สู่วิถีอมตะ - บทที่ 448 พลังของภาพฉาย
ขณะเห็นกระบี่อันยิ่งใหญ่ตระการนี้ หัวใจเหล่าผู้ชมล้วนมิอาจ
สงบได้
ซือถูหลิงเฟิงไร้จุดบอดอย่างแท้จริง ทั้งความเร็ว พลังป้องกัน
การกักเก็บปราณวิญญาณ พลังวิญญาณ…
ทุกสิ่งล้วนบรรลุสู่จุดสมบูรณ์แบบของขอบเขตปัจจุบันแล้ว
ร่างกายของเจียงผิงอันก็แข็งแกร่งมาก แต่หากเทียบกับซือถูหลิง
เฟิง เขายังด้อยกว่ากันเล็กน้อย
เหลยจั้งกำลังจะเข้าไปช่วยเจียงผิงอัน แต่ขณะที่เขากำลังจะขยับ
ตัว บนร่างก็ถูกแรงกดดันมหาศาลตรึงนิ่ง ทำให้เขามิอาจลงมือได้
เหลยจั้งหันกลับไปมองประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุน กล่าวขึ้น
เสียงเข้ม “ประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์ซู นี่เจ้าทำอะไรอยู่?”
ปรากฏว่าซูปินหยุดเขาไว้
ซูปินมองสมรภูมิด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “รอดูก่อน เจียงผิงอัน… จะ
ชนะ”
“ชนะบ้าบออะไร เจียงผิงอันไม่เหลือปราณวิญญาณแล้ว ไม่มี
ทางใช้พลังวิญญาณลำพังเอาชนะซือถูหลิงเฟิงได้แน่ๆ หากไม่ลงมือ
อีก เจียงผิงอันได้จบสิ้นแน่……”
ตู้ม!
ขณะที่เหลยจั้งกำลังจะลงมือ หนึ่งเหตุผิดคาดก็อุบัติ กระบี่ยักษ์
ซึ่งฟันลงมายังเจียงผิงอันระเบิดแหลกเฉียบพลัน
และสิ่งที่ทำให้ปวงชนรู้สึกเหลือเชื่อก็คือ เจียงผิงอันหาขยับตัวไม่
แต่ผู้ลงมือแท้จริงคือหนึ่งในภาพฉายซากศพ!!
ปรากฏว่า ผู้ฝึกตนตระกูลฉางซุนซึ่งเจียงผิงอันฆ่าไปเมื่อกาล
ก่อนและกลายเป็นภาพฉายคนหนึ่งขยับเข้าขวางการโจมตีของซื
อถูหลิงเฟิงไว้!
ภาพฉายใช้เคล็ดวิชา กระตุ้นพลังสายเลือด ยกระดับการฝึกฝน
สู่ขั้นปลายขอบเขตหลอมสุญตา ออกหมัดโจมตีเข้ามาใส่ซือถูหลิง
เฟิง
พลังของวรยุทธ์ที่ภาพฉายใช้ออกมาเหมือนยามก่อนตายทุก
ประการ พวกมันแข็งแกร่งสุดขั้ว ฟาดกระหน ่าเสียจนซือถูหลิงเฟิง
กระเด็น หัวใจสะท้านสะเทือนครั้งแล้วครั้งเล่า
“เป็นไปไม่ได้!”
“มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ภาพฉายซากศพมาสู้ได้อย่างไร?”
ทุกผู้ซึ่งเห็นเหตุการณ์เบิกตากว้างอ้าปากหวอ กว้างเสียจนยัด
ไข่ไก่เข้าไปได้สองฟองถ้วน
“เคล็ดเทียนซาก็ใช้แบบนี้ได้ด้วยหรือ?”
“ไม่มีทาง เคล็ดเทียนซาทำแบบนี้ไม่ได้แน่!”
“แล้วมันเกิดอะไรขึ้น? นี่มิใช่มายาเหมือนกัน”
แม้เจียงผิงอันจะใช้มายาเป็น แต่มันจะมีผลต่อยอดฝีมือเหล่านี้
ได้อย่างไร?
ปรากฏว่าภาพฉายซากศพช่วยเจียงผิงอันต่อสู้ได้ด้วย!
กระทั่งยอดฝีมือผู้ใช้ชีวิตมานับหมื่น ๆ ปียังเพิ่งเคยเห็นวิชาเช่นนี้
เป็นครั้งแรก
พวกเขาเคยเห็นผู้ใช้ซากศพ แต่เพิ่งเห็นผู้ที่ควบคุมภาพฉายได้
ก็ครั้งนี้
ความแตกต่างสองขอบเขตย่อยทำให้ซือถูหลิงเฟิงขัดขืนไม่ได้
ไปชั่วขณะ
เรื่องน่ากลัวยิ่งกว่านั้นคือ ซือถูหลิงเฟิงพบว่าการโจมตีของเขา
ไม่อาจส่งผลใดต่อภาพฉายได้เลย!
นี่มันวิชาบ้าอะไรกัน!
“สหายเจียงสุดยอด! ข้าจองซากร่างโกลาหลนะ! ห้ามทำซากศพ
เละเทะเล่า!”
ทันใดนั้น หนึ่งเสียงก็แว่วมาจากมุมหนึ่ง
เจ้าของเสียงคือปัวซือจากสำนักบัญชาศพ
เดิมที ปัวซือเข้าร่วมกองทัพที่ทะเลบูรพา แต่หลังจากเจียงผิงอัน
หนีออกไป เขาก็รู้สึกเบื่อจนขอให้สำนักบัญชาศพช่วยเขารับใช้
กองทัพ ขณะที่ตัวเขาหนีออกมาเช่นกัน
จากภาพที่เขาเห็นผ่าน ‘คันฉ่องกาลวัฏ’ อีกไม่กี่สิบปีจากนี้ เจียง
ผิงอันจะประสบศึกฆ่าฟันในหทัยแผ่นดิน
ส่วนเหตุผลนั้น ปัวซือหารู้ไม่ ทราบเพียงว่ามีศพมากมายให้ตาม
เก็บอย่างแน่นอน
หากสร้างสัมพันธ์อันดีกับเจียงผิงอันเสียล่วงหน้า บางทีก็อาจได้
ราคามิตรภาพก็เป็นได้
ไม่สิ หากเขาได้ซากร่างโกลาหลมา ก็จะเป็นเรื่องสุดยอดจนให้
ศิษย์สำนักคนอื่น ๆ อิจฉาจนล้มตายได้แน่นอน
เหลยจั้งมองเมิ่งจิงอย่างอึ้งทึ่ง “นี่มันวิชาอะไรนี่?”
“ไม่รู้เหมือนกัน?”
เมิ่งจิงส่ายหัว นางก็เพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
เหลยจั้งกล่าวอย่างร้อนใจ “เสี่ยวจิงหนอ เจ้าไม่ขยันเอาเสียเลย
เดี๋ยวกลับไปข้าจะขอให้ผู้อาวุโสฝ่ายหลอมโอสถให้ไปซื้อโอสถ
สำหรับให้กำเนิดลูก ให้พวกเจ้าสองคนมีลูกกันโดยไว วิชานี้ต้องถูก
สืบทอดต่อ!”
เมิ่งจิงชำเลืองปู่ผู้หน้าไม่อายของนาง ก่อนหน้านี้ใครหนอไม่เห็น
หัวเจ้าท่อนไม้ ยามนี้พอรู้ว่าเขามีของดี ก็รีบร้อนขึ้นมาทันที
เหลยจั้งหันไปถามประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนอีกครั้ง “ประมุข
แดนศักดิ์สิทธิ์ซู เจ้ารู้อะไรบ้างหรือไม่? วิชานี้ชื่ออะไรหรือ?”
ซูปินส่ายหัว “ข้าก็ไม่เคยเห็นมันมาก่อนเช่นกัน แต่นี่น่าจะเป็น
วิชาลับพลังวิญญาณบางอย่างซึ่งแตกต่างจากวิชาลับพลังวิญญาณ
ที่เคยปรากฏอย่างสิ้นเชิง”
ซูปินพลันนึกอะไรออก และถ่ายทอดกระแสปราณไปถามเหล่าผู้
อาวุโสของแดนศักดิ์สิทธิ์
“หลังจากเจียงผิงอันปีนหอคอยสยบเซียน เขามอบวิชาคะนึง
ทิพย์ให้พวกเจ้าทันทีเลยหรือไม่? ไม่มีความลังเลใจบ้างเลยหรือ?”
ผู้อาวุโสรองซูมู่อวิ๋นส่ายหัว “เจียงผิงอันมอบมันให้เราทันที ท่าที
เยือกเย็นมากด้วย”
ผู้อาวุโสเก้าซูไห่ตกใจ “ประมุขหมายความว่าเจียงผิงอันอ่าน
เนื้อหาวิชาคะนึงทิพย์มาก่อนหรือ? หรือว่าขณะนี้เขาใช้วิชาคะนึง
ทิพย์อยู่?”
“อย่าพูดเรื่องนั้นเลย เป็นไปไม่ได้หรอก ยามนั้นเรายังคุยกันไม่
จบ เจียงผิงอันก็ลงมาจากหอคอยสยบเซียนแล้ว ต่อให้เขาเคยอ่าน
เนื้อหา ‘วิชาคะนึงทิพย์’ มาก่อน ก็ไม่มีทางเรียนบรรลุได้ในชั่วกาล
อันสั้นขนาดนั้นหรอก”
หนึ่งในผู้อาวุโสปฏิเสธแนวคิดของซูไห่ทันที
‘วิชาคะนึงทิพย์’ เป็นวิชาลับพลังวิญญาณซึ่งแข็งแกร่งสูงสุดใน
โลกหล้า แม้วิชานี้จะมีอยู่ในโลกา แต่ก็ยังไร้ผู้ใดบรรลุมัน จึงคาดคิด
ได้ว่ามันยากเย็นสุดแสนเพียงไร
ไม่ว่าเจียงผิงอันจะร้ายกาจแค่ไหน ก็ไม่มีทางบรรลุได้ในชั่วกาล
แสนสั้นเพียงนี้
ประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์ซูปินพอตัดสินได้คร่าว ๆ
“คนธรรมดาไม่มีทางเยือกเย็นถึงเพียงนี้ต่อหน้า ‘วิชาคะนึงทิพย์’
ได้แน่นอน”
“หากมิใช่เจียงผิงอันบรรลุ ‘วิชาคะนึงทิพย์’ อยู่แล้ว เจียงผิงอันก็
น่าจะมีวิชาลับจิตวิญญาณอีกแขนงที่มิได้ด้อยไปกว่า ‘วิชาคะนึง
ทิพย์’ อยู่”
เมื่อได้ยินคำคาดการณ์นี้ ซูไห่ก็แย้งทันใด “เป็นไปไม่ได้ หาก
เจียงผิงอันบรรลุวิชาคะนึงทิพย์จริง ๆ เขาคงเอาชนะซือถูหลิงเฟิงได้
นานแล้ว”
“ไม่มีทางด้วยที่เจียงผิงอันจะมีวิชาใกล้เคียงกับ ‘วิชาคะนึงทิพย์’
และไม่มีวรยุทธ์ใดก้าวข้าม ‘วิชาคะนึงทิพย์’ ได้ด้วย”
ซูปินถามย้อน “แล้วเจียงผิงอันใช้อำนาจอะไรอยู่ยามนี้? เจ้าก็
น่าจะรับรู้ได้ว่านี่เป็นวิชาลับจิตวิญญาณอย่างแน่นอน”
ซูไห่เงียบไป
เขาไม่รู้ว่าวิชาพลังวิญญาณอะไรผิดมนุษย์ได้ถึงเพียงนี้
พวกเขามาจากแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุน บรรลุวิชาลับพลัง
วิญญาณส่วนใหญ่และแข็งแกร่งสูงสุดในโลกหล้า แต่วิชาลับพลัง
วิญญาณเช่นนี้ พวกเขาเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
เรื่องที่เจียงผิงอันมีพลังพิเศษ ควบคุมภาพฉายมาต่อสู้ได้สร้าง
ความงุนงงสับสนในหมู่ยอดฝีมือที่นี่
พวกเขามิอาจเดาออก จึงทำได้เพียงรอถามเจียงผิงอันด้วย
ตนเองในยามจบศึก
พวกเขาย่อมเดาไม่ได้แน่อยู่แล้ว เพราะนี่คือวรยุทธ์ใหม่ที่เจียงผิง
อันสร้างขึ้นเอง
จะเรียกวรยุทธ์ก็มิได้เสียทีเดียว มันเหมือนการเสริมพลัง
วิญญาณเข้าไปมากกว่า
หลังจากประมือมหาจักรพรรดิ มหาจักรพรรดิก็มอบโอกาส
ให้กับเขา ทำให้ห้วงจิตสำนึกของเขาแปรเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล
นั่นเป็นความรู้สึกอันเกินบรรยาย หากจะให้นิยาม ก็เหมือนมหา
จักรพรรดิเชื่อมพลังวิญญาณของเขาเข้ากับกฎเกณฑ์ฟ้าดิน
เขาได้รับพลังอันสามารถควบคุมกฎฟ้าดินได้มา
ทว่า อีกฝ่ายก็ไม่ได้บอกเขาว่าพลังนี้จะควบคุมพลังอะไรได้บ้าง
และควรทำเช่นไร
ขึ้นกับเขาจะสำรวจพลังนี้ เดินบนเส้นทางของตนเอง
อวตารร่างมารศักดิ์สิทธิ์ประชันมหาจักรพรรดิ ศึกษาพลังนี้และ
ค้นหาเส้นทางของเขาตลอดมา
และวันนี้ก็คือยามเผยเส้นทางนี้แก่โลกหล้า
ใช้พลังวิญญาณหล่อเลี้ยง สื่อสารกับภาพฉายที่สร้างขึ้นโดย
เคล็ดเทียนซา และให้ผู้ซึ่งเคยตกตายด้วยมือเขาต่อสู้แทนตน
แน่นอน ด้วยความสามารถในขณะนี้ของเจียงผิงอัน เขาทำได้
เพียงควบคุมยอดฝีมือขั้นปลายขอบเขตหลอมสุญตา
ส่วนภาพฉายของหมึกแปดกรนั่น ต่อให้ทุ่มพลังวิญญาณจน
เหือดแห้งก็ไม่มีทางควบคุมได้
ภาพฉายจะไม่ตกตายยามถูกโจมตี แต่จะเสียพลังวิญญาณ
จำนวนมาก
หลังการต่อสู้เพียงครู่สั้น ๆ พลังวิญญาณของเจียงผิงอันก็ถูกใช้
ไปเป็นส่วนใหญ่
ขณะควบคุมภาพฉาย เขาก็ฉวยโอกาสฟื้นปราณวิญญาณใน
ตัว
“แค่พลังนี้อย่างเดียว! ฆ่านายน้อยผู้นี้มิได้หรอก!”
ซือถูหลิงเฟิงใช้วิชาลับระดับสูงสุดโจมตีภาพฉายอย่างบ้าคลั่ง
ทั้งกฎแห่งอัคคี กฎเกณฑ์แห่งทอง กฎแห่งกำลัง… อำนาจมากมาย
เบ่งบานเรืองรองกลางสุญตา
จากเนตรแห่งกฎเกณฑ์ ซือถูหลิงเฟิงสังเกตเห็นว่าทุกครั้งที่เขา
โจมตีภาพฉาย พลังวิญญาณของเจียงผิงอันจะถูกใช้ไปมหาศาล
เมื่อเห็นจุดบอดของวิชานี้ แรงกดดันก็มลายไปอย่างมหาศาล
ขอเพียงเป็นเช่นนี้ได้ต่อไป พลังวิญญาณของเจียงผิงอันก็จะ
เหือดแห้ง!
เปรี๊ยะ!
ซือถูหลิงเฟิงยังไม่ทันได้ดีใจ อัสนีดำสนิทพลันปะทุออกจาก
ภายในร่างของเขา วิญญาณเทวะระเบิดแหลก
เบื้องหลัง เสียงชวนขนลุกของวิญญาณเทวะวิญญาณร้ายของ
เจียงผิงอันดังขึ้น
“เจ้าคิดว่าไพ่ตายของข้ามีแค่นี้หรือ?”