สู่วิถีอมตะ - บทที่ 477 ไฉนเจ้ามิปล้นกันเลยเล่า
เจียงผิงอันไม่ชอบการต่อสู้ แต่ก็มิได้กลัวการต่อสู้
เมื่อเห็นศัตรูโจมตีเข้ามา เขาก็เงื้อหมัดเข้ารับทันที
เปรี้ยง!
หมัดทั้งสองปะทะกัน อำนาจชวนสะพรึงกระแทกวารีทมิฬ
ใกล้เคียงกลับไปทันที
ขณะปะทะกัน สีหน้าของทั้งสองล้วนเคร่งขรึม เกิดความคิด
เดียวกันในใจโดยพร้อมเพรียง
คนผู้นี้ไม่ธรรมดา
เจียงผิงอันรู้สึกว่า ในหมู่ผู้ฝึกตนที่เขาเคยปะทะด้วย คนผู้นี้มี
ระดับพละกำลังสูงที่สุดในขอบเขตนี้แน่แท้
เฉิงฮั่นตกใจยิ่งกว่า อีกฝ่ายเหมือนจะขอบเขตต ่ากว่าเขาสองขั้น
ย่อย แต่กลับหยุดหมัดของเขาได้
ลวดลายอักขระคนเถื่อนที่ฝ่ามือของเจียงผิงอันไต่ลามทั่วกาย
เมื่อปราณวิญญาณถูกสะกด หากเขาไม่ใช้อำนาจอักขระคนเถื่อน
เขาก็มิอาจเอาชนะอีกฝ่ายได้
พละกำลังทวีคูณสามเท่า เจียงผิงอันออกหมัดเข้าใส่อีกหน
เฉิงฮั่นรีบยกมือขึ้นขวาง
ทั้งสองจ้องตากัน หมัดของทั้งคู่ดุจศาสตรายิ่งใหญ่ซัดปะทะบ้า
คลั่ง รวดเร็วเสียจนผู้คนมองตามแทบไม่ทัน
เปรี้ยง เปรี้ยง เปรี้ยง!
เสียงกระแทกรัวถี่ดังก้องในคุกชั้นสาม วารีทมิฬใกล้เคียง
กระเพื่อมตลบจนมิอาจเข้าใกล้
ตรวนอักขระสั่นสะท้านเกรียวกราว
ปวงชนซึ่งคิดไปว่าเจียงผิงอันร่วงแน่แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนสีหน้า
เป็นตกตะลึงตาม ๆ กัน
เกิดอะไรขึ้น?
เหตุใดพละกำลังเด็กนี่จึงน่ากลัวนัก ถึงกับหยุดการโจมตีของ
เฉิงฮั่นได้!
สองฝ่ายต่างกันสองขั้นย่อยแท้ ๆ ร่างกายของเด็กใหม่นี่
แข็งแกร่งเกินไปนัก
ฟู่ฮุ่ยตะโกนจากเบื้องหลัง “ท่านเฉิง หยุดเล่นสนุกได้แล้ว รีบ
จัดการเขาเถอะ”
เฉิงฮั่นอยากหันกลับไปด่า เล่นกับย่าเจ้าสิ มิเห็นหรือว่าเด็กนี่
แข็งแกร่งแค่ไหน?
ความแข็งแกร่งของเจียงผิงอันเกินความคาดหมายของเฉิงฮั่น
โดยเฉพาะลวดลายประหลาดสีดำนั่นซึ่งเพิ่มพละกำลังอีกฝ่ายสาม
เท่าตัว
เฉิงฮั่นชิงความได้เปรียบไม่ได้สักนิด สีหน้าของเขาเปลี่ยนสู่
เคร่งขรึม เร่งพลังของร่างทองแดงเพลิง ทั้งกายเปลี่ยนเป็นสีทอง พลัง
ร้อนแผดผลาญทำให้ตัวเขาเหมือนกลายเป็นเตาหลอม
แม้ตรวนอักขระจะสะกดปราณวิญญาณไว้ ก็ยังใช้พรสวรรค์ติด
ตัวได้อยู่
หมัดของเจียงผิงอันชกถูกตัวเฉิงฮั่น ก็ถูกกฎเกณฑ์ผลาญเผา
จนเกิดเป็นกลิ่นเนื้อย่างลอยโชย
สถานการณ์ตาลปัตร เจียงผิงอันถูกรุกไล่ไม่หยุดหย่อน ทุกครั้ง
ที่เฉิงฮั่นโจมตีมา เขาก็จะบาดเจ็บเป็นแผลไหม้ เกิดความเจ็บปวดสุด
แสน
ฟู่ฮุ่ยและหูสวีหร่านสุดแสนยินดี
“ฆ่ามันเลยท่านเฉิง!”
ทั้งสองลอบกลัวในใจ โชคยังดีที่พวกเขาระวังตัว มิได้โจมตีเด็ก
ใหม่นี่ตรง ๆ มิเช่นนั้นคงโดนอัดน่วมเป็นแน่
ปวงชนถอนหายใจโล่งอก เกือบคิดเสียแล้วว่าหน้าใหม่ผู้นี้จะสู้
เสมอท่านเฉิง หากเป็นเช่นนั้นคงน่ากลัวเกินไปยิ่ง
ทว่า ขณะที่ปวงชนกำลังคิดว่าศึกกำลังจะจบลงนั้นเอง แสงสีดำ
สายหนึ่งพลันปรากฏเคลือบบนตัวเจียงผิงอัน
เกราะรบจำนงศึกคลุมร่างกายเขาไว้ หยุดพลังร้อนระอุจากตัวอีก
ฝ่ายได้
ในเมื่อเฉิงฮั่นใช้พรสวรรค์ตัวเองได้ เจียงผิงอันก็ย่อมใช้ได้
เช่นกัน
พละกำลังของเจียงผิงอันไต่สูง สองฝ่ายคืนสู่ความสูสีอีกครั้ง
หมัดปะทะกันรัวเร็วสุดขั้ว เกิดเสียงเลื่อนลั่นทั่วทั้งคุกชั้นสามจนปวง
ชนตะลึง
“ปราณวิญญาณมิใช่ถูกผนึกไว้หรือ ไฉนจึงยังใช้เกราะได้?”
“นั่นมิใช่เกราะปราณวิญญาณ แต่เป็นพลังจากพรสวรรค์
บางอย่าง”
“นี่มันพลังอะไรกัน ข้าเพิ่งเคยเห็นครั้งแรก ให้ความรู้สึกกดดัน
พิกลด้วย”
ขณะมองเงาซึ่งเคลือบบนตัวเจียงผิงอัน ปวงชนทั้งหลายก็รู้สึก
กดดันอย่างประหลาด
สองฝ่ายปะทะดุเดือด ปวงชนรีบล่าถอยมิให้ถูกลูกหลง
“พวกเจ้าสองคนอยู่กันเงียบ ๆ ได้หรือไม่ หนวกหูมากเลย”
หนึ่งเสียงเย็นเยียบเฉยชาดังออกมาจากหนึ่งห้องขัง
สิ่งที่ตามมาคือจิตสังหารชวนขนลุก ทุกร่างนิ่งเกร็ง เกิดสีหน้า
หวาดผวาขึ้นตามกัน
สีหน้าของเจียงผิงอันนิ่งค้าง สัมผัสได้ถึงวิกฤติชวนขนลุก รีบ
ถอยออกห่างจากเฉิงฮั่นแล้วมองตามเสียงไป
ณ ห้องขังที่นั่นมีคนผู้หนึ่งนั่งอยู่ แผ่จิตสังหารรุนแรง ทั่วกายแดง
เลือด มิอาจเห็นใบหน้าและรูปลักษณ์ชัดเจน ปราณจากคนผู้นี้น่า
สะพรึงกลัวยิ่ง
ครั้งสุดท้ายที่เจียงผิงอันเกิดความรู้สึกขนลุกเช่นนี้ก็คือยาม
เผชิญหน้าบรรพชนจระเข้เป็นครั้งแรก คนผู้นี้แข็งแกร่งสุดขั้ว
เฉิงฮั่นผ่อนพลังในตัวลง ชำเลืองไปทางห้องขังนั้นอย่าง
หวาดกลัว
“ไม่สู้แล้ว เจ้านั่นเข้าสู่การแสวงเต๋าด้วยการฆ่า ทั่วทั้งศาลาเติง
เซียนมีคู่มือร่วมขอบเขตน้อยคนยิ่ง หากผู้ใดกล้าโจมตีให้เขาโมโห
ตายแน่ ๆ”
คนผู้นี้คือผู้แข็งแกร่งที่สุดในคุกชั้นสาม สมัครใจมาฝึกฝนที่นี่
เอง
สายตาของเฉิงฮั่นหันมาทางเจียงผิงอันอีกครั้ง มองเกราะรบ
จำนงศึกบนตัวพลางถามว่า “พรสวรรค์เจ้านี่มันอะไร?”
เจียงผิงอันไม่ตอบ ทำเพียงจ้องมองอีกฝ่ายอย่างเฉยชา
เมื่อเห็นท่าทางเช่นนี้ เฉิงฮั่นก็เปลี่ยนคำพูด “ระห ่าจริง ๆ แต่ก็มี
ฝีมือพอให้ระห ่า หากมิใช่เพราะตรวนอักขระพวกนี้มัดข้าไว้ การสยบ
เจ้าจะง่ายนัก”
เฉิงฮั่นเกาหน้าอก หันตัวเดินกลับ “เรื่องนี้ข้าไม่ยุ่งแล้ว ไม่อยาก
ล่วงเกินหน้าใหม่แบบนี้ว่ะ”
ได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของฟู่ฮุ่ยและหูสวีหร่านพลันแปรเปลี่ยน “ท่าน
เฉิง! จะปล่อยไว้เช่นนี้มิได้นะ!”
เฉิงฮั่นกลับห้องของตนไป ปิดประตูเสียงสนั่น ก่อนจะเปิดค่ายกล
ปกคลุม
พวกหูสวีหร่านทั้งสองมองเจียงผิงอันเดินเข้ามา ก็ถอยกรูดอย่าง
ขวัญผวา
“เจ้าจะทำอะไร? หากฆ่าคนที่นี่ เจ้าจะถูกฝ่ายรักษาระเบียบฆ่า
นะ!”
“ไม่ได้จะทำอะไรนี่ ข้ามีโอสถอยู่เม็ดหนึ่ง พวกเจ้าอยากซื้อมัน
มาก ๆ เลยมิใช่หรือ?”
เจียงผิงอันนำโอสถก่อปราณเม็ดหนึ่งซึ่งถูกทิ้งจมฝุ่นในซอกห
ลืบอยู่เกินนับปีออกมา
เมื่อเห็นโอสถเม็ดนี้ ใบหน้าหูสวีหร่านก็กระตุก นี่ก็เรียกโอสถได้
หรือ? กำดินมั่ว ๆ ขึ้นมาสักกำยังมีปราณวิญญาณเยอะกว่าเลย
หูสวีหร่านคิดปฏิเสธ แต่ยามเห็นท่าทีเย็นชาของเจียงผิงอัน ก็
ทราบว่าหากปฏิเสธ เขาจะแย่แน่ ๆ
เขาก่นด่าในใจพลางถาม “ราคาเท่าไหร่”
“ร้อยผลึกวิญญาณ”
“ร้อยผลึกวิญญาณ! ไฉนเจ้ามิปล้นกันเลยเล่า!”
“ข้าก็ปล้นอยู่นี่ไง”
“…”
หูสวีหร่านและฟู่ฮุ่ยกลัวถูกทำร้าย จึงมอบผลึกวิญญาณและแต้ม
ผลงานให้กับเจียงผิงอัน แต่รวมแล้วไม่เท่ากับร้อยผลึกวิญญาณ
ภายใต้การทักทายด้วยหมัดเหล็กกล้าของเจียงผิงอัน ทั้งสองจึง
ต้องส่งอาวุธให้ชิ้นหนึ่งเพื่อสมทบให้ครบร้อยผลึกวิญญาณ
เจียงผิงอันเองก็รักษาคำพูด ให้โอสถก่อปราณกับทั้งคู่แล้วหัน
กายจากไป
สายตายามมองแผ่นหลังของเจียงผิงอันคล้อยจากไปของหูสวีห
ร่านและฟู่ฮุ่ยเปี่ยมความแค้นเคือง
สารเลวสมควรตายนี่ ไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาจะให้อีกฝ่ายชดใช้ด้วย
เลือด!
เจียงผิงอันหาสนใจความแค้นจากคนพรรค์นี้ไม่ กระทั่งตั้งหน้า
ตั้งตารอด้วยซ ้า
เขาหวังจริง ๆ ว่าสองคนนี้จะเติบโต สั่งสมทรัพยากรมากกว่านี้
แล้วมาก่อกวนกันอีกเร็ว ๆ
ฆ่าสัตว์ภูตขั้นปลายขอบเขตหลอมสุญตามีค่าเพียงสามแต้ม
ผลงาน แต่ปล้นสองคนนี้หนเดียว ก็ได้มาร้อยผลึกวิญญาณแล้ว
สร้างศัตรูเช่นนี้เยอะ ๆ จะรวบรวมแต้มผลงานครบแสนได้ง่าย
กว่าหรือไม่?
เจียงผิงอันรู้สึกว่าเขาได้ช่องทางกอบโกยทรัพย์แล้ว
เขามายังห้องขังใกล้ทางเข้าชั้นสี่ซึ่งมีพลังมืดแข็งแกร่ง
วิญญาณร้ายชุกชุมกว่า และไม่มีผู้ฝึกตนใดอยากมาที่นี่
แต่สำหรับเจียงผิงอัน ที่นี่ประเสริฐสุด
เขานำค่ายกลสังหารห้าทิศออกมาสร้างอาคมล้อม ลอบเปิดอ่าง
สัมฤทธิผลแล้วเทวารีสีดำลงไป
ขอวารีทมิฬไปสักนิด คงไม่มีใครสังเกตเห็น
ทันใดนั้น วิญญาณร้ายตนหนึ่งก็ชอนไชเข้ามาในค่ายกล มอง
เจียงผิงอันตรงหน้าแล้วแย้มยิ้มอย่างละโมบ อาหารส่งตัวเองมาถึงที่!
มันอ้าปากกว้างแล้วกระโจนเข้าใส่ทันที
ทว่า ยามมันมุดเข้าไปในตัวเจียงผิงอัน มันก็มิอาจปรากฏ
กลับมาได้อีกเลย
วิญญาณร้ายกลายเป็นสารอาหารเลี้ยงวิญญาณเทวะวิญญาณ
ร้าย ช่วยให้อวตารวิญญาณร้ายเติบโตได้เร็วจี๋
เจียงผิงอันรู้สึกว่าหากเขากลืนกินต่อไปเช่นนี้ อวตารวิญญาณ
ร้ายอาจเข้าสู่ขอบเขตบูรณาการไวกว่าตัวจริงของเขาอีก
จู่ ๆ เจียงผิงอันก็ไม่อยากออกจากที่นี่แล้ว
ราวครึ่งวันต่อมา ขณะที่เจียงผิงอันกำลังฝึกฝน จู่ ๆ หนึ่งเสียง
กรีดร้องก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“แย่แล้ว! มีคนตาย!”
“ฟู่ฮุ่ยกับหูสวีหร่านตายแล้ว!”
เจียงผิงอันขมวดคิ้ว จู่ ๆ ก็เกิดสังหรณ์ร้าย