สู่วิถีอมตะ - บทที่ 480 เกินทานทน
เกินทานทนแล้ว ก็ไม่ต้องทนอีกต่อไป
เดิมที เจียงผิงอันอยากสะสมแต้มผลงานไปเงียบ ๆ แล้วค่อยไป
หาวิชาจำแลงเซียนที่ศาลาสาขาหลัก
ก่อนหน้านี้เขาไม่อยากแผลงฤทธิ์ หลัก ๆ แล้วเพราะกลัวว่าวร
ยุทธ์บางส่วนจะก่อปัญหาขึ้นทางฝั่งภพบุกเบิก และกังวลจะถูกยอด
ฝีมือหมายหัว
โลกหล้าผู้ฝึกตนเต็มไปด้วยอันตราย ทุกย่างก้าวล้วนเหมือนเดิน
บนแผ่นน ้าแข็งบาง ต้องระวังตลอดเวลา
แต่คนเหล่านี้บังคับเขา
เช่นนั้นก็สู้กันเลย
ศาลาเติงเซียนมีกฎว่า หากสู้ตัดสินเป็นตาย ก็สามารถฆ่ากันได้
โดยไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ต้องตกลงกันทั้งสองฝ่าย
เมื่อได้ยินว่าเจียงผิงอันคิดสู้ตัดสินเป็นตาย เจ้าหน้าที่รักษา
ระเบียบทั้งหลายก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเสสรวลออกมาอีกครั้ง
“พวกเจ้าได้ยินหรือไม่? เด็กนี่จะท้าทายเราว่ะ ฮ่า ๆ”
“ตลกจริง ๆ นี่แหละหน้าใหม่ของแท้ ไม่รู้อะไรเลย ซ ้ายังไม่รู้ด้วย
ว่าสมาชิกฝ่ายรักษาระเบียบของเราล้วนเป็นหัวกะทิในศาลาเติง
เซียน”
“อย่าแย่งข้านะ ข้าจะสู้กับเขาจนตายไปข้าง ข้าไม่ได้เจอคน
โง่เง่าแบบนี้มานานแล้ว”
“น่าเสียดายที่ขอบเขตของข้าสูงเกินแล้ว หาไม่ ก็อยากจะบั่นหัว
เขาด้วยมือข้าเสียจริงเชียว”
ต่อหน้าคำท้าทายของเจียงผิงอัน คนทั้งหลายหาถือเป็นจริงเป็น
จังไม่ แต่กลับดูสนุกสนานเบิกบานใจ
คนทั้งหลายผ่านค่ายกลเคลื่อนย้าย มายังลานประลอง
ลานประลองสร้างขึ้นบนยอดภูเขามหึมาลูกหนึ่ง ท้องนภาอัด
แน่นด้วยอักขระถี่ยิบ ลึกลับและซับซ้อน
เหล่าศิษย์ศาลาเติงเซียนกำลังประชันวรยุทธ์
“ข้าจะประชันเจ้า”
ชายผมทอง ดวงตาสีทองผู้หนึ่งเดินยิ้มมาหาเจียงผิงอัน
“เหมือนเดิม ลงนามในสัญญาเป็นตาย จึงเป็นไปตาม
กฎระเบียบ”
สิ้นคำของจางตง อักขระค่ายกลรอบข้างก็ฉายตัวขึ้นคล้าย
กระดาษตรงหน้าทั้งคู่
จางตงกล่าวกับสัญญา “เราสองคนจะต่อสู้เดิมพันเป็นตาย ฝ่าย
แพ้จะต้องมอบแต้มผลงานและทรัพยากรทั้งหมดแก่อีกฝ่าย”
กล่าวจบ เขาก็แตะป้ายแสดงตัวของเขาลงประทับบนสัญญา
ค่ายกลของศาลาเติงเซียนพัฒนาไปไกลยิ่ง เชื่อมต่อกับป้าย
หยกแสดงตนของทุกบุคคล และเมื่อผลศึกปรากฏ สัญญาก็จะเติม
เต็มตนเองทันที
สีหน้าของเจียงผิงอันไร้อารมณ์ เลียนแบบพฤติกรรมของอีก
ฝ่าย ประทับป้ายแสดงตนของเขาตามลงไป
[สัญญามีผลอย่างเป็นทางการ]
เมื่อข้อความบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้น ค่ายกลรอบข้างก็วูบไหว
สร้างเป็นอาคมมิติปกคลุมร่างของทั้งสองไว้ภายใน
“จางตง หากเจ้าได้แต้มผลงานมา แบ่งทุกคนหน่อยนะ”
“ถูกต้อง คนดูก็ขอส่วนแบ่งด้วย”
เหล่าคนจากฝ่ายรักษาระเบียบยิ้มให้จางตง
คนเหล่านี้ผ่อนคลายกันยิ่ง ในความเห็นพวกเขา แค่หมัดเดียว
ของจางตงก็จัดการเจียงผิงอันได้แล้ว
คนอื่น ๆ ในลานประลองสังเกตเห็นสถานการณ์ที่นี่ ต่างฝ่าย
ล้วนหันมองมา
“ใครกันสู้ตัดสินเป็นตายกับคนจากฝ่ายรักษาระเบียบ? สมองมี
ปัญหาหรือไร?”
“ต้องเป็นศิษย์ที่ถูกฝ่ายรักษาระเบียบบีบคั้นแน่ ๆ”
“น่าเวทนา เดี๋ยวจะมีศพเพิ่มมาอีกแล้ว”
ศิษย์ศาลาเติงเซียนมากมายรู้จักจางตง เขาเป็นอัจฉริยะผู้เพิ่งถูก
คัดเลือกเข้าร่วมฝ่ายรักษาระเบียบใหม่ ๆ เป็นผู้นำของตัวตนใน
ขอบเขต บรรลุวิชาลับระดับสูงสุดสองวิชา ความแข็งแกร่งสูงส่ง
ส่วนชายอีกฝ่ายหนึ่ง หามีผู้ใดเคยพบเห็นไม่ มองปราดแรกก็รู้
ว่าเป็นผู้ไร้นาม จะเป็นคู่มือฝ่ายรักษาระเบียบได้อย่างไร
จางตงเชิดคาง หนึ่งมือไพล่หลัง อีกมือยกขึ้นกวักเรียก
“มาเลย ข้าให้โอกาสเจ้าลงมือก่อน”
จางตงเสียใจนักที่แถวนี้มีคนไม่เยอะ เขาไม่อาจอวดฤทธิ์ได้ดีนัก
หากมีผู้ชมมากกว่านี้ ชื่อเสียงของเขาก็จะยิ่งใหญ่โต หากผู้อาวุโส
เบื้องบนของฝ่ายรักษาระเบียบมาเห็น บางทีอาจกระทั่งรับเขาเป็น
ศิษย์ด้วย…
เปรี้ยง!
ขณะที่จางตงยังฝันหวาน เจียงผิงอันก็พุ่งเข้ามาขยี้ศีรษะเขาใน
หมัดเดียว หมอกสีแดงคลุ้งตลบ
จางตงขวัญผวา เกิดอะไรขึ้น? ความเร็วของอีกฝ่ายนี่มันอะไร
กัน?
ร่างของจางตงยังคิดหนี แต่เจียงผิงอันออกหมัดซ ้าจนระเบิด
แหลกไปทันที
หากมิใช่เพราะมิติในตัวจางตงเป็นที่เก็บทรัพยากร เจียงผิงอันคง
ระเบิดตัวอีกฝ่ายไปแต่แรก
ยามมาถึงขอบเขตหลอมสุญตา ผู้ฝึกตนจะเบิกมิติแยกขึ้นในตัว
และเก็บทรัพยากรกับอาวุธวิเศษไว้ในนั้นได้
รอยยิ้มบนใบหน้าเจ้าหน้าที่รักษาระเบียบทั้งหลายแข็งค้าง
ผู้หัวระเบิดแหลกเละ ไฉนจึงเป็นจางตงไปได้?
เหตุกะทันหันนี้ทำให้พวกเขาทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะหนึ่ง
สายตาของเหล่าศิษย์ศาลาเติงเซียนคนอื่น ๆ พลันเบิกกว้าง
“เจ้านี่ไวยิ่งนัก!”
“จางตงสะเพร่า เขาประเมินอีกฝ่ายต ่าไป หากเขาเอาจริงแต่แรก
คงไม่มีทางเกิดเรื่องเช่นนี้”
“จบสิ้นแล้ว เด็กนี่จบเห่แน่ ฆ่าคนของฝ่ายรักษาระเบียบ เบื่อชีวิต
แล้วชัด ๆ”
เหล่าศิษย์ศาลาเติงเซียนมองเจียงผิงอันอย่างเห็นใจ จุดจบ
ปรากฏแล้ว
คนของฝ่ายรักษาระเบียบล้วนโกรธเกรี้ยว ใบหน้าเปี่ยมความ
เดือดดาล
“สารเลว! กล้าดีเช่นไรฆ่าคนจากฝ่ายรักษาระเบียบของเรา!”
พวกเขาฆ่าคนได้ฝ่ายเดียว แต่วันนี้คนของพวกตนถูกฆ่า เป็น
ความอับอายอย่างใหญ่หลวงสำหรับพวกเขา
เจียงผิงอันเก็บศพบนพื้นไป “พวกเจ้าจะฆ่าข้า ข้าจะฆ่าพวกเจ้า
บ้างไม่ได้หรือไร?”
“ไม่พอใจสินะ? งั้นก็มาเลย! ขอเพียงขอบเขตเดียวกัน ผู้ใดมา
ข้าก็ไม่ขัดทั้งนั้น!”
เจียงผิงอันรู้ว่าฝ่ายรักษาระเบียบไม่มีทางปล่อยเขาไป ยามนี้จึง
ต้องทำให้เรื่องใหญ่ ยิ่งใหญ่โตยิ่งดี
อย่างน้อยในฉากหน้า ฝ่ายรักษาระเบียบก็จะมิกล้าละเมิดกฎ ยิ่ง
ปัญหาใหญ่โต เขายิ่งปลอดภัย
แต้มผลงานในป้ายแสดงตนของเจียงผิงอันเปลี่ยนเป็นเก้าสิบ
สามแต้ม คนในฝ่ายรักษาระเบียบนี่รวยกันจริง ๆ
ขณะมองท่าทีกำแหงของเจียงผิงอัน เหล่าศิษย์ศาลาเติงเซียน
ล้วนจังงัง
พวกเขาเพิ่งเคยเห็นศิษย์ผู้ใดระห ่าได้เพียงนี้
พวกเขารีบติดต่อเหล่าสหายผ่านป้ายแสดงตัว
“สหาย มาดูอะไรที่ลานประลองเร็วเข้า!”
“ไม่ไป การฝึกฝนเหมือนพายเรือทวนกระแส หากไม่คืบหน้าก็จะ
ถอยกลับ ต้องถนอมเวลาบนเส้นทางแสวงเซียนให้ดี”
“มีใครบางคนท้าทายฝ่ายรักษาระเบียบ ฆ่าศิษย์ฝ่ายรักษา
ระเบียบไปแล้วหนึ่งคน!”
“อะไรนะ! ฆ่าคนของฝ่ายรักษาระเบียบ? โคตรเจ๋ง รีบใช้ศิลา
บันทึกเงาบันทึกไว้นะ ข้าจะตามไป!”
“เมียจ๋า เจ้าทนรอก่อนนะ มีคนในลานประลองท้าทายฝ่ายรักษา
ระเบียบ ข้าไปเดี๋ยวเดียวจะรีบกลับ (ดึงกางเกงขึ้นสวม)”
“ภารกิจอะไรไม่รับแล้ว รีบไปลานประลองเร็ว มีคนท้าทายฝ่าย
รักษาระเบียบ!”
ศิษย์ศาลาเติงเซียนมากมายปรี่มายังลานประลองอย่างสนอก
สนใจยามได้ยินว่ามีคนจากฝ่ายรักษาระเบียบถูกฆ่า
ขอเพียงเป็นศิษย์ทั่วไปสักคนในศาลาเติงเซียน ล้วนเคยถูกปรับ
เงินโดยฝ่ายรักษาระเบียบมาถ้วนหน้า หากทำผิดจริง ๆ ก็แล้วไป แต่
ฝ่ายรักษาระเบียบหาแยกแยะผิดถูกไม่
ในกาลก่อน ฝ่ายรักษาระเบียบน่ากลัวกว่านี้ ผู้ใดเหินเร็วกว่า
พวกเขาก็ถูกปรับ หากพบหน้าไม่คารวะก็ถูกปรับ กระทั่งมองหน้ายัง
ถูกปรับ
หากศิษย์ไร้พื้นหลังผู้ใดกล้าโต้แย้ง ก็จะถูกขังในคุกมืด หรือแย่
ที่สุดก็หายตัวไปเลย
ฝ่ายรักษาระเบียบในขณะนี้สำรวมขึ้นเยอะแล้ว
ในเวลาเพียงสั้น ๆ ลานประลองซึ่งเดิมว่างโหวงก็อัดแน่นด้วย
เหล่าศิษย์ศาลาเติงเซียน พอยืนบนพื้นไม่ได้ พวกเขาก็ไปยืนบน
อากาศ
พวกเขาให้กำลังใจผู้ฝึกตนที่ไม่รู้จักคนนี้กันในใจ
เหล่าผู้คนที่โกรธเกรี้ยวจากฝ่ายรักษาระเบียบเรียกอัจฉริยะจาก
ฝ่ายรักษาระเบียบมาเตรียมล้างอาย
อัจฉริยะผู้หนึ่งกำลังจะเข้าไปท้าทายเจียงผิงอัน แต่ก็ถูกจินตี๋
หัวหน้ากลุ่มย่อยของฝ่ายรักษาระเบียบหยุดไว้ก่อน
“อย่าไป! คนผู้นี้แข็งแกร่งมาก ในด้านพละกำลัง เขากระทั่งสู้
กับเฉิงฮั่นนั่นได้”
ได้ยินเช่นนี้ อัจฉริยะจากฝ่ายรักษาระเบียบซึ่งกำลังจะเข้าไปท้า
ทายก็สะดุ้ง แผ่นหลังชุ่มด้วยเม็ดเหงื่อ มองเจียงผิงอันอย่างหวาดผวา
“เจ้านี่แข็งแกร่งเพียงนั้นเลยหรือ?”
จินตี๋พยักหน้า ดวงตาฉายจิตสังหาร “เรียกถังเฉินมา”
ในเมื่อเด็กนี่หาที่ตาย ก็สงเคราะห์ให้หน่อยเป็นไร
เมื่อได้ยินชื่อ ‘ถังเฉิน’ ทั้งคนฝ่ายรักษาระเบียบและศิษย์อื่น ๆ
ต่างผงะไป
“หัวหน้ากลุ่ม คุ้มแล้วหรือ? คนผู้นี้ควรค่าให้ถังเฉินลงมือด้วย
หรือ?”
คนจากฝ่ายรักษาระเบียบรู้สึกว่าการเรียกถังเฉินมาเป็นเรื่องขี่
ช้างจับตั๊กแตน
จินตี๋จ้องมองเจียงผิงอันอย่างเย็นเยียบ “ไม่คุ้ม แต่ข้าอยากให้ทุก
คนเห็นว่า ผู้ใดก็ตามล่วงเกินฝ่ายรักษาระเบียบของข้าต้องตาย!”