สู่วิถีอมตะ - บทที่ 483 ประมุขศาลาเติงเซียนรับศิษย์
ขณะที่ปวงชนคิดว่าเจียงผิงอันจะทะยานสู่ฟ้าอยู่นั้นเอง เจียงผิง
อันกลับเอ่ยว่า
“ผู้น้อยทราบถึงน ้าใจของผู้อาวุโสแล้ว แต่ผู้น้อยเป็นคนเกียจ
คร้านจนชาชิน มิชอบเข้ายุ่งกับปัญหา แค่อยากฝึกฝนบรรลุเซียน
เท่านั้นขอรับ”
เหล่าศิษย์ศาลาเติงเซียนเบิกตากว้าง เจียงผิงอันเจ้านี่โง่เง่าหรือ?
โอกาสดี ๆ เช่นนี้ไม่ถนอมไว้
คนเหล่านี้หรือจะรู้ ว่าเจียงผิงอันสัมผัสจิตสังหารรุนแรงซุกซ่อน
ในตัวฮั่วไห่โจวได้
ขอเพียงเขากล้าเข้าร่วมกับฝ่ายรักษาระเบียบ ภายในไม่กี่วัน
จากนั้น คงมีข่าวว่าเขาเป็นบ้าระหว่างฝึกฝน ธาตุไฟเข้าแทรกตก
ตายเป็นแน่แท้
“เช่นนั้นก็ตั้งใจฝึกฝน บรรลุเซียนโดยเร็วที่สุดเถิด”
ฮั่วไห่โจวยังคงแย้มยิ้ม
เขาเดินมือไพล่หลังมาหาจินตี๋ ยกมือเฒ่าชราข้างหนึ่งออกแรง
ควักดวงตาของจินตี๋ ก่อนจะสะบัดมือโยนลูกตาเปื้อนเลือดมา
ตรงหน้าเจียงผิงอัน
ฮั่วไห่โจวกล่าวกับจินตี๋ซึ่งร่างสะท้านด้วยความเจ็บปวด “ทำสิ่ง
ใดลงไป เจ้าก็ต้องรับผลของการกระทำนั้น”
ว่าแล้ว เขาก็เคลื่อนมิติหายไป
เจียงผิงอันมองลูกตาแทบเท้าตน มือในแขนเสื้อกำแน่น
ประโยคสุดท้ายของฮั่วไห่โจวฟังดูเหมือนกล่าวกับจินตี๋ ทว่า
แท้จริงพูดกับเขาอยู่
เป็นไปตามเจียงผิงอันคาดคิด เสียงของฮั่วไห่โจวดังขึ้นในโสต
จินตี๋เป็นการส่วนตัว
“ไม่ว่าต้องทำเช่นไร ต้องฆ่าให้ได้”
จินตี๋กุมเบ้าตาโชกเลือด ถลึงตามองเจียงผิงอันอย่างดุดัน ก่อน
จะหันกายจากไปกับพรรคพวก
ศิษย์ศาลาเติงเซียนมากมายมองเจียงผิงอันด้วยสายตาซับซ้อน
หากไร้เหตุใดอื่น อีกไม่นานข่าวเจียงผิงอันตกตายด้วยอุบัติเหตุ
ก็จะปรากฏ
ไม่ว่าจะตายเพราะสัตว์ภูต หรือตายเพราะธาตุไฟเข้าแทรก
ระหว่างฝึกฝนก็ตามที
ทั่วทั้งศาลาเติงเซียน หากล่วงเกินฝ่ายรักษาระเบียบ ผู้ใดก็มิอาจ
อยู่เป็นสุข
กระทั่งศิษย์ผู้อาวุโสอย่างเฉิงฮั่น เมื่อล่วงเกินฝ่ายรักษาระเบียบ
ยังถูกส่งเข้าคุกมืด ยังไม่กลับออกมาเลย
ศิษย์ศาลาเติงเซียนทั้งหลายค่อย ๆ กระจายตัว ไร้ผู้ใดเข้ามา
เสวนากับเจียงผิงอันด้วยกลัวจะถูกลากมาพัวพัน
เจียงผิงอันนำยันต์สื่อสารออกมาติดต่อเฉียนฮวั่นโหรว
“ยามนี้เจ้าอยู่ที่ใด ข้าล่วงเกินคนไว้ กังวลว่าพวกเขาอาจเล่น
งานเจ้า ข้าจะส่งเจ้ากลับไปก่อน”
“ล่วงเกินคน? เจ้าโง่ที่ฆ่าอัจฉริยะของฝ่ายรักษาระเบียบที่เขาว่า
กันในพื้นที่สื่อสารคงมิใช่เจ้าหรอกกระมัง?”
เฉียนฮวั่นโหรวถามอย่างตื่นตะลึง
เจียงผิงอันเงียบไปสองลมหายใจ ก็ตอบว่า “หากเข้าใจไม่ผิด ก็
ข้านี่แหละ”
“เจ้านี่แน่จริง ๆ ไปที่ใดก็ก่อเรื่องใหญ่ได้ตลอด กลบรัศมีข้าเสีย
มิด”
เฉียนฮวั่นโหรวเย้าแหย่
“ไม่มีเวลาล้อเล่นแล้ว เจ้ารีบกลับมาที่อยู่เก่าเจ้าเสีย ข้าจะส่งเจ้า
กลับไป” เจียงผิงอันกล่าวเสียงขรึม
“ไม่ต้อง ก่อนหน้านี้มีผู้อาวุโสสองท่านเห็นข้าใช้วิญญาณเทวะ
มากมายแล้วตกใจ อยากรับข้าเป็นศิษย์ ไว้ข้าจะบอกพวกเขาว่านี่คือ
ระบบการฝึกฝนที่เจ้าสร้าง พวกเขาจะรับเจ้าเป็นศิษย์แน่นอน”
น ้าเสียงของเฉียนฮวั่นโหรวผ่อนคลาย
นางทราบความแข็งแกร่งของฝ่ายรักษาระเบียบ แต่หากได้เป็น
ศิษย์ผู้อาวุโส ฝ่ายรักษาระเบียบก็จะไม่มีทางกล้าลงมือกันง่าย ๆ
สีหน้าเคร่งขรึมของเจียงผิงอันพลันคลายตัว นี่ก็เป็นทางออกจริง
ๆ
“เจ้าก็แค่บอกไปว่าเจ้าสร้างมันเอง ตกลงเป็นศิษย์ของพวกเขา
แล้วค่อยมาปกป้องข้าก็ได้”
เจียงผิงอันไม่อยากเปิดเผยมากไปนัก
หากเขาเผยตนเจิดจรัสเกินไป อีกฝ่ายก็อาจเป็นเหมือนแดน
ศักดิ์สิทธิ์เทียนเจ๋อ ทุ่มทุกวิถีทางมาจัดการกับเขา
จะมีก็แต่ซ่อนเขี้ยวเล็บให้ศัตรูตายใจ แล้วลงมือกะทันหัน จึง
ได้ผลชัดเจน
เฉียนฮวั่นโหรวครุ่นคิดครู่หนึ่ง จึงตอบว่า “ได้ ข้าจะเลือกผู้
อาวุโสสักคน”
ทั้งสองจบการเสวนา เจียงผิงอันก็ติดต่อเยี่ยอู๋ฉิงอีกครั้ง
เยี่ยอู๋ฉิงยังคงทิ้งไว้เพียงข้อความเดิม มิอาจติดต่อได้
หากมิใช่เพราะป้ายชีวิตของเยี่ยอู๋ฉิงยังอยู่ดี เขาคงสงสัยแล้วว่า
เกิดอะไรขึ้นกับเยี่ยอู๋ฉิง
หลังทิ้งข้อความให้เยี่ยอู๋ฉิงดูแลความปลอดภัยของตนให้ดี เจียง
ผิงอันก็มุ่งตรงสู่พนาผีเบญจภัย
รีบ ๆ สั่งสมแต้มผลงาน ออกจากสาขานี้เสีย คือเรื่องสำคัญที่สุด
ในป้ายแสดงตัวของเขามีแผนที่ของศาลาเติงเซียนอยู่ จึง
สามารถหาที่ที่คิดจะไปได้ง่ายดาย
การต่อสู้ของเจียงผิงอันสร้างกระแสปั่นป่วนในศาลาเติงเซียนไม่
น้อย
“ที่แท้คนชื่อเจียงผิงอันนี้ก็เป็นศิษย์ใหม่จริง ๆ ด้วย”
“เจ้านี่เป็นมาเช่นไรกันแน่ ถึงกับใช้อัสนีหยินในตำนานได้ ซ ้ายัง
บรรลุกฎทำลายล้าง ไม่ธรรมดาจริง ๆ”
“ไม่ว่าเขาจะมาจากไหน ล่วงเกินฝ่ายรักษาระเบียบเข้า เขาก็
ตายแน่”
ในศาลาเติงเซียน ไม่มีศิษย์ทั่วไปคนใดที่ล่วงเกินฝ่ายรักษา
ระเบียบแล้วจบดี
ขณะเดียวกัน ข่าวใหญ่อีกข่าวก็แพร่ไปในศาลาเติงเซียน
“ข่าวใหญ่ คนคลั่งเฉียนฮวั่นโหรวที่รับภารกิจวันละเป็นร้อย ๆ
ต่อวันมิได้ใช้อวตาร แต่เป็นวิญญาณเทวะ นางใช้วิญญาณเทวะ
พร้อมกันได้เป็นร้อย ๆ ร่างในคราวเดียว!”
“อย่าพูดเหลวไหล เจ้าละเมออยู่หรือไร คนหนึ่งคนจะมีวิญญาณ
เทวะมากมายอะไรขนาดนั้นได้?”
“เรื่องจริงนะ! มีข่าวเด็ดยิ่งกว่านั้นอีก เฉียนฮวั่นโหรวสร้างระบบ
ฝึกฝนด้วยตนเอง ยามนี้มีผู้อาวุโสกลุ่มหนึ่งคิดรับนางเป็นศิษย์!”
“ประมุขศาลาทราบเรื่อง และเขาก็มารับเฉียนฮวั่นโหรวเป็นศิษย์
ด้วยตนเอง!”
“อะไรนะ มิใช่ประมุขศาลาไม่รับศิษย์หรือ?”
ประมุขศาลาเติงเซียนสาขาแคว้นชางหลานมิเคยรับศิษย์ กระทั่ง
ประกาศต่อโลกภายนอกว่าเขาจะไม่รับผู้ใดเป็นศิษย์
เขารับศิษย์ครั้งนี้ เท่ากับตบหน้าตนเองอย่างจัง แสดงชัดว่า
ประมุขศาลาให้ความสำคัญกับเฉียนฮวั่นโหรวอย่างยิ่ง
และความแข็งแกร่งของประมุขศาลาผู้นี้ก็ก้าวข้ามขอบเขตพ้น
พิบัติสู่ระดับอื่นแล้ว…
ยามเฉียนฮวั่นโหรวกลายเป็นศิษย์ของประมุขศาลา นางก็
ประกาศต่อสาธารณะตามมาว่าเจียงผิงอันเป็นคู่บำเพ็ญของนาง
ข่าวใหญ่ซึ่งปรากฏติด ๆ กันทำให้ศิษย์ศาลาเติงเซียนมากมาย
ไร้กะจิตกะใจฝึกฝน
โดยเฉพาะเมื่อทราบว่าเจียงผิงอันและเฉียนฮวั่นโหรวเป็นคู่
บำเพ็ญกัน หัวใจบุรุษมากมายก็เจียนแหลกเหลว
ปรากฏว่าสองคนนี้เป็นคู่บำเพ็ญกัน เจียงผิงอันผู้นั้นหาควรค่า
แก่เฉียนฮวั่นโหรวไม่!
ศิษย์ศาลาเติงเซียนบางคนพลันเกิดความหวัง ให้ฝ่ายรักษา
ระเบียบรีบ ๆ ฆ่าเจียงผิงอันไว ๆ
เจียงผิงอันผ่านค่ายกลเคลื่อนย้ายมาที่หน้าพนาผีเบญจภัย เมื่อ
ทราบข่าวที่เฉียนฮวั่นโหรวประกาศแก่โลกภายนอกผ่านป้ายแสดง
ตน เขาก็แน่นิ่งตะลึงไป
เขารีบติดต่อเฉียนฮวั่นโหรว
“เสี่ยวเซียง…”
เฉียนฮวั่นโหรวรู้ว่าเจียงผิงอันคิดจะพูดอะไร จึงขัดจังหวะเขา
ทันที “อาจารย์บอกว่า ฝ่ายรักษาระเบียบรับมือยากยิ่ง หากข้าบอก
ต่อโลกภายนอกเช่นนี้ ก็จะทำให้ฝ่ายรักษาระเบียบมิกล้าเล่นงานเจ้า
ง่าย ๆ”
“ขอโทษนะเสี่ยวเซียง กระทบชื่อเสียงของเจ้าไปด้วยแล้ว”
เจียงผิงอันรู้ว่าเฉียนฮวั่นโหรวพูดเช่นนี้เพื่อปกป้องเขา แต่ใน
ฐานะสตรีผู้หนึ่ง การทำเช่นนี้กระทบต่อนางอย่างมหาศาล
“ไม่เป็นไรหรอก ข้ามิถือสาเรื่องพวกนี้นานแล้ว”
น ้าเสียงของเฉียนฮวั่นโหรวสุขุม
เจียงผิงอันเอ่ยถามกะทันหัน “ปวงชนในพื้นที่สื่อสารบอกว่า
ความแข็งแกร่งของประมุขศาลา…”
“ใช่ ถึงขอบเขตนั้นแล้ว”
เสียงของเฉียนฮวั่นโหรวสั่นไหว เห็นได้ชัดว่าสะกดความตื่นเต้น
เอาไว้
ในภพแร้นแค้นของพวกเขา เนื่องจากข้อจำกัดของมหา
จักรพรรดิ จึงไร้ผู้ใดบรรลุเหนือขอบเขตพ้นพิบัติได้
แต่ภพบุกเบิกนั้นแตกต่าง ข้อจำกัดเช่นนี้ไม่มีอยู่ พวกเขากระทั่ง
เชื่อมต่อกับภพเซียนได้
และประมุขศาลาผู้นี้ก็คือตัวตนผู้บรรลุเหนือขอบเขตพ้นพิบัติ
“ข้าไม่รู้เรื่องนั้นมากนัก ไว้ถามทราบเพิ่มเติมแล้วจะบอกเจ้า เจ้า
ดูแลตนเองด้วย ประมุขศาลาบอกว่าฝ่ายรักษาระเบียบมิกล้าลงมือซึ่ง
หน้า แต่น่าจะลอบโจมตีเจ้าเป็นแน่”
“ข้ารู้”
เจียงผิงอันเก็บยันต์สื่อสารไป แล้วมองพนาผีเบญจภัยตรงหน้า
พนาผีแห่งนี้มโหฬาร โอบล้อมด้วยปราณมรณะวังเวง ดุจมาร
ร้ายอ้าปากกว้างรออาหารเข้ามาเยือน
เจียงผิงอันสัมผัสได้ถึงบรรยากาศชวนขนลุก ในพนาผีแห่งนี้
ต้องมีตัวตนน่าสะพรึงกลัวบางอย่างอยู่แน่
ขณะที่เขากำลังเดินเข้าไป คนกลุ่มหนึ่งก็โซเซออกมา
“ข้าบอกแล้วว่าอย่ามาพนาผีนี่! แต่เจ้าก็ไม่ฟัง คราวนี้คนตายไป
กี่คนเล่า?” หนึ่งในผู้ฝึกตนแผดเสียงอย่างเดือดดาล
“แต่เจ้าก็ยังไว้ใจเรา ยามนั้นเจ้าตื่นเต้นกว่าใครด้วยซ ้า บอกว่า
เจ้าจะหาบุปผาหน้าผีเจอที่นี่”
“สิบห้าคนเข้าไป เหลือเพียงเราสี่กลับมา น่ากลัวเกินไปนัก
เหลาจื่อจะไม่มาอีกแล้ว”
คนเหล่านี้ล้วนมีสีหน้าขวัญผวา ร่างกายโชกเลือด หัวใจรวดร้าว
สุดแสน
ขณะที่พวกเขากระเสือกกระสนออกมา ก็พบชายผู้หนึ่งเดินผ่าน
พวกเขาเข้าไปในพนาผี
“เจ้านั่นโง่หรือไร? มาคนเดียว แต่กล้าเข้าพนาผีด้วย?”
“น่าจะเป็นพวกเลินเล่อที่ไม่เคยได้ยินถึงความน่ากลัวของพนาผี
เบญจภัยนั่นแหละ”
“บางทีเจ้านี่อาจจะหาที่ตาย อย่าไปสนใจเลย”
ในสายตาศิษย์ศาลาเติงเซียน ยามคนเพียงหนึ่งบุกเดี่ยวสู่พนาผี
ก็เท่ากับไปฆ่าตัวตาย คนธรรมดาไม่ทำเช่นนั้นแน่
ยามเจียงผิงอันเข้าสู่พนาผี เงาดำสายหนึ่งอันหลบเร้นหลังต้นไม้
ก็นำป้ายแสดงตนออกมา
“หัวหน้ากลุ่มจิน เจียงผิงอันเข้าพนาผีเบญจภัยไปแล้ว เป็น
โอกาสดีที่เราจะลงมือ!”
“แค่เขาหรือ?” จินตี๋ถาม
“ใช่ เขาคนเดียว” เงานั้นตอบ
“สมาชิกกลุ่มทุกคนเตรียมพร้อม เราจะส่งสารเลวนี่กลับโลกหน้า
กัน!”