สู่วิถีอมตะ - บทที่ 464 สัจธรรมอันโหดร้าย
เมื่อวันสืบตำแหน่งของเจียงผิงอันใกล้เข้ามา นิกายเทวมารก็ยิ่ง
ทวีความครึกครื้น
เหล่าเจ้านิกายประมุขขุมกำลังหลักต่าง ๆ ล้วนทยอยกันมา และ
แม้คนระดับเจ้านิกายมิอาจมา ก็จะส่งผู้อาวุโสใหญ่มาแทน
อีกสองร่างของเจียงผิงอันก็มายังนิกายเทวมารเช่นกัน
พวกเขาเข้าวังกาลเวลา นำอ่างสัมฤทธิผลซึ่งเสียหายกับซาก
ปีศาจต้นหลิวขาวขอบเขตพ้นพิบัติออกมา
วางซากปีศาจต้นหลิวขาวลงในอ่างสัมฤทธิผล ลอกเลียนเป็น
หินผลึกที่พฤกษากระจ่างเต๋าต้องการ
แสงสว่างเจ็ดสีเรืองรอง หนึ่งเหตุอัศจรรย์พลันปรากฏ รอยร้าว
บนอ่างสัมฤทธิผลประสานตัวอย่างรวดเร็ว
ยามแสงสว่างจางตัว อ่างสัมฤทธิผลก็เหลือรอยร้าวเพียงสี่ห้าจุด
ขณะที่เจียงผิงอันจะนำหินผลึกไปเร่งเวลาเติบโตของพฤกษา
กระจ่างเต๋าอยู่นั้น เสียงอันเลือนรางก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“ไม่ต้องนำหินผลึกออกไป ข้าเบิกโลกใบน้อยที่สามารถปลูกต้น
กล้าพฤกษากระจ่างเต๋าได้ให้แล้ว”
ดวงตาของเจียงผิงอันเบิกขึ้นเล็กน้อย
“จิตศาสตรา! เจ้ามิได้พูดหรือว่าต้องใช้ยอดสมบัติสองชิ้นในการ
ฟื้นตัว?”
“การฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ต้องใช้ยอดสมบัติสองชิ้น แต่ยามนี้
เสวนาพื้นฐานได้แล้ว”
จิตศาสตราเอ่ยเบา ๆ แสงเจ็ดสีสาดส่องปกคลุมเจียงผิงอันและ
ต้นกล้าพฤกษากระจ่างเต๋าไว้
เพียงพริบตา เจียงผิงอันก็มายังมิติแห่งหนึ่ง เบื้องใต้มีบรรพตลำ
ธารสดสวย พืชพันธุ์เขียวชอุ่ม ดวงตะวันเจิดจรัสบนฟ้า
บนพื้นดินมีหินผลึกกระจายทั่ว ต้นกล้าพฤกษากระจ่างเต๋าหยั่ง
รากลงบนพื้น ดูดซับปราณในหินผลึกและเติบโตอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นโลกหล้าตรงหน้า หัวใจของเจียงผิงอันก็สั่นสะท้าน
ปรากฏว่าอ่างสัมฤทธิผลสร้างของแบบนี้ได้ด้วย
มูลค่าของโลกใบน้อยนี้เทียบได้กับยอดสมบัติชิ้นหนึ่งเลย
อึดใจต่อมา แสงเงารูปร่างคล้ายมนุษย์ก็ก่อตัวขึ้น ไร้ซึ่งใบหน้า
รูปลักษณ์ชัดเจน แต่ก็เห็นได้ว่าเป็นมนุษย์
“ข้ารู้ว่าเจ้ามีคำถามมากมาย และข้าจะทยอยตอบเจ้า”
จิตศาสตราปริปากกล่าว “อ่างสัมฤทธิผลที่เจ้าเห็นเป็นเพียง
สื่อกลาง ตัวตนแท้จริงของข้าคือกฎเกณฑ์โลกหล้าจากอีกภพหนึ่ง”
“อีกภพหนึ่ง? กฎเกณฑ์โลกหล้า?”
เจียงผิงอันดูมึนงง เพิ่งเคยได้ยินคำเหล่านี้เป็นครั้งแรก
จิตศาสตราผ่อนลมหายใจยาวเหยียด
“ไม่รู้ต้องเริ่มจากตรงไหนก่อนเลย… ถามเจ้าแบบนี้แล้วกัน เจ้า
คิดว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เผ่ามนุษย์ของเจ้าขัดแย้งกับเผ่าอื่น ๆ คือสิ่ง
ใด”
“ทรัพยากร”
เจียงผิงอันตอบอย่างไม่ลังเล
ไม่ว่าใครก็อยากได้ทรัพยากรที่ดีกว่า จึงเกิดเป็นความขัดแย้ง
ขึ้น
“ใช่แล้ว ทรัพยากรแต่ละพื้นที่มีจำกัด เพื่อทรัพยากร ความ
ขัดแย้งจึงเกิดระหว่างบุคคลและเผ่าพันธุ์ แล้วจะเกิดอะไรขึ้นหาก
ทรัพยากรของโลกหล้าเหือดแห้ง?”
จิตศาสตราถามอีกครั้ง
“โลกหล้าตั้งกว้างใหญ่ ทรัพยากรไม่มีทางหมดได้หรอก”
เจียงผิงอันรู้สึกว่าจักรวาลไพศาลไร้สิ้นสุด มีทรัพยากรไม่หมด
สิ้น
จิตศาสตราส่ายหัว “หากเช่นนั้น เหตุใดเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ จึงเสี่ยง
ชีวิตสู้ตายเพื่อบุกเบิกอาณาเขตใหม่?”
“เพราะมีเพียงดวงดาวที่ยังมีชีวิตเท่านั้นจึงมีทรัพยากร และ
ดวงดาวเช่นนี้มีจำนวนน้อยนัก ต่อให้มีก็ใช่จะกระจุกเป็นกลุ่มก้อน
ต้องข้ามระยะทางไร้สิ้นสุด ใช้เวลาเป็นร้อย ๆ ล้านปี”
เจียงผิงอันเงียบไปครู่หนึ่ง จึงเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้ที่เจ้าบอกว่า
สรรพสิ่งจะตกตาย เพราะทุกผู้ต่อสู้ฆ่าฟันกันเองหรือ?”
“เปล่า น่ากลัวกว่านั้นอีก”
เสียงของจิตศาสตราพลันเคร่งขรึมสุดขั้ว
“จำภาพบนผนังยามเจ้าอยู่ในเขตหวงห้ามเหวลึกได้หรือไม่?”
ความทรงจำของเจียงผิงอันคลี่ตัวในมโนสำนึกของเขา
หมึกสิบแปดกรขนาดมหึมาตนหนึ่งใหญ่โตเยี่ยงจักรวาล เพียง
โบกหนวดเฉย ๆ ก็ถล่มดวงดาราเกินนับถ้วน น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
แต่ตัวตนน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้กลับถูกกรงเล็บมหึมาสีเขียวอัน
เต็มไปด้วยเกล็ดขยี้ทำลายได้ในพริบตา
เจียงผิงอันมิอาจวาดฝันได้เลยว่าตัวตนนั้นต้องอยู่ในระดับใด จึง
น่ากลัวได้ถึงเพียงนั้น
จิตศาสตราเอ่ยเสียงเครียด “นั่นเป็นเพียงหมึกสิบแปดกรตนหนึ่ง
ซึ่งเคยเป็นหนึ่งในผู้แข็งแกร่งสูงสุดในโลกหล้าแห่งนี้ แต่จุดจบของ
มันก็คือถูกตัวตนจากโลกกว้างใบอื่นเขมือบกินเป็นอาหาร”
“นี่คือชะตาสุดท้ายของสิ่งมีชีวิตในโลกของเจ้า”
ดวงตาของเจียงผิงอันพลันเบิกกว้าง หัวใจเต้นระส ่ารุนแรงดุจรัว
กลอง “แข็งแกร่งที่สุด ถูกกลืนกิน โลกอีกใบ?”
สมองของเขาตอบสนองไม่ถูกไปชั่วขณะ ราวเพิ่งได้ทราบเรื่อง
ของโลกหล้าผู้ฝึกตนเป็นครั้งแรก
จิตศาสตราเงยหน้าขึ้นนิดหน่อย ปรากฏดวงแสงสุกสกาวขึ้นบน
สุญตา
“โลกนี้มิได้ประกอบด้วยหมู่ดาว แต่เป็นภพภูมิอันแตกต่าง โลก
ของพวกเจ้าถูกเรียกว่าภพแร้นแค้น ขณะที่ภพภูมิที่ข้าอยู่มีชื่อว่าภพ
บุกเบิก”
“มองเสียว่าดวงแสงตรงหน้าเจ้าคือหนึ่งภพภูมิ มีอีกหนึ่งภพภูมิ
อยู่เหนือเรา ซึ่งถูกเรียกว่าภพเซียน”
“ภพเซียนมิได้งดงามเช่นพวกเจ้าวาดฝัน มีคน มีการต่อสู้ การ
ต่อสู้ในภพเซียนน่ากลัวยิ่งกว่าที่นี่อีก ร้ายกาจเสียจนมันจะทำลาย
สรรพชีวิตในโลกหล้ามลายสิ้น”
“ในภพเซียนมีขุมกำลังใหญ่หลายแห่ง ควบคุมโลกใบน้อย
มากมาย และยามตัวตนในโลกใบน้อยเหล่านี้เติบโตได้ถึงระดับหนึ่ง
พวกเขาก็จะบุกปล้น กลืนกินและเก็บเกี่ยวพลัง”
“เหมือนคนเลี้ยงหมู เมื่อหมูเติบโต พวกมันก็จะถึงเวลาขึ้นโต๊ะ
อาหาร”
ขณะนี้ สันหลังของเจียงผิงอันหนาววาบ ความเย็นฉีดสูงจากฝ่า
เท้าถึงกะโหลกศีรษะ ความกลัวเกินกว่าครั้งใดอัดแน่นในอก เกือบมิ
อาจหายใจ ร่างของเขาเกร็งนิ่งมิอาจขยับเขยื้อน
เหล่าสุกรหารู้ไม่ ว่าหลังพวกมันอ้วนพี ก็จะถึงเวลายกพวกมัน
ขึ้นโต๊ะอาหาร ยามพวกมันทราบเรื่องทั้งหมดนี้ก็ล้วนสายไปแล้ว
ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนฝึกฝนสุดชีวิต สู้ตายเผชิญวิกฤติเสี่ยงดับ
อสงไขย แบกสังขารโชกเลือดสัญจรต่อ ก้าวข้ามอัจฉริยะคนแล้วคน
เล่า เอาชนะมวลศัตรูเกินนับ เหยียบย่างบนกองซากศพไร้สิ้นสุด แต่
แล้วก็ต้องมาพบว่าผลลัพธ์เป็นเช่นนี้…
เพียงหนึ่งโบกมือของจิตศาสตรา ดวงแสงตรงหน้าเขาก็ดับสลาย
“ขุมกำลังที่ควบคุมภพแร้นแค้นของพวกเจ้ามิได้ฆ่าหมึกสิบแปด
กรตนนั้นทันที แต่แค่ตัดยอดแล้วปล่อยให้งอกเงยต่อไปราวเลี้ยงต้น
กุยช่าย”
“แต่หมึกสิบแปดกรกลัว มันจึงมิกล้าขยับขอบเขต ซ่อนปราณ
ของมันแล้วหลับใหลในทะเลบูรพา เกิดเป็นเขตหวงห้ามเหวลึกเช่น
ปัจจุบัน”
ได้ยินเช่นนี้ เจียงผิงอันพลันตระหนักถึงบางสิ่ง ดวงตาของเขา
เบิกกว้าง ถามขึ้นอย่างตื่นเต้น
“ในเมื่อเขตหวงห้ามเหวลึกเกิดขึ้นเพราะเหตุนี้ เช่นนั้นอีกสาม
เขตหวงห้ามก็…”
“ใช่ มันก็เกิดขึ้นเพราะเหตุนี้เช่นกัน”
จิตศาสตรายืนยันการคาดเดาของเจียงผิงอัน
“พวกมันเกิดมาก่อนหมึกสิบแปดกร และครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้นำ
สูงสุดของหนึ่งยุคสมัย แต่แม้จะขัดขืนเช่นไรก็หาเป็นผลไม่”
“เพื่อป้องกันมิให้ตนถูกปล้นชิง พวกมันจึงทำได้เพียงผนึกตัวเอง
ในหนึ่งอาณาเขต มิกล้าเผยปราณแม้เพียงน้อยนิด ด้วยกลัวจะถูก
ภพที่สูงกว่าจับได้”
“ยามแรกกำเนิดโลกหล้า หามีดวงดาวใดไม่ มันเป็นเพียงหนึ่ง
ผืนดินสมบูรณ์ หลังจากศึกอันชวนขนลุกเกินนับปี แดนดินและเต๋า
สวรรค์ล้วนพินาศ สุดท้ายก็ก่อเกิดเป็นลักษณ์นี้ เกิดดวงดาวนับร้อย
ๆ ล้านเช่นปัจจุบัน”
เม็ดเหงื่อไหลตามแนวแก้มเจียงผิงอันลงสู่พื้น ร่างของเขาสั่น
สะท้าน
ข่าวนี้กระทบกระเทือนใจเขามหาศาลนัก
สุดกำลังของยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติอาจทำลายดวงดาวเล็ก
จ้อยสักดวงได้ แต่ศึกระดับใดกันจึงทำลายแดนดินใหญ่อันเกิดการ
จากผสานดวงดาวนับร้อย ๆ ล้านดวงได้เช่นนี้?
เซียนเหล่านั้นต้องน่ากลัวเพียงไร?
ความสิ้นพลังอัดแน่นในใจเจียงผิงอัน
จิตศาสตรารอให้เจียงผิงอันย่อยความคิดตามให้ทันอยู่นาน จึง
กล่าวต่อ “จากสังสารวัฏตามปกติ ตัวตนสุดท้ายที่จะถูกกลืนกินควร
เป็นบรรพชนจระเข้ แล้วพวกเจ้าภพแร้นแค้นก็จะวนสังสารวัฏไป
เช่นนี้”
“แต่แล้ว การเรืองอำนาจของหนึ่งบุคคลก็เปลี่ยนชะตาของภพ
แร้นแค้นของพวกเจ้าไป”
“มหาจักรพรรดิ?”
เจียงผิงอันสูดหายใจลึก ๆ เงยหน้าขึ้นมองกลุ่มแสงตรงหน้า
หัวใจของเขาพลันเกิดความหวังริบหรี่
“ใช่ เป็นยอดคนมากพรสวรรค์แห่งยุคสมัยท่านนี้”
น ้าเสียงของจิตศาสตราเปี่ยมความชื่นชมนับถือต่อกู่ตี้
“กู่ตี้สร้างวรยุทธ์ สร้างร่างเทวะ วาดอักขระ สร้างศาสตราเซียน
ขึ้นมา กวาดล้างเผ่าจระเข้กลืนสวรรค์ในยุคสมัยนั้นสิ้นไป”
“ขณะเดียวกัน เขาก็ค้นพบความลับของภพแร้นแค้น และไม่เต็ม
ใจให้ตนอยู่ในกำมือโชคชะตา ไม่เต็มใจให้เผ่ามนุษย์ถูกกำจัด เขา
จึงใช้วรยุทธ์ยิ่งใหญ่ จำกัดขอบเขตสรรพสิ่งทั่วหล้าไว้ในระดับหนึ่ง
เพื่อป้องกันมิให้ยอดฝีมือจากภพเซียนค้นพบมัน”
“แต่มหาจักรพรรดิก็รู้ว่านี่ยังห่างไกลเกินพอ ไม่ช้าก็เร็ว เขาก็จะ
ถูกพบตัวอยู่ดี แทนที่จะอยู่รอถูกพบเฉย ๆ สู้เป็นฝ่ายชิงลงมือจะ
ดีกว่า มหาจักรพรรดิจึงตัดสินใจครั้งใหญ่”
“พายอดฝีมือจากเผ่ามนุษย์บุกพิชิตภพเซียน!”
ราวมีบางสิ่งระเบิดในใจเจียงผิงอัน ทำให้ทั่วร่างของเขาสะท้าน
เทิ้มเกินควบคุม