สู่วิถีอมตะ - บทที่ 447 ปราณวิญญาณแห้งเหือด ยอมแพ้?
ดวงตาของซือถูหลิงเฟิงรับรู้ถึงกฎเกณฑ์ในฟ้าดินได้ จึงประจักษ์
ชัดว่าปราณวิญญาณในตัวเจียงผิงอันถูกใช้ไปแล้วเพียงไร
วิชาหมัดของเจียงผิงอันแข็งแกร่งอัศจรรย์ยิ่ง แต่ก็ยังห่างชั้นจาก
หมัดจักรพรรดิ และสิ้นเปลืองพลังมหาศาล
ขอเพียงรับวิชาหมัดนี้ไว้ได้ ผู้ชนะสุดท้ายก็ย่อมเป็นซือถูหลิงเฟิง
มุมปากซือถูหลิงเฟิงยกยิ้ม เขาเห็นทุกสิ่งแล้ว
พลังในกายถูกโคจร บาดแผลบนตัวเยียวยาทันที
ซือถูหลิงเฟิงเคลื่อนผ่านมิติมาอยู่เบื้องหลังเจียงผิงอัน ใช้วิชาลับ
จู่โจม
เจียงผิงอันใช้หมัดทำลายล้าง หันกลับไปโต้ตอบ
ซือถูหลิงเฟิงมิกล้าปะทะตรง ๆ เขาจึงทำได้เพียงใช้วิธีเมื่อครู่ตั้ง
รับ
เบื้องหลังรอยแยกมิติ หนุนเสริมด้วยพลังโกลาหลและกลืนกิน
เปรี้ยง!
ซือถูหลิงเฟิงถูกผลักกระเด็นอีกครั้ง ปากกระอักเลือด แต่ก็มิได้
บาดเจ็บร้ายแรงถึงชีวิต
“เจียงผิงอันแพ้แล้ว”
ยอดฝีมือจากเผ่ากายาคลั่งเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“การโจมตีของเจียงผิงอันแข็งแกร่งมาก และมีการกักเก็บปราณ
วิญญาณมากมาย แต่ความเร็วการเติมปราณยังช้ากว่าซือถูหลิง
เฟิง”
“หากเจียงผิงอันมิได้ถูกปล้นพลังกลืนกินไป บางทีอาจยังมี
โอกาส ทว่ายามนี้…”
ไร้ผู้ใดที่นี่โต้แย้ง ต่างฝ่ายล้วนเห็นด้วยกับคำแถลงนี้
เหลยจั้งกล่าวเสียงเรียบ “พ่ายก็คือพ่าย มันก็แค่การต่อสู้ครั้ง
หนึ่ง”
มิอาจเอาชนะร่างโกลาหลได้เป็นเรื่องธรรมดา มิใช่เรื่องน่าอาย
อะไร
ร่างโกลาหลแต่ละรุ่นล้วนไร้เทียมทานในหนึ่งยุคสมัย ทะยานสูง
บรรลุเซียนกันได้ถ้วนหน้า
การต่อสู้นี้ไม่มีอะไรให้ต้องเปรียบเทียบ ในความเห็นของเหลยจั้ง
เจียงผิงอันร้ายกาจพอแล้ว
“ยังออกหมัดได้อีกครั้งสุดท้าย ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะยังมีไพ่ตาย
อะไรอีก!”
ซือถูหลิงเฟิงไม่แม้แต่จะเยียวยาบาดแผลขณะโจมตีเข้ามาอีก
ครั้ง กระเหี้ยนกระหือรืออยากเอาชนะเจียงผิงอันเต็มแก่
เจียงผิงอันกำหมัดอีกครั้ง กล้ามเนื้อของเขากระตุกเกร็ง ใช้หมัด
ทำลายล้างออกไปเป็นครั้งที่สาม เส้นผมดำส่ายสะบัดบ้าคลั่ง
เห็นเช่นนี้ หลายบุคคลก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
เจียงผิงอันหลับหูหลับตาสู้ รู้ว่าตนเอาชนะร่างโกลาหลไม่ได้ ก็
อยากใช้หมัดนี้สร้างความเสียหายให้ซือถูหลิงเฟิงบ้าง
เมื่อใช้หมัดนี้ออกไป ปราณวิญญาณในตัวเจียงผิงอันก็เหือดสิ้น
เขาจะไม่อาจสู้ได้ต่อไป
ตู้ม!
เสียงปะทะเลื่อนลั่นสะท้านแดนดินทำให้กฎเกณฑ์โคจรปั่นป่วน
สุญตาบิดเบือนสิ้นระเบียบ
ทว่าก็ไร้สิ่งใดผิดพลาด ซือถูหลิงเฟิงแค่บาดเจ็บ แต่ไม่ถึงตาย
ยามนี้ เจียงผิงอันไม่เหลือปราณวิญญาณในกายแล้ว
ต่อจากนี้ เขาก็คงต้องยอมแพ้
ทว่า ปวงชนก็ต้องประหลาดใจเมื่อเจียงผิงอันมิได้ยอมแพ้ เขายัง
ยืนกลางเวหา สีหน้าไร้อารมณ์ ไม่ปรากฏความยินดียินร้าย
เขาทำอะไรอยู่?
“บางอย่างไม่ถูกต้อง! ผิดปกติมาก ๆ ด้วย!”
เฉียนอวี่มองเจียงผิงอันอย่างสุดงุนงง
“อะไรผิดปกติหรือ?”
เฉียนว่านซานที่ข้าง ๆ เขาถามอย่างฉงนใจ
เฉียนอวี่กล่าวอย่างฉงน “สหายเจียงสร้างร่างมารศักดิ์สิทธิ์
ขึ้นมาด้วย แต่ไม่เห็นใช้เลยสักนิด หากใช้มันล่ะก็ ยากบอกได้เลยนะ
ว่าเขาจะแพ้หรือชนะ”
“แต่สหายเจียงใช้พลังวิญญาณจนไม่เหลือ ก็ยังไม่เห็นใช้ร่าง
มารศักดิ์สิทธิ์ออกมา”
ทุกผู้นิ่งไป
นั่นสิ นอกจากสร้างขอบเขตและวิชาหมัดของตัวเอง เจียงผิงอัน
ยังสร้างร่างเทวะของตัวเองขึ้นมาด้วย
ได้ยินว่าร่างมารศักดิ์สิทธิ์เทียบได้กับกายาศักดิ์สิทธิ์ แต่ไฉนจึงมิ
เห็นเขาใช้ออกมา?
เหลยจั้งถามเมิ่งจิงอย่างสงสัย “เสี่ยวจิง รู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น?”
เมิ่งจิงมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับเจียงผิงอัน นางน่าจะรู้อะไรบ้าง
เมิ่งจิงชำเลืองปู่ของตน “ท่านยังต้องถามข้าอีกหรือ? อวตารร่าง
มารศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าท่อนไม้อยู่ที่แดนอุดร รอสืบทอดตำแหน่งเจ้า
นิกายอยู่เลย”
ทันทีที่วาทะเหล่านี้ถูกกล่าว ปวงชนพลันตาสว่างอ้าปากหวอ
“จริงด้วย เจียงผิงอันมีสามร่าง นี่เป็นเพียงหนึ่งในนั้น!”
“หมายความว่า เจียงผิงอันในขณะนี้มิได้แผลงฤทธิ์ต่อสู้สูงสุด
แต่เป็นเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นหรือ?”
“สวรรค์! หนึ่งในสามก็แข็งแกร่งเพียงนี้เลยหรือ?”
ผู้ฝึกตนตระกูลฉางซุนพลันรู้สึกแย่
เจียงผิงอันมาเพียงร่างเดียว แต่กลับอัดพวกเขาเละเสียจนโงหัว
กันไม่ขึ้น
เหลียงเซียวหงซึ่งมิได้สนใจเจียงผิงอันมากนักเสมอมาพลันหน้า
ง ้า
หากร่างมารศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมิได้อ่อนแอไปกว่ากายาศักดิ์สิทธิ์ใช้
‘หมัดทำลายล้าง’ ออกมา บางทีพลังต่อสู้อาจแข็งแกร่งกว่าเมื่อครู่อีก
เจียงผิงอันแข็งแกร่งถึงเพียงนี้แล้ว
ซือถูหลิงเฟิงได้ยินเสียงผู้อื่นสนทนา สีหน้าของเขาพลันเลื่อน
ลอย
เจียงผิงอันในขณะนี้เป็นเพียงหนึ่งในสามร่าง…
เฉียนอวี่กอดอก ยกมือกุมคาง งุนงงยิ่งนัก “ปราณวิญญาณของ
สหายเจียงเหือดแห้ง ร่างอวตารก็ไม่อยู่ แต่ทำไมเขาจึงยังไม่ยอมแพ้
อีก?”
ทุกผู้ก็สงสัยเรื่องนี้อยู่เช่นกัน เจียงผิงอันไม่มีปราณวิญญาณ แต่
ไฉนจึงยังไม่ยอมแพ้
อายที่จะยอมแพ้หรือ?
หรือเขาอาจไม่เต็มใจ ขอพ่ายดีกว่ายอมแพ้
เมิ่งจิงกลัวว่าเจียงผิงอันจะบาดเจ็บ จึงตะโกนขึ้นว่า “เจ้าท่อนไม้
ลงมาเถอะ ในใจข้าเจ้าคือที่หนึ่ง แค่การประลอง ไม่มีความหมาย
อะไรหรอก”
“การต่อสู้ยังไม่จบ”
เจียงผิงอันเอ่ยเบา ๆ
“แต่เจ้าไม่มีปราณวิญญาณแล้วนะ” เมิ่งจิงพูดอย่างกังวล
“ใครบอกว่าไร้ปราณวิญญาณแล้วสู้ไม่ได้?”
เจียงผิงอันกล่าวกับซือถูหลิงเฟิงผู้สติหลุดอย่างเย็นเยียบ “ศึกยัง
ไม่จบ วันนี้เจ้าพ่ายแน่”
ทุกผู้เปี่ยมล้นด้วยเครื่องหมายคำถาม ปราณวิญญาณของเจียง
ผิงอันไม่เหลือแล้ว เขาไปเอาความมั่นใจมาแต่ใดจึงพูดเช่นนี้
ออกมา?
ตู้ม!
ฟ้าดินพลันถูกย้อมแดงฉาน วายุหยินหวีดหวิว ปราณชั่วร้าย
ทวีคูณ ภาพฉายเหล่าซากศพผู้วายชนม์ล่องลอยกลางสุญตา
มีตั้งแต่ซากศพของผู้ฝึกตนขอบเขตก่อปราณ จนไปถึงภาพ
ฉายร่างแหว่งวิ่นไม่สมประกอบของหมึกแปดกรขอบเขตพ้นพิบัติ
ซากศพเหล่านั้นมีจำนวนนับสิบ ๆ ล้าน หนาแน่นสุดหูตา ปก
คลุมไปทั่วท้องนภา
ทันทีที่ภาพฉายซากศพเหล่านี้ปรากฏขึ้น หัวใจเหล่าผู้ฝึกตน
ระดับต ่ามากมายเกือบหยุดเต้น ร่างสะท้านอย่างเกินควบคุม มอง
ภาพตรงหน้ากันอย่างขวัญผวาพรั่นพรึง
“เคล็ดเทียนซา”
“เจ้านี่คือเทพสังหารโดยแท้จริง น่ากลัวยิ่งนัก เขาฆ่าไปกี่คนแล้ว
นี่?”
“ในหมู่ซากศพ ไฉนจึงมีหมึกแปดกรขอบเขตพ้นพิบัติรวมอยู่
ด้วย! เป็นไปไม่ได้!”
ปวงชนที่นี่ทราบได้ว่าตรงหน้าคือ ‘เคล็ดเทียนซา’ ของหอเทียน
ซา
ผลของมันคือฉายภาพผู้วายชนม์ ก่อปราณชั่วร้ายแข็งกล้าอัน
สะเทือนถึงทั้งร่างกายและมโนสำนึกของผู้ฝึกตน
ยิ่งปลิดชีวิตไปมากยิ่งแข็งแกร่ง ยิ่งสร้างปราณชั่วร้ายได้มาก
เคล็ดเทียนซาก็ยิ่งแข็งแกร่ง
ปกติแล้ว อำนาจนี้ใช้ได้เพียงสนับสนุน
ยามสังหารศัตรูแล้วใช้เคล็ดเทียนซากระทบมโนสำนึกอีกฝ่าย
กะทันหัน ก็จะสามารถหาช่องโหว่ลงมือเผด็จศึกศัตรูได้
สิ่งที่น่าตกใจคือ ในหมู่สิ่งที่เจียงผิงอันสังหารไป ปรากฏว่ามีหมึก
แปดกรขอบเขตพ้นพิบัติอยู่ด้วยตนหนึ่ง!
เจียงผิงอันฆ่ายอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติได้อย่างไร? เขาผ่าน
เหตุการณ์เช่นไรมากันแน่?
เรื่องที่สองที่ทำให้ปวงชนฉงนใจก็คือ ปราณวิญญาณในตัวเจียง
ผิงอันไม่เหลือแล้ว เขาจะใช้เคล็ดเทียนซาออกมาเพื่อการใด?
แค่นี้ลำพัง ทำให้ซือถูหลิงเฟิงกลัวไม่ได้หรอก
ซือถูหลิงเฟิงสัมผัสปราณชวนสะพรึงได้ ดวงตาก็หรี่ลง “ไม่ว่า
เจ้าจะมีไพ่ตายสักเท่าไหร่ ปราณวิญญาณของเจ้าก็แห้งเหือดไปแล้ว
วันนี้เจ้าจะตายที่นี่แหละ!”
ซือถูหลิงเฟิงออกกระบี่ทะลวงมิติ ปรากฏขึ้นด้านหลังเจียงผิงอัน
อย่างมิให้ตั้งตัว
ซือถูหลิงเฟิงไม่เชื่อว่าเจียงผิงอันที่ไม่มีปราณวิญญาณแล้วจะยัง
สู้ต่อไหว
เคร้ง!
กำแพงล่องหนขวางกระบี่ที่ด้านหลังของเจียงผิงอันไว้
“พลังวิญญาณ?”
ซือถูหลิงเฟิงกล่าวอย่างดูแคลน “อย่างนี้นี่เอง นี่คือไพ่ตายของ
เจ้า แต่เจ้าคิดว่าตัวเองมีพลังวิญญาณอยู่คนเดียวหรือ?”
“กระทั่งบุตรศักดิ์สิทธิ์ของแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนยังเอาชนะข้า
ไม่ได้ นับประสาอะไรกับเจ้า!”
พลังวิญญาณของซือถูหลิงเฟิงถูกรีดเร้น ก่อตัวเป็นกระบี่ยักษ์
ขนาดยี่สิบลี้
กฎโกลาหลก่อตัวบนกระบี่ ฟาดฟันใส่เจียงผิงอันพร้อมรัศมีเจิด
จ้า สาดฤทธิ์เป็นทางยามพันจั้ง