สู่วิถีอมตะ - บทที่ 473 น้องสาม ที่แท้ก็เป็นน้องสามนี่เอง
เพราะคำก่นด่านั้น ผู้ฝึกตนในแถวด้านหน้าจึงเดินออกไปหลาย
คน ไม่นานก็ถึงคราวของเจียงผิงอัน
“วางมือลง”
สีหน้าของควางเจิ้งไร้อารมณ์ ชี้แผ่นศิลาสีดำข้างตัว
แผ่นศิลานี้ทดสอบอายุกระดูกและพรสวรรค์ได้ ซึ่งอายุกระดูกมิ
อาจปลอมแปลง
เจียงผิงอันชี้ที่เท้าควางเจิ้ง “ศิษย์พี่ เจ้าทำผลึกวิญญาณหล่น
ก้อนหนึ่งแน่ะ”
ควางเจิ้งนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มลงมองเท้าตน
ไม่รู้มีผลึกวิญญาณก้อนหนึ่งปรากฏขึ้นที่นั่นแต่ยามใด มันแผ่
รัศมีสีน ้าเงินเข้มแผ่วจาง บรรจุกฎแห่งวารีไว้ด้านใน
ผลึกวิญญาณเป็นแร่พิเศษ เป็นหินวิญญาณซึ่งมีการควบแน่น
สูงเหมือนหินผลึกในภพแร้นแค้น
ผลึกวิญญาณระดับต ่าสามารถทำให้ผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณ
แรกกำเนิดผู้หนึ่งเติมปราณในกายได้
ผลึกวิญญาณระดับกลางผสานกับเศษกฎเกณฑ์ มิเพียงเติม
ปราณวิญญาณได้ ยังช่วยทำความเข้าใจกฎเกณฑ์ได้ด้วย
และผลึกวิญญาณระดับสูงหนึ่งชิ้นก็ผสานด้วยกฎเกณฑ์
สมบูรณ์ บรรจุพลังหนาแน่นเกินใดเปรียบ
ผลึกวิญญาณสีน ้าเงินเข้มก้อนนี้เป็นผลึกวิญญาณระดับสูง
สิ่งนี้ เจียงผิงอันให้อ่างสัมฤทธิผลช่วยผสานลอกเลียนมา ซึ่งมี
ราคาประมาณหนึ่งกฎเกณฑ์และพันล้านหินวิญญาณ
มูลค่าของมันเทียบได้กับสองกฎเกณฑ์
เปรี้ยง!
ควางเจิ้งขยำผลึกวิญญาณแตก ใบหน้าเปี่ยมด้วยโทสะ
“เจ้าทำเช่นนี้หมายความเช่นไร? จะซื้อข้า? บอกให้นะว่าอย่า
หวังเสียให้ยาก!”
“ขยะอย่างพวกเจ้านี่แหละที่ทำลายบรรยากาศของศาลาเติง
เซียน! ขอเพียงมีข้าควางเจิ้งอยู่ เจ้าอย่าหวังเข้าร่วมกับศาลาเติง
เซียนเลย!”
ยามผู้ฝึกตนด้านหลังเห็นเหตุนี้ พวกเขาก็ระเบิดหัวเราะ
“โง่เง่า คิดติดสินบนศิษย์ศาลาเติงเซียน”
“เจ้าคิดว่าศิษย์ศาลาเติงเซียนเป็นอะไร? คนอย่างพวกเขาขาด
ผลึกวิญญาณหรือ?”
“หากไร้ฝีมือ ก็อย่ามาให้ผู้อื่นเสียเวลาเลย”
เฉียนฮวั่นโหรวคาดเดาผลเช่นนี้ไว้แล้ว จึงส่งกระแสปราณบอก
เจียงผิงอัน “ไปกันเถอะ”
คนจากขุมกำลังใหญ่เช่นนี้ จะรับสินบนได้ไฉน
เจียงผิงอันนำแหวนเก็บของวงหนึ่งออกมา “พี่รอง ข้าน้องสาม
เจียงผิงอันไง ลืมกันแล้วหรือนี่? นี่คือผลึกวิญญาณระดับสูงสิบชิ้นที่
ทางบ้านให้ข้านำมาให้”
“ไสหัวไปให้พ้น ข้าไม่เกี่ยวอะไร… น้องสาม! ที่แท้ก็เป็นน้องสาม
นี่เอง!”
ควางเจิ้งพลันโผเข้ากอดเจียงผิงอันด้วยน ้าตาคลอเบ้า
“น้องสาม ข้าห่างบ้านแสนนานจนจะลืมหน้าตาเจ้าอยู่แล้ว
พี่ชายผู้นี้สมควรตายจริง ๆ”
ปวงชน “???”
เฉียนฮวั่นโหรว “…”
ดูจากท่าทีระริกระรี้ของคนผู้นี้ นางเกือบคิดเสียแล้วว่าเจียงผิงอัน
เป็นญาติกับคนผู้นี้จริง ๆ
ความยุติธรรมชวนครั่นคร้ามเมื่อครู่ไปไหนแล้ว? สิบผลึก
วิญญาณก็ซื้อได้?
“พี่รอง ข้าคิดถึงเจ้านัก ครอบครัวให้ข้ามาหา เจ้าก็รู้พรสวรรค์
ข้า การจะเข้าศาลาเติงเซียนหามีปัญหาไม่”
เจียงผิงอันยัดแหวนเก็บของให้กับควางเจิ้ง
ควางเจิ้งพยักหน้า “แน่นอน ไม่มีปัญหา พรสวรรค์ของน้องสาม
มิได้ด้อยไปกว่าข้าเลย”
เขาหยิบป้ายหยกแผ่นหนึ่งซึ่งสลักอักขระลึกลับส่งให้กับเจียงผิง
อัน
“สลักจิตสัมผัสของเจ้าลงไป แล้วน้องสามก็จะเป็นศิษย์ของศาลา
เติงเซียนเรา”
“พี่รอง พี่หญิงใหญ่และน้องสี่ก็มาด้วยนะ”
เจียงผิงอันรับป้ายหยกมา พลางมองไปทางเฉียนฮวั่นโหรวและ
เยี่ยอู๋ฉิง
สีหน้าของควางเจิ้งเกร็งนิ่ง ถ่ายทอดปราณบอกเจียงผิงอันว่า
“ไอ้หนู อย่าให้มันมากนัก”
เจียงผิงอันยัดแหวนเก็บของให้ควางเจิ้งอีกสองวง
เมื่อเห็นผลึกวิญญาณภายใน ควางเจิ้งพลันแย้มยิ้ม
“พี่หญิงใหญ่ เจ้างามขึ้นทุกวันคืนเลย ส่วนน้องสี่… เจ้าก็งดงาม
ขึ้นเหมือนกัน”
ควางเจิ้งชำเลืองเยี่ยอู๋ฉิงอย่างประหลาดใจ ไฉนจึงมีชายใด
งดงามได้เพียงนี้
แต่ทั้งหมดหามีความหมายไม่
ควางเจิ้งนำป้ายแสดงตนอีกสองแผ่นมาส่งให้ทั้งคู่
ศิษย์ข้างตัวควางเจิ้งเอ่ยอย่างงุนงง “ศิษย์พี่ควางเจิ้ง มิใช่เจ้า
กำพร้าไร้ญาติหรือ?”
ควางเจิ้งยัดผลึกวิญญาณระดับสูงสองสามก้อนเข้ามือศิษย์ผู้นี้
ทันที
ศิษย์ผู้นี้แย้มยิ้มยินดี “สมแล้วที่เป็นญาติของศิษย์พี่ควางเจิ้ง
เจียงผิงอันผู้นี้ดูเหมือนศิษย์พี่ควางเจิ้งจริง ๆ”
ปวงชน “…”
เหมือนตรงไหน? แค่แซ่ก็ต่างกันแล้ว!
ไฉนจึงพูดเพ้อเจ้อหน้าตาเฉยได้เช่นนี้
เฉียนฮวั่นโหรวรู้สึกโหวงเหวง นางเข้าร่วมกับศาลาเติงเซียนได้
ก็ควรยินดี แต่นางมิอาจยินดีได้เลย
ขณะนี้ นางเริ่มสงสัยอย่างจริงจังแล้วว่าเรื่องพรรค์นี้จะเกิดที่
ราชวงศ์ต้าเฉียนด้วยหรือไม่
ควางเจิ้งกล่าวกับศิษย์ที่ข้างตัว “ศิษย์น้อง เจ้าดูแลที่นี่ต่อที ข้าจะ
พาพวกเขาไปทำความคุ้นชินกับสภาพแวดล้อมที่นี่ก่อน”
ควางเจิ้งนำทั้งสามไปสู่โถงหลักด้านหลัง
ผู้ฝึกตนบางคนซึ่งกำลังจะเข้าร่วมกับศาลาเติงเซียนมองภาพ
เมื่อครู่อย่างเหยียดหยาม
“คนพรรค์นี้ที่ใช้ได้เพียงกลอุบาย ย่อมมิอาจไปได้ไกลใน
เส้นทางการฝึกฝน”
“หรือก็คือ ผู้ฝึกตนอย่างเราจะเห็นค่าของเงินสูงกว่าได้อย่างไร?”
“ยามข้าเข้าร่วมศาลาเติงเซียน ข้าต้องสั่งสอนพวกเขาเสีย
หน่อย ละอายนักที่ต้องอยู่ร่วมฝ่ายกับคนเหล่านี้”
ศิษย์ศาลาเติงเซียนผู้รับหน้าที่ตรวจพรสวรรค์หัวเราะเบา ๆ ยาม
ได้ยินเสียงสนทนาของคนทั้งหลาย
ยามคนเหล่านี้เหยียบย่างสู่โลกหล้าผู้ฝึกตนจริง ๆ ก็ไม่รู้ว่าพวก
เขาจะยังจำคำพูดวันนี้กันได้หรือไม่
ควางเจิ้งนำพวกเจียงผิงอันทั้งสามมายังด้านหลังโถงหลัก เมื่อ
เห็นว่าไม่มีผู้ใดรอบข้าง ก็กระซิบบอก
“หลังเข้าไปในศาลาเติงเซียน ทำตัวเงียบเข้าไว้ ไม่ว่าอย่างไร
ชาตินี้พวกเจ้าก็สร้างผลงานยิ่งใหญ่อะไรไม่ได้แล้ว ก็ตั้งใจทำงาน
อย่าสร้างเรื่องเล่า”
“ข้ามีอริศัตรูมากมายในสำนัก หากพวกเขารู้ พวกเจ้าถูกขับ
ออกแน่”
ควางเจิ้งกลัวจะถูกพัวพัน จึงเอ่ยเตือนขึ้นมา
“มิต้องห่วง เรารู้”
เจียงผิงอันถาม “ศิษย์พี่ ต้องทำเช่นไรหรือจึงได้วิชาจำแลง
เซียน?”
พรวด!
ได้ยินเช่นนี้ ควางเจิ้งก็หลุดหัวเราะทันใด
“อย่าคิดเลย วิชาจำแลงเซียนเนี่ย เจ้าต้องไปยังสาขาหลักของ
ศาลาเติงเซียนก่อนจึงมีโอกาสได้สัมผัส ทุก ๆ ห้าปี มีอัจฉริยะเพียง
สิบคนได้สิทธิ์นั้น และต้องอายุน้อยกว่าร้อยปีด้วย”
“กระทั่งจะเข้าร่วมสำนัก พวกเจ้ายังใช้วิธีนี้ ยังคิดไปสาขาใหญ่
อีก? หยุดฝันเถอะ”
เจียงผิงอันผิดหวังเล็กน้อย มิคาดว่าสาขาของศาลาเติงเซียนหา
มีวิชาจำแลงเซียนไม่ เขายังต้องไปศาลาเติงเซียนสาขาหลักอีก
แต่เขาก็คุณสมบัติไม่เพียงพอได้สิทธิ์นี้
ควางเจิ้งพูดอย่างใจร้อน “ในป้ายหยกที่ข้าให้พวกเจ้าไว้มีกฎ
สำนักและข้อมูลสำคัญบางส่วนของศาลาเติงเซียนบันทึกไว้โดยสรุป
ไม่เข้าใจอะไรก็อ่านเอาเองนะ”
“นอกจากนั้น ป้ายหยกยังเชื่อมต่อกับค่ายกลของศาลาเติงเซียน
เจ้าจะอ่านข้อความตามเวลาจริง ประกาศงาน รับรางวัล เสวนากัน
และใช้ลูกเล่นอื่น ๆ ได้ ให้ไปศึกษากันเอง”
จากท่าทีใจร้อนของความเจิ้ง เจียงผิงอันก็มิถามต่อ
ควางเจิ้งเปิดประตู ด้านในมีค่ายกลกางอยู่ “เข้าไปสิ แล้วเจ้าจะ
ถูกส่งตรงไปที่ศาลาเติงเซียน”
ทั้งสามเข้าประตู ผ่านค่ายกลเคลื่อนย้าย ภาพตรงหน้าทั้งสาม
แปรเปลี่ยนเร็วจี๋
ภาพทิวเขาตระหง่านใหญ่อันแปลกตาปรากฏตรงหน้า ปราณ
วิญญาณหนาแน่น ปราณเซียนทะยานสูง ศิษย์สำนักมีทั้งเหาะเหิน ขี่
สัตว์ภูตสัญจรไปมา ให้บรรยากาศสูงส่งสง่างาม
เมื่อมองไปไกล หนึ่งขุนเขามหึมาเกินดวงดาวตั้งตระหง่าน
ระหว่างทิวเขา ห้อมล้อมด้วยดวงดาวขนาดเล็กเกินนับถ้วน รัศมีมหา
เต๋าพร่างพรายตระการ เป็นที่ตื่นตะลึงอัศจรรย์
ความน่าตื่นตะลึงของภาพตรงหน้ายากจะบรรยายเป็นถ้อยคำ
เจียงผิงอันรีบอ่านเนื้อหาในป้ายหยกบรรจุข้อมูล และพบสิ่งที่เขา
ต้องสนใจที่สุด
ขณะนี้ ศาลาเติงเซียนสาขาแคว้นชางหลานที่เขาอยู่หามีวิชา
จำแลงเซียนไม่ เขาต้องไปศาลาหลักจึงจะมีโอกาสได้มา
การไปสู่ศาลาหลักมีสามเงื่อนไข หนึ่งคือคัดเลือกอัจฉริยะทุกห้า
ปี สองคือให้หนึ่งแสนแต้มผลงาน และสามคือผ่านการแนะนำ
ทางแรก อัจฉริยะต้องอายุต ่ากว่าร้อย เขาอายุเกินแล้ว
ทางที่สาม การแนะนำนั้น กล่าวตรง ๆ ก็คือเส้นสาย ซึ่งเจียงผิง
อันไม่มี
เช่นนั้น ทางเดียวก็คือทางที่สอง แต้มผลงาน
หากคิดจะรวบรวมให้ถึงหนึ่งแสนแต้มผลงาน ก็ต้องจ่ายราคาและ
เวลามหาศาล
จากที่มีบันทึกในป้ายหยก การสังหารสัตว์ภูตขั้นต้นขอบเขต
หลอมสุญตาสักตนแล้วส่งซากแก่สำนัก ได้แต้มผลงานเพียงน้อยนิด
หากอยากได้แต้มผลงานเยอะ ๆ ก็ต้องทำงานยาก ๆ
ดังนั้น การจะได้วิชาจำแลงเซียนมาจึงไม่ง่ายเลย
ทันใดนั้น แขนของเจียงผิงอันก็เจ็บจี๊ด เมื่อเขาก้มลงมอง ก็พบ
มือข้างหนึ่งกำแขนของเขา
มิใช่ใครอื่นนอกจากเฉียนฮวั่นโหรว
เจียงผิงอันหันไปถามอีกฝ่ายอย่างฉงนใจ “เสี่ยวเซียง มีอะไร
หรือ?”
ขณะนี้ ลมหายใจของเฉียนฮวั่นโหรวกระชั้น ใบหน้าแดงก ่า ร่าง
สะท้านสั่น สีหน้าสิ้นความเฉยชา แทนที่ด้วยความตื่นเต้น
“ดูป้ายหยกบันทึกข้อมูล!”
“มันบอกว่ายอดสมบัติหนึ่งชิ้น ใช้แค่ราว ๆ หนึ่งล้านแต้มผลงาน!
ข้าประเมินว่าราคายอดสมบัติที่นี่ถูกกว่าภพแร้นแค้นของเราอย่าง
น้อยห้าเท่าตัว!”
“มีกระทั่งศาสตราเซียนชิ้นหนึ่ง!”