สู่วิถีอมตะ - บทที่ 460 ข่าวของศาสตราเซียนแพร่งพราย
“ปรากฏว่าเจียงผิงอันมีศาสตราเซียนอยู่กับตัวจริง ๆ!”
“ข่าวลวงนี่มาจากไหน ศาสตราเซียนมีสักกี่ชิ้น พวกมันล้วนอยู่ในมือ
ขุมกำลังใหญ่ทั้งนั้น เจียงผิงอันจะมีศาสตราเซียนได้อย่างไร?”
“จากข่าวลือล่าสุด มหาจักรพรรดิเคยทิ้งศาสตราเซียนสามชิ้นซึ่งมิได้
ปรากฏสู่โลกหล้าเอาไว้ ผู้ใดได้มันมาสักชิ้นจะสามารถบรรลุเซียนได้”
“ไฉนข้าจึงไม่เคยได้ยินถึงมันมาก่อน? ข่าวลวงแน่ ๆ”
ยามข่าวแรกปรากฏ มีผู้เชื่อมันไม่มากนัก แต่ยิ่งมีผู้พูดถึงมันหนาหูเข้า
ผู้คนก็เริ่มเกิดความสงสัย
“เจียงผิงอันอายุน้อยเพียงนี้ แต่กลับสำเร็จได้ดังที่เห็น สร้างขอบเขต
ของตนเอง สร้างร่างเทวะและวรยุทธ์ของตัวเองได้ นั่นมิใช่เพราะศาสตรา
เซียนสนับสนุนหรือ?”
“นี่ต้องเป็นเพราะศาสตราเซียนแน่ ๆ หากข้ามีศาสตราเซียนเช่นนั้น
ข้าก็จะเป็นอัจฉริยะผู้ยิ่งยงได้เหมือนกัน”
“ข้าหรือก็คิดว่าเพราะตัวเจียงผิงอันเองที่แข็งแกร่ง แต่ที่แท้ก็เป็นเพราะ
ศาสตราเซียนนี่เอง”
ในแดนอุดร ร่างโชกเลือดของเจียงผิงอันอยู่บนซากศพมารแมลงพัน
ขายาวยี่สิบลี้ตนหนึ่ง ร่างคละคลุ้งด้วยกลิ่นคาวเลือด
จิ้งจอกเก้าหางจี้เฟยส่ายทรวดทรงดุจน ้าเต้า ร่อนลงตรงหน้าเจียงผิงอัน
ใบหน้างามเย็นเยียบดุจน ้าแข็งเกาะ
“ยามนี้ทั่วโลกหล้าผู้ฝึกตนกำลังแพร่งพรายข่าวว่าเจ้ามีศาสตราเซียน
กับตัว กระทั่งข้ายังเกือบเชื่อแล้ว หอวาณิชมั่งคั่งกว้างไกลยังหาตัวคนปล่อย
ข่าวลวงนี่มิได้”
“ยามนี้เจ้าออกไปข้างนอกไม่ได้นะ ต้องรีบกลับนิกายมิให้เป็นที่สะดุด
ตา”
พายุข่าวลือกระหน ่าทั่วโลกหล้าผู้ฝึกตน ต้องมีใครสักคนชักใยอยู่
เบื้องหลังเป็นแน่ แต่เรื่องพิกลก็คือหาตัวต้นต่อมิได้นี่แหละ
ความลวงหนาหูเข้าก็กลายเป็นจริง ยามนี้ทุกผู้ล้วนสงสัยว่าที่เจียงผิง
อันร้ายกาจได้เพียงนี้ ก็เพราะมีศาสตราเซียนช่วยเหลือ
ศาสตราเซียนคือหนึ่งในสิ่งยึดเหนี่ยวสูงสุดของเผ่ามนุษย์ในการยืน
หยัดเหนือหมื่นเผ่าพันธุ์ พวกมันล้วนเป็นสมบัติเลิศล ้าสูงสุดที่สิ่งมีชีวิตใด ๆ
จะถวิลหาได้
ตัวตนอื่น ๆ จะใช้วรยุทธ์ เรียนหลอมศาสตรา หลอมโอสถ เรียนอักขระ
ได้เหมือนมนุษย์ก็ย่อมได้… แต่สิ่งเดียวที่ทำไม่ได้ก็คือสร้างศาสตราเซียน
การที่เจียงผิงอันมีศาสตราเซียนในครอบครอง ก็เท่ากับฝากทองหมื่น
ชั่งไว้กับเด็กสามขวบ สายตายอดฝีมือทุกเผ่าพันธุ์ล้วนเบนมารวมตัวกันที่
เขา
“น่าสนุก น่าสนุกจริง ๆ”
เจียงผิงอันพลันคลี่ยิ้ม
“สมองเจ้ามีปัญหาหรือ? น่าสนุกอะไร? เจ้าในยามนี้เป็นศัตรูของโลก
ทั้งใบ มีแต่คนอยากฆ่าเจ้านะ”
ดวงตาของจี้เฟยเบิกกว้าง มองเจียงผิงอันราวมองคนโง่ ยามนี้ยังยิ้ม
ออกอีก มิตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้หรือไร?
เจียงผิงอันมิได้อธิบาย
มหาจักรพรรดิทิ้งศาสตราเซียนไว้สามชิ้นจริงแท้ และหนึ่งในนั้นก็อยู่
กับเขาจริง ๆ
เขาก็ทราบเรื่องนี้จากบันทึกเป็นตายมาเช่นกัน
แต่เหตุการณ์นี้มิได้เผยแพร่แก่โลกภายนอก และยามนี้ก็มีใครบางคนรู้
ถึงมัน
นอกจากนั้น ยังเดาถูกด้วยว่ามีศาสตราเซียนอยู่กับเขาชิ้นหนึ่ง
เจียงผิงอันไม่คิดว่านี่เป็นเรื่องบังเอิญ
ส่วนเหตุนี้แพร่ออกมาเพื่อการใด มีเพียงผู้ปล่อยข่าวลือเท่านั้นที่รู้ดี
ที่สุด
“ศึกประชันเผ่ามารนับว่าจบแล้ว เจ้าไปพักเถอะ อย่าออกไปเสี่ยงข้าง
นอก ข้าจะคุ้มกันเจ้ากลับนิกายเอง”
จี้เฟยคว้าแขนเจียงผิงอัน ดึงตัวเขามากอดไว้แน่นหนึบ ก่อนจะพา
ทะยานจากไป
เจียงผิงอันหันกลับมาจ้องมองจิ้งจอกเก้าหางตนนี้ “ว่าเจตนามาเลย
เถอะ”
อยู่ดี ๆ ก็มาทำดีด้วย ต้องมีเจตนาร้ายแอบแฝงอยู่แน่
“ข้าจะยังมีเจตนาอะไร? กลัวข้าทำร้ายเจ้าหรือ? มีคนมองอยู่เยอะเพียง
นี้ หากข้าทำร้ายเจ้า ข้าก็มิอาจกินดีอยู่ดีได้เป็นแน่”
จี้เฟยดูไร้เดียงสา
นางลากเจียงผิงอันกลับนิกาย พามาที่ตำหนักเจ้านิกาย
เมื่อเขาตำหนักมา จี้เฟยก็กระโจนใส่เจียงผิงอัน เผยเขี้ยวคมและหู
จิ้งจอก รวมถึงหางฟูฟ่องทั้งเก้าเบื้องหลังอันปกคลุมด้วยปราณมาร
“เจียงผิงอัน ส่งศาสตราเซียนมาเสีย หาไม่เจ้าต้องรับผลกรรมเองนะ!”
“อย่าสร้างเรื่องสิ ข้ายังต้องฝึกฝนนะ” เจียงผิงอันกล่าวเสียงเบา
อีกฝ่ายหามีจิตสังหารไม่ จงใจก่อกวนแท้ ๆ
จี้เฟยไหวไหล่เนียนขาว เผยอริมฝีปากแดงฉ ่า
“ก็ได้ เช่นนั้นข้าก็ไม่อ้อมค้อมแล้ว ข้าเห็นว่าเจ้าหล่อดีเลยอยากได้
แหละ”
คิ้วหนาสีดำของเจียงผิงอันขมวดตัว
“เจ้าลืมข้อตกลงก่อนหน้านี้ของเราไปแล้วหรือ? ยังอยากได้ทรัพยากร
เจ้านิกายอยู่หรือไม่?”
“เวลาเช่นนี้ข้าจะอยากได้ทรัพยากรบ้าบออะไร!”
จี้เฟยเลียริมฝีปากแดงอย่างกระหาย หัตถ์เพรียวขาวสะท้านผ่านอก
แกร่งของเจียงผิงอัน ลมหายใจค่อย ๆ ถี่กระชั้นขึ้น
เมื่อนึกถึงรูปลักษณ์หล่อบาดใจของเจียงผิงอันในสมรภูมิ จี้เฟยก็
น ้าลายหกอย่างเกินควบคุม
เจียงผิงอันคิดฉีกสุญตาหลบหนี แต่ก็ถูกจี้เฟยสกัดไว้ทันที
“ฮ่า ๆ ต้องขอบคุณศิลาทองรวนวิญญาณชิ้นนั้นของเจ้า ข้าในยามนี้
บรรลุขั้นกลางขอบเขตบูรณาการแล้ว! ดิ้นรนไปก็เท่านั้นแหละ ฮ่า ๆ”
จี้เฟยเสสรวล หางทั้งเก้าโอบคลุมทั้งสองไว้ภายใน
เหตุศาสตราเซียนและพรสวรรค์ของเจียงผิงอันสะท้านไปทั่วโลกหล้าผู้
ฝึกตน กระจายถึงโสตหมื่นเผ่าพันธุ์
ยอดฝีมือผู้หลับไหลมากมายตื่นจากนิทรา
ภายในดวงตะวันร้อนแรงดวงหนึ่ง อีกาทองสามหัวตนหนึ่งลืมตาขึ้น
แช่มช้า กฎเต๋าอัคคีผลาญร้ายกาจเจียนหลอมทั่วทิศ
“กลียุคกำลังมา ไม่ว่าเผ่าเราจะได้เรืองฤทธิ์ ข้าจะได้เป็นเซียนหรือไม่
ศาสตราเซียนชิ้นนี้ก็สำคัญมาก และต้องได้มาให้ได้”
ลึกเหนือจักรวาลพร่างพราว กูรมกรปีกเทวะขนาดเทียบดาวดวงย่อม
ตนหนึ่งสะบัดปีกทองอร่าม ฉีกกระชากสุญตาข้ามจักรดาราในก้าวเดียว
“ศาสตราเซียนชิ้นนี้ต้องมีปริศนาการบรรลุเซียนอยู่ ข้าต้องได้มันมา!”
ในแดนบรรพชนของเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์ บรรพชนจระเข้แผดเสียง
อย่างเดือดดาลด้วยใบหน้าถมึงทึง “ไม่ว่าต้องทำเช่นไร ก็ต้องฆ่าเจียงผิงอัน
ให้ได้!”
มันเป็นถึงบรรพชนจระเข้ผู้ยิ่งยงซึ่งเคยเป็นใหญ่เหนือหนึ่งยุคสมัย คิด
ว่ายามมันฟื้นคืนจะพิชิตสรรพสิ่งได้ แต่กลับต้องมาพบเจียงผิงอันเสียนี่
สารเลวสมควรตายนั่นไม่รู้ทำเช่นไร จึงลอกเลียนพลังกลืนกินของมัน
เอาชนะมันในขอบเขตเดียวกันได้
สิ่งที่ทำให้บรรพชนจระเข้สติแตกที่สุดคือ ผู้สู้เสมอกับเขาเป็นเพียง
อวตารของเจียงผิงอันเท่านั้น
เรื่องนี้เกินรับไหวสำหรับบรรพชนจระเข้ผู้เย่อหยิ่งนัก
ไม้งามจะโดนลมถอน เจียงผิงอันเจิดจรัสเกินไป ทุกเผ่าพันธุ์ล้วนกลัว
ว่าเขาจะเติบโตจึงคิดกำจัด ยอดฝีมือกำลังหลักล้วนเคลื่อนพล
วิกฤตร้ายแรงเกินครั้งใดโอบล้อมเจียงผิงอัน
อย่าได้มองเจียงผิงอันว่าไร้เทียมทานในขอบเขตเดียวกัน ต่อหน้ายอด
ฝีมือ เขาก็เหมือนเป็นเพียงมนุษย์ฟาง จะบีบจะเค้นเช่นไรก็ย่อมได้ ศัตรู
สามารถปฏิบัติกับเขาได้ตามอำเภอใจ มิอาจขัดขืนได้เลย
จิ้งจอกเก้าหางจี้เฟยลุกขึ้น อาภรณ์ปราณก่อตัวกลับมาคลุมกาย
ขณะนี้ นางทรงเสน่ห์ยิ่งนัก เรือนผมยุ่งเหยิงเปียกเหงื่อลู่ไปกับตัว
รอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้าดุจถ่านไม้ยามเหมันต์ ทำให้ปวงชนอยากเข้า
ใกล้
นางเผยต้นขาเย้ายวน ก้าวเดินมายังโต๊ะ รินชาหอมกรุ่นให้ตนหนึ่งถ้วย
หลังจิบไปสองสามหนก็ผ่อนลมหายใจยาว
“สดชื่น!”
จี้เฟยหันกลับมามองชายผู้ลุกตามขึ้นมา แล้วกล่าวยิ้ม ๆ “เรื่องนี้ข้าผิด
เอง ขอโทษนะ ส่วนเรื่องทรัพยากรเจ้านิกาย…..”
“ไสหัวไป!”
เจียงผิงอันเดินออกมาด้วยสีหน้าคล ้าดำ ฝีเท้าโซเซ
เขาสู้ในสมรภูมิมาหลายเดือนยังไม่เหนื่อยเพียงนี้ ปีศาจจิ้งจอกนี่
เหมือนสุนัขหิวโซมาสามปี บ้าคลั่งยิ่งนัก
“เจ้าจะไปไหน นี่คือที่พำนักเจ้านิกาย ที่อยู่ของเจ้านะ”
จี้เฟยนั่งบนเก้าอี้ไม้แดงนพสุคนธ์ สองขาไขว้กัน เอียงคอมองเจ้าหนุ่ม
น้อยตรงหน้า
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังจะโต้ตอบ หนึ่งเสียงอันเลือนรางพลันดังขึ้นใน
มโนสำนึกของเขา
“ในที่สุดก็ตื่นเสียที…”