สู่วิถีอมตะ - บทที่ 465 ความต่าง
เจียงผิงอันคิดฝันไม่ได้เลยว่ามหาจักรพรรดิต้องกล้าหาญ
อหังการเพียงไร ยามเผชิญตัวตนน่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ เขาจึงกล้า
บุกภพเซียนตรง ๆ
จิตศาสตรารู้มากกว่าเจียงผิงอัน และทราบถึงพลังของภพเซียน
มากกว่าเขา จึงยิ่งตกตะลึงกับการกระทำของมหาจักรพรรดิยิ่งกว่า
“มหาจักรพรรดิจำกัดขอบเขตในภพแร้นแค้น มิเพียงเพื่อ
ป้องกันคนจากภพเบื้องบนมาสนใจ เรื่องสำคัญยิ่งกว่าคือเพื่อรักษา
ทรัพยากรในภพแร้นแค้นด้วย”
“ยิ่งสรรพสิ่งทะลวงขอบเขตขึ้นสูง ยิ่งต้องการทรัพยากร
มากมาย”
จิตศาสตรารำพึง “ภพแร้นแค้นของพวกเจ้าผ่านมาหลายยุค
สมัย เผชิญการถลุงผลาญทรัพยากรมากมายนัก เหลือทรัพยากร
น้อยกว่าภพบุกเบิกของเรามาก”
“เพื่อจัดการกับสถานการณ์นี้ เพื่อสร้างยอดฝีมือที่เหนือกว่า
ขึ้นมาสักคน มหาจักรพรรดิจึงข้ามมิติมายังภพบุกเบิกและทำ
ข้อตกลงกับข้า ใช้พลังยิ่งใหญ่เชื่อมภพบุกเบิก สร้างเป็นสิ่งที่เจ้า
เรียกว่าอ่างสัมฤทธิผล”
“เพราะเช่นนี้เอง เจ้าจึงลอกเลียนทรัพยากรได้”
ความคิดของเจียงผิงอันค่อย ๆ กระจ่างชัดขึ้น ทราบที่มาของ
อ่างสัมฤทธิผลแล้ว จึงถามว่า “เช่นนั้น เหตุใดเจ้าจึงเสียหาย?”
ที่มาของอ่างสัมฤทธิผลน่าอัศจรรย์เพียงนี้ มิน่าจะบาดเจ็บ
เสียหายได้เลย
“เหตุที่ข้าบาดเจ็บเสียหายก็เพราะเจ้าของคนก่อนของข้า ผู้ที่เจ้า
เรียกว่าราชันศักดิ์สิทธิ์บังเอิญสร้างมิตรชั่วในภพบุกเบิก และ
หลังจากรู้เรื่องของข้า คนผู้นั้นก็ลอบโจมตีราชันศักดิ์สิทธิ์”
“ศัตรูผู้นั้นแข็งแกร่งมาก และเพื่อมิให้อ่างสัมฤทธิผลไปอยู่ในมือ
อีกฝ่าย ราชันศักดิ์สิทธิ์จึงถูกหนึ่งฝ่ามือของศัตรูยามเคลื่อนย้ายอ่าง
สัมฤทธิผลกลับภพแร้นแค้น”
“เดิมที อ่างสัมฤทธิผลควรถูกส่งต่อให้กับทายาทของราชัน
ศักดิ์สิทธิ์ แต่เพราะผลจากฝ่ามือนั้น เจ้าจึงบังเอิญได้มันไป”
“หากข้ามิได้เสียหายอยู่ คงไม่เลือกรับเจ้าเป็นนายในยามนั้น
และเจ้าในขณะนั้นก็ไร้คุณสมบัติได้ข้าไป”
วาทะของอ่างสัมฤทธิผลเสียดแทงหัวใจกันอย่างยิ่ง
มิคาดเลยว่าราชันศักดิ์สิทธิ์จะได้อ่างสัมฤทธิผลไป
“สถานการณ์ของมหาจักรพรรดิยามนี้เป็นเช่นไรหรือ?”
หัวใจของเจียงผิงอันเปี่ยมความกลัวอันในความไม่รู้ต่อภพเซียน
หวังว่ามหาจักรพรรดิจะสร้างความสำเร็จได้ในระดับหนึ่ง
“ข้าหาทราบเรื่องราวชัดเจนไม่ แต่แน่ใจได้อย่างหนึ่งว่าต้องมี
วิกฤติบางอย่าง เส้นทางสู่ภพเซียนจึงถูกปิด”
ได้ยินเช่นนี้ หัวใจเจียงผิงอันก็สั่นสะท้าน
ที่แท้ เหตุผลที่เส้นทางเซียนถูกปิดกั้นก็เป็นเช่นนี้
ยามปีศาจต้นหลิวขาวบรรลุเซียน มันต้องได้เห็นอะไรสักอย่าง
แน่ ๆ จึงขวัญเสียร้องลั่นว่าอย่าบรรลุเซียน
ขณะทั้งสองเสวนา พฤกษากระจ่างเต๋าซึ่งอยู่ถัดจากพวกเขาดูด
ซับหินผลึกไปมหาศาล เติบใหญ่เป็นพฤกษาตระหง่าน พลังมหาเต๋า
ลึกลับสะท้อนไหวอยู่บนนั้น
เจียงผิงอันยืนใต้พฤกษากระจ่างเต๋า ความเร็วการทำความ
เข้าใจกฎเกณฑ์เพิ่มสูงอย่างรวดเร็ว
เจียงผิงอันผ่อนลมหายใจยาว ก่อนจะย่อยข่าวทั้งหลายอยู่นาน
โลกหล้านี้กว้างใหญ่กว่าที่เขาคาดคิดมากนัก โลกใบนี้ที่เขาอยู่
ชื่อว่าภพแร้นแค้น มีตัวตนแข็งแกร่งในภพอันสูงกว่าคอยเก็บเกี่ยว
ทรัพยากร
มหาจักรพรรดิไม่ยินยอมให้ชะตานำพา จึงออกจากภพแร้นแค้น
บุกสู่ภพเซียน
ก่อนจาก เขาสร้างอ่างสัมฤทธิผลไว้ คิดสร้างผู้ที่แข็งแกร่งกว่า
ขึ้นมา
อ่างสัมฤทธิผลเชื่อมต่อกับหนึ่งสถานที่นามภพบุกเบิก
ทรัพยากรที่นี่ยังพรั่งพร้อมกว่าภพแร้นแค้นมากนัก
เจียงผิงอันมิอาจบรรยายความรู้สึกในขณะนี้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจ
ว่าเหตุใด จึงมีผู้พูดว่าความไม่รู้ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง
สรรพสิ่งบากบั่นสู่จุดจบ แต่สุดท้ายพวกเขาก็เป็นเพียงอาหาร
ยามประจักษ์สัจธรรม ต้องสิ้นหวังถึงเพียงไร
ความรู้สึกอย่างสิ้นกำลัง โศกเศร้า ไม่ยินยอม และโทสะพรั่งพรู
ในหัวใจ
เนิ่นนานจากนั้น เจียงผิงอันก็ถามต่อ “ในภพเซียนมีวิธีคืนชีพ
คนตายหรือไม่?”
จิตศาสตราลังเลครู่หนึ่ง จึงตอบกลับ “มี”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ความกลัวและความคิดฟุ้งซ่านในใจเจียงผิงอันก็
มลายสิ้น ดวงตาของเขาเปี่ยมความแน่วแน่
ไม่ว่าภพที่สูงกว่าจะมีอะไร เขาก็ต้องบรรลุเป็นเซียนให้จงได้!
จุดประสงค์ที่เขาฝึกฝน ก็เพื่อเป็นเซียนและคืนชีพบุพการีตน
จิตศาสตรามองท่าทีของเจียงผิงอันด้วยท่าทางอ ้าอึ้ง แต่สุดท้าย
ก็มิได้พูดออกไป สลับไปกล่าวว่า
“ภพแร้นแค้นของเจ้าพังทลายแล้ว เต๋าสวรรค์ไม่สมประกอบ
ทรัพยากรร่อยหรอ การพัฒนาของวรยุทธ์ โอสถและยันต์เชื่องช้า”
“เมื่อเจ้าสังเวยทรัพยากรเทียบเท่ายอดสมบัติได้อีกชิ้น ข้าจะฟื้น
ตัวอย่างสมบูรณ์ และถึงยามนั้น ข้าจะสามารถเคลื่อนย้ายเจ้าไป
ฝึกฝนในภพบุกเบิกของเราได้”
“ภพบุกเบิกของเราถูกพบเข้า เกิดศึกใหญ่กับภพเซียนเพียงหน
ยามนั้นมหาจักรพรรดิก็เข้าช่วยเหลือ พิทักษ์กลุ่มเต๋าไว้ได้มากมาย
กฎเกณฑ์เต๋าสวรรค์ก็สมบูรณ์ เหมาะแก่การฝึกฝนของเจ้ามากกว่า”
เจียงผิงอันตกตะลึง “ข้าไปฝึกฝนที่ภพบุกเบิกได้ด้วยหรือ?”
“ใช่”
จิตศาสตราพยักหน้า
“แต่เจ้าต้องตระหนักถึงสัจธรรมที่ว่า แดนดินแห่งนั้นสมบูรณ์
แตกต่างจากฝั่งภพแร้นแค้นของเจ้าซึ่งแผ่นดินใหญ่แหลกร้าวเป็น
ดวงดาวมากมาย”
“เจ้าบรรลุกฎแห่งแรงโน้มถ่วง รู้ว่านี่หมายความเช่นไร เม็ดทราย
เพียงหนึ่งที่นั่นหนักกว่าบรรพตที่ภพของเจ้าสิบลูกเสียอีก ยามเจ้าไป
ฝึกฝนที่นั่นจะต้องอยู่ภายใต้แรงกดดันมหาศาล”
“ยามเจ้าอยู่ที่นี่ เจ้าทะลวงฟ้าทลายแดนดิน เคลื่อนย้ายเป็นหมื่น
ๆ ลี้ได้ในพริบตา แต่หากเจ้าไปที่นั่น ความเร็วการเหาะเหิน ระยะการ
โจมตีและจิตสัมผัสของเจ้าก็จะลดลงอย่างมหาศาล”
“มันจะสร้างความต่างทางความคิดของเจ้ามหาศาลเลยทีเดียว”
เจียงผิงอันพยักหน้า เขาย่อมทราบความน่ากลัวของแรงโน้มถ่วง
เป็นอย่างดี
ก็เหมือนที่เขาไปยังคุกโน้มถ่วงในซากโบราณมหาจักรพรรดิ
ก่อนหน้านี้ ต่อให้อยากก็มิอาจเหาะเหิน
แดนดินที่ภพบุกเบิกอัดรวมดวงดาราเกินคณานับ แรงกดดัน
ของมันยิ่งน่าขนลุกไปกันใหญ่
ทันใดนั้น เจียงผิงอันก็นึกถึงบางสิ่งได้ ถามออกมาว่า “ในเมื่อ
แรงโน้มถ่วงที่ภพบุกเบิกของเจ้าน่ากลัวเพียงนั้น สิ่งมีชีวิตที่นั่นอยู่
รอดกันได้อย่างไร? ตัวตนทั่วไปมิน่ารับแรงกดดันระดับนั้นได้
กระมัง?”
“นั่นก็คืออีกเรื่องหนึ่งที่ข้ากำลังจะพูด ยามนี้เจ้าเตรียมใจให้ดี
อย่าให้ถูกกระทบกระเทือนเข้าละ”
จิตศาสตรากล่าวอย่างเคร่งขรึม “เต๋าสวรรค์ที่นั่นมิได้แตกสลาย
เพราะทรัพยากรมากมายและกฎเกณฑ์สมบูรณ์ ขอเพียงเกิดชีวิตขึ้น
ที่นั่น พวกเขาก็จะเหมือนเผ่ามังกร เผ่าพันธุ์สูงสุดของฝั่งเจ้าที่บรรลุ
กฎฟ้าดินได้แต่เกิด”
“เด็กน้อยธรรมดาที่นั่น หากเอามาใส่ในภพของเจ้า จะเหมือน
สายเลือดเผ่ามังกร อยู่ในระดับเดียวกับขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด
มาแต่แรก”
“หากเทียบพลังต่อสู้ของเจ้ากับที่นั่น คือระดับกลาง”
“ที่นั่นไม่มีการจำกัดขอบเขตของมหาจักรพรรดิ ขอบเขตที่
แข็งแกร่งที่สุดก็หาใช่พ้นพิบัติไม่”
แม้เจียงผิงอันจะเตรียมใจไว้แล้ว ยามเขาได้ยินเรื่องเช่นนี้ สีหน้า
ของเขาก็ยังเปลี่ยนแปรอย่างไม่รู้ตัว
ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ส่วนใหญ่ในภพแร้นแค้นของพวกเขาทุ่มเท
ฝึกฝนชั่วชีวิต ก็มิอาจแตะถึงขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิดได้
แต่สิ่งมีชีวิตที่นั่นกลับอยู่ในระดับนี้ตั้งแต่เกิด
นี่เทียบเท่ากับปุถุชนคนหนึ่งทำไร่นาอย่างบากบั่นชั่วชีวิต กว่า
จะได้ตำลึงทองมาก้อนหนึ่ง คิดว่านี่คือเงินตรามหาศาล แต่หลังจาก
เดินเข้าเมือง ก็เห็นผู้คนมากมายใช้จ่ายตำลึงทองในหนึ่งมื้ออาหาร
อย่างเฉยชา
ปุถุชนผู้นั้นไม่ทราบด้วยซ ้าว่าในโลกหล้าผู้ฝึกตน ตำลึงทองนั่น
หามีค่าอะไรไม่
ความต่างอันมหาศาลทำให้ปวงชนรู้สึกเสียหลักอยู่ในใจ อาจพูด
ตรง ๆ ได้ด้วยซ ้าว่าริษยา สิ่งที่พวกเขาบากบั่นแทบตายเพื่อให้ได้มา
แต่ผู้อื่นกลับได้มันทันทีนับแต่เกิด
จิตศาสตราเอ่ยปลอบ “สงบใจเถิด ชะตาเกิดเปลี่ยนกันมิได้”
“หากเจ้าบากบั่นสักสิบปี ใช้ทรัพยากรเทียบเท่ายอดสมบัติอีก
สักชิ้น ข้าจะเคลื่อนย้ายเจ้าไปยังสำนักหนึ่ง สำนักแห่งนั้นมีวิชา
จำแลงเซียน สามารถเปลี่ยนปราณวิญญาณในตัวเจ้าเป็นปราณ
เซียนได้ล่วงหน้า”
“หนึ่งในผลประโยชน์ของการเปลี่ยนปราณวิญญาณสู่ปราณ
เซียนก็คือ เจ้าจะสามารถใช้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ในขอบเขตนี้ได้”
ดวงตาของเจียงผิงอันเรืองประกาย แม้เขาจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ
พลังเซียนเลย แต่ก็ฟังดูแข็งแกร่งยิ่งนัก
“ข้าสามารถให้ทรัพยากรเพื่อเร่งการฟื้นตัวกับเจ้าตรง ๆ ได้
หรือไม่?”
จิตศาสตราส่ายหัว “ข้าถูกกฎเต๋าที่มหาจักรพรรดิทิ้งไว้จำกัดไว้
ว่าเมื่อลอกเลียนทรัพยากรให้เจ้าได้มากเพียงไร ถึงจะดึงทรัพยากร
จากภพบุกเบิกได้เพียงไหน เจ้าให้ทรัพยากรกับข้าตรง ๆ มิได้หรอก”
เจียงผิงอันพอเข้าใจแล้ว สรุปคือ ยิ่งจิตศาสตราช่วยเขามาก
เพียงไร ยิ่งดีต่อตัวมันเองเท่านั้น
วันนี้เขาได้ยินมาหลายเรื่องเหลือเกิน อารมณ์ของเจียงผิงอันมิ
อาจสงบได้ เขาจึงมิถามซักไซ้มากนัก สงบใจลงก่อนแล้วค่อย ๆ ทำ
ความเข้าใจ
การได้ยอดศาสตรามาอีกชิ้นนั้นยากเย็นยิ่ง
แม้จะสามารถทำกำไรจากความต่างของราคาในอ่างสัมฤทธิผล
ได้ แต่หากนำสมบัติออกมามากมาย ผู้คนก็อาจสงสัย
เขาตั้งเป้าหมายเล็ก ๆ ว่าจะต้องได้ยอดสมบัติมาอีกชิ้นในสิบปี
หากผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ รู้ว่าการได้ทรัพยากรมาของเจียงผิงอัน
ง่ายดายเพียงนี้ เขาคงถูกฆ่าแน่ ๆ
ยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติหลายต่อหลายคน ชั่วชีวิตอาจไร้
โอกาสได้ยอดสมบัติมาสักชิ้น แต่เขากลับได้มาในสิบปี
เจียงผิงอันนำวังกาลเวลาเข้ามาในโลกใบน้อย วางมันข้าง
พฤกษากระจ่างเต๋าแล้วฝึกฝนในนั้น
ภายใต้อิทธิพลของพฤกษากระจ่างเต๋า ความเร็วการบรรลุ
กฎเกณฑ์ของเจียงผิงอันโผนทะยานอย่างแท้จริง
อย่างน้อย ๆ ก็ไวกว่าเม็ดบงกชแจ้งวิถีห้าเท่า
นี่คือความเร็วยามยังเติบโตไม่เต็มที่ ยามมันเติบโตเต็มที่ ผล
สนับสนุนจะยิ่งอัศจรรย์กว่านี้อีก
ภายหน้า เขาจะนำเม็ดบงกชแจ้งวิถีไปเปลี่ยนเป็นทรัพยากร เอา
มาให้พฤกษากระจ่างเต๋าก็พอแล้ว
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังอุทิศตนกับการฝึกฝน ประตูห้องก็ถูกเปิด
ออก จี้เฟยเดินนวยนาดบิดเรือนร่างขาวเนียนเย้ายวนเข้ามา ต้นขา
อวบอัดกระเพื่อมตามแรงเดินทุกย่างก้าว
หางจิ้งจอกนุ่มฟูปัดผ่านแก้มเจียงผิงอัน
เสียงแว่วหวานแห่งอิสตรีดังขึ้น
“ใต้เท้าเจ้านิกาย~”