สู่วิถีอมตะ - บทที่ 469 ไม่ตาย
การปรากฏตัวของเจียงผิงอันทำให้ปวงชนตั้งตัวไม่ติด
“รบกวนผู้อาวุโสทุกท่านช่วยบอกแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อแทน
ข้าที ข้าชอบของขวัญชิ้นนี้มาก จะจดจำไว้เป็นแน่แท้ ภายหน้าจะ
ตอบแทนร้อยเท่าอย่างแน่นอน!”
“อีกเรื่อง ช่วยประกาศต่อโลกภายหน้าด้วยว่า ผู้เผยแพร่ข่าวว่า
ข้ามีศาสตราเซียนไปทั่วหล้า ขออย่าได้ห่วง ไม่ช้าก็เร็วข้าจะหาเจ้า
ให้เจอ”
เสียงทรงอำนาจของเจียงผิงอันขจรทั่วนิกายเทวมาร
ทั้งผู้อาวุโสและศิษย์ทั้งหลายมองเจียงผิงอันอย่างไม่อยากเชื่อ
ใช้เวลาเนิ่นนานจึงคืนสติกันได้
“จ-… เจ้านิกาย! ท่าน… ท่านไม่เป็นไร!”
“เป็นไปไม่ได้! ไม่สิ ข้าจะพูดว่า เจ้านิกายรอดมาได้อย่างไร! ก็
ไม่ถูกอีก ข้าจะบอกว่าเจ้านิกาย- เจ้านิกายถึงกับรับมือผีสาง
กาลเวลาได้ด้วย!”
ปวงชนในนิกายเทวมารล้วนจังงัง
เกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่?
ศิลาสางกาลเวลามิได้แข็งแกร่งดั่งตำนานว่าหรือ?
ไม่มีทาง
หากศิลาสางกาลเวลาไม่แข็งแกร่งนัก ราชวงศ์ปิงหยวนคงไม่
เสียหายสาหัส และแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อคงไม่ใช้มันเล่นงานเจ้า
นิกายหรอก
แต่เหตุใดเจ้านิกายจึงปลอดภัยดี?
ปวงชนสัมผัสปราณชวนสะพรึงจากร่างผีสางกาลเวลาได้ กระทั่ง
ยอดฝีมือขอบเขตพ้นพิบัติยังมิกล้าออกมาหยุด
แต่เจ้านิกายซึ่งบรรลุเพียงกฎเกณฑ์ขั้นสาม เทียบได้กับผู้ฝึกตน
ขอบเขตหลอมสุญตาหยุดผีสางกาลเวลาไว้ได้อย่างไร?
“เจ้านิกายเยี่ยมยุทธ์!”
“สวรรค์อำนวยพรแก่เรานิกายเทวมาร!”
เหล่าศิษย์นิกายเทวมารมองเจียงผิงอันอย่างชื่นชม ขณะตะโกน
เสียงดังลั่น
กระทั่งสัตว์ประหลาดเฒ่าทั้งหลายยังชื่นชมเต็มหัวใจ
แม้จะไม่รู้ว่าเจ้านิกายทำได้อย่างไร สุดท้ายเขาก็รอดชีวิตอยู่ดี
ขณะนี้ เจ้านิกายดูลึกลับเหลือเกิน
“ข้าจะเก็บตัวฝึกฝนสักระยะ อย่ากวนข้า”
เจียงผิงอันปิดประตูตำหนักเจ้านิกายไปอีกครั้ง
ตัวเขาเป็นเพียงอวตารจากจิตเทวะ ร่างจริงทั้งสามออกจากภพ
แร้นแค้นไปแล้ว
เจียงผิงอันไม่ตาย นิกายเทวมารก็ดีใจนัก
ขณะเดียวกัน แดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อ
เหลียงผิงทอดกายเอกเขนกบนเก้าอี้โยก วางยันต์สื่อสารไว้ที่
โต๊ะข้างตัว
วันนี้เขาไม่ฝึกฝน เขากำลังรอข่าวการตายของเจียงผิงอัน
แม้นี่จะเป็นของตาย เขาก็ยังอยากได้ยินข่าวโดยไวที่สุด
การสาบสูญไปของภัยสูงสุดอย่างเจียงผิงอันทำให้เหลียงผิงสุด
แสนยินดี รู้สึกกระทั่งว่าเขาคลับคล้ายจะทะลวงขอบเขต
มีขุมกำลังหลายแห่งติดต่อมาสานสัมพันธ์กับเขาแล้ว แดน
ศักดิ์สิทธิ์ก็ตั้งใจจะมอบทรัพยากรให้เขาเพิ่ม สรรพสิ่งพัฒนาไปใน
ทิศทางอันดี
ทันทีที่เขาคิดว่าเจียงผิงอันกำลังจะตาย มุมปากเหลียงผิงก็ยกยิ้ม
อย่างช่วยไม่ได้
ขณะนั้นเอง ยันต์สื่อสารซึ่งวางบนโต๊ะก็เรืองแสง เสียงพูดดังขึ้น
อย่างร้อนใจ
“ผู้อาวุโส เกิดเรื่องแย่ครั้งใหญ่แล้วขอรับ!”
“วันนี้ผู้อาวุโสผู้นี้กำลังอารมณ์ดี อย่าพูดเรื่องแย่ ๆ ไว้พรุ่งนี้ค่อย
ว่ากัน”
เหลียงผิงหรี่ตางีบหลับ เอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มสุขสบาย “มีข่าวเรื่อง
เจียงผิงอันบ้างหรือไม่?”
“เรื่องเกี่ยวกับเจียงผิงอันนี่แหละขอรับ!”
เสียงจากอีกฝั่งของยันต์สื่อสารยิ่งทวีความร้อนใจ
รอยยิ้มของเหลียงผิงหดหาย เกิดสังหรณ์ร้าย กล่าวอย่างไม่
แน่ใจ “อย่าบอกเชียวว่าเขาไม่ตาย”
“เจียงผิงอันไม่ตายจริง ๆ ขอรับ!” ผู้ฝึกตนอีกฝั่งของยันต์สื่อสาร
ตอบกลับ
“ผีสางกาลเวลายังไปไม่ถึงหรือเปล่า?” เหลียงผิงกลั้นหายใจ ร่าง
ของเขาสั่นสะท้านเกินควบคุมแล้ว
“ไปแล้วขอรับ! แต่ไม่รู้ทำไม ผีสางกาลเวลาก็หายไปเสียดื้อ ๆ
แล้วนิกายเทวมารก็ถ่ายทอดวาทะของเจียงผิงอัน บอกว่าเขาชอบ
ของขวัญชิ้นนี้มาก ภายหน้าจะตอบแทนร้อยเท่าขอรับ!”
ได้ยินเช่นนี้ ความหวังสุดท้ายของเหลียงผิงก็ดับวูบ เขาผุดลุก
คว้ายันต์สื่อสาร แผดเสียงคำรามอย่างหลุดมาด
“เป็นไปไม่ได้! ไม่มีทางเด็ดขาด! ต่อให้ตระกูลเหลยโบราณ
นิกายเทวมารและราชวงศ์ต้าเฉียนร่วมมือ ก็ไม่มีทางช่วยอะไรเจียงผิง
อันได้!”
มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่?
หรือผีสางกาลเวลาจะอ่อนแอลง?
เหลียงผิงคิดไม่ออกเลยว่าเหตุใดเจียงผิงอันจึงไม่ตาย
ความกลัวและความลนลานแผ่ขยายในใจเขา
ยามปีศาจร้ายเจียงผิงอันนั่นเติบโต จะเป็นภัยคุกคามมหาศาล
ต่อแดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋ออย่างแน่นอน
ทั่วทั้งโลกหล้าผู้ฝึกตนเองก็ลือลั่น ไร้ผู้ใดคาดฝันว่าเจียงผิงอัน
จะรอดมาได้
“เจ้านิกายเจียงทำได้อย่างไร?”
“ขนาดนี้ยังไม่ตาย ใครจะฆ่าเขาได้?”
“แดนศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อต้องแตกตื่นอยู่เป็นแน่ ข้าล่ะอยากเห็นสี
หน้ายามนี้ของพวกเขานัก ฮ่า ๆ”
เผ่าปีศาจซึ่งเดิมกำลังจะเคลื่อนขยับชักทัพคืน
สมรภูมิอื่น ๆ ก็หยุดการต่อสู้ ชั่วขณะนั้นทุกสงครามสงบเงียบ
แต่ปวงชนก็ทราบ ว่านี่คือยามสงบก่อนมรสุมเกิด
เจียงผิงอันมิได้สนใจปฏิกิริยาของโลกภายนอก เขา เฉียนฮวั่น
โหรวและเยี่ยอู๋ฉิงถูกเคลื่อนย้ายไปที่อื่นแล้ว
เจียงผิงอันมิคาดว่าอ่างสัมฤทธิผลจะเคลื่อนย้ายสองคนนี้มากับ
เขาด้วย
แรงกดดันมหาศาลพลันกดลงบนทั้งสาม เฉียนฮวั่นโหรวเกือบ
หน้าคะมำ แต่ถูกเจียงผิงอันคว้าไว้ได้ทันเวลา
“นี่ที่ไหนกัน?”
เฉียนฮวั่นโหรวมองไปยังพฤกษาตระหง่านปรกฟ้ารอบข้าง
ใบหน้างดงามซึ่งไร้อารมณ์เสมอมาของนางเปี่ยมความตกตะลึง
นางบรรลุกฎแห่งแรงโน้มถ่วง จึงทราบดีว่าแรงโน้มถ่วงน่ากลัว
เพียงนี้หมายถึงอะไร
นางปล่อยจิตสัมผัสออกสำรวจ แต่ก็มิอาจสัมผัสได้ไกลนัก
เยี่ยอู๋ฉิงข้างกันนั้นก็ตกใจ มองมายังเจียงผิงอันอย่างนึกฉงน
เจียงผิงอันเล่าเรื่องเกี่ยวกับภพแร้นแค้นและภพบุกเบิกออกมา
หลังได้ฟัง ทั้งสองล้วนมีสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาเรืองประกาย
หวาดกลัวอันมิอาจลบล้าง
“หมายความว่า ตัวตนจากภพเซียนอาจทะลวงข้อจำกัดที่มหา
จักรพรรดิสร้างไว้ เข้าสู่ภพแร้นแค้น ปล้นฆ่าเราตามปรารถนา
เมื่อไหร่ก็ได้งั้นหรือ?”
เสียงของเฉียนฮวั่นโหรวแผ่วเบา สีหน้าเครียดขึงยิ่งกว่าครั้งใด
“ถูกต้อง”
เจียงผิงอันพยักหน้า “มหาจักรพรรดิขวางเส้นทางบรรลุเซียนไว้
บางทีอาจเพราะเกิดปัญหาที่ภพเซียน”
“แต่ข้าหารู้ไม่ว่ามันจะสกัดขวางได้นานเพียงไร ยามตัวตน
เหล่านั้นบุกมา ภพแร้นแค้นของเรา… พินาศแน่นอน”
ร่างของเฉียนฮวั่นโหรวสะท้านเทิ้ม
เรื่องนี้จะน่ากลัวเกินไปแล้ว บากบั่นฝึกฝนชั่วชีวิต แต่สุดท้ายก็
เป็นเพียงโอสถลักษณ์มนุษย์ในสวน
ไม่มีสิ่งใดชวนสิ้นหวังไปกว่านี้
ทั้งสองไม่ถามเจียงผิงอันว่าทราบเรื่องนี้ได้อย่างไร และ
เคลื่อนย้ายพวกเขามาที่นี่ได้อย่างไร
ข่าวลือล่าสุดในโลกภายนอกอาจเป็นความจริงก็ได้
ขณะเสวนา พุ่มไม้หนาเบื้องหน้าก็เกิดการเคลื่อนไหว
ร่างอันเต็มไปด้วยบาดแผลของผู้ฝึกตนหญิงท่าทางน่าสงสาร
นางหนึ่งกลิ้งออกมาด้วยสีหน้าแตกตื่น
อาภรณ์ขาดวิ่นเผยผิวกายขาวอมชมพู ตามด้วยเสียงหัวเราะ
อย่างหื่นกระหายแว่วมาเบื้องหลัง
“ฮ่า ๆ คนสวย ดูซิเจ้าจะหนีไปไหนได้!”
ผู้ฝึกตนหญิงขวัญสะท้านร่างสั่นเทิ้ม ยามเห็นพวกเจียงผิงอัน
นางก็เหมือนเห็นผู้กอบกู้
“ช่วยด้วย! มีคนจะย ่ายีข้า ช่วยด้วย!”
ผู้ฝึกตนหญิงหลั่งน ้าตา รีบวิ่งเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพวก
เจียงผิงอัน “ท่านจอมยุทธ์ทั้งหลาย โปรดช่วยข้าด้วย…”
เปรี้ยง!
หมัดของเจียงผิงอันกระแทกลง ศีรษะของผู้ฝึกตนหญิงแตก
กระจาย โลหิตสาดเปรอะทั่ว
โชคยังดีที่เปิดเกราะปราณไว้ โลหิตจึงมิกระเซ็นถูกกาย
เฉียนฮวั่นโหรวขมวดคิ้ว “นี่เจ้าทำอะไร?”
นางเพิ่งเคยเห็นเจียงผิงอันฆ่าคนอย่างไม่แยกแยะเป็นครั้งแรก
“พวกเขาเล่นละครอยู่” เจียงผิงอันกล่าวอย่างสุขุม
“อ้อ”
เฉียนฮวั่นโหรวติดตามเจียงผิงอันมานาน จึงทราบว่าเขาสัมผัส
จิตสังหารของผู้อื่นได้
เยี่ยอู๋ฉิงยืนนิ่งไม่ขยับอยู่ข้าง ๆ กัน ต่อให้เจียงผิงอันฆ่าคนดีไป
เขาก็หาสนใจไม่
ผู้ฝึกตนสองคนที่ไล่ล่าตามมาร่างชะงัก
พวกเขาทำเช่นนี้มาเนิ่นนาน จะกี่ครั้งก็สำเร็จ มิเคยถูกเปิดโปง
ได้มาก่อน
พวกเขาแกล้งทำตัวเป็นโจรปล้นสวาท เล็งเป้าผู้มีความยุติธรรม
กล้าแกร่ง ยามแกะอ้วนมัวแต่สนใจพวกตน ฝ่ายสตรีก็จะลอบจู่โจม
จากเบื้องหลัง
แต่เหตุใดวันนี้จึงถูกจับได้?
หรือพวกเขาทำเช่นนี้บ่อยเกินไป ถูกศาลาเติงเซียนจับได้ เลยส่ง
ศิษย์มาปราบพวกเขา?
ไม่สิ คนกลุ่มนี้มิได้สวมเครื่องแบบของศาลาเติงเซียน พวกเขา
มิใช่ศิษย์ศาลาเติงเซียน บางทีพวกเขาอาจจะมาเข้าร่วมศาลาเติง
เซียนก็ได้
“ขยะสมควรตาย บังอาจฆ่าผู้หญิงของเรา!”
“เช่นนั้นก็ต้องให้ผู้หญิงของเจ้ามาเป็นสินชดใช้! ข้าอยากได้คน
ทางซ้ายที่อกโต ๆ หน่อย”
ทั้งสองเผยพลังที่ซ่อนไว้
“คิดไม่ถึงสินะ กลัวแล้วกระมัง! เราทั้งสองอยู่ในขั้นกลางขอบเขต
หลอมสุญตา! ฆ่าพวกเจ้าได้ง่ายนิดเดียวเหมือนเชือดไก่!”
พวกเจียงผิงอันทั้งสามผงะไปเล็กน้อย เหตุใดระบบการฝึกฝน
ของพวกเขาจึงเหมือนที่ภพแร้นแค้นเลยเล่า?