สู่วิถีอมตะ - บทที่ 449 เหล่าขุมกำลังหลักแบ่งฝ่าย
ปราณวิญญาณในกายเจียงผิงอันเจียนสิ้นแล้วจริงแท้ แต่ก็ยังมี
วิญญาณเทวะวิญญาณร้ายอยู่
หลังจากวิญญาณเทวะวิญญาณร้ายออกมาจากภูเขาจักรพรรดิ
มันก็ซ่อนตัวจนบัดนี้
แล้วมันก็ฉวยโอกาสยามที่ซือถูหลิงเฟิงคิดว่าเขาเหลือเพียงพลัง
วิญญาณโจมตี ทำลายวิญญาณเทวะของอีกฝ่ายเสีย
หากเป็นการต่อสู้ทั่วไป เจียงผิงอันไม่มีทางเอาชนะซือถูหลิงเฟิง
ด้วยเพียงร่างนี้ลำพังแน่นอน
ซือถูหลิงเฟิงบรรลุหทัยสูตรหยินหยาง วิชาซึ่งน่าสะอิดสะเอียนยิ่ง
กว่าหมัดอู๋จี๋ และยังมีทั้งพลังกลืนกินและกายาสรรพสิ่ง สามารถดูด
ซับพลังได้ตลอดเวลา
ขอเพียงมิได้ปราบซือถูหลิงเฟิงในทันที อีกฝ่ายก็จะยังกลืนกิน
พลังฟื้นตัวได้เสมอ
หลังทำลายวิญญาณเทวะของซือถูหลิงเฟิงลงได้ วิญญาณเทวะ
วิญญาณร้ายก็รีบใช้อัสนีพริบตาหวนสู่ตัวเจียงผิงอัน
ขณะเดียวกัน พลังวิญญาณทั้งหมดของเจียงผิงอันถูก
ปลดปล่อย ภาพฉายในควบคุมพุ่งเข้ามาระเบิดตัวใส่ซือถูหลิงเฟิง
ตู้ม!
แรงระเบิดเลื่อนลั่นสะท้านฟ้าสะเทือนแดนดิน แสงสว่างเรืองรอง
แผดจ้า ทำให้ปวงชนมิอาจลืมตามองได้
แสงสว่างนี้เจิดจ้าเสียจนมองเห็นได้แม้อยู่ห่างออกไปหมื่นลี้ วายุ
หวีดหวิว ฟ้าดินสะท้านสะเทือนรุนแรง
การระเบิดตัวเองของยอดฝีมือขั้นปลายขอบเขตหลอมสุญตานั้น
น่าสะพรึงกลัวยิ่ง กระทั่งยอดฝีมือขั้นต้นขอบเขตบูรณาการยังมิกล้า
เมินเฉยต่อมัน
แต่แรงระเบิดอันน่าสะพรึงกลัวนี้มิได้คงอยู่นาน ฉางซุนผิงเจิ้น
โคจรอำนาจทรงพลังช่วยซือถูหลิงเฟิงรับการโจมตีถึงตายนี้ไว้อย่าง
ราบเรียบ
เป็นการยากหากจะฆ่าใครต่อหน้ายอดฝีมือเหล่านี้ได้
เจียงผิงอันรู้แต่แรกแล้วว่าเขามิอาจฆ่าซือถูหลิงเฟิงได้เลย
ทว่า นับแต่ฉางซุนผิงเจิ้นลงมือ ก็หมายความว่าซือถูหลิงเฟิง
พ่ายแล้ว
ที่ตีนเขาจักรพรรดิเงียบกริบ ทุกผู้จ้องมองร่างสูงใหญ่ตรงหน้า
ด้วยหัวใจสั่นสะท้าน
ร่างโกลาหลปราชัยไปอีกครั้ง
ฝีมือของเจียงผิงอันเกินกว่าทุกผู้คาดหมาย
อัสนีหยินประหลาด วิชาหมัดที่สร้างเอง วิชาลับพลังวิญญาณ
ลึกลับ วิญญาณเทวะพิกล…
ทุกสิ่งที่ปรากฏขึ้นกระทบกระเทือนจิตใจปวงชนอย่างมหาศาล
สิ่งที่ทำให้พวกเขาตกใจยิ่งกว่าก็คือ เจียงผิงอันตรงหน้าเป็น
เพียงหนึ่งในสามร่างที่เขามีเท่านั้น
ได้ยินว่าอวตารร่างมารศักดิ์สิทธิ์คือร่างที่แข็งแกร่งสูงสุดของ
เจียงผิงอัน
ยามนี้เขาแข็งแกร่งเพียงไรแล้ว?
เจียงผิงอันไม่ได้ยินดีมากนัก ในความคิดของเขา เรื่องนี้เป็นสิ่ง
สมควร
อวตารร่างมารศักดิ์สิทธิ์ของเขาซึ่งสู้กับจำนงมหาจักรพรรดิแทบ
ทุกวันคุ้นชินกับการเผชิญผู้แข็งแกร่งกว่า ยามเผชิญคู่ต่อสู้เช่นนี้อีก
จึงรู้สึกผ่อนคลายยิ่ง
พรวด!
ซือถูหลิงเฟิงกระอักเลือดคำโต สีหน้าเหม่อลอยซีดขาว
“เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้… ข้ามีร่างเทวะตั้งสิบประการ วิชาลับ
อีกมากมาย ข้าจะพ่ายได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้…”
ความพ่ายแพ้สองครั้งติดทำให้หัวใจของซือถูหลิงเฟิงถูกทำร้าย
อย่างหนัก
นับแต่เขาจำความได้ เขาก็ถูกพร ่าบอกเสมอมาว่าจะไร้เทียม
ทานในโลกหล้า ทะยานสูงสู่ความเป็นเซียนได้
นับแต่ยังเด็ก เขาก็นั่งใต้พฤกษากระจ่างเต๋า ใช้ทรัพยากรราว
ถลุงทิ้ง ประจักษ์แก่วิชาลับอำนาจศักดิ์สิทธิ์สารพัด ไร้เทียมทาน
เหนือใครมาตลอด
แต่ทำไมกัน เหตุใดเขาจึงพ่าย?
เขาพ่ายแก่เหลียงเซียวหงซึ่งสำเร็จ ‘หมัดจักรพรรดิ’ นั่นก็เรื่อง
หนึ่ง แต่ทำไมเขาจึงพ่ายต่อคนธรรมดาชาติกำเนิดต้อยต ่าที่เพิ่งเริ่ม
ฝึกฝนยามเติบโตแรกรุ่นด้วย?
เขาพ่ายตรงไหนกัน?
เจียงผิงอันไม่สนใจซือถูหลิงเฟิงอีก สายตาของเขาเบนไปยังเหลี
ยงเซียวหงด้วยจิตสังหารอย่างไม่ปิดบัง
“เมื่อมีความขัดแย้งต่อกัน ก็ควรสะสางโดยเร็วที่สุด จัดเวลามา
เราจะประชันตัดสินเป็นตายกัน”
ทุกสายตาหันมองเหลียงเซียวหงเป็นตาเดียว
เหตุใดบุตรศักดิ์สิทธิ์ของแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อจึงมีความ
ขัดแย้งกับเจียงผิงอันด้วย?
ยามเจียงผิงอันกับซือถูหลิงเฟิงสู้กันก่อนหน้านี้ พวกเขาไม่เห็น
พูดเรื่อง ‘ประชันตัดสินเป็นตาย’ แต่ยามนี้กลับจะสู้ตัดสินเป็นตายกับ
เหลียงเซียวหง
ความขัดแย้งระหว่างทั้งสองลึกล ้าเพียงไร?
บิดาของเหลียงเซียวหง เหลียงผิงพูดเสียงดังด้วยใบหน้าบึ้งตึง
“ขณะนี้ หมื่นเผ่าพันธุ์ต่างกำแหง สถานะของเผ่ามนุษย์อยู่ใน
อันตราย แต่ใครบางคนกลับคิดต่อสู้ตัดกำลังมนุษย์ด้วยกันเอง แบบ
นี้หมายความเช่นไร?”
“เจียงผิงอัน ความเร็วการเติบโตและทะลวงขอบเขตของเจ้า
ประหลาดนัก ข้าสงสัยว่าเจ้าจะเป็นสายลับจากเผ่าไหนสักเผ่าที่จงใจ
แฝงตัวเข้ามาในเผ่ามนุษย์ สร้างความร้าวฉานขัดแย้งภายในเผ่า
มนุษย์จนต้องสู้กันเอง!”
เหลียงผิงกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับบุตรตนเหลียงเซียวหง จึง
กล่าวโทษใส่ความเจียงผิงอันยกใหญ่ทันที
หากเจียงผิงอันกล้าลงมือกับเหลียงเซียวหง เขาก็จะกลายเป็น
คนบาปที่สร้างศึกภายในของเผ่ามนุษย์ เป็นที่รังเกียจในโลกหล้า
ผู้ฝึกตนจากตระกูลฉางซุนเสริมทันที “เจียงผิงอันต้องเป็น
สายลับจากเผ่าอื่นแน่ ๆ! เขาฝึกฝนวิชามาร ควบคุมวิญญาณร้าย
ทั่วกายเต็มไปด้วยปราณชั่วร้าย คนเช่นนี้ต้องถูกกำจัดโดยเร็ว
ที่สุด!”
ยอดฝีมือจากเทวนิกายสุริยันเอ่ยเนิบ ๆ “ข้าไม่เคยเห็นวิชาลับที่
เด็กนี่ใช้มาก่อน บางทีเขาอาจเป็นสายลับของเผ่าไหนสักเผ่าจริง ๆ
ตาเฒ่าผู้นี้เสนอให้เจียงผิงอันมอบวิชาลับที่เขาเพิ่งใช้ให้ทุกผู้ศึกษา
จะได้รู้ว่าเคล็ดวิชานี้เป็นของเผ่าภายนอกหรือไม่”
ยอดฝีมือจากแดนศักดิ์สิทธิ์เฮ่าเยว่กล่าว “บุตรศักดิ์สิทธิ์ของเรา
อาทรแก่สรรพชีวิต ไปสู้กับปีศาจที่ทะเลบูรพา แต่เจียงผิงอันกลับใช้
พรรคพวกประทุษร้ายบุตรศักดิ์สิทธิ์ของเรา วิธีการโหดเหี้ยมน่า
รังเกียจ ต้องมีปัญหาอย่างแน่นอน!”
ชั่วขณะนั้น ขุมกำลังใหญ่มากมายโจมตีเจียงผิงอัน จงใจยุแยง
สาธารณชนด้วยอยากให้เจียงผิงอันเป็นคนเลวร้ายชั่วช้า หรือกระทั่ง
เป็นสายลับจากเผ่าพันธุ์อื่น
เพื่อที่พวกเขาจะได้โจมตีเจียงผิงอันได้อย่างมีคุณธรรมสมควร
บางพวกอยากให้เจียงผิงอันตาย บางพวกอยากได้วิชาลับของ
เจียงผิงอัน ขณะที่บางคนมีจุดประสงค์อื่น
เหลยจั้งเป็นคนอารมณ์ร้าย ยามได้ยินคำใส่ความเหล่านี้ เขาก็
ระเบิดโทสะทันที
“พวกไอ้แก่ไม่ยอมตายนี่ เจียงผิงอันคือใคร พวกเจ้ามิใช่
สำเหนียกชัดในใจกันแล้วหรือ?”
“วันนี้ ตาเฒ่าผู้นี้ขอลั่นวาจาไว้ตรงนี้เลย ผู้ใดกล้าลงมือกับเจียง
ผิงอัน จะเป็นศัตรูของเราตระกูลเหลย!”
ยอดฝีมือจากเทวนิกายสุริยันเอ่ยเนิบ ๆ “เป็นศัตรูกับตระกูลเหล
ยของพวกเจ้าแล้วทำไม?”
พวกเขาเทวนิกายสุริยันถูกยอดฝีมือตระกูลเหลยโจมตีบาดเจ็บ
ในซากโบราณมหาจักรพรรดิ พวกเขาเทวนิกายสุริยันก็ลอบสังหาร
ยอดฝีมือตระกูลเหลยไปมากมาย เกิดความขัดแย้งระหว่างกันอยู่
นานแล้ว
ที่พวกเขาเทวนิกายสุริยันโจมตีเจียงผิงอัน แท้จริงก็คือโจมตี
ตระกูลเหลย
ซูปิน ประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์เสินหุนพลันเอ่ยปาก “เจียงผิงอันเป็น
อัจฉริยะของเผ่ามนุษย์เรา แต่กลับมีใครบางคนจงใจใส่ความ ใครกัน
แน่ที่ชั่วช้า?”
จักรพรรดิเฉียนว่านซานแห่งต้าเฉียนพูดเบา ๆ “เรื่องเช่นนี้ ข้า
จะไม่พูดซ ้าสอง หากคิดเปิดสงครามก็ลองเลย”
เพราะเจียงผิงอัน ขุมกำลังหลักมากมายพลันแบ่งฝ่ายเผชิญหน้า
กัน
ปัวซือรีบถ่ายทอดกระแสปราณพูดกับเจ้าสำนักบัญชาศพ “เจ้า
สำนัก รีบเข้าข้างเจียงผิงอันเร็ว!”
เจ้าสำนักบัญชาศพส่ายหัว “เจ้ายังเยาว์นัก ไม่เข้าใจหรอก ยาม
นี้อย่าเลือกฝ่ายใด หากทำพลาดสักครั้ง เรื่องราวจะเป็นปัญหาใหญ่
สู้ไม่เลือกฝ่ายใดจะได้ผลประโยชน์มากกว่า”
“ครั้งนี้ไม่เหมือนกันนะ ฟังข้าเถอะ ข้าเคยเห็นอนาคตของเจียง
ผิงอันมาก่อน”
ปัวซือพูดเสียงขรึม
ได้ยินเช่นนี้ เจ้าสำนักบัญชาศพก็สีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย กล่าว
กับปวงชนทันทีว่า
“เจียงผิงอันเป็นอัจฉริยะของเราเผ่ามนุษย์ และเป็นสหายของเรา
สำนักบัญชาศพด้วย!”
ขุมกำลังใหญ่มากมายดูประหลาดใจ หันมองเจ้าสำนักบัญชา
ศพอย่างงุนงง
เรื่องนี้ไปเกี่ยวอะไรกับสำนักบัญชาศพแดนประจิม?
การเลือกฝ่ายใดก็จะเท่ากับล่วงเกินอีกฝ่าย เพื่อเจียงผิงอันคน
เดียว ทำเช่นนี้หาคุ้มค่าไม่
ไม่รู้สำนักบัญชาศพทำอะไรอยู่
หลังเจ้านิกายบัญชาศพพูดจบ เขาก็ถ่ายทอดกระแสปราณ
ถามปัวซือ “เจ้าเห็นอะไรในคันฉ่องกาลวัฏ?”
ด้วยเหตุผลพิเศษบางอย่าง พวกเขาจึงจ่ายราคาสาหัสเพื่อให้
ปัวซือไปพินิจอนาคตในคันฉ่องกาลวัฏที่แดนศักดิ์สิทธิ์เทียนมิ่ง
ส่วนเขาเห็นอะไรนั้น มีเพียงตัวปัวซือเองที่ทราบ
และปัวซือก็เพิ่งพูดว่าแท้จริง เขาเห็นอนาคตของเจียงผิงอัน
เจียงผิงอันมีอนาคตเช่นไร ปัวซือจึงให้ค่าเพียงนี้?
ปัวซือตอบว่า “ข้าเห็นเจียงผิงอันตาย”
“???”
ขณะนี้ เจ้าสำนักบัญชาศพอยากฆ่าบุตรศักดิ์สิทธิ์ตัวเองให้ตาย
แล้วพลิกลิ้นกลืนคำพูดเมื่อครู่นัก
เจียงผิงอันจะตายในภายหน้า แต่เจ้ากลับให้เจ้าสำนักผู้นี้นำทั้ง
สำนักเข้าเสี่ยงเพื่อเข้าข้างเจียงผิงอันเนี่ยนะ?