สู่วิถีอมตะ - บทที่ 458 งานเลี้ยงของแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อ
“สัตว์เลื้อยคลานสมควรตาย! เจ้าถึงกับฆ่าบุตรมาร!”
ยอดฝีมือเผ่ามารฟื้นจากความตะลึง โทสะและความรวดร้าวก่อ
ตัวในใจ
บุตรมารคือความหวังที่จะชักนำเผ่ามารสู่จุดสูงสุดแห่งปวง
เผ่าพันธุ์
แต่กลับถูกหมัดของเจียงผิงอันดับขัย
ความต่างชั้นมหาศาลนี้ทำให้เหล่ามารทั้งเศร้าใจและเดือดดาล
ยอดฝีมือเผ่ามารคิดลงมือกับเจียงผิงอัน แต่ครั้งนี้เป็นคราวของ
ยอดฝีมือจากนิกายเทวมารเข้ายั้งหยุด
“จุ๊ ๆ จะลงมือเหรอ?”
“เรื่องของผู้น้อย ผู้ใหญ่ไม่ควรเข้าแส่สิ”
นี่เป็นสิ่งที่ยอดฝีมือเผ่ามารเพิ่งพูดไปเมื่อครู่ แต่ยามนี้ยอดฝีมือ
นิกายเทวมารใช้ยอกย้อนตอกกลับ
“ฆ่า!”
ผู้อาวุโสสูงสุดหลู่ตันออกคำสั่งดังสนั่น
บุตรศักดิ์สิทธิ์ฆ่าบุตรมาร สร้างผลกระทบทางจิตใจต่อเผ่ามาร
อย่างมหาศาล ยามนี้คือโอกาสเหมาะในการโจมตี
“ฆ่า!”
ศิษย์นิกายเทวมารนับไม่ถ้วนต่างฮึกเหิม กระทั่งหลงคิดไปว่า
พวกตนจะแข็งแกร่งได้เช่นบุตรศักดิ์สิทธิ์
พวกเขาล้วนชักอาวุธเข่นฆ่ามาร
เจียงผิงอันสวมถุงมือสีดำแล้วออกหมัด กำปั้นของเขาละลาย
รวมกับสุญตา ปรากฏเบื้องหลังมารแมงมุมหน้ามนุษย์ขั้นกลาง
ขอบเขตหลอมสุญตาตนหนึ่ง
เปรี้ยง!
มารแมงมุมหน้ามนุษย์ถูกขยี้ร่างทันใด
ถุงมือของเจียงผิงอันเป็นสมบัติลับชิ้นหนึ่ง สลักอักขระมิติ
ระดับสูงไว้ สามารถผสานกับสุญตายามออกหมัด ข้ามมิติโจมตีได้
ถุงมือคู่นี้เพิ่มพลังต่อสู้ของเขาอย่างมหาศาล
มารแมลงพันขาขั้นปลายขอบเขตหลอมสุญตาตนหนึ่งคิดลอบ
โจมตีเจียงผิงอัน ทว่าปราณมารชวนสะพรึงจากร่างเจียงผิงอันก็
หลากออกมา
ร่างของมารแมลงพันขาชะงักนิ่ง แรงกดดันจากปราณมารนี้ทำ
ให้ปราณมารในตัวมันโคจรปั่นป่วน
“มารสวรรค์เลือดบริสุทธิ์! เจ้ามีพลังเช่นนี้ได้อย่างไร!”
มารแมลงพันขาอุทาน
เห็นได้ชัดว่ามีเพียงมารที่จะเป็นมารสวรรค์เลือดบริสุทธิ์ได้ พวก
มันจึงครอบครองอำนาจมืดอันเข้มข้นเกินใคร
แต่เจียงผิงอันก็มีพลังนี้เช่นเดียวกัน!
แท้จริงแล้ว เหตุผลของมันง่ายมาก เพราะเจียงผิงอันผสานกับ
กระดูกมังกรมาร
มังกรมารตนนั้นเป็นมารสวรรค์เลือดบริสุทธิ์ ถือครองอำนาจมืด
สูงสุด
เจียงผิงอันฉวยโอกาสยามมารแมลงพันขาชะงัก โคจรอำนาจ
ทำลายล้าง ออกหมัดซึ่งสวมถุงมือสมบัติลับเข้าใส่ทันที
เปรี้ยง!
โลหิตมารย้อมสุญตาดำสนิท มารแมลงพันขาตนนั้นแหลก
ระเบิด
เส้นผมสีขาวของเจียงผิงอันพลิ้วไสว แปรเปลี่ยนสู่เทพสังหาร
บดขยี้มวลมารซึ่งฝึกฝนมาเป็นพัน ๆ ปีดุจทำจากเต้าหู้
ไร้ผู้ใดในขอบเขตเดียวกันต้านทานได้
เหล่าศิษย์นิกายเทวมารก้าวตามรอยเท้าของเจียงผิงอัน ต่อสู้
ละเลงเลือดอย่างดุร้าย
สามร่างของเจียงผิงอันพิทักษ์สามสมรภูมิหลัก
ร่างหลักพิทักษ์ทะเลบูรพา กวัดแกว่งกิ่งมารสะเทือนสรวง
เผชิญหน้าคลื่นปีศาจสมุทรไม่จบสิ้น ทุกการกวัดแกว่งเก็บเกี่ยวชีวิต
ร่วงระนาว
อวตารกลืนสวรรค์ปกป้องเทือกเขาไร้สิ้นสุด ต่อสู้กับบรรพชน
จระเข้อย่างไร้ท่าทีหยุดยั้ง
อวตารร่างมารศักดิ์สิทธิ์สวมถุงมือสมบัติลับ เข่นฆ่าทัพมาร
ทะลวงหมื่นวรยุทธ์
ปีศาจสมุทรขวัญกระเจิง จระเข้กลืนสวรรค์ชะงักงัน เผ่ามารหนี
กระจายอย่างหวาดผวา
เจียงผิงอันป้อนสงครามด้วยสงคราม จำนงศึกแข็งกล้าขึ้นตาม
กาล กฎจำนงสัประยุทธ์พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซากของศัตรูใช้ลอกทรัพยากรได้ ภาพฉายก็ใช้ขัดเกลาวิชาลับ
ภาพฉายของเขาจนสมบูรณ์แบบ ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้นได้…
ขณะที่อีกฝั่งหนึ่ง ณ สมรภูมิจักรวาลเขตสิบสอง สถานที่ซึ่งแดน
ศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อรับผิดชอบคุ้มกัน
ในเมืองบนจักรวาลเขตสิบสอง หนึ่งงานเลี้ยงกำลังดำเนิน แดน
ศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อเชื้อเชิญขุมกำลังใหญ่และยอดฝีมือมากมาย
มาร่วมเฉลิมฉลองแก่ความสำเร็จ
ไม่นานมานี้ เหลียงเซียวหง บุตรศักดิ์สิทธิ์ของแดนศักดิ์สิทธิ์
เทียนเจ๋อเอาชนะหัวหน้าเผ่าน้อยของเผ่าอีกาทองสามหัว สังหารยอด
ฝีมือร่วมขอบเขตลงมากมาย ทำให้เผ่าอีกาทองสามหัวต้องถอยร่น
ยึดดวงดาวอันเปี่ยมชีวิตได้ดวงหนึ่ง
เผ่าอีกาทองสามหัวมิได้อ่อนแอกว่าเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์
เท่าไหร่ ยามสองฝ่ายเผชิญหน้าสูสี หลายร้อยปีก็อาจจบศึกมิได้
เนื่องจากผลงานล ้าเลิศของเหลียงเซียวหง เผ่าอีกาทองสามหัว
จึงถูกขับออกไปได้สำเร็จ
ความสำเร็จเช่นนี้ทำให้แดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อปลาบปลื้มยิ่ง
พวกเขาจึงจัดงานเลี้ยงเพื่อประโคมชื่อเสียงของเหลียงเซียวหง
เสริมความเกรียงไกรให้แก่แดนศักดิ์สิทธิ์ เพื่อที่จะได้ร่วมมือกับขุม
กำลังอื่น ๆ และกอบโกยผลประโยชน์มากขึ้น
ในงานเลี้ยง อัจฉริยะมากมายจากต่างขุมกำลังรายล้อมเยินยอเห
ลียงเซียวหง ผู้ฝึกตนหญิงหลายคนแต่งการงดงามเพริศพริ้ง
“พี่เหลียงนี่สมแล้วที่เป็นผู้นำยุคสมัย ศึกประชันหัวหน้าเผ่าน้อย
ของเผ่าอีกาทองสามหัวช่างน่าตื่นตาจริง ๆ”
“ถูกต้อง ยามนั้นข้ามิกล้าหายใจด้วยซ ้า อีกฝ่ายแข็งแกร่งเกินไป
แต่สุดท้ายก็ยังพ่ายแก่บุตรศักดิ์สิทธิ์”
“ก่อนหน้านี้เจียงผิงอันนั่นโชคดี สำเหนียกตัวได้แล้วหนีไปไวพอ
หาไม่คงได้ตายในศึกตัดสินเป็นตายแล้วแน่ ๆ!”
“เดี๋ยวกลับไปต้องรีบ ๆ ฆ่าเจียงผิงอันนั่นทิ้งซะ ขยะตาขาวพรรค์
นี้ควรค่าให้มีชีวิตในโลกหล้าด้วยหรือ?”
เหลียงเซียวหงถูกล้อมอยู่ตรงกลาง ฟังเสียงชื่นชมของเหล่า
อัจฉริยะ แม้ใบหน้าไร้ปฏิกิริยา แท้จริงในใจเขาชอบมันยิ่ง
ไม่มีใครไม่ชอบให้ผู้อื่นชื่นชม เขาเองก็มิพ้นสัจธรรมนั้น
บุตรศักดิ์สิทธิ์ของสำนักหลอมโอสถกล่าวยิ้ม ๆ “พี่เหลียง เจ้ายืน
บนแท่นเหนือยุคสมัยนี้ นามของเจ้าย่อมต้องลือลั่นตราบสมัย…”
พูดไม่ทันจบ ยันต์สื่อสารที่เอวเขาก็ทอประกาย ถ่ายทอดกระแส
ปราณถึงโสตอย่างเป็นส่วนตัว
“อะไรนะ!”
เมื่อได้ยินสารที่สื่อมา บุตรศักดิ์สิทธิ์ของสำนักหลอมโอสถพลัน
อุทานเสียงหลง
บุคคลข้างตัวเขาสะดุ้งโหยง
“เกิดอะไรขึ้น?”
ปวงชนมองมายังเขาด้วยแววตาสงสัย บุตรศักดิ์สิทธิ์ของสำนัก
หลอมโอสถดูมิใช่ผู้ไม่เสถียรอารมณ์เช่นนี้
“สำนักข้าเกิดเรื่องบางอย่าง ขอล่วงหน้าไปก่อนนะ”
ว่าแล้ว บุตรศักดิ์สิทธิ์ของสำนักหลอมโอสถก็รีบร้อนจรจาก สี
หน้าแตกตื่นตกใจ ไม่รู้ได้ยินข่าวอะไรมา
องค์ชายจากราชวงศ์อวี้โซ่วจิบสุราพลางกล่าวอย่างไม่พอใจยิ่ง
“เขานี่หยาบคายเกินไป ไปมาไม่ทักทายพี่เหลียงก่อนเลย ไม่มีใครใน
สายตาจริงแท้”
“อาจมีเรื่องด่วนก็เป็นได้” เหลียงเซียวหงก็ไม่พอใจที่อีกฝ่ายเมิน
ตนเช่นกัน
แต่อีกฝ่ายก็เป็นศิษย์สำนักหลอมโอสถ เป็นสำนักของนักหลอม
ยาซึ่งยิ่งใหญ่สูงสุดในโลกหล้าผู้ฝึกตน สามารถหลอมโอสถระดับสูง
หายากได้มากมาย มีสถานะพิเศษเกินใคร ไร้ขุมกำลังใดกล้าล่วงเกิน
“มีเรื่องด่วนแล้วทำไม แค่พูดสักคำ…”
ขณะที่องค์ชายจากราชวงศ์อวี้โซ่วกำลังบ่นอุบ บริวารผู้หนึ่งก็
สาวเท้าเดินอย่างรีบเร่งเข้ามาหา ก่อนจะกระซิบบางสิ่งข้างหูองค์ชาย
“อะไรนะ!”
องค์ชายจากราชวงศ์อวี้โซ่วพลันผุดลุก หลังจากยืนจังงังอยู่นาน
เขาก็พลันเอ่ยปาก “เราราชวงศ์อวี้โซ่วมีธุระ ไปก่อนนะ”
ว่าแล้ว เขาก็หันกายจรจากทันที
ปวงชนล้วนดูงงงวย
เกิดอะไรขึ้น?
มิใช่เขาเพิ่งบอกหรือว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์ของสำนักหลอมโอสถทำ
ตัวหยาบคาย ไฉนตัวเขาจึงไปมาไม่ทักทายเหมือนกันเล่า?
อึดใจต่อจากนั้น ก็มีผู้ออกจากงานเลี้ยงคนแล้วคนเล่า กระทั่ง
ยอดฝีมือจากขุมกำลังใหญ่บางคนยังลุกจากโต๊ะตามกัน ดูพิกลยิ่ง
นัก
“สหายจาง พวกเจ้าทำเช่นนี้หมายความเช่นไร?”
เดิมที วันนี้เหลียงผิงเบิกบานยิ่งนัก เขาอวดโอ่ถึงบุตรตนตลอด
งานเลี้ยงขณะกล่าวถึงการร่วมมือกับขุมกำลังต่าง ๆ
ทว่าแขกเหรื่อต่างพาลุกจากไปตามกัน เขาจึงตระหนักแล้วว่ามี
บางสิ่งผิดปกติ และเรียกผู้ฝึกตนคนหนึ่งซึ่งพอจะมีมิตรภาพกับตน
อยู่
จางหยางกระแอมสองหนอย่างละอาย “บอกตรง ๆ เลยนะ เมื่อครู่
มีข่าวมาว่าตระกูลเหลยโบราณ ราชวงศ์ต้าเฉียนและนิกายเทวมาร
ประกาศสู่โลกหล้า ว่าจะสะบั้นความร่วมมือ จบทุกการติดต่อกับแดน
ศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อ”
สีหน้าของเหลียงผิงแปรเปลี่ยน พอเดาสถานการณ์ได้แล้ว
ตระกูลเหลยและราชวงศ์ต้าเฉียนต้องโทษพวกเขาที่ชักกองทัพ
ของแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋ออย่างกะทันหัน สร้างความเสียหายสาหัส
แก่แดนบูรพาอย่างแน่แท้ พวกเขาจึงขุ่นเคืองใจและตัดสัมพันธ์
ส่วนนิกายเทวมาร ต้องเป็นเพราะอิทธิพลของเด็กเวรเจียงผิงอัน
นั่นแน่ ๆ
เหลียงผิงหาสนใจเรื่องเหล่านี้ไม่
“ตัดการสื่อสารแล้วเช่นไร? บุตรข้าเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของ
ยุคสมัยนี้ เขาเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของยุคสมัยนี้ ภายหน้ายาม
บุตรข้าเติบโต เขาก็จะทำให้แดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อยืนยงเหนือแดน
ศักดิ์สิทธิ์และราชวงศ์ทั้งปวงได้!”
“สหายจาง ยามนี้เจ้าต้องเลือกข้างแล้ว หาไม่ ภายหน้าเจ้าจะไม่
มีโอกาสแล้ว เสริมบารมียามแกร่ง มิเคยสู้ค ้าจุนยามลำบากได้หรอก
นะ”
ประโยคสุดท้ายแฝงนัยตำหนิกัน
ได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของจางหยางก็เรืองประกาย จริงด้วย นี่แหละ
คราวยากให้ช่วยเหลือ
คิดถึงตรงนี้ เขาก็รีบใช้ยันต์สื่อสารติดต่อตระกูลตน
“ไปเสริมกำลังที่แดนบูรพาเร็วเข้า!”
เหลียงผิงตะลึงไป “สหายจาง ทำเช่นนี้หมายความอย่างไรกัน?”
จางหยางกล่าวกับเหลียงผิง “ภายหน้าอย่าติดต่อข้า ข้ากลัว
เจียงผิงอันเข้าใจผิด”
พูดจบ จางหยางก็หายวับจากที่
งานเลี้ยงซึ่งเดิมครึกครื้นร้างโหวงไปทันทีเพราะยอดฝีมือและผู้
สืบทอดทั้งหลายจรจากกะทันหัน
ประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อพลันปรากฏตัว สีหน้าของเขาดู
ไม่ได้อย่างยิ่ง “เกิดเรื่องแล้ว”
เหลียงผิงเดือดดาลจนขว้างจอกสุราในมือลงพื้น
“พวกโง่เง่า ทัศนวิสัยสั้น แค่ตัดสัมพันธ์กับสามขุมกำลังใหญ่แค่
นี้ ยามบุตรข้าเติบโต พวกเขาต่างหากจะเป็นผู้ต้องเสียใจ!”
“เปล่า นั่นมิใช่เหตุผลที่พวกเขาไปหรอก”
เค้าความกังวลปรากฏบนใบหน้าของประมุขแดนศักดิ์สิทธิ์เทียน
เจ๋อ
เหลียงผิงนิ่งไป “มิใช่เพราะเรื่องนี้? แล้วเพราะเหตุใดกัน?”
“เพราะคนผู้หนึ่ง”
“ใคร?”
“เจียงผิงอัน”