
อัดอั้น
ก่อนหน้านี้เขาปราชัยแก่เหลียงเซียวหง เสียสถานะอัจฉริยะ
อันดับหนึ่งไป ทำให้เขาเสียหน้าอยู่แล้ว
ยามนี้เขาต้องรักษาหน้า
และการเอาชนะเจียงผิงอันจะมิเพียงกู้หน้าคืนมาได้ ยังจะได้
ระบายความอัดอั้นในใจด้วย
เมื่อเห็นซือถูหลิงเฟิงปรากฏตัว ผู้ฝึกตนตระกูลฉางซุนทั้งหลาย
ก็ตื่นเต้นกันทันที
“ใต้เท้าซือถู ท่านต้องฆ่าสารเลวเจียงผิงอันนี่ให้ได้นะ!”
“สวนโอสถถูกทำลาย สุสานบรรพชนถูกระเบิด ผู้ฝึกตน
มากมายของเราตกตาย เป็นความแค้นอันมิอาจอยู่ร่วมฟ้า!”
“เจียงผิงอัน ครั้งนี้เจ้าตายแน่!”
ซือถูหลิงเฟิงและเจียงผิงอันมองหน้ากันจากไกล ๆ เหมือนเช่น
ยามศัตรูพบหน้า ต่างฝ่ายล้วนตาแดงฉาน
วันนี้ต้องมีใครตายไปข้าง และทั้งสองล้วนคิดว่าเป็นอีกฝ่าย
บุคคลรอบข้างสนอกสนใจขึ้นมาทันที
หลายบุคคลยังไม่เคยประจักษ์ฤทธิ์ของเจียงผิงอัน และมิทราบว่า
อัจฉริยะผู้เลื่องลือผู้นี้แข็งแกร่งเพียงไร
และอยากทราบเช่นกันว่าระหว่างอัจฉริยะทั้งสอง ผู้ใดจะกำชัย
เหนือกว่า